|
|
ก.ล.ต. -พันธมิตร 'หนุน' Financial Well-being in Workplace
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จับมือพันธมิตร สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย จัดโครงการ Financial Well-being in Workplace ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเห็นความสำคัญการให้พนักงานมีสุขภาวะทางการเงินที่ดี และผลักดันให้พนักงานได้พัฒนาทักษะความรู้การเงินการลงทุน ใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางการออมระยะยาว เพื่อให้มีเงินเพียงพอรองรับยามเกษียณ 'เผย' ปีนี้นำร่องเปิดรับสมัครบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 80 บริษัท ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนสมัครเข้าโครงการเต็มจำนวน
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า การส่งเสริมให้ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569 2571 โดย ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนให้ประชาชนและผู้ลงทุนผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้จัดทำหลักสูตรต้นแบบความรู้การเงินการลงทุน SEC E-Learning และสื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่มีอย่างเต็มศักยภาพ
ซึ่งโครงการ Financial Well-being in Workplace นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ ก.ล.ต. และบริิษัทจดทะเบียน ได้ร่วมมือกัน เพื่อนำพาให้พนักงานไปถึงเป้าหมายการวางแผนการออมระยะยาวเพื่อเกษียณ ที่จะทำให้ชีวิตหลังเกษียณมีความสุขได้ตามที่ตั้งใจไว้
ทักษะความรู้การเงินการลงทุน เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนกินดี อยู่ดี แต่รู้อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องนำไปปฏิบัติได้ด้วยจึงจะเกิดผลดี ซึ่งผู้ที่ดูแลสวัสดิการและพัฒนาศักยภาพของพนักงาน มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยผลักดันให้พนักงานมีทักษะความรู้ทางการเงิน ที่สามารถปรับใช้ได้ตลอดช่วงชีวิต และกระตุ้นให้เกิดการเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว
สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ Financial Well-being in Workplace มีพันธกิจ 3 ส่วน ได้แก่ (1) เข้าร่วมการอบรมหัวข้อ เมื่อฉันเป็นผู้ส่งเสริมความรู้การเงินในองค์กร สำหรับผู้บริหารและผู้ที่ดูแลงานด้านทรัพยากรบุคคล (HR) ในวันที่ 6 และ 8 พฤษภาคม 2569 (2) จัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้การเงินในองค์กร โดย ก.ล.ต. ได้สนับสนุนองค์ความรู้และชุดเครื่องมือ (Toolkits) เพื่อให้ HR จัดกิจกรรมได้ง่ายขึ้น และ (3) รายงานผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ในองค์กรมายัง ก.ล.ต.
นอกจากนี้ หากบริษัทนำ SEC E-learning ไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ของพนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมมีแผนการส่งเสริมความรู้การเงินให้พนักงานในระยะ 1 ปี ที่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการสร้าง Financial Well-being แก่บุคลากรอย่างจริงจัง บริษัทจะได้รับประกาศนียบัตร องค์กรผู้ส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุนแก่บุคลากร ในงานพิธีมอบรางวัลโครงการตลาดทุนไทย ร่วมใจส่งพลังความรู้ สู่ประชาชน ประจำปี 2569 ในช่วงเดือนตุลาคม 2569
บริษัทสามารถนำการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้การเงินให้พนักงานตามโครงการดังกล่าว เปิดเผยไว้ในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/แบบรายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) รวมถึงใช้ประกอบการพิจารณาการประเมินตามโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR) ตามแนวทางของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ได้อีกด้วย
Go To Lead
|
กสิกรไทย-ONNEX by SCG หนุน SME สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นายบวรสันติ์ นวราช Managing Director บริษัท เอสซีจี บิลดิ้ง แอนด์ ลีฟวิ่งแคร์คอนซัลติ้ง จำกัด ภายใต้แบรนด์ ONNEX by SCG กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงความท้าทายของภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องการทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม ความร่วมมือระหว่าง ONNEX by SCG และธนาคารกสิกรไทยถูกออกแบบให้เป็นระบบสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด จนถึงการเชื่อมต่อกับ Green Finance เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงมือดำเนินการด้าน Climate Action ได้จริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กรในการสร้าง Green Ecosystem ที่ครบวงจร โดยผสานความเชี่ยวชาญของ ONNEX by SCG ด้านโซลูชันพลังงานสะอาด การออกแบบและพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เข้ากับศักยภาพของธนาคารกสิกรไทยในการสนับสนุนลูกค้าด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) และโซลูชันด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่าน K-Climate ESG Advisory เครื่องมือจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก KClimate1.5 การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านโลกร้อนร่วมกับ Creative Climate Research Center (CCRC) การขอใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) ผ่านแพลตฟอร์ม Green Pass ไปจนถึง Watts Up แพลตฟอร์มสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
ภายใต้โมเดล Green Ecosystem Financing & Solutions ผู้ประกอบการจะได้รับการสนับสนุนแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Carbon Footprint Assessment) การวิเคราะห์แนวทางลดคาร์บอนที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ การออกแบบและประเมินความคุ้มค่าของโครงการพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป หรือโซลูชันด้านพลังงานอื่น ๆ ไปจนถึงการได้รับบริการที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนงานเปลี่ยนผ่านธุรกิจอย่างยั่งยืน และคำแนะนำการยื่นขอสินเชื่อสีเขียวกับธนาคารกสิกรไทยอย่างเป็นระบบ สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยได้ให้การสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว วงเงิน 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3.5% ในช่วง 2 ปีแรก และ 5% สำหรับปีที่ 35 เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนและปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยธนาคารกสิกรไทยมีเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนรวม 400,000 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทย
ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้เกิดโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดคาร์บอนในภาคธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยจากการประเมินเบื้องต้น ภายในระยะเวลาโครงการประมาณ 1 ปี หากมีการใช้วงเงินสินเชื่อเต็มจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ จะสามารถพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้ประมาณ 250 เมกะวัตต์ มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 180,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวนถึง 7.515 ล้านต้นต่อปี
นอกจากการสนับสนุนด้านเงินทุน ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการยังจะได้รับองค์ความรู้ เครื่องมือวิเคราะห์ และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและความยั่งยืน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ลดความเสี่ยงของโครงการ และสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทยและ ONNEX by SCG ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผนึกกำลังของภาคธุรกิจไทยเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ของประเทศ พร้อมสร้างระบบนิเวศด้านความยั่งยืนยทางด้านพลังงานและการเงินสีเขียวที่แข็งแกร่ง เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคต
Go To Lead
|
EXIM BANK มองโลกเผชิญวิกฤต รุนแรง-ผันผวน-แปรปรวน
เดินหน้ากลยุทธ์ 5T นำผู้ประกอบการไทยฝ่าภาวะ 3 สูง เติบโตยั่งยืน
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยในงานแถลงหัวข้อ โลกเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ EXIM BANK เคียงข้างธุรกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่ รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน ใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทยที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่
ความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบของสงครามในสนามรบที่ยืดเยื้อและสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี สำคัญของโลก จนสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อทิศทางการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม (War Risk Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและสภาพคล่องของภาคธุรกิจไทย
ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและต้นทุนการผลิต รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation : EUDR) มาตรการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Reporting Directive : CSRD) และระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีที่ระดับ 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่การค้าโลกอาจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 2.8% ลดลงจาก 5.1% ในปี 2568 สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี แตะระดับ 4.4% เพิ่มจาก 4.1% ในปีก่อนหน้า
สำหรับประเทศไทย EXIM BANK ประเมินว่า การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับ ภาวะ 3 สูง ที่ท้าทายความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ 1) Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 2) Compliance สูง จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานสากล กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรฐานทางบัญชีที่เข้มงวดมากขึ้น และ 3) Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโมเดลธุรกิจ และเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง
นายชลัช กล่าวอีกว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างลูกค้าด้วยกลยุทธ์ 5T ตามแนวนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย Target บรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs อย่างตรงจุด ผ่านการออกเยี่ยมกิจการเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่อง และประคองการจ้างงานตามความเหมาะสม Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านผลิตภัณฑ์ Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืนที่ 50% ของยอดคงค้างรวม อีกทั้งจะขยายการให้บริการด้าน ESG เช่น การจัดทำรายงานความยั่งยืนสำหรับลูกค้า EXIM BANK ที่สนใจปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก Transform ส่งเสริมการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ผ่านการให้คำปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ และการจัดกิจกรรมและ Product Package ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็น 75% การดำเนินงานทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลักการ Transparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส สอดรับกับมาตรฐานสากล และดูแลลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ และ Together บูรณาการความร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Export Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร
มาตรการและความช่วยเหลือของ EXIM BANK จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทั้งความพร้อมในการรับมือและความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในทุกมิติ โดย EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์ สนับสนุนให้ธุรกิจไทยไม่เพียงอยู่รอดจากวิกฤต แต่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก นายชลัช กล่าว
Go To Lead
|
SME D Bank เดินหน้าธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน จัด
มหกรรมบิ๊กSME D Green Productivity 5 มิ.ย. นี้
นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน SME D Bank มุ่งขับเคลื่อนบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ตามหลัก ESG (Environmental, Social และ Governance and Economics Dimension) ที่ต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพิ่มผลิตภาพ ยกระดับปรับเปลี่ยนธุรกิจเป็นมิตรต่อแวดล้อม ดีต่อธุรกิจ ดีต่อสังคม และดีต่อโลก ดังนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งกับตรงกับ วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ธนาคารเตรียมจัดมหกรรม SME D Green Productivity : ลดต้นทุนพลังงาน สร้างโอกาสรวยด้วยธุรกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และวางรากฐานให้การดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี สอดคล้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเติบโตยั่งยืนตามแนวทางธุรกิจสีเขียว
โครงการดังกล่าว เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น จัดวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ณ ห้องประชุมแก้ววิเชียร ชั้น 11 SME Bank Tower ภายในงานพบกับกิจกรรมเข้มข้นตลอดทั้งวัน ที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ลดต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะค่าพลังงาน และสร้างโอกาสเติบโตสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการแชร์ประสบการณ์การถอดโมเดลธุรกิจของผู้ประสบความสำเร็จและทำได้จริง รวมถึง Workshop ขั้นตอน เริ่มต้นลดต้นทุนพลังงานจาก Case Study การเข้าถึงเครื่องมือและงบสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น คลินิกให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวตลอดทั้งงาน และที่สำคัญโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษจาก SME D Bank ในโครงการ สินเชื่อ SME Green Productivity อัตราเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท สนับสนุนลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะ EV เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมรณรงค์ร่วมดูแลรักษาธรรมชาติ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก สมัครด่วน รับจำนวนจำกัด แจ้งความประสงค์โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือโทร. 088-951-6926 , 092-282-3832 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357
Go To Lead
|
ธ.ก.ส. มอบข้าวพร้อมทานตราอุ่นอิ่ม ให้โครงการ
กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพประชาชน
นางสาวไข่มุก จูงใจจารุมาศ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมส่งมอบข้าวพร้อมทานตราอุ่นอิ่ม ทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิ
ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวหอมนิล ข้าว กข 43 และข้าวกล้อง กข 43 จำนวนกว่า 2,000 ถ้วย ให้แก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในโครงการ กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพประชาชน สำหรับนำไปมอบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน เนื่องจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเหตุความไม่สงบระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งข้าวพร้อมทานตราอุ่นอิ่ม ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แกลมเกษตร ที่ ธ.ก.ส. ได้เข้าไปสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า จำกัด ที่ถือเป็นหัวขบวนในการรวบรวมและรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรรายย่อย และนำมาแปรรูป
เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สู่การเป็นข้าวพร้อมทาน โดยการผลิตข้าวพร้อมทานสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร
เมื่อเทียบต่อตันข้าวเปลือกสูงถึง 260,000 บาทต่อตัน อันเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสและสร้างรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว โดยมี พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ (ผอ. สมท. กอ.รมน.) เป็นผู้รับมอบ
ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดย กอ.รมน. จะมีการจัดตั้ง
จุดมอบของอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ ประตูทางเข้า - ออกของ กอ.รมน. และนำไปมอบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป
ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อ ข้าวพร้อมทานตราอุ่นอิ่ม ที่ผลิตโดยสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด (สกต.ร้อยเอ็ด) สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด (สกต.สุรินทร์) และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครปฐม จำกัด (สกต.นครปฐม) ผ่านแพลตฟอร์ม BAAC Matching https://baacmatching.baac.or.th หรือติดต่อได้ที่ สกต.ร้อยเอ็ด จำกัด โทร. 088 338 2572 สกต.สุรินทร์ โทร 081 955 6719 และ สกต. นครปฐม โทร. 089 456 2117
Go To Lead
|
ออมสินเต็มแม็กซ์ / SMEs Recharge - 2 สินเชื่อโครงการ GSB Soft Loan
อัตราดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้น 2.99% หนุน SMEs ขยายธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง ยื่นกู้ได้แล้ววันนี้
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ด้วยสินเชื่อ ออมสิน SMEs Recharge และ ออมสินเต็มแม็กซ์ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 2.99% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ประกอบด้วย
- สินเชื่อออมสิน SMEs Recharge เพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือรีไฟแนนซ์ลดภาระดอกเบี้ยเดิม สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเดิมและลูกค้าใหม่ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 30 ล้านบาท ครอบคลุมกิจการของผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบด้านภาษี กิจการที่ต้องแข่งขันราคากับสินค้านำเข้า ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจในพื้นที่กรณีพิพาทชายแดน ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย และลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครอบคลุม Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง
- สินเชื่อออมสินเต็มแม็กซ์ เพื่อการขยายธุรกิจ โดยให้วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และสูงสุดรายละไม่เกิน 150 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ประสงค์ขอสินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องใน 3 กรณี ประกอบด้วย
1) กรณีสร้างพลวัตใหม่ (Reinvent Thailand) สนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ เกษตร-เกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ตลอดจนธุรกิจ Supply Chain ของอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ เพื่อก้าวสู่ตลาดระดับโลก
2) กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ระบบดิจิทัล, เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และนวัตกรรมแห่งอนาคต
3) กรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Tourism / Middle East) สนับสนุนการพัฒนาและยกระดับภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง Supply Chain
ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา โดยธนาคารจะพิจารณาให้สินเชื่อตามความสามารถในการชำระคืนและความจำเป็นของลูกหนี้ โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร.1115
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|