Finance/share
Hot News: EXIM BANK 'หนุน' ตลาดใหม่
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
EXIM BANK
'หนุน' ตลาดใหม่
EXIM BANK มองโลกเผชิญวิกฤต “รุนแรง-ผันผวน-แปรปรวน” เดินหน้ากลยุทธ์ “5T” นำผู้ประกอบการไทยฝ่าภาวะ 3 สูง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นให้ผู้ส่งออก เอสเอ็มอี ขยายตลาดใหม่ทดแทนตลาดตะวันออกกลาง อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่ “รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน” ใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทยที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ ความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบของสงครามในสนามรบที่ยืดเยื้อและสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี สำคัญของโลก จนสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อทิศทางการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม (War Risk Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและสภาพคล่องของภาคธุรกิจไทย ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและต้นทุนการผลิต รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation : EUDR) มาตรการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Reporting Directive : CSRD) และระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีที่ระดับ 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่การค้าโลกอาจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 2.8% ลดลงจาก 5.1% ในปี 2568 สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี แตะระดับ 4.4% เพิ่มจาก 4.1% ในปีก่อนหน้า สำหรับประเทศไทย EXIM BANK ประเมินว่า การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับ “ภาวะ 3 สูง” ที่ท้าทายความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ 1) Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 2) Compliance สูง จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานสากล กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรฐานทางบัญชีที่เข้มงวดมากขึ้น และ 3) Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโมเดลธุรกิจ และเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง
นายชลัช กล่าวอีกว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “5T” ตามแนวนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย Target บรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs อย่างตรงจุด ผ่านการออกเยี่ยมกิจการเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่อง และประคองการจ้างงานตามความเหมาะสม Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านผลิตภัณฑ์ Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืนที่ 50% ของยอดคงค้างรวม
อีกทั้งจะขยายการให้บริการด้าน ESG เช่น การจัดทำรายงานความยั่งยืนสำหรับลูกค้า EXIM BANK ที่สนใจปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก Transform ส่งเสริมการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ผ่านการให้คำปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ และการจัดกิจกรรมและ Product Package ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็น 75% การดำเนินงานทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลักการ Transparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส สอดรับกับมาตรฐานสากล และดูแลลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ และ Together บูรณาการความร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Export Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร
“มาตรการและความช่วยเหลือของ EXIM BANK จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทั้งความพร้อมในการรับมือและความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในทุกมิติ โดย EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์ สนับสนุนให้ธุรกิจไทยไม่เพียงอยู่รอดจากวิกฤต แต่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก” นายชลัช กล่าว
ปีนี้ EXIM Thailand ได้สนับสนุนให้ผู้ส่งออก และเอสเอ็มอี ขยายตลาดใหม่ ทดแทนตลาดตะวันออกกลางที่มีปัญหาสงครามยื้ดเยื้อ อาทิ ตลาดในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย เป็นต้น

Go To Lead


มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พาเอสเอ็มอี เข้าถึงทุนทะลุ
9 พันล้าน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจกว่า 41,481 ล้าน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มอบนโยบายการดำเนินงานกับกระทรวงอุตสาหกรรม และตรวจเยี่ยม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือ SME D Bank แล้ว ทาง SME D Bank ได้เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดแนวทางการดำเนินงานภายใต้ 3 มิติสำคัญ เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 41,481 ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม มองว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฐานพีระมิดของเศรษฐกิจไทย หากธุรกิจรายเล็กไม่สามารถอยู่รอดได้ เศรษฐกิจไทยก็จะขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญ ดังนั้น จึงมอบหมายให้ SME D Bank เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” พร้อมเคียงข้างเอสเอ็มอีไทยในทุกสถานการณ์
สำหรับการดำเนินงาน 3 มิติสำคัญ ประกอบด้วย 1. มิติเข้าถึงแหล่งทุน ธนาคารสามารถสนับสนุนสินเชื่อให้เอสเอ็มอีได้กว่า 9,057 ล้านบาท โดยเน้นผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย ผ่านผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย ที่ผ่อนปรนเงื่อนไข ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สำหรับลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ EV ตลอดจน “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ มิติช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ได้ดำเนินมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด ช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว 2,668 ราย ช่วยลดภาระทางการเงิน ประคับประคองกิจการ และรักษาระดับการจ้างงาน 3.มิติยกระดับเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ธนาคารได้จัดกิจกรรม เพิ่มทักษะ (Upskill) สร้างทักษะ (Reskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (New Skill) ทั้งรูปแบบการเรียนรู้สถานที่จริง (Onsite) และออนไลน์ (Online) ให้ผู้ประกอบการกว่า 3,690 ราย โดยมีผู้ประกอบการ 747 ราย สามารถลดต้นทุนการผลิตและปรับตัวสู่ธุรกิจยุคใหม่ได้หลังผ่านการพัฒนา
นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ SME D Bank เดินหน้าสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการยกระดับผลิตภาพ ใช้พลังงานสะอาด และก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เอสเอ็มอีไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการรายเล็ก แต่คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากเอสเอ็มอีแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงด้วย การช่วยให้เข้าถึงทุนควบคู่กับการพัฒนา โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว จะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถเข้ารับบริการทั้ง 3 มิติจาก SME D Bank ได้ ณ ทุกสาขา SME D Bank ทั่วประเทศ ทั้ง 96 แห่ง หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของธนาคาร เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

Go To Lead


BAM เปิดเวที “CEO Skip Level Dialogue” รับฟังเสียงพนักงาน
ทุกระดับ เดินหน้าปรับองค์กร สร้างความสุขและความยุติธรรมในการทำงาน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM จัดกิจกรรม “CEO Skip Level Dialogue” เปิดพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพนักงานทุกระดับอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนแนวคิดองค์กรยุคใหม่ที่ต้องเปิดกว้าง รับฟัง และพร้อมปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายในกิจกรรม ผู้บริหารได้ถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจของ BAM ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นแนวคิด “เลิกกลัวการเปลี่ยนแปลง” พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางมากขึ้นในปัจจุบัน ลดการพึ่งพาการขายทรัพย์ขนาดใหญ่ และเดินหน้าผลักดัน “ทรัพย์มหาชน” เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ขณะเดียวกัน BAM ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรภายใน โดยเตรียมปรับรูปแบบการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งการแยกบทบาทงานด้าน NPL และ NPA ให้ชัดเจน การทำงานร่วมกับพันธมิตรภายนอก รวมถึงการนำระบบ Smart KPI มาใช้ เพื่อสะท้อนผลงานอย่างเป็นธรรม สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาศักยภาพของพนักงานแต่ละกลุ่มได้อย่างตรงจุด
กิจกรรม “CEO Skip Level Dialogue” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการสื่อสาร การรับฟัง และการมีส่วนร่วม เพื่อขับเคลื่อน BAM ให้พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com