|
|
MTS Gold 'ลงทุน' Token
กลุ่ม MTS GOLD (แม่ทองสุก) จับมือ kubix ส่ง แม่ทองสุกเซ็นทรัล ยื่นไฟลิ่งเปิดตัว MTS Gold Investment Token โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนในธุรกิจ วงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม่ทองสุกเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัท ในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) มีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานมาตั้งแต่ปี 2563 และในโอกาสครบรอบ 74 ปีของกลุ่มบริษัทฯ การพัฒนาโครงการ MTS Gold Investment Token จึงเป็นความตั้งใจของแม่ทองสุกเซ็นทรัลที่ต้องการนำเสนอทางเลือกใหม่ในการลงทุนในธุรกิจค้าทองคำแท่ง โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเล็งเห็นแนวโน้มความต้องการทองคำแท่งที่มีการซื้อขายและส่งมอบจริง (Physical Gold Bar) เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงพัฒนาโครงการผ่านโทเคนดิจิทัลที่มีรูปแบบที่ยืดหยุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมีทางเลือกในการลงทุนในธุรกิจซื้อขายทองคำแท่งได้ง่ายขึ้น
โดยบริษัทใช้ระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพและหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจตามแนวปฏิบัติที่ยึดถือมาอย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินโครงการ โครงการ MTS Gold Investment Token ถูกออกแบบให้เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่เชื่อมโยงกับธุรกิจค้าทองคำแท่งที่มีการซื้อขายและส่งมอบจริง (Physical Gold) ผ่านสาขาของ ห้างทองแม่ทองสุก ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 13 แห่งในกรุงเทพและปริมณฑล พร้อมมีแผนยุทธศาสตร์ในการขยายสาขาสู่หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศในอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงและรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยโครงการวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อนำไปใช้ในการซื้อทองคำแท่ง 96.5% เพื่อเป็นสินค้าคงคลังสำหรับการดำเนินธุรกิจ (ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 90% ของเงินระดมทุน) และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ (ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของเงินระดมทุน) ซึ่งสะท้อนโครงสร้างการใช้เงินที่เชื่อมโยงกับธุรกิจหลักของบริษัทอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีกลไกบริหารจัดการความเสี่ยงและการกำกับดูแลตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน ซึ่งมีรายละเอียดของโครงการที่อยู่ในการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยสรุปดังนี้
ราคาเสนอขาย: 1,000 บาทต่อโทเคน (จองซื้อขั้นต่ำ 10 โทเคน หรือ 10,000 บาท)ระยะเวลาโครงการ: 3 ปี ในรูปแบบการลงทุนประเภทถือครองจนครบกำหนด (Buy and Hold) โดยจะไม่มีการนำโทเคนดิจิทัลเข้าจดทะเบียนในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โครงสร้างผลตอบแทน ผู้ถือโทเคนดิจิทัลมีสิทธิที่จะได้รับผลตอบแทน 2 ส่วน ได้แก่
(1) ผลตอบแทนคงที่: ในอัตรา 3.00% ต่อปี (2) ผลตอบแทนพิเศษ: มีโอกาสรับผลตอบแทนพิเศษ หากราคาขายทองคำเฉลี่ยเมื่อปิดโครงการสูงกว่าราคาซื้อทองคำถัวเฉลี่ยเมื่อเริ่มโครงการ ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน เกณฑ์การลงทุน: นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนรายใหญ่พิเศษสามารถลงทุนได้ไม่จำกัด โดยสามารถยื่นเอกสารสมัครสถานะนักลงทุนรายใหญ่/รายใหญ่พิเศษ ได้ทางแอป kubix โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และรายละเอียดโครงการอาจมีการเปลี่ยนแปลง
นางสาวอัศวิณี ศรีสมบูรณานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด กล่าวเสริมว่า kubix มีบทบาทในการเป็นสะพานเชื่อมให้นักลงทุนเข้าถึงโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และมีศักยภาพในการเติบโต โครงการ MTS Gold Investment Token ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะผลักดันวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ผ่านการลงทุนใน Investment Token ให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การนำธุรกิจค้าทองคำแท่งเข้าสู่โลกโทเคนดิจิทัลผ่านแม่ทองสุกเซ็นทรัลจึงเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าสนใจ และยังสะท้อนศักยภาพของการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับโครงสร้างให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจและเป้าหมายของผู้ออกโทเคนได้ ซึ่งถือเป็นข้อแตกต่างจากการระดมทุนแบบดั้งเดิม ทั้งนี้เรายังคงเดินหน้าเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจด้านโทเคนดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและดาวน์โหลดแบบแสดงรายการข้อมูลของโครงการ MTS Gold Investment Token ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. (https://market.sec.or.th/public/idisc/th/Product/Filing) และนักลงทุนยังสามารถดาวน์โหลดแอป kubix เพื่อเตรียมความพร้อมและติดตามรายละเอียดโครงการ MTS Gold Investment Token ผ่านช่องทางต่อไปนี้
Mae Thong Suk Centralเว็บไซต์: www.mtsgold.co.th Facebook: www.facebook.com/mtsgold
Kubix Digital Asset เว็บไซต์: www.kubix.co LINE Official: @kubix Facebook: www.facebook.com/Kubix.DigitalAsset
หมายเหตุ: โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และข้อมูลที่เปิดเผยอ้างอิงตามแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนซึ่งอยู่ในระหว่างขั้นตอนการขอพิจารณาอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
Go To Lead
|
ออมสิน ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน ดันเม็ดเงิน
หมุนเศรษฐกิจรายย่อย-ผู้ประกอบการ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบการออกมาตรการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสินเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนมาตรการทางการเงินเพื่อเติมสภาพคล่องผ่าน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งช่วยประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ปรับตัวรับมือวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทางเลือก โดยความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 16 แห่ง ในการส่งผ่านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เร็วที่สุด
โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมากแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ทุกรายนำวงเงินสินเชื่อนั้นไปปล่อยกู้ต่อให้กับลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี โดยเป็นไปตามโปรแกรมและเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนด (*ยกเว้นการกู้ซื้อรถ EV) ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ 1) สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง 2) สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และ 3) สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน โดยมีรายละเอียดสินเชื่อในกรณีต่าง ๆ ของโครงการฯ ดังนี้
สำหรับผู้ประกอบการ สามารถกู้ผ่านธนาคารออมสิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ
สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Mitigation) เพื่อเสริมสภาพคล่อง / ลดภาระดอกเบี้ยลูกค้าเดิม / ลงทุน /
รีไฟแนนซ์ สำหรับลูกค้าธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย สถานการณ์สู้รบ
ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ข้อพิพาทชายแดน มาตรการภาษี การแข่งขันทางการค้า รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท
สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ
- กรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท
- กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) วงเงินโครงการ 25,000 ล้านบาท
- กรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท
สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถกู้ผ่านสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ
สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน
- เพื่อปรับตัวเข้าสู่การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electronic Vehicle: EV) และ การปรับปรุงที่พักอาศัย/อาคาร วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท
ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งใดก็ได้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยเครดิต ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสิน รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non Bank) ที่เข้าร่วมโครงการฯ
Go To Lead
|
BAM ตอกย้ำหุ้นปันผลโตระยะยาว ใจถึงเคาะจ่าย 0.50 บาท/หุ้น
'ชู' นโยบายใหม่แจกปันผลปีละ 2 ครั้ง สะท้อนกระแสเงินสดแกร่ง
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ พร้อมคณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ร่วมประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ผ่านระบบ E-Meeting ณ สำนักงานใหญ่ โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 7% ของราคาหุ้น ด้วยผลการดำเนินงานปี 2568 ที่โดดเด่นสามารถสร้างผลเรียกเก็บได้มากถึง 17,857 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 15,161 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 18% พร้อมกำไรสุทธิ 1,812 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน สะท้อนสถานะของ BAM ในฐานะหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยกำหนด Record Date วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พร้อมกันนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการจ่ายเงินปันผลในลักษณะ 2 ครั้งต่อปี คาดว่าตั้งแต่ปี 2570 เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องของกระแสเงินสดให้กับผู้ถือหุ้น แสดงถึงศักยภาพการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับการจ่ายปันผลครั้งนี้สะท้อน กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และความสามารถในการบริหารพอร์ต NPLNPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่แนวโน้มธุรกิจยังมีอัพไซด์จากวัฏจักรหนี้ที่เข้าสู่ช่วงโอกาสของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ จุดเด่นที่นักลงทุนจับตา
โมเดลธุรกิจ Business Recycling Machine เปลี่ยนหนี้เสียเป็นโอกาส สร้างรายได้ต่อเนื่อง
เร่งเครื่อง TDR Factory ใช้ AI เพิ่มสปีดการปรับโครงสร้างหนี้
เดินหน้า NPA Partnership ปลดล็อกมูลค่าทรัพย์ เร่งการขายและการหมุนเงินสด
โอกาสเติบโตตามทิศทาง NPL ในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง
ในขณะที่ทิศทางปี 2569 BAM ยังได้ต่อยอดการเติบโตผ่านโครงการ ทรัพย์มหาชนพลัส ควบคู่กับ BAM e-Marketplace เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินทรัพย์ให้กับนักลงทุนและประชาชนในวงกว้าง ช่วยเร่งการหมุนเวียนทรัพย์และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ พร้อมกันนี้ BAM ยังเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม Roadshow เพื่อขยายฐานนักลงทุนสถาบัน สอดรับกับการขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนผ่านการลงนาม MOU ในโครงการต่างๆ เช่น โครงการทรัพย์มหาชนพลัสที่มุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงทรัพย์สินในราคาที่เหมาะสม พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของสินทรัพย์ในระดับประเทศ เพื่อนำสู่เป้าหมายผลเรียกเก็บ 17,900 ล้านบาท ในปี 2569
นอกจากนี้ อีกหนึ่งเสาหลักเชิงกลยุทธ์ของการยกระดับองค์กรในปีนี้ คือการเสริมความแข็งแกร่งของคณะกรรมการบริษัท โดยแต่งตั้ง นายเดช ฐิติวณิช ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT, Cybersecurity และ Data Analytics จากธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัท การเข้ามาของกรรมการสายเทคโนโลยีในครั้งนี้ถือเป็น Game Changer ที่จะช่วยเร่งการทรานส์ฟอร์ม BAM สู่องค์กรขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างเต็มรูปแบบ เพิ่มความแม่นยำในการบริหารหนี้ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม BAM ยังคงตอกย้ำจุดยืนการเป็นหุ้นที่มีทั้ง Yield + Growth + Story โดยมีฐานรายได้จากการบริหารสินทรัพย์ที่มั่นคง กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตจากวัฏจักรหนี้ รวมถึง Upside จากการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้บทบาท โรงพยาบาลแก้หนี้ ของประเทศ เพื่อให้ BAM เป็นหนึ่งในหุ้น High Dividend (HD) ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ติดอันดับ Top 10 หุ้นปันผลของตลาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนเกิดเป็นภาพจำในตลาดว่า คิดอะไรไม่ออก บอก BAM ในฐานะหุ้นทางเลือกสำหรับพอร์ตระยะยาว โดย BAM ไม่เพียงสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับลูกหนี้ นักลงทุน และภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
ธ.ก.ส. 'ผลักดัน'ยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรสู่มาตรฐานสากล
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ให้การต้อนรับกลุ่มลูกค้าเกษตรกร หัวขบวนในโอกาสเข้าพบเพื่อสวัสดีปีใหม่เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 ได้แก่ บริษัท สไมล์ รับเบอร์ จำกัด จังหวัดระยอง วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปยางพาราไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์สไมล์รับเบอร์ (Smile Rubber) อาทิ หมอน เบาะรองนั่งและที่นอนยางพาราเพื่อสุขภาพ วิสาหกิจชุมชนวัยหวาน จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินกิจกรรมร่วมกับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในชุมชนในการนำผักเคลมายกระดับเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับโรยข้าวที่มีรสชาติอร่อย และยังคงรักษาคุณค่าทางอาหาร ภายใต้แพ็คเกจที่ทันสมัย สะอาด มีมาตรฐาน และมีการนำส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ กระเป๋าใยกล้วย และผ้าใยกล้วย วิสาหกิจชุมชนฟรุทส์ฟาร์มอุบล จังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินธุรกิจปลูกกล้วยหอมทองจำหน่ายไปยังร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ศูนย์การค้าโลตัส และส่งออกจำหน่ายไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นหัวขบวนหลักของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดยโสธร ซึ่งมีการรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่พร้อมสนับสนุนการนำนวัตกรรมและปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ในกระบวนการผลิตกล้วยหอมทอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล วิสาหกิจชุมชนธรรมะรักษา จังหวัดลำปาง กลุ่มผู้ผลิตข้าวและธัญพืชอินทรีย์ตามวิถีธรรมชาติ ผลิตและจำหน่าย ข้าวเพื่อสุขภาพและข้าวพันธุ์พื้นเมืองแปรรูป เช่น ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวลืมผัว นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับผลิตภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เต็มไปด้วยคุณภาพและคุณค่าทางสารอาหาร อาทิ วุ้นเจลาตินสำเร็จรูปที่ผลิตจากผำ และชาที่ผลิตจากพืชพื้นบ้านชนิดต่าง ๆ และวิสาหกิจชุมชนเกษตรปลอดภัยสูง จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ผลิตเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นเกรดพรีเมียมที่ได้มาตรฐาน GAP/Organic โดยมีการนำผลผลิตจากเมล่อนและผลไม้ในพื้นที่ เช่น มะม่วง หรือมะพร้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการผลิตเครื่องดื่มไวน์และแอลกฮอล์ภายใต้แบรนด์ FURANO ส่งจำหน่ายไปยัง CJ Express ทั่วประเทศ
ในโอกาสนี้ กลุ่มลูกค้าฯ ได้รับฟังข้อเสนอแนะและร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความสำเร็จจากการนำองค์ความรู้ที่ ธ.ก.ส. สนับสนุนผ่านการศึกษาดูงานด้านการยกระดับการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จากประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2566 มาปรับใช้ในพื้นที่จริง โดยเฉพาะการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ จนสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของกลไกการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการสนับสนุนเงินทุนอย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ณ ชั้น 23 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์สินค้าจากลูกค้า ธ.ก.ส.ได้เชื่อมโยงและรวบรวมผลิตภัณฑ์จากลูกค้า ธ.ก.ส. ทั่วประเทศมาไว้ในแพลตฟอร์ม BAAC Matching เพื่อสนับสนุนช่องทางการตลาดออนไลน์ให้กับเกษตรกรลูกค้า และอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการการเลือกซื้อมาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งเป็นจุดนัดพบให้ผู้บริโภคสามารถเลือกชมและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพได้โดยตรงจากร้านค้าผู้ประกอบการลูกค้า ธ.ก.ส. เลือกชมและเลือกซื้อสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา คลิกเลย https://baacmatching.baac.or.th นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังพร้อมยกระดับ ภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็งและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน เพราะ ธ.ก.ส. เป็นมากกว่าธนาคาร BAAC The way We Are ถ้าคุณได้สัมผัส คุณจะรัก ธ.ก.ส.
Go To Lead
|
SME D Bank รับมอบนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
พร้อมเดินหน้า พัฒนาคู่เติมทุน หนุนเอสเอ็มอีไทยยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหารธนาคาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank เข้าร่วมงานมอบนโยบายจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ONE MIND โดยขอให้ทุกส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม บูรณาการการทำงาน เพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียวกัน ผ่านหลักการบริหาร 4 เสาหลัก (4 Pillars) ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจโลกและคุณภาพชีวิตคนไทย ได้แก่ เสาที่ 1 People Engagement : การฟังเสียงประชาชน เสาที่ 2 : Policy Execution นำนโยบายรัฐบาลสู่การวางเครื่องยนต์อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เสาที่ 3 : Legal Reform ราชการทันใจ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ขจัดอุปสรรคต่อการลงทุน และเสาที่ 4 : Ministers Passion ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสีเขียว ใช้พลังงานสะอาด ควบคู่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการในอุตสาหกรรม โดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานภายใต้กำกับกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569
ทั้งนี้ SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย พร้อมเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะรายเล็ก ด้วยการพัฒนาควบคู่เติมทุน ช่วยยกระดับปรับเปลี่ยนธุรกิจก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ใช้พลังงานสะอาด สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|