Finance/share
Hot News: เกจิ 'ชี้' เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว K-shaped
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
เกจิ 'ชี้' เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว K-shaped
SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ K-shaped กระจุกตัวในภาคธุรกิจที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง ท่ามกลางรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ระดับสูง KResearch 'ชี้'เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัว ครึ่งปีหลัง
ผู้บริหาร SCB EIC เปิดเผยว่า ปีนี้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบางจากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง
เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี
SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ (1) ต้นทุนพลังงานและการผลิต กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานและโลจิสติกส์เข้มข้น (2) เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้าและแนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้ และ (3) ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น
การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น กระจุกตัวในธุรกิจใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำ - ปานกลางและ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือนจะเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ แม้มีแรงพยุงจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ดี แรงพยุงจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป
ปี 2570 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้าตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุนและการส่งออกที่กระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว
นโยบายการเงินมีข้อจำกัด คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้ SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและ SME จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันสำคัญจากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ความผันผวนของ Supply chain และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้หลายธุรกิจเผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย อัตรากำไร และสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาของผู้บริโภคในภาวะที่อุปสงค์ยังเปราะบาง SCB EIC มองว่าแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่ม SME รวมทั้งธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับตัวลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตได้ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงหลักของโลก จะยังสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนและความผันผวนของอุปสงค์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้โอกาสการเติบโตยังอยู่ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI, การลงทุนจากต่างประเทศ และ Megatrends เช่น อิเล็กทรอนิกส์ Data center พลังงานสะอาด อาหาร และ Healthcare ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในระยะยาว ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างต้นทุน และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักยังมาจากการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางปรับดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5-3.75% ตลอดปี สำหรับภาวะการเงินโลกจะยังตึงตัวต่อเนื่อง ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอลของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว
แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แต่มองว่าจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ส่วนทิศทางค่าเงินบาท อาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน

Go To Lead


'เปิดตัว'นวัตกรรมการเงิน
อ้างอิงดัชนี SETESG ครั้งแรกในไทย
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้าน Sustainability ในภูมิภาคอาเซียนและการเป็นผู้นำในการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน โดยที่ผ่านมาธนาคารได้ร่วมเสริมสร้างความยั่งยืนผ่านการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในตลาดการเงิน ในครั้งนี้ ธนาคารได้คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินเพิ่มเติม ด้วยการออก Bonus Structured Note ที่มีตัวแปรอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับดัชนี SETESG เป็นครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับเงินที่ได้ระดมทุนมา ธนาคารจะนำไปจัดสรรให้แก่โครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของธนาคาร ภายใต้เป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยธนาคารจะเปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรเงินทุนและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในรายงานประจำปี
นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงินควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) มาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคงและการเติบโต ในระยะยาว
“IRPC มีความยินดีที่ได้ร่วมลงทุนใน Bonus Structured Note ภายใต้กรอบการเงินเพื่อความยั่งยืนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเชื่อมโยงผลตอบแทนกับดัชนี SETESG ที่สะท้อนศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินด้าน ESG ของประเทศไทย และช่วยสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน”
Bonus Structured Note ที่ออกและเสนอขายในครั้งนี้ ยังมีความพิเศษโดยผลตอบแทนจะอ้างอิงค่าดัชนี SETESG ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติม หากค่าดัชนี SETESG ปรับสูงขึ้นตามค่าที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ธนาคารมีความยินดีในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมตลาดทุนไทย ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องดัชนี SETESG เพื่อให้ดัชนี SETESG เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง

Go To Lead


กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ 'ชี้'เงินบาทอ่อนค่าลง หลังกนง.ประกาศคงดอกเบี้ย
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี จากการประชุม กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3% ในปีนี้ และ 1.8% ในปี 2570 ปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยี และ AI มาตรการภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มคลายตัวลง อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจ SMEs ยังคงปรับตัวได้จำกัดและเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ภาคครัวเรือนส่วนใหญ่ได้รับแรงกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังสิ้นสุดมาตรการภาครัฐ สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 2.8% ในปี 2569 และ 1.4% ในปี 2570 โดย กนง. กล่าวถึงสถานการณ์สินเชื่อในภาพรวมว่า มีอัตราการขยายตัวในระดับต่ำ โดยสินเชื่อส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง
กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าลงอยู่ที่ 33.40 บาท/ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน หลังการประกาศคงดอกเบี้ย โดย กนง. ระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนยังมีความผันผวน และเงินบาทอ่อนค่า สะท้อนการปรับท่าทีด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
การประชุมครั้งถัดไปของ กนง. จะมีขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งจากท่าทีของคณะกรรมการฯ ในวันนี้ไม่มีสิ่งที่เหนือความคาดหมาย คณะกรรมการฯ ระบุว่า ภายใต้กรอบนโยบายที่มุ่งรักษาเสถียรภาพด้านราคา สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และยังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คณะกรรมการฯ จะยังคงติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ กรุงศรียังคงมุมมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญและส่งผลต่อทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

Go To Lead


SME DBANK 'หนุน' ใช้ AI ช่วยธุรกิจ “เอสเอ็มอี”
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากนโยบาย ONE MIND ที่ตนมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเน้นเรื่องการส่งเสริมการใช้ AI ให้มากขึ้นในทุกกลุ่มระบบอุตสาหกรรม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต้องเผชิญความท้าทายในการเพิ่มผลิตภาพ ทั้งเรื่องต้นทุนธุรกิจสูง ต้องการเพิ่มความรู้สมัยใหม่ แต่ไม่มีเงินทุนที่จะเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยี และยังถูกบีบบังคับด้วยกฎกติกาการค้ายุคใหม่ที่ต้องปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว หากยิ่งปล่อยนานวันศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกับผู้ประกอบการรายใหญ่ และระหว่างเอสเอ็มอีไทยกับคู่แข่งจากต่างประเทศจะยิ่งฉีกห่าง จึงต้องสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจให้แข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เช่น ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล ลูกค้าและตลาดได้อย่างแม่นยำ ตนได้มอบนโยบายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)หรือ SME D Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับองค์กรโดยใช้เทคโนโลยี AI มาเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการสินเชื่อ
นายวราวุธ กล่าวว่า ทาง นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank รายงานมาว่า ธพว.ได้นำนโยบายของตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ด้วยการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (DATA) และ AI ผ่านการยกระดับกระบวนการการทำงาน พร้อมเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยให้สามารถให้บริการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างยืดหยุ่น และรวดเร็ว เช่น มีระบบ Early Warning System (EWS) ติดตามดูแลสถานะของลูกค้าธนาคารอย่างใกล้ชิด จัดโปรแกรม Digital Data Intelligence Bootcamp 2026 (DDI Bootcamp) สร้างบุคลากรสำคัญขององค์กรที่มีทักษะการใช้ AI ระดับสูง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงรุก
ธพว.ดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอียกระดับธุรกิจด้วย AI เน้นด้านการเพิ่มรายได้ขยายตลาด และการบริหารต้นทุนธุรกิจ ด้วยการใช้เครื่องมือ AI ผ่านจะจัดกิจกรรม Onsite เติมทักษะความรู้ด้าน AI ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อย่างต่อเนื่อง โดย ธพว.ได้ดำเนินไปแล้วมากกว่า 20 ครั้ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 ราย และคาดปีนี้ จะช่วยยกระดับเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 2,500 ราย ธพว. ยังมีการสอนผ่าน E-Learning เรียนรู้ได้เองตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ทุกเวลา ด้วย “DX Platform” (dx.smebank.co.th) ที่มีหลักสูตรเรื่อง AI ให้เลือกเรียนได้ตามความสนใจ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูง เช่น หลักสูตร Prompt Engineering with GitHub Copilot by Microsoft Thailand , หลักสูตร Microsoft 365 Copilot
ที่สำคัญ ธนาคารได้จัดเตรียมสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นำไปใช้ลงทุนด้านเทคโนโลยีเครื่องจักร นวัตกรรม ช่วยเพิ่มศักยภาพ โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถแจ้งความประสงค์ เข้ารับบริการต่างๆ ได้ผ่านสาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

Go To Lead


"ธ.ก.ส. จัดโปรพิเศษบุกระยอง ร่วมงาน Thailand Smart Money
นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) พร้อมนำเสนอโปรโมชันสุดพิเศษและบริการทางการเงินครบวงจรให้บริการประชาชนในงาน Thailand Smart Money ระยอง ครั้งที่ 9 เช่น ? โปรโมชันด้านผลิตภัณฑ์เงินฝาก – สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. เงินรางวัลได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ประกอบด้วย สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดกระพ้อมทอง หน่วยละ 500 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่ ทุกเดือน 20 ล้านบาท จำนวน 24 ครั้ง ฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 3 บาท ชุดกระพ้อมเงิน หน่วยละ 100 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่ทุกเดือน 10 ล้านบาท จำนวน 24 ครั้ง ฝากครบ 2 ปี รับดอกเบี้ย หน่วยละ 0.25 บาท ? พิเศษเฉพาะในงาน เมื่อฝากสลากฯ ชุดกระพ้อมเงินหรือกระพ้อมทอง o ตั้งแต่ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 99,900 บาท รับสิทธิ์จุ่มอาร์ตทอย ชุดมังแมว 1 จุ่ม o ตั้งแต่ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 499,900 บาท รับอาร์ตทอย ชุดมังแมว 1 ชุด ครบเซต o ตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 999,900 บาท รับสายคล้องโทรศัพท์ 1 ชิ้น o ตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 4,999,900 บาท รับหมอนอิง จำนวน 1 ใบ o ตั้งแต่ 5,000,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 9,999,900 บาท รับอาร์ตทอย ชุด Agri Animal 1 ชุด (จำนวน 8 ตัว) o ตั้งแต่ 10,000,000 บาทขึ้นไป รับกระเป๋าล้อลาก ขนาด 20 นิ้ว จำนวน 1 ใบ
นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่สมัครบัตรเดบิตเพชรน้ำหนึ่ง และฝากเงินตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป รับหมอนผ้าห่มคละสี หรือเมื่อสมัครบัตรเดบิตพลอยไพฑูรย์ และฝากเงินตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ตามเงื่อนไข รับเลย ตุ๊กตาน้องหอมจัง ? พิเศษ! โปรโมชัน Top up สำหรับลูกค้าใหม่ที่มียอดธุรกรรมภายในบูธ ประกอบด้วย o ยอดธุรกรรมตั้งแต่ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 499,999 บาท รับของที่ระลึกสุดพิเศษ หมอนปลาทู ขนาด 50 เซนติเมตร o ยอดธุรกรรมตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 999,999 บาท รับลำโพง BAAC o ยอดธุรกรรมตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป รับชุดแก้ว BAAC (เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด) ? ในด้านผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ซึ่งถือเป็นทางเลือกในการออมเงินที่มาพร้อมความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ที่จัดโปรโมชันพิเศษมานำเสนอ ประกอบด้วย o เมื่อสมัครกรมธรรม์ ธกส เพิ่มรัก3 12/10 อัตราการส่งชำระ 1,500 บาทต่อเดือนขึ้นไป และ ส่งชำระงวดแรกอย่างน้อย 12 เดือน (อย่างน้อยสุทธิ 17,280 ต่อปี) รับพัดลม Imarflex ขนาด 16 นิ้ว จำนวน 1 เครื่องต่อกรมธรรม์ o เมื่อสมัครกรมธรรม์ ธกส Hug(ฮัก) 10/5 อัตราการส่งชำระ 20,000 บาทต่อปีขึ้นไป รับพัดลม Imarflex ขนาด 16 นิ้ว จำนวน 1 เครื่องต่อกรมธรรม์ o สมัครกรมธรรม์ ธกส รักคุณ อัตราการส่งชำระตั้งแต่ 199 บาทขึ้นไป รับกระเป๋าพับได้ (Shopping Bag) จำนวน 1 ใบ หรืออัตราการส่งชำระ 1,197 บาทต่อปี รับกระเป๋าผ้าแคนวาส BAAC Life จำนวน 1 ใบ
? สำหรับผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อ พบกับสินเชื่อที่หลากหลาย เช่น o สินเชื่อเงินด่วนสิบหมื่น สำหรับสมาชิก อสม. และ อสส. ที่เป็นสมาชิก ฌกส. อสม. วงเงินกู้ รายละไม่เกิน 100,000 บาท (นับรวมวงเงินกู้เดิมโครงการสินเชื่อเงินด่วนคนดีและโครงการสินเชื่อเงินด่วนกึ่งแสน) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.50 ต่อเดือน o สินเชื่อเคหะเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับข้าราชการและพนักงานองค์กรในหน่วยงานที่มี MOU กับ ธ.ก.ส. วงเงินกู้ขั้นสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อสัญญา และไม่เกิน 3 สัญญาต่อราย อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 5 ปีแรก เพียงร้อยละ 2.99 ต่อปี o สินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรที่มีอายุ 50 ปี (นับแบบปีชนปี) เตรียมชีวิตก่อนเกษียณเข้าสู่วิถีเกษตรแบบยุคใหม่ วงเงินกู้สูงสุด 8 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 5 ปีแรก MRR - 2 ต่อปี
ภายในงาน ธ.ก.ส. ยังมีการจัดจำหน่ายสินค้าแกลมเกษตรสุดพรีเมียมจากเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. กว่า 80 รายการ มาจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจได้เลือกช็อปอย่างเต็มที่ เช่น o ข้าวโพดมัมมี่ (freeze dried) จากศูนย์เรียนรู้กสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี จังหวัดลพบุรี ที่นำข้าวโพดหวานมายกระดับเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยกระบวนการ freeze dried สามารถรักษาคุณค่าทางสารอาหาร ทั้งรสชาติ สี กลิ่น เก็บรักษาไว้ได้นานถึง 25 ปี โดยไม่ใส่สารกันบูด รวมทั้งมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์จนได้มาตรฐาน A-Product o โจ๊กข้าวหอมภูเขาไฟ จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บุรีรัมย์ จำกัด โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ที่ผลิตจากข้าวหอมมะลิแท้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ที่ผลิตจากภูมิปัญญาและเต็มไปด้วยคุณภาพจากแหล่งปลูกข้าวบุรีรัมย์ อิ่มง่ายใน 2 นาที เพียงใส่น้ำร้อน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้ชีวิต เร่งรีบ แต่ยังได้รับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร o ข้าวหอมมะลิพร้อมทาน ตรา “อุ่นอิ่ม” 7 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวหอมนิล ข้าว กข 43 และข้าวกล้อง กข 43 ซึ่งผลิตโดยสหกรณ์การเกษตรเพื่อ การตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครปฐม จำกัด o ปลากระพงอบกระวาน จากวิสาหกิจชุมชนคลองน้ำเค็ม จังหวัดจันทบุรี ที่นำวัตถุดิบพื้นถิ่นมาพัฒนาด้วยนวัตกรรมการแปรรูป คงความสดใหม่ของเนื้อปลากระพง และความหอมของ “กระวาน” สมุนไพร GI ประจำจังหวัด สรรพคุณช่วยขับลมและเจริญอาหาร บรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่พกพาสะดวก พร้อมรับประทานได้ทันที
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษลุ้นรับของที่ระลึกอีกมากมายจาก ธ.ก.ส. แล้วพบกันที่บูธ ธ.ก.ส. ในงาน Thailand Smart Money ระยอง ครั้งที่ 9 ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง ระหว่างวันที่ 26 – 28 มิถุนายนนี้ และสำหรับผู้ที่สนใจชิมและช็อปผลิตภัณฑ์แกลมเกษตรของลูกค้า ธ.ก.ส. สามารถเลือกชมและซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพ ได้โดยตรงจากร้านค้าผู้ประกอบการลูกค้า ธ.ก.ส. ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่าน BAAC Matching คลิกเลย https://baacmatching.baac.or.th

Go To Lead


EXIM BANK โปรแรง ผู้ส่งออกในงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 16
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จัดเต็ม บริการทางการเงิน พร้อมโปรโมชันพิเศษ ในงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 16 (Money Expo 2026 Hatyai) ระหว่างวันศุกร์ที่ 3-วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 ณ หาดใหญ่ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ หมายเลขบูท D1 ภายใต้แนวคิด “Export Co-pilot เคียงข้าง ช่วยเหลือธุรกิจไทย ส่งออกมั่นใจทุกสถานการณ์ และเชื่อมโอกาสธุรกิจไทยไปไกลทั่วโลก”
โปรโมชันพิเศษ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยก้าวผ่านทุกความท้าทาย เติบโตอย่างแข็งแกร่ง • สินเชื่อ EXIM Expand Shield เพิ่มสภาพคล่องพร้อมความคุ้มครองกรณีผู้ซื้อในต่างประเทศไม่ชำระค่าสินค้า อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.59% วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100 ล้านบาท คุ้มครองสูงสุด 10 ล้านบาท • สินเชื่อ Soft Loan พลิกฟื้น SMEs ไทย เงินทุนเสริมสภาพคล่องเคียงข้างผู้ประกอบการไทยรับมือความผันผวนการค้าโลก อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.00% ต่อปี ใน 2 ปีแรก วงเงินสินเชื่อสูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระสูงสุด 5 ปี พิเศษ! วงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ใช้เพียงผู้บริหารหลักและหนังสือค้ำประกัน บสย. • สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon Financing สนับสนุนผู้ประกอบการเปลี่ยนค่าไฟโหดเป็นโหมดพลังงานสะอาด อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.00% ต่อปี ใน 2 ปีแรก วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100 ล้านบาท เบิกกู้สูงสุด 90% ของเงินทุน ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี พิเศษ! รับสิทธิในการขึ้นทะเบียนและรับรองคาร์บอนเครดิต สำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER)
พิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนภายในงาน รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้ 1. ส่วนลด อัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี ใน 6 เดือนแรก นับจากวันที่ลงนามสัญญา หรือ 2. ส่วนลด ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front-end Fee) 0.25% ของวงเงินกู้ สำหรับวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยเงื่อนไขการขอรับสิทธิประโยชน์ ผู้ประกอบการต้องได้รับอนุมัติสินเชื่อภายใต้ Product Program ภายใน 3 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมกิจกรรมและผ่านการลงทะเบียนขอรับสิทธิประโยชน์กับ EXIM BANK ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาและบริการทางการเงินแบบ On-site ได้ในงาน ก่อนปักหมุดบุกตลาดส่งออกกับ Export Co-pilot Team หรือลงทะเบียนปรึกษา Online ได้ที่ https://forms.office.com/r/PyvMXdMR6m

Go To Lead


ติดปีก SME ไทยลุยตลาด ESG! “เอ็นไอเอ x ออมสิน”
กางแผนบ่มเพาะ ‘Green Ecosystem’
นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มการตลาดเพื่อความยั่งยืน เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME ทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและผู้บริโภค โดยเงินทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโต ขณะที่ โอกาส องค์ความรู้ มาตรฐาน และเครือข่าย เป็นองค์ประกอบสำคัญและพลังที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และประเด็นความยั่งยืนกลายเป็นแกนกลางทางความคิดในการใช้ชีวิตของผู้คนทุก Gen โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวและนำแนวคิดความยั่งยืนมาเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โครงการ GSB Empowering Green for SME 2026 จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการยกระดับองค์ความรู้ เข้าถึงเครื่องมือ และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประยุกต์ใช้หลัก ESG ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่จะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง โดยธนาคารออมสินในฐานะ ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต พร้อมทำหน้าที่มากกว่าสถาบันการเงินที่ให้เงินทุน แต่เป็นพันธมิตรที่เคียงข้างผู้ประกอบการในทุกช่วงของการพัฒนา ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการผ่านกลไก Sustainable Finance ทั้งนี้ การสำเร็จหลักสูตรในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต เมื่อองค์กรได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับและแผนธุรกิจที่สร้างสรรค์ขึ้นไปปฏิบัติจนเกิดผลลัพธ์เชิงบวก สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ทิศทางการค้าและการลงทุนของโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานด้านความยั่งยืน ทำให้ตัวชี้วัดด้าน ESG กลายเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของหลายประเทศ การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การจับคู่ทางธุรกิจ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ NIA มุ่งใช้ในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถนำนวัตกรรมมาสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน และพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ทันกับทุกบริบทที่เปลี่ยนแปลง เพราะการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงการสร้างผลกำไรได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างการเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่อย่างไรก็ตามเอสเอ็มอีจำนวนมากยังประสบข้อจำกัดทั้งด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ และการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญในการนำแนวคิดด้าน ESG มาปรับใช้กับธุรกิจ และหลายรายยังมองว่าการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนเป็นภาระด้านต้นทุน ต้องใช้เงินลงทุน บุคลากร เวลา และไม่สามารถเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนในระยะสั้น ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มศักยภาพ จาก Pain Point นี้ NIA จึงร่วมกับธนาคารออมสินพัฒนา “โครงการ GSB Empowering Green for SME 2026” เพื่อช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้ประกอบการ จากการมอง ESG เป็น 'ต้นทุน' ให้กลายเป็น 'โอกาสทางธุรกิจ' ผ่านการเติมเต็มองค์ความรู้ เครื่องมือ นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
พันธกิจของ NIA คือการยกระดับขีดความสามารถด้านระบบนวัตกรรมของประเทศ (Innovation System) ผ่านการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี ESG และผู้ให้บริการโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถพัฒนาและต่อยอดธุรกิจร่วมกันได้ ซึ่งผู้ประกอบการกว่า 50 องค์กรได้ผ่านกระบวนการบ่มเพาะอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดอ่อนและศักยภาพของธุรกิจ เรียนรู้การประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน การวางระบบธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนา Green Action Plan ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เกิดเป็น 10 แผนงานที่พร้อมนำไปใช้จริง ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศชาติได้อย่างมีนัยสำคัญต่อไป
โดยภายในงานมีการแสดงความยินดีกับทั้ง 50 องค์กรที่สำเร็จหลักสูตรตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งคัดเลือกจากผู้ประกอบการกลุ่ม SME & Startup กลุ่มผู้พัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีด้าน ESG และกลุ่มผู้ให้บริการโซลูชันด้าน ESG พร้อมประกาศ 10 สุดยอดองค์กรต้นแบบที่นำเสนอแผนปฏิบัติการสีเขียวได้อย่างโดดเด่น จนได้รับการคัดเลือกให้รับทุนสนับสนุนจากธนาคาร ได้แก่ 1. บริษัท เอสซีแอล เมทัล อินดัสทรีส์ จำกัด และ SKICORP (THAILAND) CO., LTD พัฒนาประตูจากกากใยมะพร้าว เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ 2. บริษัท ซีด ทู ซัสเทน จำกัด พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการดำเนินงาน 3. บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด พัฒนาระบบ Traceability และจัดทำข้อมูล Carbon Footprint เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและรองรับตลาดแห่งอนาคต 4. บริษัท วี เชฟ (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาร้านอาหารเคลื่อนที่ สร้างโอกาสอาชีพและรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย มีความแตกต่างจากสินค้าในตลาด และมีศักยภาพสร้างผลกระทบเชิงสังคม 5. บริษัท ไม้ลายวิจิตร จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการจัดทำแม่พิมพ์สำหรับการผลิต ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรมและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ 6. บริษัท โคโค่คัลต์ทล์ จำกัด นำเศษกากมะพร้าวมาต่อยอดเป็นบรรจุภัณฑ์ใหม่ ตามแนวคิด Circular Economy ช่วยลดของเสีย ลดต้นทุนการจัดการ และทดแทนการจัดซื้อวัสดุบางส่วนจากภายนอก 7. บริษัท แกรนด์เซรามิค จำกัด นำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยลดของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 8. บริษัท ช็อคโกเนิร์ด จำกัด นำวัตถุดิบโกโก้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และสร้างมูลค่าทางธุรกิจ 9. บริษัท อินบีอิ้ง อีโค จำกัด พัฒนาระบบจัดการน้ำและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ช่วยสร้างคุณค่าร่วมทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธุรกิจ 10. บริษัท โอโอทรี บิวตี้เซ็นเตอร์ จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุที่มีปัญหาผิวแห้ง ถือเป็นการขยายสู่ตลาดเฉพาะ ควบคู่การสร้างคุณค่าทางสังคมให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาเหมาะสม

Go To Lead


SAM ร่วมงาน Money Expo Hatyai 2026
เปิดทางเลือกแก้หนี้ครบวงจร พร้อมโปรโมชันทรัพย์มือสองสุดคุ้ม
บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เข้าร่วมงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 16 (Money Expo Hatyai 2026) ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 ณ หาดใหญ่ฮอลล์ เซ็นทรัล หาดใหญ่ ชั้น 5 บูทหมายเลข D2 โดยนำเสนอแนวทางการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชน ภายใต้บทบาท SAM Social AMC หรือ “บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม” ให้ลูกหนี้สามารถเริ่มต้นใหม่และเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง พร้อมยกทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขหนี้และบริหารสินทรัพย์ลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่กำลังประสบปัญหาหนี้ หรือผู้ที่เคยทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือของ SAM แต่ยังมีข้อสงสัยหรืออยู่ระหว่างการตัดสินใจ ได้เข้ามารับคำปรึกษา ตรวจสอบสิทธิ และรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โดยตรง รวมถึงโอกาสในการบริหารสินทรัพย์มือสองทั้งเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนด้วยโปรโมชันเด็ดอีกมากมาย
ภายในบูทลูกค้าจะได้พบกับไฮไลต์สำคัญกับโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยบุคคลธรรมดา ที่เป็นหนี้เสีย (NPL)รวมทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยหนี้ที่สามารถเข้าโครงการที่ SAM เป็นผู้ดูแล จะเป็นหนี้ไม่มีหลักประกันประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และ ติ่งหนี้ (ส่วนต่างหรือยอดหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระจากหนี้ที่มีหลักประกัน) มีสถานะหนี้ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ภาระหนี้ NPL รวม (ตามการรายงานข้อมูลในเครดิตบูโร หรือ NCB) และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ อยู่ในรายชื่อ Sanction list ของ ปปง. ให้สามารถปิดจบภาระหนี้ได้เร็วขึ้น กับมาตรการช่วยเหลือแบบผ่อนปรน 2 ทางเลือก ได้แก่ 1. มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ลดเงินต้นทันที 50% หากจ่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ก็ปิดจบหนี้ได้ทันที และ 2. มาตรการ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” ลดเงินต้น 30% หรือจ่ายเพียง 70% ของเงินต้น ไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนได้นานสูงสุด 36 งวด โดยจำนวนงวดการผ่อนชำระขึ้นอยู่กับวันที่เริ่มเข้าร่วมโครงการ สามารถผ่อนชำระได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2572 เป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินและวางแผนชีวิตทางการเงินใหม่ได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กระบวนการที่โปร่งใส เป็นธรรมและไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเงื่อนไขโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” SAM ยังมีโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ที่ให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่เป็นหนี้เสียประเภทบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันที่มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 120 วัน ด้วยอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเพียง 3-5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี โดยมียอดหนี้รวมกันไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่คอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้อีกโครงการหนึ่ง
ส่วนลูกค้าที่กำลังมองหาทรัพย์มือสองเพื่อการอยู่อาศัยและทรัพย์เพื่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ที่ดินเปล่า ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ โรงงาน/โกดัง และทรัพย์อื่น ๆ SAM ได้จัดโปรโมชันพิเศษสุดคุ้มเข้าร่วมงาน อาทิ “SAM Flash Day” แจก Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 100,000 บาท โปร “ฟรี! ค่าโอนคนละครึ่ง” ไม่เกิน 1% สำหรับทรัพย์ที่มีราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท “ฟรี! โอนไม่อั้น” ไม่เกิน 2% สำหรับทรัพย์ที่มีราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และ “บ้าน SAM ผ่อนได้” ที่ให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระโดยตรงกับ SAM ได้นานสูงสุดถึง 4 ปี พร้อมรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ใน 2 ปี หรือ 24 เดือนแรก และผ่อนนานสูงสุดได้ถึง 48 เดือน นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้า SAM ที่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้ (NPL) กับมาตรการ “ปรับหนี้มีสุข ผ่อนดีมีลด” ทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจที่มีหลักประกันและทุกประเภทสินเชื่อ โดยมีระยะเวลาปรับโครงสร้างหนี้นานสูงสุดถึง 6 ปี พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้และการเลือกทรัพย์ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
ทั้งนี้ SAM ขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังประสบปัญหาหนี้ ผู้ที่ต้องการปิดจบภาระหนี้ให้เร็วขึ้น หรือผู้ที่สนใจโครงการช่วยเหลือของ SAM แต่ยังมีข้อสงสัย สามารถมาพบเจ้าหน้าที่ SAM ได้ที่บูทหมายเลข D2 ภายในงาน Money Expo Hatyai 2026 ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ รับคำปรึกษา ตรวจสอบสิทธิ และค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างใกล้ชิด ลูกค้าที่สนใจโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แอด ID Line @samsocialamc และชื่อบัญชี "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) www.bot.or.th/cleardebt และเว็บไซต์ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด www.sam.or.th ส่วนโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ได้ที่เว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com และ Facebook คลินิกแก้หนี้ by SAM หรือ แอด ID Line @debtclinicbysam ที่ให้บริหารรวมถึงลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ NPL สำหรับผู้สนใจทรัพย์ NPA สามารถดูรายละเอียดทรัพย์สินเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.sam.or.th รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายและสะดวกรวดเร็ว โดยแอด ID Line @samline หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1443

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com