Finance/share
Hot News: 'เข้ม' Travel Rule สินทรัพย์ดิจิทัล สะกัดฟอกเงิน-อาชญากรรมเทคโนโลยี
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'เข้ม' Travel Rule สินทรัพย์ดิจิทัล
สะกัดฟอกเงิน-อาชญากรรมเทคโนโลยี
ก.ล.ต. เดินหน้าออกหลักเกณฑ์ การจัดให้มีการบริหารและจัดการความเสี่ยงTravel Rule สินทรัพย์ดิจิทัล ยกระดับป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สอดคล้องมาตรฐานสากล
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ให้ถูกใช้เป็นทางผ่านในการฟอกเงินและก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่า การออกหลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลในครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับความสามารถในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
โดยมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลธุรกรรมของลูกค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่กำหนด รวมทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันการฟอกเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (FATF) เพิ่มความน่าเชื่อถือในการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศในระยะยาว
ตามที่ ก.ล.ต. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและยับยั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ได้มีมติให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับ ปปง. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ระบบบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้มีข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรม เพื่อสนับสนุนการติดตามตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ เมื่อเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 และร่างประกาศ เมื่อเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการและร่างประกาศที่เสนอ จึงได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล* โดยมีสาระสำคัญดังนี้
(1) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องจัดให้มีนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล
(2) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องรวบรวมข้อมูลของลูกค้าและคู่ธุรกรรมของลูกค้าประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ตรวจสอบคู่ธุรกรรม ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลของคู่ธุรกรรม (counterparty VASP) และตัวกลางของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Intermediary Digital Asset Operator) กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจัดให้มีตัวกลางอยู่ในเส้นทางการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงตรวจสอบความเป็นเจ้าของหรือการมีอำนาจควบคุมกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลแบบดูแลและควบคุมด้วยตนเอง (self-hosted wallet) กรณีโอน/รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลกับ self-hosted wallet
(3) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ส่งคำสั่งโอน (Ordering Digital Asset Operator) ต้องส่งข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน ประกอบกับคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้ counterparty VASP ที่รับคำสั่งโอน (Beneficiary Digital Asset Operator)
(4) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องเก็บข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรมอย่างน้อย 5 ปี ต้องจัดเก็บไว้ในลักษณะที่หน่วยงานกำกับสามารถเรียกดูหรือตรวจสอบได้ทันที หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีเวลาในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบงานสำหรับการรับส่งข้อมูลและการตรวจสอบธุรกรรมตามหลักเกณฑ์ใหม่
หมายเหตุ:* ประกาศที่เกี่ยวข้อง 1 ฉบับ ได้แก่ ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สธ. 9/2569 เรื่อง การจัดให้มีการบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันการใช้บริการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินและกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ลงวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Go To Lead


กสิกรไทย- 6 พันธมิตรชั้นนำระดับประเทศ เปิดโครงการ "Roadmap for Growth"
หนุนองค์ความรู้ เร่งศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการไทย "ทำเป็น อยู่รอด เติบโต"
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายของการแข่งขันในตลาดโลกที่ผันผวน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงผนึกกำลังกับธนาคารกสิกรไทย ผสานเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าเข้ากับศักยภาพทางการเงิน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยให้คว้าโอกาสและเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ เน้น Big Brother พี่ช่วยน้อง เราไม่ได้เพียงเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาด แต่ต้องการเชื่อมเขาทั้ง Value Chain ไปสู่ ‘โอกาสใหม่’ ทั้งคู่ค้า ช่องทาง และการเติบโต เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภายใต้วิสัยทัศน์ The New Chapter of Thai Industries โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 5I ยกระดับ SME ให้เข้มแข็ง เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก และเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน AI Transformation, China Business Survival และ Green Industry Transition Plus พร้อมผนึก KBank เดินหน้าสู่ Roadmap for Growth อย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับการแข่งขันด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดเผยว่า depa พร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ แนะนำแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจ ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยมาตรการส่งเสริมต่างๆ ของ depa โดยเชื่อว่า ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจ เข้าถึง และเริ่มต้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ความท้าทายของธุรกิจวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเข้าถึงเงินทุน แต่คือการปรับตัวและเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ NIA และธนาคารกสิกรไทยจึงร่วมกันเชื่อม “นวัตกรรม” กับ “โอกาสในการเติบโต” เพื่อเสริมศักยภาพ “ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม” ให้เติบโต แข่งขันได้ และขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
นางสาวอุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล กรรมการบริหารเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันความยั่งยืนในการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องไกลตัว ธุรกิจจะแข่งขันได้นอกจากสินค้ามีคุณภาพและคุ้มค่า ยังต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืน ThaiCBN พร้อมที่จะเชื่อมองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม
ธนาคารกสิกรไทยเชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการในยุคใหม่ต้องมากกว่าการให้เงินทุน แต่ร่วมเป็นพันธมิตรที่ออกแบบเส้นทางการเติบโต เชื่อมต่อผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริง และติดตามผลลัพธ์ร่วมกับลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทย ทำเป็น อยู่รอด และเติบโต

Go To Lead


ธ.ก.ส. จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกครบ 60 ปี
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกครบ 60 ปี ธ.ก.ส. ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เพื่อน้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนารถบพิตร ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้มีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรและการพัฒนาภาคการเกษตรสู่ความยั่งยืน เมื่อ พ.ศ.2509 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสานต่อการส่งเสริมพัฒนาด้านการเกษตรอันเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ และเพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของทั้ง 2 พระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์
เหรียญกษาปณ์ดังกล่าว เป็นโลหะสีขาวคิวโปรนิกเกิล ลักษณะเป็นรูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.2 เซนติเมตร ประเภทธรรมดา ด้านหน้าเป็นพระรูปพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังเป็นข้อความ “60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” และโลโก้ ธ.ก.ส. ราคาหน้าเหรียญ 20 บาท จำนวนที่จัดทำ 250,000 เหรียญ ในส่วนของ ธ.ก.ส. ได้สิทธิ์ขอจ่ายแลกจำนวน 100,000 เหรียญ เพื่อส่งมอบเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส. ให้แก่ บุคลากรของธนาคารทั่วประเทศ หัวหน้ากลุ่มเกษตรกร รวมถึง ผู้มีอุปการคุณในการสนับสนุนการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ของธนาคาร โดยเหรียญอีกส่วนหนึ่งกรมธนารักษ์จะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปแลกซื้อหรือสั่งจองในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

Go To Lead


BAM-Krungsri Securities Financial Day
ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์เติบโต สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนสถาบัน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร และทีมงานนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations: IR) บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เข้าร่วมกิจกรรม “Krungsri Securities Financial Day” ซึ่งจัดโดย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสื่อสารข้อมูลทิศทางการดำเนินธุรกิจ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักลงทุนสถาบันชั้นนำ สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการดำเนินงานของ BAM ในระยะต่อไป ภายในกิจกรรม BAM ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 รวมถึงมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการสินทรัพย์และการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อรองรับโอกาสและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ BAM ยังได้อัปเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture: JV) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการต่อยอดธุรกิจและสร้างโอกาสการเติบโต โดยปัจจุบัน BAM มีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนรวม 3 แห่ง และคาดว่าจะสามารถจัดตั้งได้ 1 แห่งภายในไตรมาส 4 ปี 2569 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจในระยะยาว ซึ่งการหารือครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร BAM และนักลงทุนสถาบันได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ทั้งในประเด็นผลการดำเนินงาน แนวโน้มอุตสาหกรรม ทิศทางธุรกิจ ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงาน ตลอดจนโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BAM ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความโปร่งใส และให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลต่อนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
“การเข้าร่วมกิจกรรม Krungsri Securities Financial Day นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ BAM ได้สื่อสารทิศทางและศักยภาพของบริษัทกับกลุ่มนักลงทุนสถาบันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้รับฟังมุมมองและข้อเสนอแนะจากภาคตลาดทุน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคต และมองว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่าง BAM และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) จะช่วยเปิดโอกาสการต่อยอดความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในอนาคต พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยง BAM กับนักลงทุนและตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ BAM ยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจ การแสวงหาโอกาสและพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

Go To Lead


กรุงศรี–MUFG แบ่งปันวิสัยทัศน์เศรษฐกิจไทย-อาเซียน 'ชู'การเงินยั่งยืน
ตอกย้ำ“Trusted Partner”งาน THE BANGKOK BUSINESS SUMMIT 2026
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ MUFG ร่วมฉายภาพวิสัยทัศน์และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยในงาน “THE BANGKOK BUSINESS SUMMIT 2026” โดยนำเสนอแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยชู 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยเปิดกว้างการเข้าถึงเงินทุน การเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับเศรษฐกิจและเงินทุนระดับภูมิภาค รวมถึงเงินทุนภาคเอกชนที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและอาเซียนในระยะยาว ภายในงาน นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Building Thailand’s Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth” โดยชี้ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ต้องสร้างบนรากฐานของ ความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และการเข้าถึงอย่างทั่วถึง พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศทางการเงินที่เชื่อมโยง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินทุนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยสู่ Trusted Digital Economy ของอาเซียนภายในปี 2578 โดยมี Digital Public Infrastructure เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน พร้อมยกระดับการไหลเวียนของข้อมูลและธุรกรรมให้มีประสิทธิภาพ สำหรับภาค SME นายสยามมองว่า เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย และที่ผ่านมา ภาคสถาบันการเงินพยายามสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับกระบวนการขอสินเชื่อให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมถึงนำเสนออัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล โดยแม้ธนาคารจะพิจารณาข้อมูลทางเลือกนอกเหนือจาก Financial Statement เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แต่การตรวจสอบและยืนยันข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ที่ถูกต้อง ยังคงทำให้กระบวนการมีความซับซ้อน ใช้เวลา และมีต้นทุนสูง ซึ่งท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับไปยังต้นทุนทางการเงินของลูกค้า แต่ในปัจจุบัน Digital Public Infrastructure โดยเฉพาะ PromptBiz ได้เข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลการค้าระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และสถาบันการเงินอย่างเป็นมาตรฐานและปลอดภัย ช่วยให้ข้อมูลธุรกรรมและใบแจ้งหนี้ตรวจสอบได้ ลดความเสี่ยงจากเอกสารปลอมหรือการขอสินเชื่อซ้ำ และช่วยให้สถาบันการเงินประเมินและสนับสนุนสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ SME มีสภาพคล่องดีขึ้น ลดการพึ่งพาหลักประกัน และเพิ่มประสิทธิภาพตลอด Supply Chain
ในระยะต่อไป PromptBiz ยังมีศักยภาพในการต่อยอดจากการสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุน สู่การเป็น โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่ SME และสถาบันการเงินตลอดทั้ง Ecosystem เชื่อมต่อภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ Supply Chain ทั้งด้านเงินทุน ข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยี พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและการปรับตัวของภาคธุรกิจ การยกระดับดังกล่าวจึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของ SME แต่เป็น รากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน “วันนี้เรามีทั้ง Reinvent Thailand เป็น Roadmap มี PromptBiz เป็น Platform และมีสถาบันการเงินที่พร้อมช่วยสนับสนุนทางการเงินบน Ecosystem นี้ สิ่งสำคัญคือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมลงมือกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง พาธุรกิจทุกขนาดเปลี่ยนผ่านและเติบโตไปพร้อมกัน พร้อมขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม” นายสยามกล่าว
นายมาซามิจิ โคโนะ ที่ปรึกษาอาวุโส MUFG Bank; กรรมการมูลนิธิ IFRS Foundation และสมาชิก Friends of Multilateralism Group (FMG) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมเสวนาบนเวทีหลักในหัวข้อ “The Global Acceleration Economy: De-Risking the Decade for ASEAN” โดยสะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกในยุคแห่งการเร่งตัว (Acceleration Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมชี้ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อาเซียนรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น หนึ่งในโอกาสสำคัญของไทยคือ กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ของประเทศไทย ซึ่งคุณโคโนะมองว่า ประโยชน์เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง Technical Review ที่ไทยจะได้เทียบเคียงนโยบาย กรอบการดำเนินงาน แนวปฏิบัติ และมาตรฐานที่สอดคล้องกับประเทศสมาชิก ช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความโปร่งใส เสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเชื่อมโยงไทยกับเศรษฐกิจโลกได้ลึกซึ้งขึ้น
นายโคโนะยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดหลักกติกาสากล (Rules-based Multilateral Trading System) และความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค พร้อมสะท้อนว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมองประเทศไทยเป็นจุดหมายการลงทุนและศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพ ด้วยจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ฐานอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม รวมถึงกรอบทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและยึดหลักกติกาสากล แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น แต่คุณโคโนะได้เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นและการพร้อมรับมือของระบบการค้าพหุภาคี โดยชี้ให้เห็นว่า ข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคีและระดับภูมิภาคยังคงได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของ WTO มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ ทั้งยังย้ำว่า การรักษาตลาดที่เสรี เป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพในระดับภูมิภาค ตลอดจนการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และส่งเสริมบทบาทของไทยในการเติบโตและการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
สำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน คุณโคโนะชูบทบาทของ Transition Finance ในการสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของตลาด ดึงดูดเงินทุนระยะยาว และทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว บทสรุปจากการเสวนาครั้งนี้ตอกย้ำว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต้องขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค และการเงินเพื่อความยั่งยืน ไปพร้อมกัน โดยมี “ความเชื่อมั่น” เป็นรากฐาน ตั้งแต่ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงมาตรฐานสากล ความโปร่งใส และระบบการเงินที่พร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน กรุงศรี พร้อมผสานเครือข่ายระดับโลกของ MUFG, ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน และนวัตกรรม เพื่อเป็น “Trusted Partner” ที่เชื่อมโอกาส เงินทุน และการเติบโตให้กับภาคธุรกิจไทย พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยและอาเซียนสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

Go To Lead


SME D Bank ระดับ “AAA(tha)”-เครดิตระยะสั้น “F1+(tha)” สูงสุดภายในประเทศ
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลการจัดเครดิตของ SME D Bank ประจำปี 2569 โดยคงอันดับภายในประเทศระยะยาวอยู่ที่ “AAA(tha)” แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตระยะสั้นที่ “F1+(tha)” ถือเป็นผลประเมินอันดับสูงที่สุดสำหรับอันดับเครดิตภายในประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 (ปี 2556-2569) เนื่องจากฟิทช์ฯ มีมุมมองต่อ SME D Bank ในการมีบทบาทสำคัญเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้กำกับของกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกระทรวงการคลัง ถือหุ้นถึง 99.4% สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพ สถานะเข้มแข็งมั่นคง และเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ และสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทาย ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีข้อจำกัดเข้าถึงแหล่งทุนจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป อีกทั้ง ฟิทช์ฯ ยังเชื่อว่า รัฐบาลจะคงนโยบายให้ความสำคัญต่อธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะยาว เพราะเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลจึงพร้อมสนับสนุน SME D Bank อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีพันธกิจชัดเจน และเล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระยะยาว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ทั้งนี้ SME D Bank ยึดมั่นแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ภายใต้แนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” คอยเคียงข้างในทุกสถานการณ์ ผ่านการพาเข้าถึงบริการ “พัฒนาคู่เติมทุน” ได้แก่ ด้าน “การเงิน” ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) ซึ่งธนาคารได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บรรเทาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ช่วยเสริมศักยภาพและลดต้นทุนธุรกิจ ยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ได้แก่ สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท , สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 1 ล้านบาท และ สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
ควบคู่กับด้าน “การพัฒนา” ครบวงจร Upskill-Reskill ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ ขยายตลาด และพัฒนาสร้างรากฐานสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ เน้นปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Business) และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งผ่านกิจกรรม Onsite ต่อเนื่องตลอดปี และผ่าน Online ด้วย “แพลตฟอร์ม DX” (dx.smebank.co.th) ช่วยเข้าถึงความรู้ เครื่องมือ และบริการต่างๆ ได้สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com