Finance/share
Hot News: ธ.ก.ส. ขานรับนโยบายรัฐ 'ชู'สินเชื่อลดต้นทุนพลังงาน
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ธ.ก.ส. ขานรับนโยบายรัฐ
'ชู'สินเชื่อลดต้นทุนพลังงาน
ธ.ก.ส. ขานรับนโยบายประหยัดพลังงานตามมติครม. หนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อการประหยัดพลังงานในภาคการเกษตรและลดผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ผ่านสินเชื่อสินเชื่อเพื่อเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (Smart Tech) และสินเชื่อ BCG Model เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนและยกระดับการผลิตโดยใช้พลังงานสะอาด
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติที่คณะรัฐมนตรีที่ได้ประกาศให้เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานและขอความร่วมมือให้หน่วยงานทุกภาคส่วนลดการใช้พลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญ ที่ส่งผลกระทบให้เกิดความไม่แน่นอนด้านพลังงานไปทั่วโลก ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงานในภาคการเกษตรและลดผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อสร้างความยั่งยืนในด้านพลังงานในภาคการเกษตรตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ESG (Environmental, Social และ Governance) ผ่านสินเชื่อเพื่อเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (Smart Tech) อันนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน ระยะเวลาชำระเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่วันกู้เงิน และสินเชื่อ BCG Model
ประกอบด้วย สินเชื่อเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy Credit) สินเชื่อเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Credit) สินเชื่อสีเขียว (Green Credit) กำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ทั้งนี้ กรณีกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ไม่เกิน 12 เดือน พิเศษ ไม่เกิน 18 เดือน กรณีกู้เพื่อลงทุน ชำระคืนภายใน 15 ปี แจ้งความประสงค์และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือ Call Center 02 555 0555 (เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด)
นอกจากนี้ ธ.ก.ส. จัดมาตรการลดการใช้พลังงานเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศภายในองค์กร โดยแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้ 1) มาตรการประหยัดพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย การใช้บันไดแทนลิฟต์ โดยรณรงค์ให้ใช้บันไดในการขึ้นและลง เพื่อลดการใช้ลิฟต์โดย ไม่จำเป็น การปรับเปลี่ยนการแต่งกาย โดยลดการใส่สูท ปลดเนคไท สวมเสื้อแขนสั้น และสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อผ้าโปร่งสบาย (Cool Mode) เพื่อลดการทำงานหนักของเครื่องปรับอากาศ การจัดการปลั๊กไฟ โดยปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อไม่ได้ใช้งาน และเลือกใช้โหมดพักพลังงาน การปรับอุณหภูมิแอร์ โดยตั้งค่าเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และปิดเครื่องล่วงหน้าก่อนเลิกงาน 30 นาที
การปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยปิดหน้าจอหรือตั้งเวลาปิดหน้าจออัตโนมัติ เมื่อไม่ได้อยู่หน้าจอเป็นเวลานาน การปิดไฟส่องสว่าง โดยปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นทันทีหลังใช้งาน และ 2) มาตรการประหยัดการใช้น้ำมัน ประกอบด้วย การ Work From Home โดยปรับรูปแบบการทำงานที่บ้านตามความเหมาะสมของสายงานที่ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า การวางแผนการเดินทาง โดยเดินทางเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง การใช้ระบบ Carpool และบริการขนส่งสาธารณะ โดยส่งเสริมการใช้ระบบทางเดียวกันไปด้วยกัน (Carpool) หรือใช้บริการระบบขนส่งมวลชน และการประชุมผ่านระบบ Video Conference โดยสนับสนุนการประชุมผ่านระบบออนไลน์แทนการเดินทางไปร่วมประชุมในสถานที่ต่าง ๆ
ธ.ก.ส. ขอร่วมรณรงค์การใช้พลังงานและขอเชิญชวนประชาชนไทยร่วมกันลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

Go To Lead


SCB WEALTH-BlackRock
หนุนธุรกิจเวลธ์ธนาคารโตโดดเด่น
นายศรชัย สุเนต์ตา , CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB WEALTH ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของความร่วมมือกับ BlackRock ผู้นำเบอร์หนึ่งระดับโลกด้านการบริหารสินทรัพย์ โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ ผ่านมา การผนึกกำลังกันในการนำเสนอโซลูชั่นการลงทุนให้กับนักลงทุน ได้ตอกย้ำภาพความแข็งแกร่งของ SCB WEALTH ในฐานะหนึ่งในผู้บริหารด้านความมั่งคั่งระดับแนวหน้าของไทย อีกทั้งยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมไปสู่มาตรฐานใหม่ของการให้บริการทางการเงิน ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนภาพชัดเจนว่าการผนึกพลังระหว่างความเชี่ยวชาญของ BlackRock และความเข้าใจตลาดการลงทุนในประเทศไทยอย่างลึกซึ้งของธนาคารไทยพาณิชย์ คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานการบริหารความมั่งคั่งไทยสู่ระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่นักลงทุนไทยในทุกสภาวะตลาด
ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่าง SCB WEALTH และ BlackRock ส่งผลให้สินทรัพย์ของ SCB WEALTH ภายใต้การบริหารกองทุนของ BlackRock เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงขึ้นกว่า 220% และคาดว่าภายในไตรมาสแรกของปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบันธนาคารเป็นตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ (SCBAM)ส่งผลให้ SCBAM มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกองทุนของ BlackRock มากที่สุดเป็นอันดับ1 ในประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2567 เป็น 25% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่นักลงทุนมีต่อโซลูชันทางการเงินที่โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ โดย SCB WEALTH ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ BlackRock ในการพัฒนาพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ให้มีความยั่งยืนและมีโอกาสเติบโตในทุกสภาวะตลาด หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้เกิดจากการผนึกพลังระหว่างความเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ (Local Expertise) ของ SCB WEALTH ที่ถ่ายทอดความต้องการเชิงลึกของนักลงทุนไทย ผสานเข้ากับนวัตกรรมและความสามารถด้านการบริหารสินทรัพย์ระดับโลก (Global Expertise) ของ BlackRock จนเกิดเป็นโซลูชันที่แข็งแกร่งและตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำนำมาสู่การเปิดตัวกองทุน SCB Global Multi Asset Core (SCBGMCORE) ครั้งแรกของประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมกลยุทธ์ Liquid Alternatives เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เป็นอิสระจากความผันผวนของตลาด
ด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ กองทุน SCBGMCORE(A) จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนและลูกค้าของธนาคาร โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ เช่น หน่วย CIS หน่วยของกองทุน ETF ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น โดยกองทุนจะพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ 0 -100% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ซึ่งสัดส่วนการลงทุนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน และความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ทั้งนี้ บริษัทจัดการ จะมอบหมายให้ BlackRock (Singapore) Limited เป็นผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนของกองทุน ซึ่งความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 5 สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 YTD อยู่ที่ +1.05% 3 เดือนอยู่ที่ +1.33% 6 เดือน +5.38% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (10 เม.ย.68) อยู่ที่+15.72% ต่อปี (ข้อมูลจาก SCBAM Fund factsheet)
นอกจากนี้ SCB WEALTH ได้ร่วมมือกับ BlackRock ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมการลงทุนในทุกมิติ อาทิ SCBGMLITE(A) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ เช่น หน่วย CIS หน่วยของกองทุน ETFที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก ลงทุนได้มากกว่า10 สินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ทองคำ REITและTIPs เป็นต้น โดยความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 5 ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับกองทุน SCBGMCORE แต่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยกว่า ส่วนกองทุน SCBUSFOCUS(A) เน้นโอกาสเติบโตในหุ้นสหรัฐฯ ที่สอดคล้องกับหลักการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยความเสี่ยงของกองทุนจัดอยู่ในระดับ 6 และกองทุน SCBABSAP(A) นโยบายการลงทุนของกองทุนหลัก มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงและการใช้กลยุทธ์ทางการเงินที่ซับซ้อน เพื่อรักษาอัตราผลตอบแทนให้สม่ำเสมอ ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 6 และเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงซับซ้อน
นายศรชัย กล่าวต่อไปว่า ในด้านความร่วมมือการจัดทำบทวิเคราะห์การลงทุน SCB CIO และ BlackRock ได้ยกระดับมาตรฐานงานวิจัยผ่านกลยุทธ์ Co-Create Research ที่ผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ผ่านการระดมสมองและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่อสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบบทวิเคราะห์เชิงลึกโดยเน้นการจัดสรรสินทรัพย์เชิงรุก (Tactical Asset Allocation) ให้เท่าทันสถานการณ์โลก พร้อมเจาะลึกสินทรัพย์ไทยด้วยมุมมองที่ครอบคลุม ทั้งเศรษฐกิจมหภาค นโยบายทางการเงิน และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งจุดแข็งของ BlackRock ในสินทรัพย์หลักระดับสากล เมื่อผนวกกับความเชี่ยวชาญของ SCB CIO ในสินทรัพย์รายประเทศ เช่น ตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทย ทำให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและแม่นยำในทุกมิติ
นอกจากนี้ SCB WEALTH และ BlackRock ยังได้ร่วมกันสร้าง ”นักลงทุนคุณภาพ” ผ่านโครงการ SCB WEALTH XCELERATE เอกสิทธิ์พิเศษเฉพาะลูกค้า SCB WEALTH ที่เป็นกลุ่ม Next Generation ในการเปิดประสบการณ์โลกการเงินระดับสากล ผ่านการเรียนรู้โดยตรงจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ BlackRock ในต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์การลงทุนที่ไร้พรมแดน พร้อมขับเคลื่อนพอร์ตโฟลิโอและความมั่งคั่งให้เติบโตอย่างยั่งยืนสู่อนาคต
สำหรับก้าวต่อไปของ SCB WEALTH และ BlackRock ในปี 2569 พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ไปอีกขั้น ผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ เริ่มต้นจากการพัฒนา Capital Market Assumption (CMA) เฉพาะสำหรับประเทศไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับการให้คำปรึกษาผ่านการร่วมสร้าง Tactical Asset Allocation (TAA) ในระดับสากล เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่แม่นยำสำหรับการวางแผนการลงทุนระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของโซลูชันการลงทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกมิติ เพิ่มขีดความสามารถในการเฟ้นหาโอกาสเพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ให้กับพอร์ตโฟลิโอของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอกย้ำแนวคิด Customer Centricity ผ่านการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ของทีมที่ปรึกษาการลงทุนให้มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะตัวของนักลงทุนไทยโดยเฉพาะ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาบริการทางการเงิน แต่เป็นการมุ่งสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุน
ที่มาของข้อมูล
1.ตัวเลข AUM ภายใต้การบริหารของบริษัทบริหารจัดการกองทุนรวม มาจาก Morning star ข้อมูล ณ วันที่ 2 ก.พ.69
2. ข้อมูลผลการดำเนินงาน และ นโยบายการลงทุน มาจาก SCBAM Fund Factsheet ณ วันที่ 31 มกราคม 256
คำเตือน
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน มีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุน SCBGMCORE (A) และ SCBGMLITE(A) : กองทุนนี้ไม่เหมาะสมกับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอหรือต้องการรักษาเงินต้น ผู้ลงทุนโปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โปรดศึกษารายละเอียดข้อมูลกองทุนกับ บลจ.ไทยพาณิชย์อีกครั้ง และผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน ได้ที่
SCBGMCORE(A) - https://www.scbam.com/medias/upload/landing-page/SCBGMCORE(A).html SCBGMLITE(A) - https://www.scbam.com/medias/upload/landing-page/SCBGMLITE(A).html ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนที่ร่วมรายการเพิ่มเติมได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม www.scbam.com และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนรวมเพิ่มเติมผ่านแอป SCB EASY สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

Go To Lead


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 'ชี้'ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสยืนเหนือระดับ
100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล 1-3 เดือนข้างหน้า กระทบจีดีพีไทย 0.2-0.7%
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปจนถึงแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกในระยะต่อไป นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อการค้าและการคมนาคมขนส่งทางอากาศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินลดลงและต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในมิติการเงิน ค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับจีดีพีโลกและของไทย ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2-0.7 หลังมองว่าสถานการณ์อิหร่านมีโอกาสยืดเยื้อ อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงาน และเป็นประเด็นเปราะบาง ทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75–90 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 ในขณะที่จีดีพีทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต
ดร. รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทยคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราวร้อยละ 8.1 นอกจากนี้ สงครามอิหร่านคาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราวร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 11.5 ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 38.3 ในปีก่อนหน้า
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง

Go To Lead


ก.ล.ต. Capital Asia Investments
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในเรื่องการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 ของกฎหมายหลักทรัพย์ ทาง CAI ได้มีการรายงานผ่านแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวบนเว็บไซต์ ของ ก.ล.ต. แต่อย่างไรดี ก.ล.ต. จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกประกอบกับข้อมูลจากเบาะแสที่ ก.ล.ต. ได้รับว่า การรายงานมีความครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ซึ่งหากมีการรายงานที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน ก.ล.ต. จะเร่งดำเนินการติดตามให้มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนและดำเนินการตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดต่อไป
ก.ล.ต. ยึดหลักการการดำเนินการอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย (Due process of Law) รวมทั้งมีกระบวนการทำงานตามแนวทางธรรมาภิบาลในทุกระดับ ทั้งระดับคณะกรรมการและระดับสำนักงาน โดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. ไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการทำงานในระดับสำนักงานได้ ซึ่งรวมถึงกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ ในระหว่างกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. จะดำเนินการในทางลับและไม่มีการเปิดเผยข้อมูลจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ จึงจะมีการเปิดเผยให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com