|
|
AZAY ผงาด ระดับ A-แกร่งการเงิน
AM Best สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ประกาศคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Financial Strength Rating: FSR) ของ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย หรือ AAGI ที่ระดับ A- (Excellent) และคงอันดับเครดิตผู้ออกตราสารระยะยาว (Long-Term Issuer Credit Rating: Long-Term ICR) ที่ระดับ a- (Excellent) โดยอันดับเครดิตทั้งสองมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ AM Best ยังได้จัดอันดับเครดิตแห่งประเทศไทย (Thailand National Scale Rating: NSR) ให้แก่ AAGI ที่ระดับ aaa.TH (Exceptional) ซึ่งเป็นระดับ ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึง ความแข็งแกร่งของงบดุลของ AAGI ซึ่ง AM Best ประเมินว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ประกอบกับผลการดำเนินงานที่อยู่ในระดับเพียงพอ ลักษณะธุรกิจที่อยู่ในระดับจำกัด และการบริหารความเสี่ยงองค์กรที่เหมาะสม นอกจากนี้ AAGI ยังได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนด้านอันดับเครดิตจากกลุ่มอลิอันซ์ (Allianz SE) อีกด้วย
AM Best ประเมินความแข็งแกร่งของงบดุลของ AAGI อยู่ในระดับแข็งแกร่งโดยได้รับแรงสนับสนุนจากระดับเงินกองทุนที่ปรับตามความเสี่ยง (Risk-adjusted Capitalisation) ซึ่ง ณ สิ้นปี 2568 อยู่ในระดับสูงสุดตามเกณฑ์ Bests Capital Adequacy Ratio (BCAR) อีกทั้ง บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยสามารถเข้าถึงตลาดทุนผ่านบริษัทแม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) [SET: AYUD]
นอกจากนี้ AM Best ยังมองว่ากลยุทธ์การลงทุนของ AAGI มีความระมัดระวัง โดยสินทรัพย์ลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงินสด เงินฝาก และตราสารหนี้คุณภาพสูง ขณะที่บริษัทมีการใช้ประกันภัยต่อในระดับปานกลาง เพื่อสนับสนุนความสามารถในการรับประกันภัยและบริหารความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ โดยความเสี่ยงดังกล่าวได้รับการบรรเทาบางส่วนจากคุณภาพเครดิตที่อยู่ในระดับสูงของกลุ่มบริษัทรับประกันภัยต่อที่AAGI ใช้บริการ
ด้านผลการดำเนินงาน AM Best ประเมิน AAGI อยู่ในระดับเพียงพอ โดยบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) อยู่ที่ 2% ในปี 2568เทียบกับ 3.8% ในปี 2567 ในปี 2568 อัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของบริษัทได้รับผลกระทบจากค่าสินไหมทดแทนที่เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวได้รับการชดเชยบางส่วนจากผลการรับประกันภัยสุขภาพที่ปรับตัวดีขึ้น ภายหลังบริษัทดำเนินมาตรการแก้ไขและบริหารพอร์ตอย่างต่อเนื่อง AAGI ยังคงมีผลการดำเนินงานเป็นบวกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่รายได้จากการลงทุนที่มีความสม่ำเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้ดอกเบี้ย ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรโดยรวม และในระยะต่อไป AM Best คาดว่า AAGI จะสามารถรักษาระดับผลการดำเนินงานให้อยู่ในเกณฑ์ เพียงพอได้เช่นเดิม โดยได้รับการสนับสนุนจากกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท ควบคู่กับการรักษาวินัยในการรับประกันภัยและการกำหนดราคาอย่างรอบคอบ
AM Best ประเมินลักษณะธุรกิจ (Business Profile) ของ AAGI อยู่ในระดับจำกัด โดย AAGI ดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย และมีขนาดใหญ่เป็น อันดับ 9ของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทย ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4% เมื่อพิจารณาจากเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2568 พอร์ตการรับประกันภัยของบริษัทมีการกระจายตัวที่ดีทั้งในด้านประเภทผลิตภัณฑ์และช่องทางการ AM Best เป็นหน่วยงานจัดอันดับเครดิตระดับโลก ผู้เผยแพร่ข่าว และผู้ให้บริการการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประกันภัย บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศ โดยมีสำนักงานภูมิภาคในลอนดอน อัมสเตอร์ดัม ดูไบ ฮ่องกง สิงคโปร์ และเม็กซิโกซิตี้
Go To Lead
|
คปภ. เรียกประชุมภาคธุรกิจประกันภัย กำหนดแนวทางช่วยเหลือเร่งด่วน
เตรียมพร้อมหลังน้ำลด มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนผู้เอาประกันภัย
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) มอบหมายให้ นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เป็นประธานการประชุมติดตามและเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัย ร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทยและภาคธุรกิจประกันภัย ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์ความเสียหายด้านการประกันภัยและเตรียมมาตรการรองรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อมรถ การสำรวจและประเมินความเสียหาย ตลอดจนการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำนักงาน คปภ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดการประชุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อรับฟังสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรคจากภาคธุรกิจประกันภัย ตลอดจนสะท้อนการเตรียมความพร้อมและร่วมกันกำหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบ โดยได้หารือถึงการสำรวจข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัยผ่านระบบฐานข้อมูลกลางประกันภัย (Insurance Bureau System : IBS) เพื่อประเมินขอบเขตความเสียหายและจำนวนผู้เอาประกันภัยที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยในการจัดเตรียมรถยกและรถลากสำหรับช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและกีดขวางการจราจร ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมพื้นที่รองรับการเคลื่อนย้ายรถยนต์
สำหรับแนวทางดำเนินการ สำนักงาน คปภ. ได้กำชับให้บริษัทประกันภัยเตรียมความพร้อมและกำหนดมาตรการรองรับ ทั้งด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ และเครือข่ายอู่ซ่อมรถให้เพียงพอ รวมถึงเตรียมรองรับกรณีมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ขณะเดียวกันให้เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายทั้งรถยนต์ บ้านเรือน และทรัพย์สิน โดยจากการรายงานของภาคธุรกิจพบว่า ผู้สำรวจภัยและบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ได้เริ่มดำเนินการเชิงรุก ไม่รอให้ผู้เอาประกันภัยติดต่อเข้ามาเพียงฝ่ายเดียว แต่มีการแยกทีมสำหรับติดต่อประสานลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งโทรศัพท์ LINE และช่องทางออนไลน์ เพื่อคัดแยกผู้ที่ได้รับผลกระทบและนัดหมายการสำรวจความเสียหายล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ที่ระดับน้ำยังสูงและไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการได้ทันทีเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประกันภัยยืนยันความพร้อมในการเพิ่มช่องทางการติดต่อเพื่อให้ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งเหตุและประสานขอรับความช่วยเหลือได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่กำหนดให้บริษัทติดตามกรณีที่ยังไม่สามารถเข้าสำรวจได้และดำเนินการทันทีเมื่อสามารถเข้าพื้นที่ได้
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงข้อจำกัดสำคัญในการวางแผนเข้าพื้นที่ คือ ข้อมูลระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ที่เป็นปัจจุบัน เนื่องจากบางพื้นที่ยังไม่สามารถส่งผู้สำรวจภัยเข้าไปดำเนินการได้ ภาคธุรกิจจึงเสนอให้สำนักงาน คปภ. ประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์ ระดับน้ำ และการเข้าถึงพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนจัดส่งผู้สำรวจภัยและทีมช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม และเมื่อได้รับข้อมูลแล้วให้ส่งต่อไปยังสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อกระจายข้อมูลไปยังบริษัทสมาชิกและใช้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการเข้าพื้นที่ต่อไป
ในด้านการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน สำนักงาน คปภ. เน้นย้ำให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ความรวดเร็วในการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อให้การประกันภัยสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัยจากสถานการณ์อุทกภัยได้อย่างทันท่วงที โดยที่ประชุมได้รับรายงานว่า สำหรับกรณีที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ความเสียหายได้อย่างชัดเจน บริษัทประกันภัยมีความพร้อมดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายในระยะเวลา ไม่เกิน 7 วัน รวมถึงกรณีความเสียหายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะที่กรณีที่ตรวจสอบแล้วเข้าหลักเกณฑ์ความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) บริษัทประกันภัยจะดำเนินการจัดเตรียมและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องควบคู่กับกระบวนการประเมินความเสียหาย เพื่อให้เอกสารครบถ้วนและสามารถยืนยันความเสียหายได้ชัดเจน สามารถดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้โดยเร็ว ทั้งนี้ แนวทางตามวาระกำหนดให้บริษัทพิจารณาความคุ้มครองและจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่สามารถประเมินความเสียหายได้แล้ว โดยเฉพาะกรณีความเสียหายรุนแรงและรถยนต์ที่อาจเข้าข่าย Total Loss ให้ดำเนินการตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
สำหรับกรณีรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการเช่าซื้อหรือมีภาระกับสถาบันการเงิน ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาความล่าช้าในการรวบรวมเอกสารจากผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อกระบวนการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณี Total Loss โดยสำนักงาน คปภ. จะประสานความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมและส่งต่อเอกสาร ลดระยะเวลาและขั้นตอนในการดำเนินการ เพื่อให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ประเด็นการประเมินความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วม ที่ประชุมได้หารือให้แยกแนวทางการพิจารณาระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยกรณีรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ให้ใช้แนวทางการประเมินความเสียหาย 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับ AE ของสำนักงาน คปภ. เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ประชุมยังได้หารือถึงการประเมินความเสียหายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้แนวทางในลักษณะเดียวกับการดำเนินการกรณีอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งต้องพิจารณามูลค่าความเสียหายของแบตเตอรี่ประกอบกับความเสียหายของตัวรถ โดยเฉพาะกรณีแบตเตอรี่ถูกน้ำท่วมขัง ต้องตรวจสอบว่าสามารถฟื้นฟูหรือซ่อมแซมกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยเพียงใด หากไม่สามารถฟื้นฟูได้ จึงนำมาประกอบการพิจารณาว่าเข้าข่ายความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) หรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาข้อกำหนดและแนวทางทางของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นประกอบด้วย นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้หารือกับภาคธุรกิจถึงการจัดทำและรายงานข้อมูลความเสียหายจากอุทกภัย โดยให้บริษัทประกันภัยรวบรวมข้อมูลจำนวนการแจ้งเคลม ประเภทความเสียหาย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น ความคืบหน้าการสำรวจและประเมินความเสียหาย การจ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ตามแบบฟอร์มที่สำนักงาน คปภ. จะจัดส่งให้ เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง
สำนักงาน คปภ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยได้อย่างรวดเร็ว โดยในส่วนของ การประกันชีวิต บริษัทประกันภัยอาจขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม รวมถึงผ่อนผันมาตรการบางประการกรณีกรมธรรม์สิ้นผลบังคับจากการขาดชำระเบี้ยประกันภัย การนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติ ตลอดจนกรณีมีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัย เพื่อช่วยลดภาระของผู้เอาประกันภัยในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสำหรับการประกันวินาศภัย สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดมาตรการผ่อนผันเพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย โดยกรณีประกันภัยรถยนต์ บริษัทประกันภัยอาจผ่อนผันการเก็บเบี้ยประกันภัยและรับเบี้ยประกันภัยได้จนถึง 180 วัน นับแต่วันที่สัญญาประกันภัยมีผลใช้บังคับ หรือวันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นมีผลคุ้มครอง สำหรับรถยนต์ทุกประเภท ยกเว้นรถยนต์กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ส่วนการประกันภัยอื่น บริษัทอาจขยายระยะเวลาการเก็บเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดออกไปได้ 90 วัน นับแต่วันแรกที่บริษัทต้องเก็บเบี้ยประกันภัย นอกจากนี้ กรณีกรมธรรม์ประกันสุขภาพ กรมธรรม์ประกันโรคร้ายแรง หรือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองในลักษณะเดียวกันสิ้นผลบังคับเนื่องจากการขาดชำระเบี้ยประกันภัย บริษัทอาจงดการตรวจสุขภาพในการขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยได้
นอกจากนี้ สำหรับ กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยแบบประหยัดสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)ให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติเต็มวงเงินเอาประกันภัย จำนวน 10,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เอาประกันภัยที่บ้านอยู่อาศัยได้รับความเสียหายจากอุทกภัย โดยผู้เอาประกันภัยนำส่งเอกสารยืนยันตัวตนและหลักฐานความเสียหาย เช่น ภาพถ่ายน้ำท่วม หรือรายการทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามจำนวนเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย
ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับบ้านอยู่อาศัยและร้านค้า ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรณี กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติเต็มวงเงินเอาประกันภัย จำนวน 20,000 บาท และกรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม ให้พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นเพิ่ม จำนวน 10,000 บาท หากมีความเสียหายเกินกว่า 10,000 บาท ให้ผู้เอาประกันภัยนำส่งเอกสารและหลักฐานประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม
สำหรับ ร้านค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risks : IAR) และได้ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม ให้พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น จำนวน 30,000 บาท โดยหากมีความเสียหายเกินกว่า 30,000 บาท ให้ผู้เอาประกันภัยนำส่งเอกสารและหลักฐานประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้เอกสารยืนยันตัวตนและหลักฐานความเสียหาย เช่น ภาพถ่ายน้ำท่วม หรือรายการทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย เพื่อประกอบการพิจารณา โดยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามจำนวนเงินความคุ้มครองที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
ในส่วนของ คนกลางประกันภัย สำนักงาน คปภ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยขยายระยะเวลาผ่อนผันการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตตัวแทนประกันภัยและนายหน้าประกันภัยประเภทบุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยอาจส่งผลให้ไม่สามารถเข้ารับการอบรมหรือดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อบรรเทาผลกระทบแก่คนกลางประกันภัย รวมทั้งให้ประชาชนยังคงได้รับบริการด้านประกันภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถยื่นคำขอขยายระยะเวลาการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่เหตุอุทกภัยสิ้นสุดลง แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยต้องมีหนังสือชี้แจงเหตุผลประกอบการพิจารณา และเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว แต่ไม่สามารถยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตได้ภายในกำหนดเวลา หรือเป็นผู้ที่ยังไม่ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และไม่สามารถเข้ารับการอบรมให้ครบถ้วนได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ใบอนุญาตสิ้นอายุและยังไม่ได้รับการต่ออายุ ผู้ถือใบอนุญาตจะไม่สามารถเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยหรือดำเนินกิจกรรมในฐานะคนกลางประกันภัยได้จนกว่าจะได้รับการต่ออายุใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว
สำนักงาน คปภ. ฝากถึงภาคธุรกิจประกันภัยให้เตรียมความพร้อมรองรับการให้ความช่วยเหลือภายหลังระดับน้ำลดลง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายสูง ซึ่งประชาชนอาจไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์และทรัพย์สินออกจากพื้นที่ได้ทัน จึงขอให้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อมรถ และการประเมินความเสียหายให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้ทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกำชับให้ภาคธุรกิจประกันภัย เร่งดำเนินการตามประเด็นที่ได้หารือร่วมกันในการประชุมครั้งนี้ โดยให้ความสำคัญกับการสำรวจความเสียหาย การอำนวยความสะดวกแก่ผู้เอาประกันภัย และการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย ตลอดจนรายงานความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคให้สำนักงาน คปภ. ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการประกันภัย การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือ LINE Official Account @OICCONNECT คปภ.รอบรู้"
Go To Lead
|
วิริยะประกันภัย 'เร่ง'ดูแลผู้เอาประกันภัยจากวิกฤติ
อุทกภัย 69 พร้อมรองรับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง
วิริยะประกันภัย 'เร่ง'ดูแลผู้เอาประกันภัยจากวิกฤติอุทกภัย 69 พร้อมรองรับการแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง
วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ จัดเตรียมปฏิบัติการ FIRST AID ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ประสานเครือข่ายรถยก รถลาก กู้รถยนต์ออกจากพื้นที่ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งดำเนินการจ่ายสินไหมทดแทนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย และเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุรองรับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก ผ่านสายด่วน 1557 ช่องทาง Line Official @viriyah และศูนย์บริการสินไหมทดแทน ตลอด 24 ชั่วโมง
นายดลเดช สัจจวีระกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและเส้นทางที่มีปริมาณน้ำสะสมสูง ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของประชาชนดำเนินไปอย่างยากลำบาก รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน รถยนต์บางส่วนไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทัน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลงและสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่บางพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังหรือมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบางจุดที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ จึงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการจัดการสินไหมทดแทนอย่างเต็มศักยภาพ
"วิริยะประกันภัย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการรับมือกับเหตุอุทกภัยด้วยการนำ ปฏิบัติการ FIRST AID แนวทางปฏิบัติการกู้ซ่อมรถยนต์ มาใช้รับมือกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยจนเป็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนถึงมหาอุทกภัยล่าสุดที่เกิดขึ้น ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นพัฒนาการบริการและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงานให้มีความพร้อมรับมือกับภัยความเสี่ยงทุกรูปแบบ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานของปฏิบัติการ FIRST AID อยู่เสมอ เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ณ ขณะนี้ บริษัทฯ จึงดำเนินการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างเต็มศักยภาพและทันท่วงที แม้ในบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัด ผู้เอาประกันภัยก็ยังสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1557 และศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในแต่ละพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ประสานงานด้านการช่วยเหลือ รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและการดูแลรถยนต์ในระหว่างเกิดอุทกภัย เพื่อให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองและเกิดความอุ่นใจสูงสุด คุณดลเดชกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง รวมถึงบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและสภาพพื้นที่ ซึ่งจากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในเขตพื้นที่อุทกภัยทั่วประเทศ ณ วันที่ 29 กันยายน พบว่า มีรถยนต์เกิดความเสียหายจากน้ำท่วม จำนวนประมาณกว่า 4,000 คัน โดยบริษัทฯ ยังคงเร่งดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรมสูงสุด
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|