Finance/share
Hot News: KBTG'ชู'ยุทธศาสตร์ 3+1 ผลผลิตไอที
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
KBTG'ชู'ยุทธศาสตร์
3+1 ผลผลิตไอที
KBTG โชว์ปรับเปลี่ยนองค์กรยกเครื่อง พร้อมตั้งเป้าหมายใหม่ขับเคลื่อนองค์กรอีก 3 ปีข้างหน้าสู่ระดับโลกด้วย Human-first x AI-first Transformation รองรับยุทธศาสตร์ 3+1
นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เปิดเผยว่า ปี 2562 ทาง KBTG ได้มีการทำ Transformation องค์กรแบบยกเครื่อง หรือที่เรียกว่า #OneKBTG Transformation เพื่อเสริมกำลังในเชิงบุคลากร เทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ โดยปักหมุดขึ้นแท่นเป็นสุดยอดองค์กรเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ภายในปี 2568 ซึ่งเพียงในปี 2566 ก็สามารถทำผลงานบรรลุเป้าหมายทั้งหมดเร็วกว่าที่ตั้งไว้ถึง 2 ปี
ความเป็นยอดในด้านระบบและปฏิบัติการ (Brilliant Basic & Operation Excellence) ระบบไอทีของธนาคารกสิกรไทยมีเสถียรภาพมากที่สุดเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน โดยมีเปอร์เซ็นต์ความพร้อมในการให้บริการของระบบ (Service Availability) มากถึง 99.99% แม้จะรองรับธุรกรรมทางการเงินถึง 23.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35% หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศ และมียอดผู้ใช้งาน K PLUS กว่า 21.7 ล้านราย
การยกระดับสถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย (Architecture & Infrastructure Modernization) มีการจัดทำศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) ที่ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ระบบ Hybrid Cloud ที่ผสมผสานการทำงานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud เพื่อประสิทธิภาพและเสถียรภาพขั้นสูงสุด รวมถึงลดอัตราการเกิด Incident ระดับรุนแรงได้มากถึง 60% เวลาที่ใช้ในการแก้ไขลงลง 33% และ Downtime ของระบบลดลง 66%
การปรับวิถีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย Agile และ Automation (Agile Transformation & Automation) การปรับวิถีการทำงานแบบ End-to-end ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพงานเพิ่มขึ้น 2.25 เท่า โดยในปี 2566 สามารถส่งมอบโปรเจคไอทีให้กับธนาคารได้ถึง 190 โปรเจค
การขยายองค์กรสู่ระดับภูมิภาค (Regional Expansion) ขยายฐานปฏิบัติการใน 4 ประเทศ ครอบคลุม 5 เมืองใหญ่ ได้แก่ ประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ ประเทศเวียดนามที่โฮจิมินห์ และฮานอย ประเทศจีน ที่เซินเจิ้น และประเทศอินโดนีเซีย ที่จาการ์ตา โดย KBTG Vietnam ยังได้รับรางวัล Best IT Companies 2024 จาก ITviec แพลตฟอร์มสมัครงานชั้นนำของเวียดนามอีกด้วย
การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) ไม่ว่าจะเป็น MAKE by KBank ขุนทอง รวมถึงธุรกิจใหม่จาก KX อย่าง Kubix และ Coral และล่าสุดได้มีการเปิดตัว “เหมียวจด” แอปบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติจากสลิปโอนเงิน มีการขับเคลื่อนกลยุทธ์ M.A.D. (Machine Learning, AI, Data) อย่างเต็มตัว ผ่านการนำ AI มาใช้งานในองค์กร สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ทำวิจัยร่วมกับหน่วยงานวิจัยระดับโลก และการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพและกองทุน Deep Tech ผ่าน KXVC การพัฒนาขีดความสามารถและการดูแลบุคลากร (People Transformation) ณ ปี 2566 มีพนักงานมากกว่า 2,500 คน จัดการระบบการทำงานรองรับบุคลากรด้วยนโยบาย Work from Anywhere อย่างถาวร และมีผู้บริหารที่ได้รับการยกย่องจากเวทีระดับโลกนำทัพถึง 4 คน
สำหรับ 3 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ KBTG ตั้งเป้าที่จะขยายศักยภาพขององค์กรด้วย AI โดยคงมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง เรียกว่า Human-first x AI-first Transformation เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีแผนการ คือ 1. ขยายขีดความสามารถด้านไอทีและเทคโนโลยีสู่ระดับโลก 2. เดินหน้าต่อเนื่องสู่การเป็น AI-First Organization ด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI รวมถึงปรับกระบวนการทำงานภายในองค์กร 3. ขับเคลื่อนความสามารถในการผลิตด้วย M.A.D. โดยตั้งเป้าหมายที่ 1 แสน Man Days และทำงานเร็วขึ้น 2 เท่าภายใน 3 ปี 4. เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถด้าน AI ให้กับพนักงาน KBTG รวมไปถึงบุคคลทั่วไป (AI For All) 5. Transform สู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีระดับภูมิภาคแบบเต็มตัว และ 6. พัฒนา KBTG ให้เป็นพื้นที่สำหรับคนที่มีฝีมือและใฝ่ฝันที่จะเติบโตในสายงานเทคโนโลยี
นางวรนุช เดชะไกศยะ Executive Chairman กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวเพิ่มเติมว่า KBTG ตั้งเป้าที่จะเป็นองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาค พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 ของธนาคารกสิกรไทย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและล้ำสมัย เพื่อส่งมอบความเป็นเลิศทางด้านไอที การันตีด้วยแอปพลิเคชัน K PLUS ที่มีความพร้อมในการให้บริการมากถึง 99.99% สามารถครองตำแหน่งผู้นำทางด้าน Mobile Banking ได้อย่างยาวนาน
ปี 2567 ยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเติบโตและเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนทางด้านยุทธศาสตร์ไอทีด้วยงบประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท เน้นที่การยกเครื่องระบบเครดิตจากต้นน้ำยันปลายน้ำ (Rearchitect E2E Credit), แพลตฟอร์มบริหารความมั่นคั่ง (Wealth Platform), AI, Credit Card และ Infrastructure as a Service โดยมีแผนการรองรับยุทธศาสตร์ 3+1 ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีของ KBTG ใน 4 ด้าน คือ สร้างสรรค์และส่งมอบคุณค่า (Delivering Value) ผ่านการลงทุนด้านไอทีเพื่อพัฒนาคุณภาพและการสร้างรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจ S-Curve เพิ่มความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพในการทำงาน (Enhancing Operation & Cost Efficiency) ทั้งในเรื่องงบ กระบวนการทำงาน คุณภาพ และการจัดการความเสี่ยง อัพเดตพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาส (Boosting Technology Capabilities) ผ่านการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จาก Data, AI, Cloud และอื่นๆ พร้อมการปรับปรุงสถาปัตยกรรมระบบเพื่อรองรับการให้บริการสินเชื่อของธนาคาร ยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรในองค์กร (Uplifting People Capabilities) ด้วยการจัดสรรทรัพยาการ เพิ่มความสามารถและช่องทางบ่มเพาะสู่การเป็นผู้นำ และตอกย้ำค่านิยมและวัฒนธรรม ONE KBTG
ด้านการเติบโตในระดับภูมิภาค ทาง K-Tech และ KBTG Vietnam ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับธนาคารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มให้บริการสินเชื่อและข้อมูลในจีน แอป K PLUS Vietnam ในเวียดนาม และล่าสุดจากที่ธนาคารได้มีการลงทุนในธนาคารแมสเปี้ยน KBTG มีส่วนสำคัญในการยกระดับแพลตฟอร์มไอที โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และการกำกับดูแลของธนาคารแมสเปี้ยน เพื่อรองรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพในอินโดนีเซีย
ดร. ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล Managing Director กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวตอนท้ายว่า AI กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์ (General-purpose Technology) ดูด้วยตาอาจจะไม่เห็น แต่อยู่ทุกที่แน่นอน โดย KBTG ถือเป็นอีกหนึ่งผู้บุกเบิกทางด้าน AI ในประเทศและภูมิภาค สร้างเป็น AI Ecosystem ในด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านเทคโนโลยี: KBTG Labs มีการทำวิจัยร่วมกับ MIT Media Lab อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 รวมถึงการออกแบบเทคโนโลยี เช่น ระบบเปรียบเทียบใบหน้า (Face Recognition) และยืนยันหน้าจริง (Face Liveness) ให้ล้ำสมัยและใช้งานง่าย โดยจากผลงาน Face Liveness ทำให้ปัจจุบัน KBTG เป็นองค์กรเดียวในเอเชียและองค์กรที่สามของโลกที่ผ่านการรับรองระดับสูงสุด (Level 2) จากการทดสอบของ iBeta ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ FinLearn แพลตฟอร์มการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมฟีดแบ็คแบบเรียลไทม์
ด้านการค้า: จากเทคโนโลยีที่ KBTG Labs วิจัยและพัฒนา สู่การนำเข้าสู่ตลาด กระบวนการนี้จะถูกดูแลโดย KX ซึ่งเป็น Venture Builder ในเครือ KBTG เพื่อให้ลูกค้าและพันธมิตรสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้กับธุรกิจของตนได้ โดยมีจุดเด่นคือการที่ทีมผู้พัฒนาอยู่ที่ประเทศไทย จึงสามารถรองรับการใช้งานหรือเข้าแก้ไขในกรณีที่เกิดปัญหาได้ทันที ปัจจุบันมีการเปิดตัว 2 แพลตฟอร์มและบริการทางด้าน AI คือ AINU (อัยนุ) ผู้ให้บริการโซลูชัน AI นำร่องด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการยืนยันตัวตน 3 ฟีเจอร์เด่น คือ OCR (Optical Character Recognition) ระบบแปลงข้อมูลจากภาพ Liveness Detection ระบบยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าจริงๆ ของตัวบุคคล และ Face Recognition ระบบเปรียบเทียบใบหน้าเพื่อการยืนยันตัวตน
Car AI เทคโนโลยี AI ตรวจสภาพรถยนต์แบบอัตโนมัติเพื่อประเมินความเสียหายจากรูปภาพ สำหรับธุรกิจประกัน ซื้อขายรถยนต์มือสอง และอื่นๆ
ด้านการลงทุน: KXVC ได้มีการลงทุนในสตาร์ทอัพ AI และจับมือกับกองทุนด้าน AI ชั้นนำของโลกอย่าง AI FUND นำโดย Andrew Ng ผู้ก่อตั้ง DeepLearning.AI พร้อมมุ่งสรรหาเทคโนโลยี AI ใหม่ๆ จากทั่วโลกมาช่วยเพิ่มกำลังทางธุรกิจ ร่นระยะเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีออกสู่ตลาด รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อสเกลธุรกิจ AI และเป็นประตูระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ อย่างยั่งยืนต่อไป

Go To Lead


ธ.กรุงเทพ-หน่วยงานท้องถิ่น-ชุมชน
จ.สมุทรสาคร แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้เริ่มต้นดำเนินโครงการ ‘Bualuang Save the Earth : รักษ์ท่าจีน’ เพื่อร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาขยะในแม่น้ำท่าจีน ซึ่งเป็น 1 ใน 5 แม่น้ำสายหลักที่ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย โดยปัจจุบันได้เริ่มดำเนินงานในระยะที่ 1 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับหน่วยงานราชการท้องถิ่น ประชาชน และชุมชนในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน สมาคมการประมงจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสมุทรสาคร องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม วัดสหกรณ์โฆสิตาราม และประชาชนในพื้นที่ เพื่อติดตั้งเครื่องมือดักขยะในพื้นที่นำร่องบริเวณคลองหลวงสหกรณ์ และคลองพิทยาลงกรณ์ ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร หลังจากศึกษาข้อมูลและสำรวจพื้นที่ร่วมกันพบปัญหาขยะจำนวนมากที่ไหลจากชุมชนต่างๆ มารวมบริเวณนี้ก่อนจะถูกกระแสน้ำพัดพาออกปากแม่น้ำท่าจีนและอ่าวไทย
เครื่องมือดักขยะที่ติดตั้งในครั้งนี้ จะประกอบด้วย 3 ประเภทเครื่องมือ ได้แก่ ทุ่นดักขยะ (Boom) ผลิตจากพลาสติก HDPE สีเหลือง ขนาด 0.35x0.50 เมตร พร้อมตาข่ายความยาว 15 เมตร และลึกลงไปจากผิวน้ำ 50 เซนติเมตร อายุการใช้งาน 5-7 ปี กระชังไม้ไผ่ดักขยะ เป็นโครงไม้ไผ่ติดอวน ขนาด 3x3 เมตร อายุใช้งาน 3-5 ปี และเครื่องมือดักขยะแบบปักหลัก เป็นโครงไม้ไผ่ผูกอวน ขนาด 5x10 เมตร อายุใช้งาน 3-5 ปี ซึ่งเครื่องมือทั้ง 3 ประเภทเหมาะสมกับสภาพกระแสน้ำ สามารถรองรับกระแสน้ำขึ้นน้ำลงได้ จะเป็นตัวช่วยดักขยะที่ไหลมาตามน้ำไม่ให้ไหลต่อลงสู่แม่น้ำท่าจีนและทะเลอ่าวไทย ขณะเดียวกัน ได้ทำการติดตั้ง “น้องจุด” หรือ ฉลามวาฬพี่ใหญ่แห่งท้องทะเล เป็นที่พักขยะแบบถาวร สำหรับพักขยะประเภทขวดพลาสติก ทั้งจากการดักจับบนผิวน้ำและเกิดขึ้นบนบก ซึ่งขวดพลาสติกเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในขยะทะเลที่ถูกพบมากในประเทศไทย โดยจะตั้งวาง “น้องจุด” ไว้ 2 จุดในบริเวณลานวัดสหกรณ์โฆสิตาราม ซึ่งเป็นพื้นที่การจัดกิจกรรมและตลาดนัดเป็นประจำ ทั้งนี้ อุปกรณ์ทุกประเภทดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้ามาดูแลเป็นประจำ โดยตักขยะเพื่อนำไปคัดแยกและรีไซเคิล ส่วนขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้แล้ว หรือขยะกำพร้า จะถูกส่งไปทำเชื้อเพลิงทดแทนให้เกิดประโยชน์ต่อไป
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากการติดตั้งเครื่องมือดักขยะแล้ว คณะทำงานยังได้เริ่มดำเนินงานตามแผนในระยะ 2 โดยจัดกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังในเรื่องการคัดแยกขยะในครัวเรือนให้แก่ชุมชน และโรงเรียนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดสู่การเพิ่มมูลค่าและเป็นรายได้ให้แก่ครอบครัว และเมื่อชุมชนเริ่มมีองค์ความรู้และขยะที่คัดแยกออกมาได้มีปริมาณที่มากขึ้น ธนาคารจะเริ่มพัฒนาและต่อยอดสู่การก่อตั้งโครงการธนาคารขยะในชุมชนต้นแบบ ให้ประชาชนและบริษัทรับซื้อ เข้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายขยะในพื้นที่ เพื่อให้จัดการขยะได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ โครงการ ‘Bualuang Save the Earth : รักษ์ท่าจีน’ เกิดขึ้นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเล โดยแม่น้ำท่าจีน เป็น 1 ใน 5 แม่น้ำสายสำคัญที่จะไหลลงสู่ทะเล และพบปัญหาขยะที่มีมากกว่า 14 ล้านชิ้น หรือประมาณ 148 ตันต่อปี เป็นเรื่องใหญ่มากซึ่งเรารอไม่ได้ ต้องเร่งกำจัดขยะเหล่านี้ออกให้เร็วที่สุด ควบคู่กันก็คือ ต้องสกัดไม่ให้ขยะใหม่ไหลลงไปสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น อันเป็นที่มาของการติดตั้งเครื่องมือดักขยะที่เราทำในครั้งนี้ ดังจะเห็นว่าอยู่ในแผนระยะแรกของโครงการที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกันเรามีสมาชิก ‘Bualuang Green Team’ และทีมเจ้าหน้าที่จิตอาสาของธนาคาร ทั้งจากสำนักงานใหญ่ และพนักงานสาขาในพื้นที่ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรม โดยจะมีการบันทึกข้อมูลเพื่อวัดปริมาณขยะแต่ละประเภทและวิเคราะห์ที่มาของขยะ เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาอย่างชัดเจนและแก้ไขไปจนถึงต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา อันจะทำให้เป็นการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน
นายวสันต์ แก้วจุนันท์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกขาม มากว่า 37 ปี กล่าวว่า การติดตั้งเครื่องมือดักขยะตามแผนงานโครงการ ‘Bualuang Save the Earth : รักษ์ท่าจีน’ ของธนาคารกรุงเทพ น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาขยะที่จะไหลลงสู่ทะเลได้เป็นอย่างดีและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เมืองเริ่มขยายตัวมากขึ้น มีหมู่บ้านจัดสรรและโรงงานเพิ่มขึ้น ตามมาด้วยปัญหาขยะและน้ำเสียที่ไหลลงแม่น้ำลำคลอง กระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งส่งผลให้พื้นที่การทำประมงและพื้นที่ธรรมชาติถูกรุกล้ำมากขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงชายฝั่ง หรือการทำวังกุ้ง ก็ทำได้ลำบาก หาลูกกุ้งธรรมชาติได้ยากมากขึ้น หรือแม้แต่การลงเล่นน้ำในคลองก็ทำไม่ได้ เพราะน้ำไม่สะอาด เราหวังว่าการติดตั้งทุ่นดักขยะ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยดักขยะไม่ให้ไหลลงสู่ชายฝั่งและทะเล ที่เป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญของปัญหา จากนั้นคงต้องช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง พวกลูกกุ้งธรรมชาติจะได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อมีการส่งเสริมความรู้เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ก็เชื่อว่าเมื่อเด็กมีนิสัยที่ดีติดตัว ก็จะช่วยเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นได้ในอนาคต
โครงการ ‘Bualuang Save the Earth : รักษ์ท่าจีน’ เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของธนาคารกรุงเทพที่ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาขยะทะเล โดยได้ร่วมลงนามใน “บันทึกแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการขยะทะเล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในบริเวณปากแม่น้ำ” เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ณ จังหวัดภูเก็ต เพื่อเข้าร่วมโครงการในระยะนำร่อง จำนวน 5 แห่ง แบ่งพื้นที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาขยะใน 5 แม่น้ำสายหลักที่ไหลลงสู่ทะเล (แผนงานระยะ 5 ปี ระหว่าง ปี 2566 – 2570) โดยธนาคารกรุงเทพ ดำเนินการแก้ปัญหาขยะใน ‘แม่น้ำท่าจีน’ และได้ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานราชการท้องถิ่นและชุมชน โดยตัดสินใจวางแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ร่วมกันอย่างครอบคลุมทุกมิติ ภายใต้แนวทางแก้ปัญหาครบวงจร เพิ่มการมีส่วนร่วม และสร้างรายได้ให้ชุมชน เพื่อบรรลุเป้าหมายการจัดการขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
นายกอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากโครงการรักษ์ท่าจีน ซึ่งอยู่ภายในโครงการ ‘Bualuang Save the Earth’ แล้ว ธนาคารยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงภายในอาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารกรุงเทพและสาขาธนาคาร โดยร่วมกันรณรงค์และสร้างจิตสำนึกในการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการสร้างขยะ ตอบโจทย์หนึ่งในนโยบายด้านความยั่งยืนของธนาคาร ที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน ใน 4 แนวทาง คือ 1.การบริหารจัดการความเสี่ยง 2.การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล 3.การกำกับดูแลกิจการที่ดี และ 4.การสร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 80 ปีของธนาคาร ตามเจตนารมณ์ของการเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” และตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเป็นธนาคารที่่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com