|
|
กรุงศรี 'รุก' Digital FX เต็มรูปแบบ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ชี้สกุลเงินสุดฮิต ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เยน และหยวน อินเดีย เริ่มมาแรง พร้อมขยาย เดินหน้าพัฒนาช่องทางดิจิทัลและขยายบริการสกุลเงินใหม่ๆ พร้อมประกาศกลยุทธ์ธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ปี 2026 ตอกย้ำบทบาทพันธมิตรทางธุรกิจ ช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายและความผันผวนตลาดเงินทั่วโลก
นายฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ไอคลิกนิวส์ www.iclicknews.com ว่า
สกุลเงินสุดฮิต ที่ซื้อขายผ่านกรุงศรี ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เยน และหยวน นอกจากนี้ยังพบว่าภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Multi-Currency Trends อย่างชัดเจน โดยแนวโน้มการชำระเงินค่าสินค้านำเข้าและส่งออกด้วยสกุลเงินอื่น นอกเหนือจาก 3 สกุลเงินหลัก (ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน) เติบโตอย่างก้าวกระโดด
แนวโน้มการทำธุรรรม FX ของภาคธุรกิจและภาครวมของตลาดการเงิน กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2026 โดยมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
ยกระดับสู่ Digital FX อย่างเต็มรูปแบบ มุ่งพัฒนาและขยายขีดความสามารถในการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น FX ผ่านทางระบบออนไลน์ FX@Krungsri การเชื่อมต่อแพลตฟอร์มของลูกค้าเข้ากับบริการ FX API ของธนาคาร รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินผ่าน Krungsri FX Line Official Account เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลตลาดและทำธุรกรรมได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พัฒนาโซลูชันด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและ Multi-Currency ขยายการให้บริการสกุลเงินใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เช่น เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) เงินดีร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (AED) และเมื่อช่วงไตรมาส 4/2568 ธนาคารยังได้เปิดให้บริการเงินสกุลริยัลซาอุดิอาระเบีย (SAR) เพื่อรองรับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและตะวันออกกลางที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พัฒนาโซลูชันเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงและการลงทุน มุ่งนำเสนอโซลูชันเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้มากขึ้น นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เชื่อมโยงกับศักยภาพของกลุ่ม MUFG พร้อมทั้งนำ AI และระบบ Automation มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของ FX Dealer เพื่อยกระดับความรวดเร็ว ความแม่นยำ และคุณภาพการให้บริการตลาดการเงินโลกและไทย
กรุงศรีให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า และพร้อมทำหน้าที่ในฐานะพาร์ตเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์ ความท้าทายต่างๆ ของตลาดเงินทั่วโลก ที่ผ่านมากรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ได้พัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจ โดยผลการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นอยู่ที่ 16% ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ปริมาณธุรกรรมเพียงอย่างเดียว ในฐานะพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ หัวใจสำคัญคือความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้ จากความสามารถในการช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ นายคุโรกิ กล่าว
นายคุโรกิได้ชี้ให้เห็นความท้าทายของธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันและความผันผวนของสถานการณ์ตลาดการเงินโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งระบุว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตกว่า 60% ขณะที่ปริมาณธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) เพื่อการนำเข้าส่งออกที่ทำผ่านธนาคารพาณิชย์กลับเติบโตขึ้นเพียง 5.7% จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการทำธุรกรรม FX ของภาคธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อํานวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า ตลาดการเงินโลกพยายามหันเหจุดสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางตามกลยุทธ์การเจรจาและจะกระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะก็ตาม ทั้งนี้ เฟดภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช ตั้งใจปฎิรูปการสื่อสารและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ในภาวะเช่นนี้ ราคาสินทรัพย์ต่างๆ จะมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นเมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แต่คาดว่าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยนต่อไป
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยอดนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า มีปัจจัยประคองค่าเงินบาทอยู่บ้าง ได้แก่ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แม้ผันผวนสูงแต่ซื้อขายห่างจากจุดสูงสุดของรอบอยู่พอสมควร รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ขณะที่ภาวะขาดดุลแฝดของไทยอาจบรรเทาลงแม้ต้องใช้เวลา โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัวในกรอบ 32-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หากเฟดคงดอกเบี้ยตามสมมติฐานหลัก และดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการค่าเงิน นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะถูกตรึงไว้ที่ 1.00% ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า ตราบใดที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าในบริบทที่เงินเฟ้อด้านต้นทุนสูงขึ้นเพียงชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักกับภาวะอุปสงค์ และเสถียรภาพภายในประเทศมากกว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
Go To Lead
|
SAM เปิดประมูลที่ดินแปลงใหญ่ราคาดี
กลางเมืองนนท์ พร้อมทรัพย์ที่อยู่อาศัยทำเลดี
บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดประมูลทรัพย์สินรอการขาย (NPA) บนทำเลที่มีศักยภาพทั่วประเทศ รองรับการอยู่อาศัยและการลงทุน ครอบคลุมหลายประเภท รวม 88 รายการ มูลค่ารวมกว่า 404 ล้านบาท อาทิ ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด อาคารพาณิชย์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงงาน/โกดัง ในราคาพิเศษไม่เกิน 20 ล้านบาทและทรัพย์เพื่อการลงทุนต่อยอดธุรกิจ ประเภทที่ดินเปล่า โชว์รูม ราคามากกว่า 20 ล้านบาท โดยไฮไลท์การประมูลครั้งนี้อยู่ที่ทรัพย์การลงทุน ได้แก่ 4T0556 ที่ดินเปล่า เนื้อที่ 3 ไร่ 268.9 ตร.ว. ถ.เรวดี ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ใกล้กับวัดสมรโกฎ ห้างเซ็นทรัล สาขารัตนาธิเบศร์ ท่าน้ำนนท์ ใกล้สถานีกระทรวงสาธารณสุข รถไฟฟ้าสายสีม่วง เหมาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาบ้านจัดสรรแนวราบ ประเภท บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮ้าส์ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 77.50 ลบ. หรือเพียง 52,765 บาทต่อ ตารางวา
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า
บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดประมูลทรัพย์สินรอการขาย (NPA) บนทำเลที่มีศักยภาพทั่วประเทศ รองรับทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน ครอบคลุมหลายประเภท รวม 88 รายการ มูลค่ารวมกว่า 404 ล้านบาท อาทิ ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด อาคารพาณิชย์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงงาน/โกดัง ในราคาพิเศษไม่เกิน 20 ล้านบาทและทรัพย์เพื่อการลงทุนต่อยอดธุรกิจ ประเภทที่ดินเปล่า โชว์รูม ราคามากกว่า 20 ล้านบาท โดยไฮไลท์การประมูลครั้งนี้อยู่ที่ทรัพย์เพื่อการลงทุน ได้แก่ 4T0556 ที่ดินเปล่า เนื้อที่ 3 ไร่ 268.9 ตร.ว. ถ.เรวดี ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ใกล้กับวัดสมรโกฎ ห้างเซ็นทรัล สาขารัตนาธิเบศร์ ท่าน้ำนนท์ ใกล้สถานีกระทรวงสาธารณสุข รถไฟฟ้าสายสีม่วง เหมาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาบ้านจัดสรรแนวราบ ประเภท บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮ้าส์ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 77.50 ลบ. หรือเพียง 52,765 บาทต่อ ตร.ว.เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมี LL0070 ที่ดินเปล่า เนื้อที่ 32 ไร่ 80 ตร.ว. ตั้งอยู่ติดถนน 2 ด้าน ถ.นิตโย (ทล.22) และ ถ.สายบ้านโก่ย-บ้านหนองตะไก้ ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี ใกล้โรงเรียนบ้านโก่ย โรงเรียนบ้านจำปาประชานุเคราะห์ และวัดศรีสว่างเกษมสุข ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 70.86 ลบ. และ 8Z7643 โชว์รูม เนื้อที่ 1 ไร่ 189.9 ตร.ว. ติด ถ.แสงชูโต (ทล.323) ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ภายในทรัพย์ประกอบไปด้วย อาคารโชว์รูม และอาคารสำนักงาน 3 ชั้นพร้อมชั้นลอย โรงซ่อมบำรุง 1 ชั้นพร้อมชั้นลอย ใกล้โรงพยาบาลท่าเรือ ตลาดสดท่าเรือ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 20.77 ลบ.
อย่างไรก็ตาม SAM ยังได้ร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรชั้นนำ 6 แห่ง เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้ลูกค้า ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารยูโอบี ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) บนเงื่อนไขพิเศษเฉพาะลูกค้า SAM เท่านั้น รวมถึงการจัดแคมเปญ SAM ทรัพย์มือสองต้องบอกต่อ ที่มอบค่าตอบแทนสูงสุดถึง 3 ล้านบาทต่อรายการ สำหรับผู้แนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักมาซื้อทรัพย์ของ SAM ทั้งการประมูลและการซื้อตรง ภายใต้เงื่อนไขที่ SAM กำหนดอีกด้วย
ครั้งที่ 14.1จำนวน 85 รายการ มูลค่า 235 ล้านบาท วันนี้ - 30 ก.ค. 69
ครั้งที่ 14.2 จำนวน 3 รายการ มูลค่า 169 ล้านบาท วันนี้ - 17 ส.ค. 69
รวม จำนวน 88 รายการ 404 ล้านบาท
ตัวอย่างทรัพย์เด่นที่น่าสนใจอื่นๆ
1) 8Z6044 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 93.6 ตร.ว. โครงการพนาสนธิ์ การ์เด้นโฮม 7 ถ.กาญจนาภิเษก แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ ใกล้ห้างเมกะ บางนา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 5.90 ลบ.
2) HL0604 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 95 ตร.ว. โครงการธนัชชา ถ.กรุงเทพ-ปทุมธานี (ทล.307) ต.บางหลวง อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ใกล้วิทยาลัยเทคโนโลยีแหลมทอง วัดหนองปรง และห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ปทุมธานี ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 5.32 ลบ.
3) 3A2142 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 62 ตร.ว.โครงการพิลโล่ 36 ถ.เชียงใหม่-พร้าว (ทล.1001) ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ใกล้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ วัดมงคลเศรษฐี สถานีตำรวจภูธรแม่โจ้ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 3.71 ลบ.
4) TL0702 ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น 2 คูหาติดกัน เนื้อที่ 53.1 ตร.ว. ถ.วิชิตสงคราม (ทล.4020) ต.กะทู้ อ.กะทู้ จ. ภูเก็ต ใกล้โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด บ้านไม้เรียบ ที่ว่าการอำเภอกะทู้ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 6.84 ลบ.
ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลสามารถลงทะเบียนและยื่นซองประมูล พร้อมเอกสารประกอบการ ประมูลที่กำหนดได้ที่ สำนักงานใหญ่ SAM อาคารซันทาวเวอร์ส ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1443 กด 2 และดูรายละเอียดทรัพย์สินได้ทางเว็บไซต์ที่ www.sam.or.th รวมทั้งช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายและสะดวกรวดเร็ว โดยแอด ID Line @Samline ติดตาม Facebook /YouTube / TikTok ได้ที่ "SAM บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท" เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารดี ๆ จาก SAM
อนึ่ง บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนระบบสถาบันการเงินให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืนวิสัยทัศน์ : เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งรัฐ ที่มีบทบาทสนับสนุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
สำหรับนักลงทุนที่สนใจทรัพย์สิน ที่บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดประมูลครั้งนี้ ห้ามพลาดเพราะว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสุดคุ้ม
Go To Lead
|
Visa Infinite ตอบโจทย์กลุ่มผู้มีกำลังซื้อยุคใหม่ในเอเชียแปซิฟิก
เปิดเผยว่า วีซ่ามีบทบาทในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ระดับพรีเมียมสำหรับผู้บริโภคผู้มั่งคั่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาอย่างยาวนาน เมื่อความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปสู่การมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับโลกมากยิ่งขึ้น เราจึงเดินหน้าต่อยอดแนวทางดังกล่าว โดย Visa Infinite โฉมใหม่ ผสานความแข็งแกร่งด้านเครือข่าย นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตรของวีซ่า เพื่อมอบคุณค่าที่แตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าผู้มั่งคั่งในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
แนวทางใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อยุคใหม่ Visa Infinite โฉมใหม่ มาพร้อมโครงสร้างสิทธิประโยชน์ 3 ระดับ (Three-tier Structure) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยมีนวัตกรรมการชำระเงินอัจฉริยะของวีซ่าเป็นรากฐานสำคัญ อาทิ วงเงินการทำรายการที่สูงขึ้น ระบบอนุมัติธุรกรรมอัจฉริยะ การออกบัตรเพื่อรองรับการใช้งานข้ามพรมแดน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่สะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ถือบัตรมากยิ่งขึ้น
Visa Infinite เป็นบัตรหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์ มอบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน ควบคู่กับสิทธิพิเศษด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ ขณะที่ Visa Infinite Privilege ต่อยอดประสบการณ์ดังกล่าวด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมการเข้าถึงประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ สำหรับบัตรระดับสูงสุด Visa Infinite Private เป็นบัตรที่เปิดให้บริการเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น (Invitation-only) ออกแบบสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสุทธิสูงเป็นพิเศษ (Ultra-High-Net-Worth Individuals: UHNWI) พร้อมบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคลและสิทธิ์ในการเข้าถึงประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่หาได้ยากและรังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์แต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ประสบการณ์ที่คัดสรรเพื่อตอบโจทย์ทุกความสนใจ Visa Infinite โฉมใหม่ ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรให้สอดคล้องกับความสนใจและ ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การรับประทานอาหาร สุขภาพและการดูแลสุขภาวะ ตลอดจนความบันเทิง โดยออกแบบให้เหนือกว่าสิทธิประโยชน์ในรูปแบบเดิม เพื่อมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่มีความหมาย มีเอกลักษณ์ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
ตั้งแต่ Infinite Tastes: Beyond the Menu โปรแกรมประสบการณ์ด้านอาหารที่นำโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ เปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรได้สัมผัสเรื่องราว เบื้องหลังงานฝีมือ และวัฒนธรรมที่หล่อหลอมวงการอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไปจนถึง Visa Destinations แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวระดับโลกที่นำเสนอเส้นทางการเดินทางและประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษตามความสนใจของนักเดินทาง พร้อมสิทธิ์เข้าถึงประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทุกโปรแกรมได้รับการออกแบบเพื่อมอบโอกาสในการเข้าถึงประสบการณ์เบื้องหลังสถานที่และกิจกรรมสำคัญ ตลอดจนการค้นพบเรื่องราวและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่มีความหมายยิ่งกว่าเดิม ประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ซึ่งมีอัตราการใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตสูงกว่าผู้ถือบัตรกลุ่มอื่นเกือบ 3 เท่า โดยเฉพาะในหมวดการเดินทาง ความบันเทิง และการค้าปลีกขณะเดียวกัน [3]ความต้องการด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาวะ ตลอดจนบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคผู้มีกำลังซื้อราว 90% มองหาประสบการณ์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ขณะที่ 84% คาดหวังบริการและประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน พร้อมการดูแลที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล[4]
Go To Lead
|
กสิกรไทย 'เผย'ผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก กำไร 27,915 ล้าน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอลงจากไตรมาสแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูงและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพในประเทศ ขณะที่แรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐยังทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ ด้านภาคการท่องเที่ยวเผชิญข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และแม้การส่งออกยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้า ครึ่งหลังของปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 โดยคาดว่าการใช้จ่ายในประเทศจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมทั้งปี 2569 ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยังมีความผันผวนและทรงตัวอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายและประสิทธิผลของการใช้จ่ายภาครัฐ ยังเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี
ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ของลูกค้าในหลากหลายมิติ ให้สามารถส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ปรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 13,247 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,420 ล้านบาท หรือ 9.68% ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาสก่อนที่ไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารไตรมาส 2 ปี 2569 จะลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 131 ล้านบาท หรือ 0.98% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 31,432 ล้านบาท ลดลงจำนวน 525 ล้านบาท หรือ 1.64% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 18,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 727 ล้านบาท หรือ 4.14% เป็นผลจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนซึ่งเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดที่มีความผันผวนและเอื้อต่อการทำกำไร รวมถึงการเติบโตของรายได้จากการให้บริการบริหารจัดการกองทุนที่สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้า สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 20,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,471 ล้านบาท หรือ 7.63% ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าและการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 0.26% สะท้อนผลจากการที่ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจำนวน 10,019 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2569 เปรียบเทียบกับงวด 6 เดือน ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,635 ล้านบาท หรือ 6.22% ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 26,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 329 ล้านบาท หรือ 1.25% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 63,390 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,690 ล้านบาท หรือ 9.55% ตามอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง และส่วนหนึ่งลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.91% ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 3.36% อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการยกระดับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อยรวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน 2) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น และ 3) รายได้จากการลงทุน สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 40,030 ล้านบาท ลดลงจำนวน 825 ล้านบาท หรือ 2.02% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 40.33% โดยธนาคารบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องในหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงตั้งสำรองฯ ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง จึงตั้งสำรองฯ จำนวน 19,842 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดือนเดียวกันของปีก่อน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.58% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินเรื่องอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 1.40% - 1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,570,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 12,353 ล้านบาท หรือ 0.27% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย และเงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของธนาคารภายใต้การมุ่งเน้นขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวทางการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม ในขณะที่รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิลดลงจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.18% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 173.90% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.24%
Go To Lead
|
|
ก.ล.ต. ติดตามกรณี TSD ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูล
ส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้รับรายงานเหตุเบื้องต้นจากบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) กรณีที่ TSD ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลในระบบ Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ก.ล.ต. จึงประสานงานกับ TSD เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุ และควบคุมไม่ให้มีผลกระทบเพิ่มเติม โดย TSD ได้ดำเนินการเพื่อระงับการเข้าถึงจากแหล่งและบัญชีผู้ใช้ที่ต้องสงสัย ปิดช่องทางเชื่อมต่อในส่วนที่ได้รับผลกระทบ และเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดแล้ว
ก.ล.ต. ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้บริการที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการรั่วไหลของข้อมูล ก.ล.ต. ขอแนะนำให้ประชาชนและผู้ลงทุนระมัดระวังในการรับอีเมล ข้อความ SMS หรือโทรศัพท์ที่แอบอ้าง ที่อาจขอข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงไม่คลิก link หรือให้รหัสผ่านข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ที่ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
ขอให้ประชาชนและผู้ลงทุนติดตามข้อมูลจากช่องทางของ TSD หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ TSD Contact Center โทร 0-2009-9999 หรือหากพบเบาะแสและมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส ก.ล.ต. โทร. 1207 หรืออีเมล complaint@sec.or.th
Go To Lead
|
EXIM BANK-พันธมิตรปั้นผู้ส่งออกไทยรุ่นใหม่ จับคู่ธุรกิจสำเร็จกว่า 90 คู่ หนุนสินเชื่อและวงเงินประกันส่งออกรวมกว่า 544 ล้าน
นายรชตพงศ สุขสงวน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ริเริ่มหลักสูตรนี้ตั้งแต่ปลายปี 2568 โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs Gen Y ทั้งเจ้าของธุรกิจและทายาทธุรกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยที่มีสัดส่วนผู้ประกอบการที่ผันตัวเป็นผู้ส่งออกน้อยกว่า 1% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งประเทศ หรือคิดเป็นเพียง 23,000 ราย จากผู้ประกอบการไทยทั้งหมด 3.2 ล้านราย ทั้งที่ตลาดต่างประเทศมีศักยภาพและกำลังซื้อสูงกว่าตลาดในประเทศ
นายรชตพงศกล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกได้นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคุณภาพสินค้า แต่ยังรวมถึงการขาดองค์ความรู้ด้านการส่งออก ความเข้าใจตลาดต่างประเทศ เครือข่ายคู่ค้า เงินทุน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง และความสามารถในการปรับตัวต่อกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) ที่สามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่องมีจำนวนลดลงถึงประมาณ 72%
ในการดำเนินงานเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว EXIM BANK ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจรใน 3 มิติ ได้แก่
1. เสริม องค์ความรู้และทักษะด้านการส่งออก ครอบคลุมการวางแผนธุรกิจ กลยุทธ์การเข้าถึงตลาดต่างประเทศ โลจิสติกส์ การบริหารธุรกิจตามหลัก ESG และมาตรฐานทรัพย์สินทางปัญญา
2. สร้าง โอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจ ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)
3. สนับสนุน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการค้า ด้วยวงเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่องสูงสุด 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.59% ต่อปี ความคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อในต่างประเทศสูงสุด 10 ล้านบาท และบริการประกันส่งออก "EXIM for Small Biz" วงเงินรับประกันสูงสุด 2 ล้านบาทต่อกรมธรรม์ คุ้มครองความเสียหายสูงสุด 70% ของมูลค่าความเสียหายกรณีไม่ได้รับชำระค่าสินค้า
จากการดำเนินหลักสูตร EXIM 2X ทั้ง 2 รุ่น มีผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาศักยภาพรวมกว่า 70 ราย พร้อมก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการรุ่นต่อรุ่น รวมถึงพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ในด้านการเชื่อมโยงโอกาสทางการค้า หลักสูตรได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อจากตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน รวมจำนวนคู่เจรจากว่า 90 คู่ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะคู่ค้า ทดสอบตลาด และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต ขณะเดียวกัน EXIM BANK ได้สนับสนุนวงเงินสินเชื่อและการประกันการส่งออกแก่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 544 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงทางการค้า และสร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ
หากประเทศไทยต้องการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกจากระดับไม่ถึง 1% ในปัจจุบัน การพัฒนาผู้ประกอบการให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลกจำเป็นต้องอาศัยไม่เพียงเงินทุน แต่รวมถึงองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่ EXIM BANK และพันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม นายรชตพงศ กล่าว
ทั้งนี้ ในโอกาสนี้ได้มีการเสวนาหัวข้อ พลิกวิกฤตสู่โอกาส เคล็ดลับความสำเร็จผู้ส่งออกไทยในธุรกิจที่ยั่งยืน โดย ดร.พรพันธ์ พรมวัง ผู้จัดการทั่วไปภูมิภาค บริษัท เอเซีย แปซิฟิค คอสเมติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางไทยที่ได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ แบรนด์ IN2IT (อินทูอิท) และนายจรัสภล รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแบบครบวงจร
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|