Realestate
Hot News: ทำเลทองรังสิต ลำลูกกาพุ่ง
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ทำเลทองรังสิต
ลำลูกกาพุ่ง
ไอเอชซี เครือพฤกษา โฮลดิ้ง เผยสัญญาณบวกตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่า หลังโครงการ “ไอเพลิน ลำลูกกา คลอง 4” ปิดการเช่า 3 อาคารแรกเต็ม 100% สะท้อนดีมานด์เช่าคุณภาพในทำเลรังสิต–ลำลูกกา พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ “ไอเพลิน รังสิต คลอง 2” เสริมพอร์ตสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)ระยะยาว
นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชัน จำกัด หรือ IHC เปิดเผยว่าตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่าในย่านรังสิต – ลำลูกกา ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ไอเพลิน (iPlern) ธุรกิจที่อยู่อาศัยให้เช่าในเครือ บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชัน จำกัด (Inno Home Construction: IHC) ภายใต้กลุ่มพฤกษา โฮลดิ้ง ประสบความสำเร็จในการเปิดให้บริการ โครงการไอเพลิน ลำลูกกา คลอง 4 โดยสามารถปิดการเช่า 3 อาคารแรกเต็ม 100% ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนศักยภาพของทำเลและความต้องการที่อยู่อาศัยให้เช่าคุณภาพในตลาดระดับกลางถึงแมส
ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวสะท้อนปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ทั้งการเติบโตของแหล่งที่อยู่อาศัยและการจ้างงานในโซนรังสิต–ลำลูกกา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ และความปลอดภัย มากกว่าการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในระยะยาว
“การปิดการเช่าโครงการไอเพลิน ลำลูกกา คลอง 4 ได้เต็ม 100% ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่า โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพ เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งงาน ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวมาจากการนำความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง การออกแบบ และการบริหารจัดการอาคารของ IHC และกลุ่มพฤกษา มาพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง และสามารถสร้างรายได้ประจำที่มั่นคงในระยะยาว” นายปิยะ กล่าว
จากกระแสตอบรับที่ดี บริษัทเตรียมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ “ไอเพลิน รังสิต คลอง 2” เพื่อรองรับดีมานด์ที่เติบโต โดยโครงการดังกล่าวเป็นอพาร์ตเมนต์เปิดใหม่ในทำเลต้นรังสิต ใกล้แหล่งชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดดเด่นด้านการออกแบบสไตล์โมเดิร์น ห้องพักใหม่ บรรยากาศน่าอยู่ พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย และ CCTV เชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมหลายสาย รองรับกลุ่มผู้เช่าที่ทำงานและอยู่อาศัยในพื้นที่โซนเหนือของกรุงเทพฯ
ไอเพลิน รังสิต คลอง 2 มีกำหนดเปิดให้จองในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยตั้งระดับค่าเช่าเริ่มต้นประมาณ 3,300 บาทต่อเดือน เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้เช่าคนรุ่นใหม่และกลุ่มแรงงานคุณภาพในพื้นที่ สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่าซึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ควบคู่มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัย
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจ ไอเพลินยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยให้เช่าอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้าน รายได้ประจำ (Recurring Income) และยกระดับมาตรฐานอาคารเช่าของไทยให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์ของ พฤกษา โฮลดิ้ง ในการพัฒนาโครงการที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน สะท้อนแนวคิด “Lifetime Well-Living” ของกลุ่มพฤกษา โฮลดิ้ง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยของผู้คนในทุกช่วงวัย แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยให้เช่า เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ “อยู่ดี” ในทุกวันของผู้เช่า สอดคล้องกับทิศทางการขยายธุรกิจของ IHC ที่มุ่งพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งสร้างคุณค่าได้ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

Go To Lead


SCG เน้นวินัยการเงิน ชูกลยุทธ์ ‘Regional Optimization'
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่าปี 2569 เศรษฐกิจชะลอแต่เห็นโอกาส ชูเวียดนามเคลื่อนการเติบโตแม้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 จะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เอสซีจีประเมินว่ายังมีสัญญาณบวกที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายโอกาสในหลายด้าน เอสซีจีประเมินว่า ในปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยจะชะลอตัว แต่เริ่มเห็นโอกาสจากหลายสัญญาณบวก เช่น ธุรกิจเคมิคอลส์มีแนวโน้มทรงตัว-ไม่แย่ลง เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ของโลกลดลง และราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มอ่อนตัว และคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเอื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่องจากการบริโภคในประเทศของกลุ่มอาเซียนที่ภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตและความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามแนวมีโน้มดีต่อเนื่อง เอื้อต่อการลงทุนและขยายตลาด
เอสซีจีวางแนวทางหลักเพื่อเร่งคว้าโอกาสในปี 2569 ไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1. เข้มข้น ด้วยวินัยการเงิน บริหารกระแสเงินสดให้มั่นคง ใช้เงินลงทุนอย่างระมัดระวัง มุ่งลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย Al & Robotics 2. เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทั่วทั้งองค์กร เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Regional Optimization’ ชู ‘เวียดนาม’ เป็นฐานการผลิตสินค้า เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ กระเบื้องเกรซพอร์ซเลน และการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 27% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจีในปัจจุบัน เพื่อรองรับการบริโภคในประเทศเวียดนาม และการส่งออกสู่ตลาดโลก จากปัจจัยบวกที่คาดว่าปี 2569 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เวียดนามจะโต 7.0% ต้นทุนที่แข่งขันได้ และความได้เปรียบด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับกว่า 60 ประเทศขยายพอร์ดสินค้าและบริการเติบโตสูง ทั้งสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Product: SUP) สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) และสินค้ากรีน (Green Products) 3. เสริมแกร่ง รุกธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP หรือ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อเพิ่มความยืดหุ่นในการใช้วัตถุดิบ ซึ่งโครงการคืบหน้าตามแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2570 4. เอาอยู่ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย โดยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายรอบด้านอยู่เสมอ เพื่อพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วส่วนงบประมาณสำหรับการลงทุน (CAPEX) ของทั้งกลุ่มในปี 2569 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2568 คือประมาณ 30,000 ล้านบาท “แม้ปี 2569 ยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและไทย แต่เอสซีจีจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ พร้อมสู้ทุกความท้าหาย และหาโอกาสเติบโตใหม่ ๆ มั่นใจว่าเราเข้มข้น - เข้มแข็ง - เสริมแกร่ง - เอาอยู่” ธรรมศักดิ์กล่าว
กลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถธุรกิเพื่อการเติบโตของธุรกิจและเพื่อรับมือความท้าทายในระยะต่อไป เอสซีจีได้วางกลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจในเครืออย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการขยายตลาด ซึ่งเอสซีจีมีกลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจในกลุ่ม สำหรับปี 2569 ดังนี้ 1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์, เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทลเสริมความสามารถการแข่งชันและลดต้นทุน ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน เชื้อเพลิงทดแทน และการใช้ Al ในกระบวนการผลิต เช่น Predictive Model ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การควบคุมกระบวนการผลิตและ คุณภาพสินค้า ตลอดจนการยกระดับการให้บริการด้วย AI ของ SCG HOME Online ที่ช่วยแนะนำสินค้าเปรียบเทียบทางเลือก และสนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าให้ง่ายและสะดวกขึ้น พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ Gen 4 ที่ลดคาร์บอนได้มากขึ้น และคอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ หรือ Ultra-High Performance Concrete (UHPC) ที่มีความแข็งแกร่ง และทนทานสูง ปรับพอร์ดสินค้าและบริการรองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ทั้งสินค้า SVP, HVA และ Green สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง และให้ความสำคัญกับ Net Zero Emission รวมทั้งพัฒนางานบริการรองรับตลาดปรับปรุง ต่อเติมบ้านและอาคาร เช่น บริการติดตั้งและซ่อมแชมหลังคา บริการแก้ปัญหาเสียงรบกวนจากห้องข้างเคียงและภายนอกอาคารด้วยระบบผนังกันเสียง โซลูชันประหยัดพลังงานอย่างหลังคาโซลาร์ และแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วย Active Air Quality จาก ONNEX by SCG
ปรับกลยุทธ์การจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์การตลาดและการแข่งขัน โดยใช้เครือข่ายช่องทางค้าส่งที่แข็งแกร่งเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงตลาดและลูกค้าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปรับรูปแบบธุรกิจค้าปลีกจาก Centralizaion สู่ Localization เพิ่มความคล่องตัวและตอบสนองความต้องการลูกค้าแต่ละพื้นที่ และพัฒนาระบบจัดหาและโลจิสติกส์ (Sourcing & Logistics) เพื่อควบคุมต้นทุน เสริมความสามารถการทำกำไรของร้านค้าผู้แทนจำหน่ายในเครือข่าย เพิ่มความสามารถการแข่งขันระยะยาว เอสซีจี เดคคอร์
ลดต้นทุนการผลิต ตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่ม 11% และพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่ม 2 เมกะวัตต์ รุกตลาดเวียดนามภายในประเทศและส่งออก เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ชเลน ซึ่งเป็นสินค้า HVA อีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ทำให้ PRIME จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านตารางเมตรต่อปีเมื่อโครงการแล้วเสร็จ เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดในประเทศโดยเฉพาะจากภาครัฐที่เน้นลงทุนในโครงการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานทั่วเวียดนามในปี 25692. เอสซีจีซี (ธุรกิจเคมิคอล)เดินหน้า LSP ต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่มีให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน รักษาฐานลูกค้า และบริหารความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ ตลอดจนการเดินหน้าโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนให้แล้วเสร็จในปี 2570 เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ให้มากกว่า 60% ของยอดขายในธุรกิจปลายน้ำ (downstream) ในประเทศไทย เพิ่มสัดส่วนสินค้า Green Polymers และขยายบริการโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดความผันผวนจากวัฏจักรอุตสาหกรรมในระยะยาว ปรับพอร์ตการลงทุน (divestment) ให้สอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน 3. เอสซีจีพี (ธุรกิจแพกเกจจิง)เดินหน้าสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถทำกำไร ด้วยการ M&P และขยายธุรกิจ รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังเพิ่มความร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
4. เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ (ธุรกิจบริการด้านพลังงานสะอาด)เร่งเครื่องเชิงกลยุทธ์ ผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สำเร็จ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโครงการที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วเต็มศักยภาพ ยกระดับความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร พัฒนาโซลูชันที่คุ้มค่า ตอบโจทย์เชิงเทคนิค รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนที่แข่งขันได้ รองรับการเติบโตยั่งยืน นอกจากนี้ ยังต่อยอด Smart Grid Platform โดยใช้ Generatve AI เพิ่มความแม่นยำของการคาดการณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecast) และยกระดับการบำรุงรักษา (Smart Maintenance) รองรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ผ่านการใช้โครงข่ายของบุคคลที่สาม (Third Party Access) เพื่อเสริมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในอนาคต ตลอดจนพัฒนา Heat Battery เชิงพาณิชย์ ร่วมกับ Rondo และลูกค้าอุตสาหกรรมชั้นนำ ลดต้นทุนและตอบโจทย์การใช้งานจริงยิ่งขึ้น
อนึ่ง ปี 2568 เอสซีจีบริหาร ‘กระแสเงินสด’ (cash flow) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจได้ดี แม้ว่าต้องเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความชัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานผันผวน ซึ่งกระทบต่อทุกอุตสาหกรรมโดยเฉพาะปิโตรเคมี ขณะที่ในไทย เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7% จากปีก่อนหน้า หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน และเกิดวิกฤตอุทกภัย เอสซีจีมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) 55,012 ล้านบาท แข็งแกร่งกว่าปี 2567 คิดเป็น 6% ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาทจากปีก่อนหน้า สะท้อนการรักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี และการเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ ทั้งยังดูแลผู้ถือหุ้นให้ได้รับผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 5.0 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของกำไรสำหรับปี 2568
สำหรับผลจากมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ (1) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลง 10,535 ล้านบาท (2) ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัด ค่าใช้จ่าย ได้รวมกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี (3) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็วได้ตามแผน 30,737 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.5 เท่า จากเดิม 6.3 เท่า สถานะทางการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท สำหรับการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ซึ่งคณะกรรมการบริษัทเอสซีจีมีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 5.0 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาทนั้น เอสซีจีแจ้งว่า ได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับครึ่งปีแรกในอัตราหุ้นละ 2.5 บาท เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568ส่วนเงินปันผลงวดสุดท้ายอัตราหุ้นละ 2.5 บาท กำหนดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 2 เมษายน 2569 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน 2569) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 เมษายน 2569 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com