Finance/share
Hot News: Visa Infinite'บุก' กลุ่มผู้มีกำลังซื้อ เอเชียแปซิฟิก
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
Visa Infinite'บุก'
กลุ่มผู้มีกำลังซื้อ เอเชียแปซิฟิก
วีซ่า ผู้นำให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก เปิดตัว Visa Infinite โฉมใหม่ในเอเชียแปซิฟิก ตอบโจทย์กลุ่มผู้มีกำลังซื้อยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ การใช้จ่าย และการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมยกระดับการนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงสร้างบัตรแบบ 3 ระดับ ประกอบด้วย Visa Infinite พร้อมด้วยบัตรระดับใหม่ที่เปิดตัวเพิ่มเติม ได้แก่ Visa Infinite Privilege และ Visa Infinite Private โดยแต่ละระดับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะของกลุ่มลูกค้าผู้มีกำลังซื้อแต่ละกลุ่ม พร้อมมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมภายใต้ระบบสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงอย่างครบวงจร
นายแอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการประจำ วีซ่า ประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปสู่การมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับโลกมากยิ่งขึ้น เราจึงเดินหน้าต่อยอดแนวทางดังกล่าว โดย Visa Infinite โฉมใหม่ ผสานความแข็งแกร่งด้านเครือข่าย นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตรของวีซ่า เพื่อมอบคุณค่าที่แตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าผู้มั่งคั่งในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
แนวทางใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อยุคใหม่ Visa Infinite โฉมใหม่ มาพร้อมโครงสร้างสิทธิประโยชน์ 3 ระดับ (Three-tier Structure) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยมีนวัตกรรมการชำระเงินอัจฉริยะของวีซ่าเป็นรากฐานสำคัญ อาทิ วงเงินการทำรายการที่สูงขึ้น ระบบอนุมัติธุรกรรมอัจฉริยะ การออกบัตรเพื่อรองรับการใช้งานข้ามพรมแดน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่สะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ถือบัตรมากยิ่งขึ้น
Visa Infinite เป็นบัตรหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์ มอบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน ควบคู่กับสิทธิพิเศษด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ ขณะที่ Visa Infinite Privilege ต่อยอดประสบการณ์ดังกล่าวด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมการเข้าถึงประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ สำหรับบัตรระดับสูงสุด Visa Infinite Private เป็นบัตรที่เปิดให้บริการเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น (Invitation-only) ออกแบบสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสุทธิสูงเป็นพิเศษ (Ultra-High-Net-Worth Individuals: UHNWI) พร้อมบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคลและสิทธิ์ในการเข้าถึงประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่หาได้ยากและรังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์แต่ละบุคคลโดยเฉพาะ
ประสบการณ์ที่คัดสรรเพื่อตอบโจทย์ทุกความสนใจ Visa Infinite โฉมใหม่ ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรให้สอดคล้องกับความสนใจและ ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การรับประทานอาหาร สุขภาพและการดูแลสุขภาวะ ตลอดจนความบันเทิง โดยออกแบบให้เหนือกว่าสิทธิประโยชน์ในรูปแบบเดิม เพื่อมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่มีความหมาย มีเอกลักษณ์ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
ตั้งแต่ Infinite Tastes: Beyond the Menu โปรแกรมประสบการณ์ด้านอาหารที่นำโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ เปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรได้สัมผัสเรื่องราว เบื้องหลังงานฝีมือ และวัฒนธรรมที่หล่อหลอมวงการอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไปจนถึง Visa Destinations แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวระดับโลกที่นำเสนอเส้นทางการเดินทางและประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษตามความสนใจของนักเดินทาง พร้อมสิทธิ์เข้าถึงประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทุกโปรแกรมได้รับการออกแบบเพื่อมอบโอกาสในการเข้าถึงประสบการณ์เบื้องหลังสถานที่และกิจกรรมสำคัญ ตลอดจนการค้นพบเรื่องราวและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่มีความหมายยิ่งกว่าเดิม
ประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ซึ่งมีอัตราการใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตสูงกว่าผู้ถือบัตรกลุ่มอื่นเกือบ 3 เท่า โดยเฉพาะในหมวดการเดินทาง ความบันเทิง และการค้าปลีกขณะเดียวกัน [3]ความต้องการด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาวะ ตลอดจนบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคผู้มีกำลังซื้อราว 90% มองหาประสบการณ์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ขณะที่ 84% คาดหวังบริการและประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน พร้อมการดูแลที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล

Go To Lead


BAM เปิดตัวสมาชิก IPAF บนเวทีนานาชาติ 'ย้ำ'บทบาท
ผู้นำ AMC ไทย พร้อมนำเสนอโมเดลแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน
<
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เข้าร่วมงาน IPAF Summit, International Conference and Investment Forum ระหว่างวันที่ 12–14 สิงหาคม 2569 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC และสถาบันที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางยกระดับการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย ในโอกาสนี้ BAM ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกของ International Public Asset Management Companies Forum (IPAF) โดย
ดร.รักษ์ ได้กล่าวสุนทรพจน์แนะนำ BAM ต่อผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ พร้อมสะท้อนบทบาทของ BAM ในฐานะผู้นำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของไทย ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL และทรัพย์สินรอการขายหรือ NPA มาอย่างยาวนาน ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอในหัวข้อ “Advancing NPL Resolution in Asia: Innovation, Institutions, and Market Readiness” ถ่ายทอดพัฒนาการและศักยภาพของอุตสาหกรรม AMC ไทย รวมถึงแนวทางการยกระดับกลไกแก้ไขหนี้ผ่านนวัตกรรม ความเข้มแข็งของสถาบัน และความพร้อมของตลาด โดยเน้นโมเดลการเติบโตของ BAM ผ่านความร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรในการจัดตั้งกิจการร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ หรือ JV AMCs ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบการเงิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับและบริหารจัดการหนี้ NPL ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมยิ่งขึ้น อีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ BAM นำเสนอบนเวทีนานาชาติ คือ โครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ ฟื้นฟูสถานะทางการเงิน และกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่มองการแก้ไขปัญหาหนี้มากกว่าการเรียกเก็บหนี้ แต่เป็นกระบวนการดูแล ฟื้นฟู และสร้างโอกาสครั้งใหม่ให้แก่ลูกหนี้ ผ่านแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละราย
BAM ยังได้ถ่ายทอดการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ซึ่งผสานอยู่ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้และกลุ่มเปราะบาง การสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย การพัฒนาชุมชนและสังคม ควบคู่กับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการยอมรับผ่านรางวัลและการรับรองจากองค์กรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง “การเข้าเป็นสมาชิก IPAF ถือเป็นก้าวสำคัญของ BAM ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และความร่วมมือกับองค์กรบริหารสินทรัพย์ระดับนานาชาติ เราพร้อมนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ AMC ไทยมาร่วมพัฒนากลไกแก้ไขหนี้ของภูมิภาค พร้อมเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศสมาชิก เพื่อนำมาต่อยอดการช่วยเหลือลูกหนี้ สร้างโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ดร.รักษ์ กล่าว

Go To Lead


บัตรเครดิต ttb
ตอกย้ำบัตรเครดิตสายกินตัวจริง
ทีทีบี เดินหน้าตอกย้ำบทบาท "ตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน" ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ใช้ง่ายและคุ้มค่าจริงเอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่น ส่งแคมเปญสุดคุ้ม “อิ่มฟิน อินเจแปน” รวบรวมร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังกว่า 40 ร้านชั้นนำ จัดโปรโมชันสุดพิเศษ ง่ายเงื่อนไขไม่ซับซ้อน เมื่อใช้จ่ายครบ 1,200 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 100 บาท ช่วยให้ลูกค้าอร่อยกับร้านโปรด พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างจับต้องได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 – 30 กันยายน 2569
“อาหารญี่ปุ่น” จะยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ราเมน ยากินิกุ ชาบู-ชาบู หรือบุฟเฟต์พรีเมียม แต่ในภาวะปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายต่อมื้อที่ค่อนข้างสูงอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนเกิดความลังเลหรือคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจรับประทาน บัตรเครดิต ttb ในฐานะผู้ช่วยด้านการใช้จ่ายที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง จึงได้ออกแคมเปญ “อิ่มฟิน อินเจแปน” เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าว ช่วยให้ทุกคนสามารถอิ่มอร่อยและมีความสุขกับมื้อโปรดได้อย่างสบายใจและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ Smart Value ของทีทีบี ที่มุ่งออกแบบสิทธิประโยชน์ให้ "คุ้ม ง่าย ใช้ได้จริง" เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และทำให้ทุกการใช้จ่ายสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขซับซ้อนหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก แคมเปญ “อิ่มฟิน อินเจแปน” มุ่งเน้นการมอบความคุ้มค่าแบบ “คุ้ม ง่าย ใช้ได้จริง” ให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์แบบตรงไปตรงมา โดยโปรโมชันใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องยุ่งยากกับการแลกคะแนนสะสม เพียงใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ttb ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ร่วมรายการครบ 1,200 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 100 บาท ครอบคลุมร้านอาหารญี่ปุ่นหลากหลายสไตล์มากกว่า 40 ร้านดัง อาทิ AKA Yakiniku, CoCo ICHIBANYA, Daisen Premium Japanese Restaurant, Fuji Restaurant, Katei Shabu, KATSUYA, Kouen Premium Buffet, Maison RORU, Mo-Mo-Paradise, Nabezo Premium, OISHI EATERIUM, On the Table, SEKAI NO YAMACHAN, SUSHI SEKI, Tempura YAMAYA, YAKINIKU LIKE, Zen Restaurant และอีกหลากหลายร้านอาหาร
การจัดแคมเปญของทีทีบีในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบัตรเครดิต ttb ที่ไม่เพียงมุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวด Dining แต่ยังตั้งใจตอกย้ำบทบาทการเป็นตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และสร้าง Top of Mind ให้ลูกค้าคิดถึงบัตรเครดิต ttb เป็นตัวเลือกแรกทุกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องอาหารการกิน พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อมุ่งมั่นให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นรอบด้าน ผู้ถือบัตรเครดิต ttb ที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น สามารถอิ่มอร่อยสุดฟินและรับความคุ้มค่าได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 - 30 กันยายน 2569 ศึกษารายละเอียดของโปรโมชัน ได้ที่ https://www.ttbbank.com/th/promotion/credit-card/dining/ttbjapan-jul26 ทีทีบีส่งเสริมให้ลูกค้าบัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี เพื่อชีวิตทางการเงินที่ดีทั้งในวันนี้ และอนาคต

Go To Lead


EXIM BANK พัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน-บริการความยั่งยืน
เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการด้านความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พร้อมรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) พร้อมจัดงานเสวนาหัวข้อ “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ และนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569
นายชลัช เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศคู่ค้าหลักของไทยทั้งสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกไทย กำลังบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ EU ที่เดินหน้าภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ European Green Deal และออกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วกว่า 3,400 มาตรการ อาทิ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในทางปฏิบัติวันที่ 12 สิงหาคม 2569 มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตไปยังกลุ่มสินค้าอื่นนอกเหนือจาก เหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่ห้ามการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า และข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของภาคธุรกิจ (CSRD) ที่กำหนดให้ธุรกิจต้องเปิดเผยและรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะที่สหรัฐฯ ได้ผลักดันกฎหมาย PROVE IT Act และอยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมาย Foreign Pollution Fee Act ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมสินค้านำเข้าที่มี Carbon Intensity สูงกว่าสินค้าในสหรัฐฯ ส่วนจีนได้มีการพัฒนามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนระดับชาติ (CSDS) เพื่อยกระดับการรายงาน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเช่นกัน
“กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโฉมการค้าโลก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบ การบริหารจัดการพลังงาน การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ESG ตลอดจนการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้เร็ว เพราะการมีข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า เพิ่มโอกาสทางการค้า และเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้มากขึ้น” นายชลัช กล่าว
เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถรับมือกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเตรียมพัฒนาบริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนแก่ SMEs และผู้ส่งออกที่เป็นลูกค้าของธนาคาร เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูล ESG ที่จำเป็นสำหรับการตอบข้อกำหนดของผู้นำเข้าและบริษัทในห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียโอกาสทางการค้า และเพิ่มศักยภาพในการขยายตลาดต่างประเทศ อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ EXIM BANK เร่งขยายการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และกลไกช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ปัจจุบัน EXIM BANK มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทุกขนาดในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.75% ต่อปี ตลอด 2 ปีแรก วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท สำหรับ SMEs ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี ผ่าน 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon สำหรับการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน และ สินเชื่อ Green X Transformation สำหรับการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนเทคโนโลยี และการนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อช่วยลดต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
EXIM BANK ยังสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการส่งออกและผู้ประกอบการในห่วงโซ่คุณค่าของภาคส่งออกที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ต่อปี นานสูงสุด 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนสมัครสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน หรือสินเชื่อหมุนเวียน ภายในเดือนกรกฎาคม 2569
นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุน EXIM BANK ยังส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) แบบแผนงานของ EXIM BANK รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผลักดันการใช้ระบบ SET Carbon ภายใต้โครงการ EXIM Know Your Carbon เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยผู้ประกอบการที่ใช้สินเชื่อกับ EXIM BANK และจัดทำรายงานผ่านระบบดังกล่าว จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้“EXIM BANK เชื่อมั่นว่าการยกระดับศักยภาพด้าน ESG ของผู้ประกอบการไทยจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายชลัช กล่าว

Go To Lead


ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ
เพิ่ม “สลาก ธอส.” เป็นทางเลือกลงทุนสำหรับกองทุน
ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศเกี่ยวกับการเพิ่มสลากออมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (สลาก ธอส.) เป็นทรัพย์สินที่กองทุนสามารถลงทุนได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารพอร์ตและสภาพคล่องของกองทุน พร้อมทั้งทำให้หลักเกณฑ์การลงทุนในสลากออมทรัพย์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยยังคงมีมาตรการควบคุมความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวอย่างเหมาะสม
หลังจากที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 มีมติเห็นชอบหลักการเกี่ยวกับการเพิ่มสลาก ธอส. เป็นทรัพย์สินที่กองทุนรวมสามารถลงทุนได้ ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (retail MF) กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย (AI fund) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการดังกล่าวระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569 โดยผู้แสดงความคิดเห็นทุกรายเห็นด้วยในหลักการที่เสนอ
ก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศดังกล่าว โดยเพิ่มสลาก ธอส. เป็นทรัพย์สินภายใต้นิยาม “เงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก”* เพื่อให้เกณฑ์การลงทุนของกองทุนในสลากออมทรัพย์ที่ออกโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีความสอดคล้องกัน รวมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของกองทุน โดยยังคงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การลงทุน การกระจายความเสี่ยง การประเมินความเหมาะสมของทรัพย์สิน และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น การจำกัดการลงทุนในผู้ออกทรัพย์สินหรือคู่สัญญารายใดรายหนึ่ง และการจำกัดสัดส่วนการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในกลุ่มกิจการเดียวกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวและดูแลประโยชน์ของผู้ลงทุน
ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1195 และระบบกลางทางกฎหมาย
https://law.go.th/listeningDetailsurvey_id=NzgwMkRHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ= ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจสามารถศึกษาและแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือทางอีเมล tonyada@sec.or.th หรือ pattarav@sec.or.th จนถึงวันที่ 2 กันยายน 2569

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com