Finance/share
Hot News: ธ.ก.ส. 'ชู' 3 เงินฝากบุญสัมพันธ์
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ธ.ก.ส. 'ชู' 3 เงินฝากบุญสัมพันธ์
ธ.ก.ส. เดินหน้าบริหารศาสนสถานทุกศาสนา ควบคู่กับการส่งเสริมการออมเงิน เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษสำหรับวัดและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เงินฝากบุญสัมพันธ์ (ผูกบุญ) เงินฝากบุญสัมพันธ์ และเงินฝากบุญสัมพันธ์ Plus (9 เดือน) มอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษสูงสุดถึง 1% ต่อปี พร้อมเงื่อนไขที่ตอบโจทย์ การใช้งานของผู้มีจิตศรัทธาในยุคดิจิทัล เปิดรับฝากแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2569 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก
นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษ สำหรับวัด ศาสนสถานทุกศาสนา ศาสนิกชน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการศาสนสมบัติภายในวัดอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการออมเงินให้กับบุคลากรทางพระพุทธศาสนา ได้แก่
1) เงินฝากบุญสัมพันธ์ (ผูกบุญ) สำหรับสถาบันที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร ได้แก่ วัดและศาสนสถาน ทุกศาสนา โดยต้องสมัครใช้บริการ QR ธรรม D (e-Donation) เพื่อความสะดวกในการรับบริจาคเงินเข้าวัดโดยตรง เปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 50 บาท สามารถฝากและถอนเงินได้ไม่จำกัด ทั้งจำนวนเงินและจำนวนครั้ง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้วัดสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดหมุนเวียนประจำวันได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 ต่อปี ทบเป็นต้นเงินฝาก ปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคมและกันยายนของทุกปี
2) เงินฝากบุญสัมพันธ์ สำหรับวัดและศาสนสถานทุกศาสนาที่มีบัญชีเงินฝากบุญสัมพันธ์ (ผูกบุญ) และสมัครใช้บริการ QR ธรรม D (e-Donation) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับการออมเงินของวัด โดยเปิดบัญชีและฝากขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10,000 บาทขึ้นไป รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันไดตามยอดเงินฝากคงเหลือสิ้นวัน สูงสุด 1% ต่อปี (ยอดเงินฝากต่ำกว่า 1 แสนบาท รับดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี, ตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท รับดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี และยอดเงินฝากเกิน 1 ล้านบาทขึ้นไป รับดอกเบี้ย 1% ต่อปี) ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ทั้งนี้ เงินฝากบุญสัมพันธ์ วัดจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเข้าบัญชีเงินฝาก บุญสัมพันธ์ (ผูกบุญ) ทุกสิ้นเดือน
3) เงินฝากบุญสัมพันธ์ Plus (9 เดือน) เงินฝากระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนทันที สำหรับประเภทบุคคลธรรมดา สำหรับเจ้าอาวาส, ไวยาวัจกร และกรรมการวัด (ที่มีหนังสือรับรองจากเจ้าอาวาส) ของวัดที่เปิดบัญชีเงินฝากบุญสัมพันธ์กับ ธ.ก.ส. แล้ว เมื่อเปิดบัญชีและฝากเงินขั้นต่ำ เริ่มต้น 10,000 บาท รับดอกเบี้ยทันที ณ วันที่ฝากเงิน
ในอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1% ต่อปี โดยธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากล่วงหน้าให้ทันที โอนเข้าบัญชีคู่โอน ระยะเวลาการฝากเงิน 9 เดือน (นับแบบวันชนวัน)
ผลิตภัณฑ์เงินฝากทั้ง 3 โครงการ เปิดรับฝากแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก โดยสามารถติดต่อเปิดบัญชีได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02 555 0555 www.baac.or.th แอปพลิเคชัน BAAC Mobile และ Line Official Account BAAC Family

Go To Lead


SCB WEALTH
ชู 3 ปรัชญาบริหารความมั่งคั่ง ฝ่าความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก
นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยในการเปิดงานสัมมนา Resilient Wealth , Lasting Legacy โดยจัดขึ้นสำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth ว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในตลาดการเงิน SCB WEALTH มุ่งเดินหน้ายกระดับการบริหารความมั่งคั่งในการดูแลลูกค้าแบบองค์รวม เพื่อรักษา ต่อยอด และส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์การผสานความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน การบริหารทรัพย์สิน และการวางแผนครอบครัวเข้าด้วยกัน โดยในงานสัมมนาได้ถ่ายทอดมุมมองการบริหารความมั่งคั่งใน 3 มิติ ได้แก่ 1) การวางกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก พร้อมการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้ในทุกสภาวะตลาด 2) การให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือได้ทั้งเศรษฐกิจขยายตัวและชะลอตัวและ 3) การวางรากฐานความมั่นคงของครอบครัวที่มุ่งดูแลทรัพย์สินในระยะยาว และการบริหารสภาพคล่องของสินทรัพย์ผ่าน Property-Backed Loan เพื่อเพิ่มศักยภาพของทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้ SCB WEALTH เสมือนเพื่อนคู่คิดทางการเงินที่พร้อมดูแลลูกค้าในทุกมิติ โดยเชื่อว่า ความสำเร็จ ความมั่นคง และความมั่งคั่งของลูกค้าคือเป้าหมายสูงสุดของการให้บริการ ภายใต้แนวคิด "Your Success. Our Success." ที่มุ่งเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการเดินทางทางการเงิน พร้อมช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จให้เติบโตอย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ One Wealth.Endless Opportunities ว่า ความผันผวนของตลาดการเงินโลกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน SCB WEALTH ยังคงยึด 3 ปรัชญาหลักในการดูแลความมั่งคั่งของลูกค้า ได้แก่ 1) Focus on Opportunities มองทุกวิกฤตเป็นโอกาสการลงทุน 2) Invest in the Future การลงทุนเพื่ออนาคตและการเติบโตระยะยาว และ 3)Take Calculated Risk การบริหารความเสี่ยงอย่างมีหลักการและเหตุผลเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถก้าวผ่านความผันผวนของตลาดได้อย่างมั่นคง
SCB WEALTH มองว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วของโลก แม้จะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจและสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งได้ก่อให้เกิดโอกาสการลงทุนใหม่ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ อาทิ กลุ่มกลาโหม โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
สำหรับธีมการลงทุนแห่งอนาคต SCB WEALTH ให้ความสำคัญกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Artificial Intelligence หรือ AI พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และทรัพยากรสำคัญ เช่น ทองแดง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ของภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในระยะยาว
นายชาตรี โรจนาภา Head of Investment Consultant ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ Build a Single Resilient Portfolio in a Multi - Scenario ว่า โลกการลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Multi-Polar Era” หรือโลกหลายขั้วอำนาจ ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความผันผวนในตลาดการเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนแบบดั้งเดิมที่กระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ในทุกสภาวะตลาด SCB WEALTH จึงได้นำแนวคิด “Resilient Investment” มาใช้เป็นกรอบสำคัญในการออกแบบพอร์ตการลงทุน โดยอ้างอิงหลักการของ All Weather Portfolio ซึ่งมุ่งสร้างสมดุลระหว่างโอกาสสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง ผ่านการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งสินทรัพย์เพื่อการเติบโต (Growth Assets) สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Assets) สินทรัพย์ป้องกันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว (Deflation Assets) และเงินสดเพื่อช่วยลดความผันผวนและเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตในระยะยาว
โดยมองว่าหลักสำคัญของการบริหารความมั่งคั่งในยุคปัจจุบัน คือการสร้างสมดุลระหว่าง “โอกาสการเติบโต” และ “การปกป้องความมั่งคั่ง” โดยใช้แนวคิด Core & Satellite Portfolio เป็นแกนหลักในการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน แบ่งสัดส่วนเงินลงทุนส่วนใหญ่ ไว้ใน Core Portfolio ซึ่งประกอบด้วยสินทรัพย์คุณภาพสูงที่กระจายการลงทุนทั่วโลก เพื่อสร้างเสถียรภาพและผลตอบแทนระยะยาว และส่วนที่เหลือลงทุนผ่าน Satellite Portfolio เพื่อแสวงหาโอกาสการเติบโตจากธีมการลงทุนและสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงในอนาคต
ด้านนายธนพล อิทธินิธิภัค Head of Thailand Business, BlackRock กล่าวว่า ในภาวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับแนวคิด Volatility Control หรือการบริหารความผันผวนของพอร์ตการลงทุน ผ่านการกระจายลงทุนในหุ้นโลก ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความสม่ำเสมอของผลตอบแทนในระยะยาว จากมุมมองของตลาดโลก กองทุนทางเลือกประเภทสภาพคล่อง (Liquid Alternatives) ได้กลายเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในกระบวนการจัดพอร์ตการลงทุน เนื่องจากมีบทบาทในการสร้างแหล่งผลตอบแทนที่แตกต่างและช่วยกระจายความเสี่ยงภายใต้สภาวะตลาดที่หลากหลาย ผ่านกลยุทธ์ Long และ Short Position อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ต่ำกับสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างหุ้นและตราสารหนี้ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยง พร้อมมีสภาพคล่องสูงที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงได้มากขึ้น
สำหรับโอกาสการลงทุนในอนาคต SCB WEALTH ซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดโลกของ BlackRock ที่ยังคงให้น้ำหนักกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลก โดยเฉพาะ Artificial Intelligence (AI) และ Sustainable Energy ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในทศวรรษข้างหน้า ผ่านการเติบโตของ Data Center ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลก
ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ Head of Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ Bridging Legacy & Property Asset ว่า กระบวนการในด้านการสร้าง การรักษา และการส่งต่อ Wealth และธุรกิจครอบครัว ให้แก่ ทายาทเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องบริหารจัดการ รวมทั้งต้องวางแผนเพื่อให้การส่งต่อ Wealth และธุรกิจครอบครัว เป็นไปอย่างมั่งคั่งและยั่งยืนในรูปแบบ Family Wealth Planning เป็นการให้คำแนะนำแก่สมาชิกครอบครัวในทุกช่วงวัย และทุกGeneration ในด้านการจัดประเภททรัพย์สินเพื่อการส่งต่อผ่านการทำบัญชีทรัพย์สิน (List of Assets) การบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์ การวางรากฐานโครงสร้างธุรกิจครอบครัว การหล่อหลอมทายาทในครอบครัว การหาความต้องการที่แท้จริงของครอบครัวที่ถือได้ว่าเป็น Family Centric การสร้าง Journey ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเพื่อให้เกิดเป็น DNA ที่เป็นแนวคิดของครอบครัว การจัดทำธรรมนูญครอบครัว การใช้กลไกการระงับข้อพิพาทโดยทางเลือก (Alternative Dispute Resolution) การดูแลและจัดการทรัพย์สินของครอบครัวผ่านคณะกรรมการการลงทุนของครอบครัวและผ่านสภาครอบครัว เป็นต้น โดยสิ่งสำคัญเหล่านี้จะช่วยในการส่งต่อ Legacy และ Property ไปยังทายาทอย่างยั่งยืน
นายปกรณ์ เภตรากาศ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Wealth Lending Product ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า Property Backed Loan หรือสินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่ เนื่องจากช่วยให้เจ้าของทรัพย์สินสามารถนำที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองอยู่มาเปลี่ยนเป็นแหล่งเงินทุน โดยยังคงถือครองทรัพย์สินดังกล่าวไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องขายในช่วงที่ตลาดยังไม่เอื้ออำนวย เงินทุนที่ได้รับสามารถนำไปต่อยอดการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Private Fund, Infrastructure Fund, REITs หรือการลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศ ที่อยู่ภายใต้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินของกลุ่ม SCBX เพี่อช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงโอกาสการเติบโตในอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพ มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้เพิ่มการเติบโตของพอร์ตลงทุน
นอกจากนี้ SCB WEALTH ยังมีบริการ Lombard Loan ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น หุ้นกู้ หรือกองทุนรวม เป็นหลักประกัน ช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินกลยุทธ์ Stay Invested ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องขายหลักทรัพย์ที่ถือครองอยู่ เช่น ลูกค้าสามารถนำหลักทรัพย์ ในCore Portfolio มาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอวงเงินสินเชื่อ และนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนหรือกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติมได้ โดยยังคงรักษาโอกาสการเติบโตของพอร์ตการลงทุนเดิมไว้ในระยะยาว โดยมองว่าในยุคที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูง การบริหารสินทรัพย์ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถือครองเท่านั้น แต่ต้องสามารถสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินที่มีอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง Wealth Lending จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มสภาพคล่อง แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และเปิดโอกาสสู่การลงทุนที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างยั่งยืน

Go To Lead


SAM ปล่อยของดี ทำเลทองที่อยู่อาศัย-พาณิชยกรรม
มูลค่ารวม 91 ล้าน ดีเดย์ออกประมูล 22 ก.ค.นี้
บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เดินหน้าพันธกิจ “ส่งมอบโอกาสเพื่อคนไทย เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” คัดทรัพย์เด่นทำเลทองเหมาะกับการอยู่อาศัยและพาณิชยกรรม ใกล้ถนนสายหลัก การคมนาคมสะดวก อาทิ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ ที่ดินเปล่า จำนวนรวม 33 รายการ รวมมูลค่า 91 ล้านบาท เปิดประมูลในวันที่ 22 ก.ค.2569 อยู่ โดยมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ TL0560 ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เนื้อที่ 24.8 ตร.ว. โครงการพลีโน่ สุขสวัสดิ์ ถ.ประชาอุทิศ แขวง ทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ ใกล้โรงเรียนอิสลามวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 3.62 ลบ. CL0344 CL0345 CL0346 ห้องชุดพักอาศัย โครงการ ลุมพินี คอนโดทาวน์ บางแค มี 3 ห้อง เนื้อที่ห้องละ 26.31 ตร.ม. ถ.บางแค แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ ใกล้ห้างเดอะมอลล์บางแค วิทยาลัยเทคโนโลยีบุษยรัตน์บริหารธุรกิจ ห่างจากสถานีบางแค รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพียง 750 เมตร ราคาพิเศษเริ่มต้นตั้งแต่ 1.12 -1.18 ล้านบาท
นอกจากนี้ หากลูกค้าต้องการใช้บริการด้านสินเชื่อ SAM ได้รับความร่วมมือจากธนาคารพันธมิตรชั้นนำ 6 แห่ง เพื่อสนับสนุนด้านสินเชื่อให้กับลูกค้าอีกช่องทางหนึ่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารยูโอบี ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการให้บริการสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษเฉพาะลูกค้า SAM เท่านั้น รวมถึงได้จัดแคมเปญ “SAM ทรัพย์มือสองต้องบอกต่อ” มอบค่าตอบแทนสำหรับผู้แนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักมาซื้อทรัพย์ของ SAM ทั้งการประมูลและการซื้อตรง โดยให้ค่าตอบแทนสูงสุดถึง 3 ล้านบาทต่อรายการ ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
ตัวอย่างทรัพย์เด่นน่าสนใจอื่นๆ 1) 8Z5719 อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เนื้อที่ 13.5 ตร.ว. ถ.ลาดปลาเค้า แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ใกล้โรงเรียนวัดลาดปลาเค้า และวัดลาดปลาเค้า ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 2.15 ลบ. 2) 8Z5620 อาคารพาณิชย์ 3 ชั้นพร้อมชั้นลอย เนื้อที่ 20 ตร.ว. ถ.ทางหลวงชนบท (ปท.3008) ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ใกล้โรงพยาบาลธัญบุรี ศาลจังหวัดธัญบุรี โรงเรียนธัญรัตน์ โรงเรียธัญญสิทธิศิลป์ โรงเรียนอนุบาล ธัญวิทยา วัดนาบุญและวิทยาลัยการปกครอง ห่างจาก ถ.รังสิต-นครนายก (ทล.305) เพียง 200 เมตรเท่านั้น ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 1.40 ลบ. 3) HL0464 บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ 2 ชั้น เนื้อที่ 124.9 ตร.ว. โครงการ เพลส แอนด์ พาร์ค ถ.ประชาอุทิศ ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ใกล้วัดคลองมอญ ตลาดรวยมาร์เก็ต โรงเรียนสารสาสน์ประชาอุทิศพิทยาคาร และโรงเรียนสารสาสน์ วิเทศศึกษา ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 5.12 ลบ.
ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลสามารถลงทะเบียนและยื่นซองประมูล พร้อมเอกสารประกอบการประมูล ครั้งที่ 13/2569 ภายในวันที่ 15 ก.ค.2569 และกำหนดเปิดซองประมูลวันที่ 22 ก.ค.2569 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ที่สำนักงานใหญ่ SAM อาคารซันทาวเวอร์ส ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1443 กด 2 และดูรายละเอียดทรัพย์สินได้ทางเว็บไซต์ที่ www.sam.or.th รวมทั้งช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายและสะดวกรวดเร็ว โดยแอด ID Line @Samline ติดตาม Facebook /YouTube / TikTok ได้ที่ "SAM บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท" เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารดี ๆ จาก SAM
อนึ่ง เ SAM : บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนระบบสถาบันการเงินให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน วิสัยทัศน์ : เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งรัฐ ที่มีบทบาทสนับสนุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

Go To Lead


กรุงศรี เปิดตัว “Krungsri SME อัพพลัง” 'ชู'เงินสูงสุด 150 ล้าน ดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี 2 ปีแรก
นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้า SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “วันนี้ผู้ประกอบการไทยไม่ได้แข่งขันกันเองเพียงในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกับธุรกิจจากทั่วโลก ดังนั้น การลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ นำเทคโนโลยีมาใช้ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ก่อนหน้านี้ กรุงศรีได้เปิดตัว “สินเชื่อ Krungsri SME เสริมพลัง 2 เท่า” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการSME รายย่อยและขนาดเล็ก ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand และในครั้งนี้ ธนาคารได้ต่อยอดการสนับสนุนด้วย “สินเชื่อ Krungsri SME อัพพลัง” เพื่อรองรับผู้ประกอบการ SME ขนาดกลางที่มีแผนลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ขึ้น และต้องการวงเงินสินเชื่อที่สูงขึ้นในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เราเลือกใช้ชื่อ “สินเชื่ออัพพลัง” เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแหล่งเงินทุน แต่คือพลังและความมั่นใจในการยกระดับธุรกิจ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก”
“สินเชื่อ Krungsri SME อัพพลัง” มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ค้าปลีกและค้าส่ง โลจิสติกส์ เกษตรและเกษตรแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย และจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงยกระดับกระบวนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยจุดเด่น คือการมอบวงเงินสินเชื่อสูงสุดถึง 150 ล้านบาท ซึ่งออกแบบมาให้รองรับการลงทุนของโครงการได้อย่างเพียงพอ พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.5% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก และระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้น และเร่งการลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างมั่นใจ
ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สาขาของธนาคาร ติดต่อผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้าของธนาคาร หรือศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจกรุงศรี โทร. 02-296-6262 หรือ 02-626-2626 โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

Go To Lead


EXIM BANK ตั้งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์องค์กร
ผู้บริหารฝ่ายประเมินเครดิตลูกค้า SME และผู้บริหารฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 1
EXIM BANK ตั้งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์องค์กร
ผู้บริหารฝ่ายประเมินเครดิตลูกค้า SME และผู้บริหารฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 1 EXIM BANK แต่งตั้งนายปริญญา งามวัฒนา และนายรชตพงศ สุขสงวน เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ นายณัฐสิทธิ เธียรประสิทธิ์ เป็นผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและรักษาการผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ นางสาวอภิญญา ภัคพยัต เป็นผู้บริหารฝ่ายประเมินเครดิตลูกค้า SME และนางขวัญชนก อินทรีย์สังวร เป็นผู้บริหารฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 1 มีผลตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แต่งตั้งนายปริญญา งามวัฒนา เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลสายงานวิสาหกิจขนาดใหญ่ 2 มีหน้าที่สนับสนุนการส่งออกและการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศของผู้ประกอบการ โดยนำเสนอบริการแบบครบวงจร ตลอดจนสร้างเครือข่ายและความเชี่ยวชาญ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยสอดคล้องกับนโยบายของ EXIM BANK นายรชตพงศ สุขสงวน เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลสายงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหญ่ กลุ่มผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในเขตพื้นที่ที่กำหนด ที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจส่งออก การบริหารความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและพัฒนาผู้ส่งออก SMEs การให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจส่งออกและบริการด้านต่าง ๆ ของธนาคาร ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล นายณัฐสิทธิ เธียรประสิทธิ์ เป็นผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์องค์กร ดูแลงานด้านการวางแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ การวิเคราะห์และจัดทำข้อมูลผลการดำเนินงาน ตลอดจนการปรับเปลี่ยนและทบทวนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางและสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และรักษาการผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ดูแลงานด้านการบริหารความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับเครือข่ายพันธมิตร นางสาวอภิญญา ภัคพยัต เป็นผู้บริหารฝ่ายประเมินเครดิตลูกค้า SME ดูแลงานด้านการประเมินเครดิตของลูกค้า จัดเก็บและบริหารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินเครดิตอย่างเป็นระบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงของธนาคาร และนางขวัญชนก อินทรีย์สังวร เป็นผู้บริหารฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 1 ดูแลงานสนับสนุนการส่งออกและการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศของผู้ประกอบการ โดยนำเสนอบริการแบบครบวงจร ตลอดจนสร้างเครือข่ายและความเชี่ยวชาญ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยสอดคล้องกับนโยบายของ EXIM BANK ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
นายปริญญา จบการศึกษาปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมงานกับ EXIM BANK ตั้งแต่ปี 2548 เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 5 ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 4 และผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 1
นายรชตพงศ จบการศึกษาปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมงานกับ EXIM BANK ตั้งแต่ปี 2566 เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร ก่อนเข้าร่วมงานกับ EXIM BANK เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส Eastern Economic Corridor Segment ทีม Eastern Economic Corridor Segment ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มกลยุทธ์และวิจัยพัฒนา บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
นายณัฐสิทธิ จบการศึกษาปริญญาโท สาขาวิชา Regulation จาก London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร และปริญญาตรี สาขาวิชา International Political Economy จาก Georgetown University, Walsh School of Foreign Service สหรัฐอเมริกา เข้าร่วมงานกับ EXIM BANK ตั้งแต่ปี 2562 เคยดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการ ผู้จัดการอาวุโส ผู้ช่วยอำนวยการ และรองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร
นางสาวอภิญญา จบการศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาตรี สาขาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เข้าร่วมงานกับ EXIM BANK ตั้งแต่ปี 2566 เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการสาขา และผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายประเมินเครดิตลูกค้า SME

Go To Lead


SME D Bank คว้ารางวัล ‘ธนาคารยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อ
เอสเอ็มอี’ 4 ปีซ้อน ผู้นำ ‘พัฒนาคู่เติมทุน’ พาผู้ประกอบการไทยโตยั่งยืน
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รับมอบรางวัล Money & Banking Awards 2026 ประเภท “ธนาคารยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอีแห่งปี 2569” (Best Service Provider – SME Loan of the Year 2026) จากวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ สวนดุสิตโพล ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้เข้าชมงาน “มหกรรมการเงิน Money Expo” ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ระหว่างปี 2568-2569 รวม 7 งาน โดยมี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประธานในพิธี และเป็นผู้มอบรางวัล และนายสันติ วิริยะรังสฤษฏ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน ร่วมแสดงความยินดี จัด ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม2569
งานมหกรรมการเงิน Money Expo ที่จัดในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ระหว่างปี 2568-2569 รวม 7 งาน นั้น มีสถาบันการเงินจำนวนมากเข้าร่วมให้บริการสินเชื่อเอสเอ็มอี โดย SME D Bank ได้รับผลสำรวจเป็นอันดับหนึ่งของการเป็นธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอี นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน (2566-2569) สะท้อนความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ และตอกย้ำบทบาทการเป็น “ร่มที่กางแล้ว ไม่มีวันหุบ” พร้อมเคียงข้างสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกสถานการณ์ ผ่านการส่งมอบบริการ “พัฒนาคู่เติมทุน” คือ ด้านการเงิน มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเหมาะสมตอบโจทย์ธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งความครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ และอัตราดอกเบี้ยเหมาะสม อีกทั้ง ผ่อนปรน คุณสมบัติผู้กู้ และหลักประกัน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่กับช่วยพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านกิจกรรม Onsite และ Online ด้วยแพลตฟอร์ม DX (dx.smebank.co.th) ใช้บริการสะดวกสบาย ทุกที่ ตลอด 24 ชม.
ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ของ SME D Bank บริการอย่างดีเยี่ยม ให้ข้อมูลครบถ้วน ดูแลใกล้ชิด คอยเคียงข้างเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำเตรียมพร้อม ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน สร้างโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาเดินหน้าสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

Go To Lead


SME D Bank คว้ารางวัล ‘ธนาคารยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อ
เอสเอ็มอี’ 4 ปีซ้อน ผู้นำ ‘พัฒนาคู่เติมทุน’ พาผู้ประกอบการไทยโตยั่งยืน
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รับมอบรางวัล Money & Banking Awards 2026 ประเภท “ธนาคารยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอีแห่งปี 2569” (Best Service Provider – SME Loan of the Year 2026) จากวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ สวนดุสิตโพล ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้เข้าชมงาน “มหกรรมการเงิน Money Expo” ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ระหว่างปี 2568-2569 รวม 7 งาน โดยมี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประธานในพิธี และเป็นผู้มอบรางวัล และนายสันติ วิริยะรังสฤษฏ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน ร่วมแสดงความยินดี จัด ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม2569
งานมหกรรมการเงิน Money Expo ที่จัดในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ระหว่างปี 2568-2569 รวม 7 งาน นั้น มีสถาบันการเงินจำนวนมากเข้าร่วมให้บริการสินเชื่อเอสเอ็มอี โดย SME D Bank ได้รับผลสำรวจเป็นอันดับหนึ่งของการเป็นธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอี นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน (2566-2569) สะท้อนความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ และตอกย้ำบทบาทการเป็น “ร่มที่กางแล้ว ไม่มีวันหุบ” พร้อมเคียงข้างสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกสถานการณ์ ผ่านการส่งมอบบริการ “พัฒนาคู่เติมทุน” คือ ด้านการเงิน มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเหมาะสมตอบโจทย์ธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งความครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ และอัตราดอกเบี้ยเหมาะสม อีกทั้ง ผ่อนปรน คุณสมบัติผู้กู้ และหลักประกัน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่กับช่วยพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านกิจกรรม Onsite และ Online ด้วยแพลตฟอร์ม DX (dx.smebank.co.th) ใช้บริการสะดวกสบาย ทุกที่ ตลอด 24 ชม.
ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ของ SME D Bank บริการอย่างดีเยี่ยม ให้ข้อมูลครบถ้วน ดูแลใกล้ชิด คอยเคียงข้างเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำเตรียมพร้อม ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน สร้างโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาเดินหน้าสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

Go To Lead


"กสิกรไทย" คว้า 4 รางวัลเกียรติยศ งาน Money & Banking Awards 2026
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ผู้แทนธนาคารรับมอบ 4 รางวัลเกียรติยศจากเวที Money & Banking Awards 2026 จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร โชว์ศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งควบคู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกมิติ ได้แก่ รางวัลธนาคารแห่งปี 2569 (Bank of the Year 2026) รางวัลที่มอบให้กับธนาคารที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม ดำเนินธุรกิจบนหลักการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน มุ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาวควบคู่กับการเติบโตอย่างรับผิดชอบ รางวัลธนาคารที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมทางการเงิน ที่ยกย่ององค์กรที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าในยุคดิจิทัลและสนับสนุนการยกระดับประสบการณ์ทางการเงินของผู้ใช้งาน
รางวัล K PLUS แอปพลิเคชันทางการเงินขวัญใจผู้เข้าชมงาน สะท้อนความไว้วางใจและการยอมรับจากผู้ใช้งานทั่วประเทศ โดยมาจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมงานมหกรรมการเงิน ประจำปี 2569 ครอบคลุมทั้งความสะดวก ความปลอดภัย และความครบวงจรของบริการบนแพลตฟอร์ม รางวัลกองทุนรวมยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 ประเภทกองทุนรวมผสม (Mixed Fund) จากกองทุนเปิดเค โกลบอล แอลโลเคชั่น-A ชนิดจ่ายเงินปันผล (K-GA-A (D)) แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรับความผันผวนได้ในทุกสภาวะตลาด พร้อมโอกาสรับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จทั้งหมดในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารกสิกรไทยและบริษัทของธนาคารกสิกรไทยในการยกระดับศักยภาพองค์กร ทั้งด้านผลการดำเนินงาน นวัตกรรมทางการเงิน และการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครบวงจร พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com