Finance/share
Hot News: ทีทีบี 'แนะ' พอร์ต ลงทุน 'คุณภาพ'
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ทีทีบี 'แนะ' พอร์ต
ลงทุน 'คุณภาพ'
ทีทีบี รวมผู้เชี่ยวชาญการลงทุนจากทีทีบี-บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำ ร่วมวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนโลกครึ่งปีหลัง พร้อมแนะนำพอร์ตลงทุน สร้างโอกาสรับผลตอบแทนท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงอยู่
นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคารและความมั่งคั่งทางการเงิน ทีทีบี เปิดเผยว่า แม้หลายสินทรัพย์ทั่วโลกจะทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีทีบีมีเป้าหมายและความมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ลูกค้า จึงให้ความสำคัญกับการนำเสนอมุมมองการลงทุนที่รอบด้าน ครอบคลุมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลก สินทรัพย์ที่มีศักยภาพ และทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย พร้อมคัดสรรกองทุนคุณภาพจากบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถต่อยอดความมั่งคั่ง พร้อมกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และสามารถคว้าโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
นายอภิวัฒน์ น้าประทานสุข ผู้บริหารอาวุโสด้านกลยุทธ์การลงทุน ทีทีบี มองว่าครึ่งแรกของปี ตลาดหุ้นหลายตลาดทำ All Time High ตามที่ทีทีบีคาดการณ์ เข้าสู่ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นโลกยังมีแนวโน้มทำ New High ต่อได้จากการเติบโตของธีม AI ที่ยังอยู่เพียงแค่จุดเริ่มต้น นำไปสู่ผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ดอกเบี้ย Fed มีโอกาสไม่ปรับขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลงมาสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม รวมทั้งการเมืองในสหรัฐอเมริกา จะมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอม แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Core & Satellite โดยมีกองทุน ES-Ultimate GA Series (ระดับความเสี่ยงกองทุน 5) เป็นแกนหลักเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ซึ่งปัจจุบันมี AUM กว่า 30,000 ล้านบาท
นายณัชพล นนทิสกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า ES-Ultimate GA Series (ระดับความเสี่ยงกองทุน 5) เป็นคอร์พอร์ตโฟลิโอที่ดี ด้วยผลการดำเนินงานที่ดี ดูรายละเอียด ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน ES-Ultimate GA1/2/3 ได้ที่ https://www.eastspring.co.th/funds/mutual-funds หรือ www.eastspring.co.th [กองทุนรวม/ ES-Ultimate GA/ ผลการดำเนินงานกองทุน] Source : Eastspring Asset Management (Thailand) as of 6 July 2026, Fund Inception = 28 Jan 2025
พร้อมการควบคุม Max Drawdown ช่วงวิกฤตปี 2025-2026 ได้ดี โดยจำกัดผลขาดทุนไว้เพียง -4% ถึง -8% ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกร่วงแรงถึง -14% สำหรับครึ่งปีหลังพร้อมขับเคลื่อนพอร์ตผ่าน 3 ไอเดียหลัก คือ คงน้ำหนักกลุ่ม AI Super Cycle เพิ่มหุ้นธนาคารสหรัฐฯ รับธีมดีเรกูเลต และเปิดรับโอกาสกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทวัสดุก่อสร้างสหรัฐฯ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มุ่งสร้างพอร์ตที่พร้อมรับมือความผันผวนได้อย่างมีเสถียรภาพ”
มุมมองด้านเทคโนโลยี นายกัมปนาท โอมฤก นักกลยุทธ์การลงทุน ทีทีบี ระบุว่า “การเติบโตของ AI กำลังก้าวสู่ระยะที่ขยายตัวครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้น Big Tech หรือ Semiconductor อีกต่อไป แต่จะกระจายไปยังบริษัทอื่น ๆ ที่จะได้ประโยชน์ จากการลงทุนใน CAPEX ของกลุ่ม Hyperscalers ซึ่งมียอดลงทุนมากกว่า 6 แสนเหรียญล้านต่อปี โดยบริษัทที่ได้ประโยชน์ อาทิ บริษัท Micron Technology ซึ่งเป็นผู้ขาย DRAM&HBM Memory มีกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางความต้องการ AI ที่เติบโต หรือบริษัทที่เก็บหน่วยความจำ (Storage) อย่าง Sandisk ก็มีแนวโน้มทำรายได้เติบโตด้วยเช่นกัน ดังนั้นการลงทุนใน Theme AI ช่วงครึ่งปีหลัง เราจึงแนะนำกระจายการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก และยังคงเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี”
นายภูริพัฒน์ ละเอียดธนะกิจ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส ทีทีบี กล่าวย้ำมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นเอเชีย โดยระบุว่า “เศรษฐกิจในเอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตได้แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ก็ได้กระแส AI Super Cycle ช่วยสนับสนุนการส่งออกทางด้านเทคโนโลยีของประเทศในเอเชีย ซึ่งคาดว่าปัจจัยนี้จะยังคงอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่าการลงทุนทางด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น”
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า “การลงทุนในธีม AI ผ่านกองทุนอย่าง ES-GTECH หรือ Eastspring Global Technology (ระดับความเสี่ยงกองทุน 7) ช่วยเพิ่มโอกาสในการคัดเลือกหุ้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเติบโตสูง ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ผลิตโครงสร้างพื้นฐาน และผู้ได้รับประโยชน์จากการนำ AI ไปใช้งานจริง”
นางสาวมทินา วัชรวราท ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า “นักลงทุนที่ต้องการเกาะกระแส AI Super Cycle อย่างครบวงจร นอกเหนือจากหุ้นเทคสหรัฐฯ ควรพิจารณากระจายความเสี่ยงไปยัง การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย เนื่องจากเอเชียเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรม AI โลก โดยกองทุน K-ATECH (ระดับความเสี่ยงกองทุน 6) มุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการชิป หน่วยความจำ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต โดย นายจตุพัฒน์ ตรงประดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน ทีทีบี แนะนำให้จัดสรรการลงทุนในกองทุน Hedge Fund ประมาณ 5-10% ของพอร์ต เพื่อเสริมโอกาสสร้างผลตอบแทนและลดความผันผวนในระยะยาว สอดคล้องกับ นายพงศ์สรร ยอดเมืองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ที่นำเสนอ กองทุน Eastspring Quantitative Absolute Return Equity (ES-QUANTABS) (ระดับความเสี่ยงกองทุน 6) ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลัก Man Systematic Equity Alternative บริหารโดย Man Numeric ผู้เชี่ยวชาญด้านเฮดจ์ฟันด์ระดับโลก โดยใช้แบบจำลองเชิงปริมาณและ AI คัดเลือกหลักทรัพย์ราว 4,000 บริษัททั่วโลก ภายใต้กลยุทธ์ Long/Short Equity เพื่อมุ่งหวังโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก และเตรียมเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2569
ทีทีบีย้ำว่า ภายใต้บริบทตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอน กลยุทธ์การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ผ่านทั้งกองทุนแกนหลัก กองทุนธีม AI และสินทรัพย์ทางเลือก จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเติบโตของพอร์ตการลงทุนและรับมือกับความผันผวนในระยะยาว ผู้สนใจด้านการลงทุน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา หรือ ttb investment line โทร.1428 กด #4 ทุกวันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9:00 - 17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)

Go To Lead


กรุงศรี 'ชู'กลยุทธ์ FX รับเทรนด์ Multi-Currency
เดินหน้า Digital FX เต็มรูปแบบ
นายฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “กรุงศรีให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า และพร้อมทำหน้าที่ในฐานะพาร์ตเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์ ความท้าทายต่างๆ ของตลาดเงินทั่วโลก ที่ผ่านมากรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ได้พัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจ โดยผลการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นอยู่ที่ 16% ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”
“ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ปริมาณธุรกรรมเพียงอย่างเดียว ในฐานะพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ หัวใจสำคัญคือความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้ จากความสามารถในการช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้” นายคุโรกิ กล่าวเพิ่มเติม
นายคุโรกิได้ชี้ให้เห็นความท้าทายของธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันและความผันผวนของสถานการณ์ตลาดการเงินโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งระบุว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตกว่า 60% ขณะที่ปริมาณธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) เพื่อการนำเข้าส่งออกที่ทำผ่านธนาคารพาณิชย์กลับเติบโตขึ้นเพียง 5.7% จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการทำธุรกรรม FX ของภาคธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Multi-Currency Trends อย่างชัดเจน โดยแนวโน้มการชำระเงินค่าสินค้านำเข้าและส่งออกด้วยสกุลเงินอื่น นอกเหนือจาก 3 สกุลเงินหลัก (ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน) เติบโตอย่างก้าวกระโดด
จากแนวโน้มการทำธุรรรม FX ของภาคธุรกิจและภาครวมของตลาดการเงิน กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2026 โดยมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ ยกระดับสู่ Digital FX อย่างเต็มรูปแบบ มุ่งพัฒนาและขยายขีดความสามารถในการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น FX ผ่านทางระบบออนไลน์ FX@Krungsri การเชื่อมต่อแพลตฟอร์มของลูกค้าเข้ากับบริการ FX API ของธนาคาร รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินผ่าน Krungsri FX Line Official Account เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลตลาดและทำธุรกรรมได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พัฒนาโซลูชันด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและ Multi-Currency ขยายการให้บริการสกุลเงินใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เช่น เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) เงินดีร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (AED) และเมื่อช่วงไตรมาส 4/2568 ธนาคารยังได้เปิดให้บริการเงินสกุลริยัลซาอุดิอาระเบีย (SAR) เพื่อรองรับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและตะวันออกกลางที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พัฒนาโซลูชันเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงและการลงทุน มุ่งนำเสนอโซลูชันเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้มากขึ้น นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เชื่อมโยงกับศักยภาพของกลุ่ม MUFG พร้อมทั้งนำ AI และระบบ Automation มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของ FX Dealer เพื่อยกระดับความรวดเร็ว ความแม่นยำ และคุณภาพการให้บริการ ตลาดการเงินโลกและไทย
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อํานวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า ตลาดการเงินโลกพยายามหันเหจุดสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางตามกลยุทธ์การเจรจาและจะกระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะก็ตาม ทั้งนี้ เฟดภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช ตั้งใจปฎิรูปการสื่อสารและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ในภาวะเช่นนี้ ราคาสินทรัพย์ต่างๆ จะมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นเมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แต่คาดว่าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยนต่อไป
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยอดนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า มีปัจจัยประคองค่าเงินบาทอยู่บ้าง ได้แก่ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แม้ผันผวนสูงแต่ซื้อขายห่างจากจุดสูงสุดของรอบอยู่พอสมควร รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ขณะที่ภาวะขาดดุลแฝดของไทยอาจบรรเทาลงแม้ต้องใช้เวลา โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัวในกรอบ 32-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หากเฟดคงดอกเบี้ยตามสมมติฐานหลัก และดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการค่าเงิน นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะถูกตรึงไว้ที่ 1.00% ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า ตราบใดที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าในบริบทที่เงินเฟ้อด้านต้นทุนสูงขึ้นเพียงชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักกับภาวะอุปสงค์ และเสถียรภาพภายในประเทศมากกว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

Go To Lead


SME D Bank -ส.อ.ท. จัดแคมเปญสุดพิเศษ 'หนุน'สมาชิก
เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank จับมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดแคมเปญสุดพิเศษ สนับสนุนสมาชิก ส.อ.ท. เข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท สนับสนุนลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะ EV เป็นต้น “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 1 ล้านบาท สนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และ “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท เพื่อยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ สร้างการเติบโตยั่งยืน นอกจากนั้น รับสิทธิพิเศษ ลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front End Fee) 0.50%
สมาชิก ส.อ.ท. แจ้งความประสงค์ยื่นกู้ในแคมเปญนี้ได้ที่บูธของ SME D Bank ในงาน INDUSTRY TRANSFORMATION วัน จันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30-14.30 น. ณ ห้องประชุม 109 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือสาขาของ SME D Bank ทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของ SME D Bank ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึง 30 กันยายน 2569 เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

Go To Lead


ธ.ก.ส. 'ชู' 2 เงินฝากใหม่ “เงินฝากไซทอง”-“เงินฝากพานทอง”
ฝาก 11 เดือน รับดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการ 1.10 % ต่อปี วันนี้- 31 ส.ค. 69
นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ระยะสั้น ได้แก่ เงินฝากไซทอง (11 เดือน) สำหรับบุคคลธรรมดา อายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันรับฝาก กลุ่มบุคคล นิติบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และบริษัทประกันที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยเมื่อเปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนเงินรับฝากสูงสุด รับดอกเบี้ยเป็นรายเดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.10 ต่อปี (เทียบเท่าเงินฝากประจำร้อยละ 1.29 ต่อปี) เริ่มจ่ายดอกเบี้ยงวดแรก 31 สิงหาคม 2569 สำหรับลูกค้ารายเดิมที่ฝากกับเงินฝาก “กระบุงทอง” มีความประสงค์ฝากต่อใน โครงการ “เงินฝากไซทอง” บางส่วน หรือไม่ประสงค์ฝากต่อในโครงการ “เงินฝากไซทอง” โปรดติดต่อสาขาภายในวันที่ 22 ก.ค.-31 ส.ค. 69
และเงินฝากพานทอง (11 เดือน) สำหรับบุคคลธรรมดา อายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันรับฝาก กลุ่มบุคคล นิติบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และบริษัทประกันทึ่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย เมื่อเปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนเงินรับฝากสูงสุด รับดอกเบี้ยแบบขั้นบันได สูงสุดร้อยละ 6.59 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการ ร้อยละ 1.10 ต่อปี โดยแบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569-15 มิถุนายน 2570 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ต่อปี และช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2570-21 มิถุนายน 2570 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.59 ต่อปี คิดดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการร้อยละ 1.10 ต่อปี (เทียบเท่าเงินฝากประจำ ร้อยละ 1.29 ต่อปี) จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือน โดยทบเป็นต้นเงินเข้าบัญชีโครงการนี้ ทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน (ถอนดอกเบี้ยได้ในวันที่ 16 ของทุกเดือน) จ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 กันยายน 2569 งวดสุดท้ายวันที่ 21 มิถุนายน 2570
สำหรับลูกค้ารายเดิม “เงินฝากกำปั่นทอง” มีความประสงค์ฝากต่อใน โครงการ “เงินฝากพานทอง” บางส่วน หรือไม่ประสงค์ฝากต่อในโครงการ “เงินฝากพานทอง” โปรดติดต่อสาขาภายในวันที่ 22 ก.ค.-31 ส.ค. 69 และสำหรับลูกค้ารายเดิม “เงินฝากทองนพคุณ” มีความประสงค์ฝากต่อใน โครงการ “เงินฝากพานทอง” บางส่วน หรือไม่ประสงค์ฝากต่อในโครงการ “เงินฝากพานทอง” โปรดติดต่อสาขาภายในวันที่ 14 ส.ค.-31 ส.ค. 69
“เงินฝากทั้ง 2 โครงการ เปิดรับฝากแล้วตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมนี้ ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 หรือจนกว่าธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก บุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก และนิติบุคคลเสียภาษีตามประกาศกรมสรรพากร ร่วมสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงกับ ธ.ก.ส. สู่อนาคตที่ยั่งยืน สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ Call Center 0-2 555-0555”

Go To Lead


BAM 'เผย'ผลงาน 6 เดือนแรก ซื้อหนี้ทะลุ 10,000 ล้านบาท
มั่นใจโมเดล Cost Plus ปิดหนี้ไว สร้าง Yield กว่า 15%
BAM ตอกย้ำผู้นำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) อันดับ 1 ของประเทศไทย โชว์ผลงานครึ่งแรกปี 2569 รับซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ จากสถาบันการเงินชั้นนำ 6 แห่ง มูลค่าหนี้รวมกว่า 10,000 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตสินทรัพย์ และสร้างการเติบโตในระยะยาว ผลักดันโมเดล Cost Plus มุ่งสร้างทางออกให้ลูกหนี้ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ต ช่วยเร่งการปิดหนี้ได้รวดเร็ว สามารถสร้าง Yield ได้มากกว่า 15% ครึ่งปีหลังเตรียมปิดอีก 3 บิ๊กดีล คัดเลือกหนี้ด้อยคุณภาพก้อนใหญ่เข้าสู่พอร์ตอีก 5,000 ล้านบาท
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า จากการที่ BAM ได้ซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มอีก 1 แห่ง แบบ Exclusive Big Lot จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ส่งผลให้ในครึ่งแรกปี 2569 ทาง BAM มีการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศรวมจำนวน 6 แห่ง มีมูลค่าหนี้กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อเข้ามาบริหารจัดการตามแผนธุรกิจที่วางไว้ เป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่ง และศักยภาพทางการเงินในการเป็น AMC อันดับหนึ่งของประเทศ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตสินทรัพย์ เสริมศักยภาพการเติบโตของ BAM อีกทั้งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของไทย ที่เชื่อว่ายังมีโอกาสในการสร้างมูลค่าได้อีกมาก หากนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่เหมาะสมเข้ามาช่วยฟื้นฟู
ทั้งนี้ BAM พร้อมผลักดันโมเดล Cost Plus ปิดหนี้ไว เข้ามาปรับใช้กับลูกหนี้ในพอร์ต โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้เร็วขึ้น ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละราย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อลูกหนี้ สถาบันการเงิน และเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่ง BAM คาดว่าพอร์ตการลงทุนดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทน (Yield) ได้มากกว่าร้อยละ 15 ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนผลการดำเนินงาน ของ BAM ให้เติบโตตามเป้าหมาย ทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 BAM ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกพร้อมขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดย BAM อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพอีก 3 ดีลใหญ่ มีมูลค่าหนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ต และรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
“เราไม่ได้มองการลงทุนในหนี้ด้อยคุณภาพเป็นเพียงการเพิ่มขนาดพอร์ต แต่คือการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่หยุดนิ่งให้กลับมาสร้างคุณค่า และหัวใจของการบริหารหนี้ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการซื้อหนี้มาบริหาร แต่คือการสร้างทางออกที่เหมาะสมให้กับลูกหนี้แต่ละราย เพื่อให้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินและเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน นั่นคือเหตุผลที่ BAM นำโมเดล Cost Plus มาใช้กับพอร์ต เพราะเราเชื่อว่า เมื่อช่วยให้ลูกหนี้กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ก็จะสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัทไปพร้อมกัน” ดร.รักษ์ กล่าว

Go To Lead


EXIM BANK รุก “Halal Bridge Program 2026”
ผนึกพันธมิตรจับคู่ธุรกิจ SMEs ไทยกับผู้ซื้อกว่า 40 ประเทศ รวม 198 คู่เจรจา
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK ร่วมกับโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการ Halal Bridge Program 2026 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้สามารถขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การรับรองมาตรฐาน การสร้างแบรนด์ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจตลอดห่วงโซ่การส่งออก โดยผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 12 บริษัทในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขภาพ และเครื่องสำอางที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล ได้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและดำเนินกิจกรรม Global Market Research ภายในงาน Grand Halal Bangkok 2026 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ร่วมกับบริษัท เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. จำกัด และเพิ่งปิดฉากลงเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อทดสอบตลาด ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค รับฟังความคิดเห็นจากผู้ซื้อ และประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์ก่อนขยายสู่ตลาดส่งออก ควบคู่กับกิจกรรม Business Matching กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และนักธุรกิจจากทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการเจรจาธุรกิจ 198 คู่เจรจา สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อจากต่างประเทศต่อสินค้าฮาลาลไทย
นายชลัช กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3.2 ล้านราย แต่มีผู้ส่งออกเพียงประมาณ 23,000 ราย หรือไม่ถึง 1% ของ SMEs ทั้งประเทศ ขณะที่ตลาดฮาลาลโลกยังมีศักยภาพเติบโตสูง จากจำนวนประชากรมุสลิมกว่า 2,000 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรโลก ข้อมูลจาก State of the Global Islamic Economy Report 2025/2026 ระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคมุสลิมทั่วโลกอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 โดยตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 สะท้อนโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายสู่ตลาดฮาลาล ซึ่งไม่จำกัดเพียงประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จำนวน 57 ประเทศ แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคมุสลิมและตลาดฮาลาลขนาดใหญ่อื่น ๆ ทั่วโลก เช่น จีน สหรัฐฯ ยุโรป และอินเดีย
ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการดำเนินโครงการ Halal Bridge Program 2026 สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 60 บริษัท การสนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก 30 บริษัท การสนับสนุนการจัดทำ Global Market Research และนำผู้ประกอบการร่วมออกบูทในงาน Grand Halal Bangkok 2026 จำนวน 12 บริษัท จนนำไปสู่การเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากกว่า 40 ประเทศ รวม 198 คู่เจรจา ทั้งนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาองค์ความรู้และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ EXIM BANK ยังสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยบริการให้คำปรึกษาด้านการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการขยายตลาดส่งออก พร้อมโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ SMEs เพื่อเสริมสภาพคล่องและบริหารความเสี่ยงจากการค้าระหว่างประเทศ
“ภายใต้บทบาท Export Co-Pilot EXIM BANK จะเดินหน้าสร้างผู้ส่งออกรุ่นใหม่ พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม แหล่งเงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อสร้างสะพานแห่งโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยและได้มาตรฐานสากล อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของประชากรโลกอย่างยั่งยืน” นายชลัช กล่าว

Go To Lead


CIMB THAI 'รุก'
ตลาดรีไฟแนนซ์เต็มรูปแบบ 'ชู'ดอกเบี้ยปีแรก 1.44%
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เดินหน้าปรับกลยุทธ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ให้น้ำหนักตลาดรีไฟแนนซ์มากขึ้น นำเสนอโปรแกรมรีไฟแนนซ์ครบทุกรูปแบบ หลังตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกำลังซื้อผู้บริโภคยังถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนและภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ ธนวรรณ เจียระนันท์ Head, Consumer Lending ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2569 ยังอยู่ในภาวะทรงตัว ทั้งตลาดบ้านใหม่และบ้านมือสอง แม้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐจะเริ่มส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการซื้อขาย แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวมากขึ้น
“ในภาวะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังชะลอตัว ธนาคารต่างๆ เริ่มปรับจุดเน้นจากการแข่งขันด้านการปล่อยสินเชื่อใหม่ มาสู่การดูแลลูกค้าปัจจุบันและการขยายตลาดรีไฟแนนซ์มากขึ้น เพราะเป็นโอกาสที่ช่วยให้ลูกค้าลดต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธนาคารยังสามารถเติบโตบนฐานลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี”
จากข้อมูลของธนาคารพบว่า ลูกค้าสินเชื่อบ้านจำนวนมากที่ผ่อนชำระมาแล้วมากกว่า 3 ปี ยังไม่เคยรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเลย ทั้งที่สามารถลดภาระดอกเบี้ยและลดค่างวดรายเดือนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การลดต้นทุนทางการเงินถือเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จึงเปิดตัวโปรแกรม สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน อัตราดอกเบี้ยปีแรกเพียง 1.44% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดเท่าที่ธนาคารเคยนำเสนอ โดยธนาคารสามารถนำเสนออัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวได้ เพราะธนาคารมองว่าลูกค้ากลุ่มรีไฟแนนซ์เป็นกลุ่มที่มีคุณภาพ เนื่องจากมีประวัติการผ่อนชำระอย่างสม่ำเสมอและมีข้อมูลด้านเครดิตที่สามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ชัดเจน ทำให้ธนาคารสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งต่อประโยชน์กลับไปสู่ลูกค้าในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้
สำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ธนาคารยังมี สินเชื่อรีไฟแนนซ์พร้อมกู้เพิ่ม ที่เปิดโอกาสให้นำมูลค่าหลักประกันที่เพิ่มขึ้นมาใช้เป็นวงเงินเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้จ่ายตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมที่อยู่อาศัย การศึกษาบุตร หรือรวมหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสูงกว่า

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com