Finance/share
Hot News: กรุงศรี วิจัย ชี้ ไทยโตเพียง 2.0%
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
กรุงศรี วิจัย ชี้
ไทยโตเพียง 2.0%
วิจัยกรุงศรี คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ โตเพียง 2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสเติบโต
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน เปิดเผยว่า โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ (i) ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (ii) การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม (iii) ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึง (iv) ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569
แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนในปี 2569: ภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียน ยังเติบโตต่อเนื่อง เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัว จากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ คาดว่าการส่งออกจะได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีขาขึ้นของโลก แม้อาจจะชะลอลงบ้างหลังการเร่งส่งออกในปีก่อนหน้า จากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าการลงทุนทั่วโลก ผนวกกับความท้าทายจากปัจจัยเฉพาะในประเทศ โดยเฉพาะความกังวลด้านความน่าเชื่อถือของภาครัฐในอินโดนีเซีย และการปราบปรามการทุจริตในฟิลิปปินส์ที่อาจกดดันการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นภาคเอกชนต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนในระยะปานกลาง แม้ความได้เปรียบด้านต้นทุนของภูมิภาคนี้จะลดถอยลงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Transshipment Tariffs) แต่จุดแข็งเฉพาะตัวและนโยบายเร่งพัฒนาปัจจัยเชิงคุณภาพของแต่ละประเทศ รวมถึงอานิสงส์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค (Regionalization) ภายใต้กระแสการกระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีน สะท้อนว่าอาเซียนยังคงมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในระยะข้างหน้า ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ไม่เต็มศักยภาพ ภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากราว 33.0 ล้านคนในปี 2568 โดยเครื่องชี้ที่สะท้อนการฟื้นตัว ได้แก่ จำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ไทยในช่วงฤดูหนาว 2568/2569 (ช่วงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 – 28 มีนาคม 2569) ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีการขยายเส้นทางการบินใหม่ๆ จากทั้งจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังค่อนข้างช้า โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ราว 40 ล้านคนเมื่อปี 2562 สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังไม่กลับสู่ศักยภาพเดิมและความท้าทายจากโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปหลังโควิด
การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ แม้ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นช้า แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็วและดำเนินโยบายสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมฯ จาก BOI ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 นำโดย FDI ที่อาจไหลเข้าประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน เมื่อประกอบกับการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่าจะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ กระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง ดังนั้น ในปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ภาคส่งออก คาดว่าจะชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เต็มปี แม้มีแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อยู่บ้าง โดยภาคส่งออกเคยได้แรงหนุนชั่วคราวในปี 2568 จากการเร่งสั่งซื้อสินค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าใหม่จะมีผลบังคับใช้ (Front-loading) แต่ในปี 2569 การส่งออกสินค้าของไทยจะได้รับผลกระทบตลอดทั้งปีจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกันองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่าปริมาณการค้าโลกปี 2569 จะชะลอตัวลง โดยขยายตัวเพียง 0.5% จากที่เคยขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ในตลาดโลกที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าการส่งออกไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% หลังจากเติบโตสูงเกินคาดที่ 12.7% ในปี 2568
การบริโภคภาคเอกชนเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยหลังการฟื้นตัวจากโควิด มีแนวโน้มเติบโตในอัตราชะลอลงสู่ระดับ 2.2% ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP ประกอบกับรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่หลังโควิดยังเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคส่งออก นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมา อาทิ โครงการแจกเงินหมื่น (หรือโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเดิม) โครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่เน้นการกระตุ้นระยะสั้น ซึ่งเมื่อหมดแรงส่งจากมาตรการดังกล่าวครัวเรือนจึงจำเป็นต้องกลับมาพึ่งพารายได้ปกติ ซึ่งยังเติบโตช้าและไม่แข็งแรงพอจะหนุนการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 จึงมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจช่วยพยุงการบริโภคได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ข้อจำกัดทางการคลังอาจส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง แม้ผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สร้างความหวังเกี่ยวกับการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐยังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง สะท้อนจากแผนลดการขาดดุลงบประมาณ จาก 4.5% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2568 เหลือ 4.4% ในปีงบฯ 2569 และ 3.9% ในปีงบฯ 2570 ในขณะที่งบกลางของรัฐบาลของปีงบฯ 2569 มีเงินคงเหลือเพียงราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะจำกัดการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งรอบที่ผ่านมาใช้งบราว 4.4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า และกระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 0.2% ในปี 2569 จากที่ติดลบ -0.1% ในปี 2568 โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเริ่มกลับเข้าสู่แดนบวกได้ในช่วงกลางปี 2569 แต่ยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงมาตรการบรรเทาค่า
ครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคาโดยตรง ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าตลาดคาดภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ เงินเฟ้อที่ชะลอตัว และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อ วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

Go To Lead


MAKE by KBank ตอกย้ำผู้นำแอปจัดการด้านการเงินอันดับ 1
ชู Cloud Pocket ฟีเจอร์เด่น เปิดตัวหนังโฆษณาใหม่ เจาะกลุ่มคนวัยทำงาน
นายเชษฐพันธุ์ ศิริดานุภัทร Managing Director กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ MAKE by KBank จะขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทั้งเรื่องส่วนตัว ครอบครัว เป้าหมายต่าง ๆ และปัจจัยทางเศรษฐกิจที่คาดเดายาก ทำให้การบริหารเงินเป็นความท้าทายสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์เงินเดือนยุคนี้ เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว MAKE by KBank ชูจุดแข็งของฟีเจอร์หลัก “Cloud Pocket” ให้ผู้ใช้สามารถแบ่งเงินเป็นหมวดหมู่ได้ไม่จำกัด และจัดการเงินในแต่ละบทบาทของชีวิตได้อย่างเป็นระบบ พร้อมรองรับทุกความต้องการ ไม่ว่าจะฝาก ถอน โอน เติมเงิน และชำระบิล ตอบโจทย์ทั้งการจัดการเงินและการทำธุรกรรมในแอปเดียว ลดต้นทุนเวลาและสร้างความชัดเจนทางการเงินมากขึ้นให้ผู้ใช้กลุ่มวัยทำงานที่ต้องบริหารหลายบทบาทพร้อมกัน
MAKE by KBank ชูฟีเจอร์ “Cloud Pocket สร้างได้ไม่จำกัด” เป็นตัวช่วยจัดการเงิน ตอบโจทย์ชาวออฟฟิศที่มีเป้าหมายและภาระที่หลากหลาย โดยเลือกเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ภายใต้แนวคิด “มีหลายบท ก็หมดหลายบาท Cloud นี้จัดการได้ด้วย MAKE” ตีความอินไซต์ของผู้ใช้งาน 3 กลุ่ม ผ่าน 3 เรื่องราว ได้แก่
First Jobber กลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงาน มีรายได้ของตัวเอง ต้องการใช้เงินตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ แต่หากไม่มีการจัดการที่ดี ก็อาจใช้หมดไม่เหลือเก็บ https://youtu.be/GVz4S-XKxag
Senior (Supervisor) 30+ กลุ่มที่อยู่ในช่วงสร้างตัว ทั้งหน้าที่การงานและครอบครัว มีภาระหลายด้านพร้อมกัน ทำให้ต้องมีระบบควบคุมรายจ่ายที่ชัดเจน https://youtu.be/yvoIDcDfBvg
Manager กลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ เจอทั้งรายจ่ายคงที่ รายจ่ายไม่คาดคิด และความจำเป็นต้องสำรองเงินฉุกเฉิน จึงต้องการเครื่องมือบริหารการเงินที่มีความยืดหยุ่นสูง https://youtu.be/EMpBodwl7cU
ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำเรื่องจัดการเงินและเสริมความแข็งแกร่งของฟีเจอร์ Cloud Pocket ในปีที่ผ่านมา MAKE by KBank จึงเพิ่ม Cloud Pocket 3 รูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับความสามารถพิเศษภายในที่ช่วยให้การเก็บเงินเพื่อเป้าหมายทำได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่มคนวัยทำงานมากขึ้น   
Cloud Pocket ประเภทออมต่อเนื่อง มาในรูปแบบ “ปฎิทินออมเงิน” สามารถเลือกออมแบบรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน โดยจะมีการแจ้งเตือนให้มาเก็บเงินตามที่ตั้งไว้ และเพื่อเพิ่มความสนุกและกำลังใจในการเก็บ ผู้ใช้งานจะได้รับสแตมป์ทุกครั้งที่ออมเงินเข้ามาเก็บในกระเป๋านี้ 
Cloud Pocket ประเภทเก็บเงินตามฝัน ตั้งเป้าหมาย จำนวนเงิน และตั้งระยะเวลาที่ต้องการเก็บได้ โดยจะมีการคำนวณเงินที่ต้องเก็บในแต่ละเดือนให้อัตโนมัติ สามารถจดบันทึกและใส่รูปโพราลอยด์ทุกครั้งที่ออมเงินได้ครบตามเป้า สร้างเป็นบันทึกส่วนตัวระหว่างการเก็บเงิน
Cloud Pocket ประเภทเตรียมจ่ายบัตรเครดิต ทุกครั้งที่มีรายการใช้จ่ายบนบัตรเครดิต ผู้ใช้งานสามารถสร้างรายการเพื่อย้ายเงินเข้ามาเก็บไว้เตรียมจ่าย เมื่อถึงรอบบิลก็จะมีเงินเพียงพอสำหรับจ่ายบิลบัตรเครดิต ไม่ต้องเอาเงินส่วนอื่นมาปน พร้อมมีแจ้งเตือนจ่ายบัตรเครดิตเมื่อถึงรอบบิล นอกจากนี้ยังมี Shared Cloud Pocket หรือกระเป๋าเงินร่วม เพื่อใช้เก็บเงินร่วมกันกับคนใกล้ชิด เช่น เพื่อน แฟน หรือครอบครัว โดยไม่ต้องเปิดบัญชีคู่ที่สาขา ให้ชีวิตการแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายและโปร่งใสขึ้นกว่าเดิม
ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นจัดการการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถดาวน์โหลด MAKE by KBank ได้ทาง App Store และ Google Play คลิก https://app.makebykbank.com/v9lf/jan2026 หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้ที่ https://makebykbank.kbtg.tech/

Go To Lead


EXIM BANK ขานรับมติ กนง. แบ่งเบาภาระภาคธุรกิจSMEs
ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 6.05% ต่อปี
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ EXIM BANK ใช้สำหรับลูกค้าธนาคารซึ่งเป็นนิติบุคคลทั้งหมด รวมทั้ง SMEs เหลือ 6.05% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
การปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ครั้งนี้สอดรับกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และนโยบายของกระทรวงการคลังที่มุ่งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แบ่งเบาภาระหนี้และลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก EXIM BANK ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และพันธกิจในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Go To Lead


ทีทีบี-พันธมิตร ยกระดับธุรกิจร้านอาหารไทย โซลูชันดิจิทัล
ครบวงจร เชื่อมทุกระบบ คุมต้นทุน เสริมแกร่งโตยั่งยืน
นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจเครื่องดื่ม (F&B) ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจ SME ที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย และมีฐานร้านค้า F&B และค้าปลีกทั่วประเทศ รวมกว่า 260,000 ร้าน สะท้อนถึงตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยในปีที่ผ่านมา ทีทีบีได้ร่วมกับ Wongnai POS เพื่อยกระดับระบบการชำระเงินของร้านอาหารไทย ผ่านการเชื่อมต่อ POS เข้ากับ ttb QR และ EDC แบบไร้รอยต่อ สำหรับเฟส 2 ของปีนี้ผู้ประกอบการจะสามารถเชื่อมบัญชีทีทีบี เข้าสู่ระบบหลังบ้านได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไปอีกขั้นด้วยแนวคิด Power ?3 ซึ่งเป็นการนำโซลูชันดิจิทัลมายกระดับธุรกิจร้านอาหารไทยในอีก 3 มิติหลัก ได้แก่
1. Power of Automation ทีทีบีเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวที่เชื่อมต่อรายการเดินบัญชีธนาคารกับ FlowAccount ได้แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ทำให้ร้านค้าสามารถบันทึกบัญชี เห็นกำไรขาดทุน บริหารกระแสเงินสดได้แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องทำงานซ้ำ ช่วยลดภาระงาน และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำขึ้น 2. Power of Growth นำข้อมูลยอดขายจริงจาก POS ผสานกับข้อมูลรับเงินผ่านบัญชีทีทีบี เพื่อเปลี่ยนยอดขายเป็นพลังการเติบโต ช่วยให้ร้านอาหารเข้าถึงวงเงิน พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรซัพพลายเออร์วัตถุดิบชั้นนำ 3. Power of AI เสริมศักยภาพเจ้าของร้านและทีมงาน ด้วยคอร์ส AI และหลักสูตรดิจิทัลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับธุรกิจร้านอาหาร SME เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดการบริหารได้จริง
ทีทีบีมุ่งมั่นเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับระบบนิเวศร้านอาหารไทย ด้วยการทำให้การขายหน้าร้าน การรับเงิน และบัญชีธนาคาร เชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เจ้าของร้านเห็นภาพธุรกิจชัดขึ้นและเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น เพื่อธุรกิจร้านอาหารไทยแข็งแรงและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
นายเอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ Merchant Digital Solutions LINE MAN Wongnai กล่าวว่า จากการสำรวจผู้ประกอบการร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม พบว่า นอกเหนือจากระบบจัดการร้านค้าและการรับชำระเงินแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกว่า 53% ระบุว่าเป็นความต้องการอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยความสนใจในการทำบัญชี ถึง 29% ขณะที่ปัจจุบันระบบ Wongnai POS มียอดธุรกรรมผ่านระบบสูงถึง 1.76 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่าร้านอาหารจำนวนมากในประเทศไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน และบัญชีที่เชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ความร่วมมือระหว่าง ทีทีบี, FlowAccount และ Skooldio ในครั้งนี้ จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการโดยตรง โดยมีเป้าหมายในการยกระดับ Wongnai POS ให้กลายเป็น “ระบบปฏิบัติการของร้านอาหาร” ที่เชื่อมต่อการทำงานตั้งแต่หน้าร้าน หลังร้าน ไปจนถึงระบบการเงินและบัญชีไว้อย่างครบวงจร เมื่อร้านค้าใช้งานระบบร่วมกัน ยอดขายจาก Wongnai POS จะถูกส่งเข้าสู่ระบบบัญชีของ FlowAccount โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถบริหารจัดการบัญชีได้ง่ายขึ้น ปิดบัญชีได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ทีทีบี ก็สามารถใช้ข้อมูลธุรกรรมเหล่านี้ประกอบการพิจารณาวงเงินสินเชื่อได้ ลดขั้นตอนเอกสาร ลดภาระการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกระบวนการตั้งแต่การขาย การจัดทำบัญชี ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุนได้ ภายในระบบเดียว
ยกตัวอย่าง ร้านอาหารเล็ก ๆ อย่างร้านข้าวแกง หลังจากเชื่อมต่อ Wongnai POS, FlowAccount, Skooldio และ ทีทีบี แล้วเมื่อปิดร้านในแต่ละวัน ระบบจะสรุปบัญชีให้โดยอัตโนมัติ งบการเงินพร้อมใช้งาน และสามารถนำไปใช้เพื่อขอสินเชื่อได้ทันที โดยเป้าหมายของเราคือ ทำให้เจ้าของร้านอาหารสามารถเปิดร้านได้อย่างมั่นใจ รู้ตัวเลขทางธุรกิจของตนเอง ควบคุมต้นทุนได้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การทำอาหารที่ดีและการดูแลลูกค้า

Go To Lead


SME D Bank ชี้สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กระทบ SMEs
ต้นทุนพุ่ง-เชื่อมั่นถอย ประกาศพาถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า “ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank” ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยผลกระทบทางตรง คือ ต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึง ต้นทุนปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมี จะปรับเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่ม การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้ยาก อีกทั้ง เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า จากการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด และภาครัฐจำเป็นใช้งบประมาณมากขึ้น ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบทางอ้อม ทั้งด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการถดถอย จำนวนนักท่องเที่ยวในและต่างชาติลดลง และค่าระวางและประกันภัยสูงขึ้น
ทั้งนี้ ภาคผลิต มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากเรื่องต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนค่าพลังงานแฝงในวัตถุดิบต้นน้ำสูงกว่า 60-70% ขณะที่ภาคบริการ ยกเว้นธุรกิจโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าว อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้านการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าที่ต้องหยุดผลิตในพื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอาหาร และเกษตรแปรรูป เกิดการตื่นตัวลงทุนในกลุ่ม Green Energy และ Energy Efficiency รวมถึง EV นอกจากนั้น อาจเกิดการย้ายฐานผลิต หรือชาวต่างชาติที่มีฐานะย้ายถิ่นมายังประเทศที่มีความปลอดภัยกว่า เป็นต้น ธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านมากที่สุด เนื่องจากมีปัญหาเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสินค้าราคาเกษตรหลายตัวลดลง ภัยธรรมชาติ และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เป็นต้น
นายพิชิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางรอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่ มุ่งลดต้นทุนพลังงาน ด้วยการลงทุนใน Energy Efficiency สร้างความแตกต่าง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ กระจายหาตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน ทั้งนี้ SME D Bank ได้จัดเตรียมแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านบริการ ด้านการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึง เสริมสภาพคล่อง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงาน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด , “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ควบคู่สนับสนุนด้านการพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เติมความรู้ครบวงจร ทั้งด้านเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ การตลาด และมาตรฐาน เป็นต้น สามารถใช้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี มุ่งเพิ่มทักษะ ยกระดับเพิ่มผลิตภาพ มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน รวมถึง ขยายตลาด สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจเข้าถึงบริการ “พัฒนาคู่เติมทุน” สามารถแจ้งความประสงค์รับบริการต่างๆ จาก SME D Bank ได้ ณ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

Go To Lead


'ออมสิน'ชูมาตรการเร่งด่วน 4 ด้าน ช่วยประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐ
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้เร่งออกมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ มาตรการประหยัดพลังงานที่สำคัญของธนาคารออมสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การควบคุมการใช้เชื้อเพลิง โดยใช้รถยนต์ตามความจำเป็น และส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ 2) ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยปิดไฟที่ไม่จำเป็น ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส 3) แนวทางการแต่งกาย สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี งดสวมสูท แจ็กเกต หรือผูกเนกไท เพื่อลดความจำเป็นในการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำเกินไป และ 4) ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ตามความเหมาะสมโดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการลูกค้า
การประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคาร ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ซึ่งมี นายพลจักร นิ่มวัฒนา ประธานกรรมการบริหารธนาคารออมสิน ร่วมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการธนาคารออมสิน และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ตลอดจนคณะผู้บริหาร เข้าร่วมประชุม ได้เริ่มใช้แนวปฏิบัติ "งดสูท-ผูกเนกไท" ในที่ประชุมทันที เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ด้านพลังงาน
ธนาคารออมสิน จึงขอเชิญชวนลูกค้าและประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญในการก้าวผ่านสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ไปด้วยกัน

Go To Lead


ธ.ก.ส. เปิดบ้านรับฝากสลากงาน BAAC Open House
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า กิจกรรม BAAC Open House เปิดบ้านฝากสลาก ธ.ก.ส. เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเสริมสร้างพฤติกรรมการออมเงินให้กับคนเมือง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบัน โดยภายในงานมีบูธให้บริการทางการเงินและสิทธิพิเศษสำหรับผู้เปิดบัญชีและฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. อาทิ สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดกระพ้อมทองและชุดกระพ้อมเงิน ที่มาพร้อมโปรโมชันสุดพิเศษเฉพาะในงาน ได้แก่ เมื่อฝากสลากออมทรัพย์ชุดใดก็ได้ จำนวน 20,000 บาท รับหมอนผ้าห่ม Agri Animal จำนวน 1 ชิ้น คละแบบ เมื่อฝากสลากฯ 50,000 บาท รับหมอนผ้าห่ม Agri Animal จำนวน 2 ชิ้น คละแบบ และเมื่อฝากสลากฯ 1,000,000 บาท รับหมอนผ้าห่ม Agri Animal จำนวน 4 ชิ้นครบเซ็ต ไม่ซ้ำแบบ และเมื่อทำธุรกรรมที่เคาน์เตอร์สาขาภายในงาน (ยกเว้นการปรับสมุดและถอนเงิน) รับคูปองลุ้นของที่ระลึกจาก ธ.ก.ส. สุด Limited Edition กับกิจกรรม Happy Hour Happy Surprise ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสนุกทุกชั่วโมง พร้อมลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษจาก ธ.ก.ส. และยังมีกิจกรรมพิเศษ DIY สมุดโน้ตเล่มเดียวในโลก เมื่อฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดขวัญถุง ไม่จำกัดขั้นต่ำ ณ เคาน์เตอร์สาขาภายในงาน รับสมุดปฏิทินนักออม ธ.ก.ส. พร้อมกิจกรรม DIY
ภายในงานยังมีการออกบูธร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แกลมเกษตรจากลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มาร่วมสร้างสีสันและให้บริการ แก่ผู้เข้าร่วมงาน อาทิ โกโก้และเครปในตำนาน ผลิตภัณฑ์แกลมเกษตร ทั้งข้าวโพดมัมมี่ (freeze dried) ที่นำข้าวโพดหวานมายกระดับเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยกระบวนการ freeze dried สามารถรักษาคุณค่าทางสารอาหาร ทั้งรสชาติ สี กลิ่น เก็บรักษาไว้ได้นานถึง 25 ปี โดยไม่ต้องใส่สารกันบูด รวมทั้งมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์จนได้มาตรฐาน A-Product ติดต่อได้ที่ ศูนย์เรียนรู้กสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี จังหวัดลพบุรี โทร. 080 666 3311 และ โจ๊กข้าวหอมภูเขาไฟ โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปที่ผลิตจากข้าวหอมมะลิแท้ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ที่ผลิตจากภูมิปัญญาและเต็มไปด้วยคุณภาพจากแหล่งปลูกข้าวบุรีรัมย์ อิ่มง่ายใน 2 นาที เพียงใส่น้ำร้อน ตอบโจทย์ผู้บริโภค ยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ แต่ยังได้รับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร ติดต่อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส บุรีรัมย์ จำกัด โทร. 044 690 255
นอกจากนี้ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ยังได้ร่วมกิจกรรม Meet and Talk Session ร่วมกับต้าห์อู๋ – พิทยา ในหัวข้อ การบริหารจัดการเงินการออมเงิน และการฝากสลากออมทรัพย์ เพื่อแบ่งปันแนวคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้คน รุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการออม ที่นอกจากจะช่วยรักษาเงินฝากให้คงอยู่แล้วยังได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและ มีโอกาสลุ้นรางวัลใหญ่ในทุก ๆ เดือน โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน ธ.ก.ส. และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ณ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com