|
|
เดอะวิสดอมกสิกรไทย 'ชู' บัตรเดอะวิสดอม 4 รูปแบบ
กสิกรไทย พลิกโฉม เดอะวิสดอม (THE WISDOM) ลูกค้ากลุ่มเวลธ์ คอนเซปต์ Your New WISDOM Journey ให้ความสำเร็จไปต่อในทุกมิติของชีวิต เปิดตัวบัตรใหม่ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวตามระดับ สินทรัพย์ สะท้อนเอกลักษณ์ความมั่งคั่งที่เรียบหรูและมีพลัง พร้อมสิทธิพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ เฉพาะบุคคลอย่างลึกซึ้ง
ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เดอะวิสดอมกสิกรไทยเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ริเริ่มให้บริการกับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งในประเทศไทย และสั่งสมประสบการณ์รวมถึงความเชื่อมั่น จากลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอด 18 ปี จนได้ครองอันดับ 1 ในดัชนีชี้วัดความพึงพอใจและความผูกพันกับแบรนด์ของผู้บริโภค (NPS Score) ล่าสุด เดอะวิสดอมกสิกรไทย ยังเป็นแบรนด์แรกที่นำเสนอเอกสิทธิ์แบบ Personalization ภายใต้แนวคิด UP & MORE Personalized คัดสรรสิทธิประโยชน์ให้ตรงกับความต้องการ ของลูกค้าในแต่ละไลฟ์สไตล์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ความสำเร็จเหล่านี้สำหรับเดอะวิสดอมกสิกรไทย ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ เพราะลูกค้ามั่งคั่งทั่วโลกในวันนี้ มองความสำเร็จในมิติ ที่ลึกและรอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเงิน แต่รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และการส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว การรีแบรนด์ภายใต้แนวคิด Your New WISDOM Journey จึงให้ความสำคัญกับการมอบ คุณค่า ผ่านประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ลึกซึ้งและมีความหมาย โดยมีเดอะวิสดอม เป็นพาร์ตเนอร์ที่เดินเคียงข้างความสำเร็จของลูกค้าในทุกมิติ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเปิดตัวบัตรตามระดับสินทรัพย์ พร้อมดีไซน์ใหม่ โดยใช้ความสง่างามของลวดลาย กิโยเช่ (Guilloch?) สัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความสำเร็จที่เรียบหรูและมีพลัง ถ่ายทอด ลงบนบัตรที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมคัดสรรบริการ สิทธิพิเศษที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ ตามระดับความมั่งคั่งของลูกค้า ได้แก่
THE WISDOM: บัตรสีเงิน ซิลเวอร์ เรเดียนซ์ (Silver Radiance) สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 1029.99 ล้านบาท โทนสีเงินประกายที่เปลี่ยนมิติไปตามแสง สะท้อนความมั่นใจในแบบฉบับของตนเอง พร้อมเดินทางสู่ความสำเร็จที่ก้าวไปอีกขั้น
THE WISDOM INFINITE: บัตรสีทอง แซนด์โกลด์ (Sand Gold) วัสดุพรีเมียมกึ่งเมทัล สำหรับลูกค้า ที่มีสินทรัพย์ 30 49.99 ล้านบาท พร้อมอัปเกรดเป็นบัตร VISA INFINITE เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจจากเม็ดทรายที่เปล่งประกายเมื่อกระทบแสง สะท้อนความมั่นใจจากความสำเร็จ ที่สั่งสมมา พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายใหม่
THE WISDOM PRIVATE BANKING INFINITE: บัตรสีโรสวูด โกลด์ (Rosewood Gold) พร้อมวัสดุ พรีเมียมกึ่งเมทัล สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 50-149.99 ล้านบาท ถ่ายทอดความสง่างามและเปล่งประกาย เต็มเปี่ยมด้วยพลัง
THE WISDOM PRIVATE BANKING INFINITE: บัตรสีโรสวูด โกลด์ (Rosewood Gold) ออกแบบพิเศษด้วยวัสดุ Metal Lux เป็นบัตรระดับสูงสุดสำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 150 ล้านบาทขึ้นไป สะท้อนความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เผยความงามเหนือกาลเวลา พร้อมอัตลักษณ์อันละเมียดที่ส่งผ่านคุณค่าอย่างยั่งยืน
เพื่อมอบประสบการณ์บัตรดีไซน์ใหม่ที่ราบรื่น ลูกค้า THE WISDOM จะได้สัมผัสบัตรดีไซน์ใหม่บน K PLUS และสำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับบัตรจริงดีไซน์ใหม่ ซึ่งจะเริ่มจัดส่งและเปิดให้ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ เดอะวิสดอมกสิกรไทย ยังได้ออกแบบแนวคิด Your New WISDOM Journey ที่คัดสรร ประสบการณ์ที่มากกว่าการบริหารความมั่งคั่งทางการเงิน โดยตอบโจทย์ 4 แกนหลักสำคัญ ของการใช้ชีวิต เพราะความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการต่อยอดความมั่งคั่ง (Wealth) ยังรวมถึงการมีสุขภาพที่ดี (Wellness) การได้เติมเต็มความสุขและความปรารถนาในทุกช่วงเวลา (Wishes) และการเดินทางสัมผัสโลกกว้าง เปิดมุมมองใหม่ (Wanderlust) อาทิ สิทธิ์ใช้คะแนนเพื่ออัปเกรดตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ สู่จุดหมายปลาย ทางยอดนิยม สิทธิ์ใช้บริการฟิตเนสของโรงแรม อาทิ โรงแรมเรเนซองส์ โรงแรมแชงกรีลา โรงแรมเซนต์รีจิส และสิทธิ์รับบริการ VIP จากเครือโรงพยาบาลชั้นนำ อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช โดยผู้ถือบัตรเดอะวิสดอม จะเพลิดเพลินสิทธิพิเศษใหม่ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2569
ดร. พิพัฒน์พงศ์ กล่าวตอนท้ายว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่มีเป้าหมายคือ การเป็นพาร์ตเนอร์ที่เดินเคียงข้างความสำเร็จของลูกค้าในทุกมิติ
Go To Lead
|
ทีทีบี- พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดซีรีส์ประกันชีวิตใหม่ 99 Wealth Protection Series
นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ทีทีบี เปิดเผยว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พบว่า คนไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น โดยรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด คาดการณ์ว่าในปี 2583 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทย จะอยู่ที่ 81 ปี และสัดส่วนการเป็นโสดของคนไทยมากขึ้นจากปี 2560 -2566 ถึง 13% นอกจากนี้ จากการทำแบบสำรวจสุขภาพทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนในไทย เกือบ 1 แสนราย (ตั้งแต่ส.ค. 2566 ก.พ. 2568) ของทีทีบี พบสิ่งน่าเป็นห่วงคือ คนไทยกว่า 54% หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะส่งผลกระทบต่อการเงินของครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่ม Sandwich Generation ที่ต้องแบกรับภาระดูแลทั้งพ่อแม่และบุตรหลานไปพร้อมกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่มีความผันผวน การเกิดของโรคใหม่ พร้อมกับค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้คนกว่า 80% ไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับการรักษาตัวกับโรคร้ายแรง ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ หลายคนเริ่มไม่มั่นใจว่าแผนการเงินเดิมยังเหมาะสมกับโลกอนาคตหรือไม่
ทีทีบีในฐานะที่เป็นธนาคารที่เดินหน้าสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง มีความมุ่งหวังให้รูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ไม่กลายเป็นความเสี่ยงทางการเงิน แต่กลับเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมั่นคง ผ่านแผนการเงินที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครบทุกความต้องการอย่างแท้จริงสำหรับลูกค้าในทุกช่วงวัย (Life Stage) ด้วยแนวคิดดังกล่าว ทีทีบีจึงยกระดับทางเลือกด้านประกันชีวิต ให้ตอบโจทย์ Longevity Era หรือยุคอายุยืนอย่างแท้จริง โดยร่วมมือกับพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันชีวิตตลอดชีพและสัญญาเพิ่มเติมที่ครอบคลุมความคุ้มครองสุขภาพ ผสานเข้ากับจุดแข็งของทีทีบีด้านคำปรึกษาและการวางแผนการเงิน เพื่อมอบโซลูชันที่ตรงใจ และช่วยสร้างความมั่นคงยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า
โดยความร่วมมือนี้นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในกลุ่ม 99 Wealth Protection Series ประกันชีวิตคุ้มครองตลอดชีพที่ช่วยให้คนไทยเกษียณได้อย่างมั่นคง เสริมเกราะคุ้มครองให้กับครอบครัว ส่งต่อความมั่งคั่งพร้อมเพิ่มมูลค่า โดดเด่นด้วยการออกแบบให้เป็น Product Fit ที่ครบ จบในที่เดียว สร้างเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง ปิดทุกความเสี่ยงในโลกยุคใหม่ ให้ลูกค้าเลือกแผนความคุ้มครองภายใต้ 99 Wealth Protection Series ได้อย่างตรงใจและลงตัวที่สุด
สำหรับผลิตภัณฑ์ 99 Wealth Protection Series ครอบคลุมเป้าหมายทางการเงิน และตอบโจทย์ Life Stage ใน 3 แกนหลัก คือ
? Wealth Income สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างรายได้มั่นคงคู่กับอายุขัยที่ยืนยาว ไม่ว่าจะเป็นคนโสดหรือครอบครัวที่ไม่มีบุตร ล้วนต้องการมีรายได้ที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และมั่นคงหลังเกษียณ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตอิสระในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเป็นภาระใคร แบบประกัน ทีทีบี อินฟินิตี เวลธ์ 99/9 ที่ให้รายได้ประจำผ่านเงินคืน 9.9% ของทุนประกันภัย ทุกปี* เหมือนมีการันตี Passive Income ระหว่างทางมาคอยดูแลชีวิตในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลว่าเหตุไม่คาดฝันจะกระทบเงินเก็บหรือแผนชีวิต และยังมอบความคุ้มครองโรคมะเร็งระยะลุกลามแบบ เจอ จ่าย ไม่จบ แม้มีการจ่ายผลประโยชน์แล้ว สัญญาประกันชีวิตยังให้ความคุ้มครองต่อเนื่องถึงอายุ 99 ปี
? Wealth Protection สำหรับหัวหน้าครอบครัวที่ต้องการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวอุ่นใจ เป็นหลักประกันที่มั่นคงเพื่อให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามแผนที่ตั้งใจไว้ ไม่สะดุด ด้วยแบบประกันชีวิต ทีทีบี ส่งต่อความมั่งคั่ง 99/5 อีกทางเลือกของการสร้างหลักประกันให้ครอบครัว หรือ ทีทีบี แฮปปี้ ไลฟ์ โพรเทค 99/10 ที่มาพร้อมกับความคุ้มครอง 5 โรคร้ายแรงและโอกาสรับเงินปันผล (ถ้ามี)
? Wealth Transfer สำหรับลูกค้าที่ต้องการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านภาระภาษีมรดกและภาษีการให้ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง ด้วยแบบประกัน ทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/1 และ ทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/3 โดยทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/1 จุดเด่น คือการจ่ายเบี้ยฯ ครั้งเดียว ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ** การันตีเงินคืนสูงสุดปีละ 1.4% ของทุนประกันภัย ทุกปี*** ส่วน ทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/3 ตัวช่วยส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภาษีมรดกและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเพิ่มพูนทรัพย์สินต่อยอดความสำเร็จด้วยโอกาสรับเงินปันผล(ถ้ามี) พร้อมรับอัตราเบี้ยฯ พิเศษ หากสุขภาพดีกว่ามาตรฐาน
เพื่อเป็นการฉลองเปิดตัว ทีทีบีมอบเอกสิทธิ์พิเศษเฉพาะลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ ในกลุ่ม 99 Wealth Protection Series ในช่วงเดือน ก.พ. - มี.ค. 2569 นี้
? เมื่อซื้อประกันเบี้ยฯ 1 ล้านบาทขึ้นไป รับคะแนน 60,000 WOW บน ทีทีบี ทัช พร้อมสถานะ Gold เพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของธนาคารอีกมากมาย และสิทธิ์สมัครบัตรเครดิต ttb reserve signature
? สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านบัตรเครดิต ttb reserve 500,000 บาทขึ้นไป รับคะแนนสะสมเพิ่มสูงสุด x6 สำหรับเบี้ยฯ 1 ล้านบาทขึ้นไป
? พร้อมรับของสมนาคุณพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไข
? ลูกค้ายังมีโอกาสรับสิทธิประโยชน์สมาชิก PRULegacy ทั้งด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์กว่า 30 รายการ ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การวางแผนทางการเงินของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น อาทิ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ Health and Wellness และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ 22 สาขาทั่วประเทศ e-Voucher สำหรับรับประทานอาหารที่ร้านอาหารมิชลินสตาร์ บริการห้องรับรองสนามบินที่ Coral Lounge ใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ และบริการรถลีมูซีนสำหรับรับหรือส่งที่สนามบินใน 9 จังหวัด เป็นต้น
ด้วยผลิตภัณฑ์ 99 Wealth Protection Series ทีทีบีเชื่อมั่นว่า จะช่วยต่อยอดความมั่นคงทางการเงินให้ครอบคลุมตลอดช่วงชีวิต และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งสู่รุ่นถัดไปได้อย่างยั่งยืน ช่วยให้ลูกค้าดำเนินชีวิตที่ยืนยาวได้อย่างมั่นคงและมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นในทุกช่วงวัย
ผู้ที่สนใจก้าวข้ามทุกความผันผวนและสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนไปกับผลิตภัณฑ์กลุ่ม 99 Wealth Protection Series ขอรับคำปรึกษาได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา หรือ Wealth RM ของท่าน
*ณ วันครบรอบปีกรมธรรมที่ 1 ถึงอายุครบ 98 ปี
**เงื่อนไขการพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
***สำหรับอายุรับประกันภัย 40 65 ปี รับเงินคืนปีละ 1.40% ของทุนประกันภัย ถึงอายุครบ 98 ปี และ อายุรับประกันภัย 66 70 ปี รับเงินคืนปีละ 1.25% ของทุนประกันภัย ถึงอายุครบ 98 ปี
เงื่อนไขโปรโมชันเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด และไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดในกรมธรรม์ ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง รับประกันชีวิตโดย บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิตและรับผิดชอบในฐานะนายหน้าเท่านั้น
Go To Lead
|
BAM เปิดเกมรุกปี 69 ชูกลยุทธ์ 3 ฟันเฟืองเป้าหมายผลเรียกเก็บ 17,900 ล้าน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ปี 2569 BAM ได้วางเป้าหมายผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท ด้วยการวางกลยุทธ์ทั้งทางด้าน NPL ด้วยการแบ่งลูกหนี้ออกเป็น S M L โดยใช้แนวทางการอนุมัติไว พร้อมการปรับเงื่อนไข เพื่อเติมโอกาสในการสร้างอนาคตใหม่ รวมถึงการทำ Partnership ในขณะที่ NPA จะใช้การขายตรง พร้อมทั้งการออกผลิตภัณฑ์และแคมเปญทางการตลาด อีกทั้งการทำ Partnership อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ 3 ฟันเฟือง สำหรับฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
ฟันเฟืองที่ 1 : การบริหาร NPL&NPA อย่างเข้มข้น ได้แก่ การกำหนดราคาที่เป็นธรรม เป็นปัจจุบัน และแข่งขันได้, ลดระยะ Holding Period ของ NPA, เร่ง Cash Conversion Cycle รวมทั้งลดการตั้งสำรองที่ ไม่จำเป็น
ฟันเฟืองที่ 2 : การลงทุนในระบบเพื่ออนาคต พร้อมกับการเสริมด้วย e-Marketplace
ฟันเฟืองที่ 3 : การสร้างคนด้วยการสร้าง Hybrid Talent
ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ BAM สามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมาย ที่วางไว้ นอกจากนี้ BAM ยังเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ด้วยการดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนา Business Model เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของธุรกิจในอนาคต การปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว สำหรับรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านแผนแม่บท HR Master Plan รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ ซึ่งการขับเคลื่อนเชิงรุกในทุกมิติครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคตของ BAM ที่จะก้าวสู่ การเป็น BAMX อย่างมั่นคงและยั่งยืน
นอกจากนี้ BAM ยังได้เปิดตัวโครงการ ทรัพย์มหาชน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมให้กับประชาชน สามารถผ่อนชำระกับ BAM โดยตรง หรือผ่อนชำระกับสถาบันการเงินพันธมิตรที่ปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษให้กับลูกค้าที่ซื้อทรัพย์ โครงการดังกล่าวสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 858 ล้านบาท ด้วยจำนวนสูงกว่า 1,074 รายการ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ BAM ยืนหยัดได้ในช่วงเวลา ที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสที่จะสร้างการเติบโตให้กับ BAM ได้อย่างมั่นคง
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ว่าสามารถสร้างผลเรียกเก็บได้มากถึง 17,857 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 15,161 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 18% สะท้อนความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลงานทางด้าน NPL สามารถทำได้ 10,670 ล้านบาท เติบโต 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 8,630 ล้านบาท ด้วยการเดินหน้าตามแผน กลยุทธ์ให้โอกาสลูกหนี้ได้หลักประกัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินกลับคืนไปด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน และมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถฟื้นฟูกิจการหรือสถานะทางการเงินของตน โดยปรับโครงสร้างหนี้และหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน ด้วยกระบวนการ Recycling Machine ซึ่งมีเป้าหมายในการเร่งสร้างโรงงานแก้หนี้ (TDR Factory) เพื่อฟื้นฟูให้ลูกหนี้กลับมามีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงาน JV AMCs ของบริษัท บริหารสินทรัพย์ อารีย์ จำกัด และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ อรุณ จำกัด สามารถสร้างกำไรสุทธิได้ 107 ล้านบาท และ 87 ล้านบาท ตามลำดับ พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือด้าน NPL Partnership กับสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนาโมเดล JV Window ทั้งในรูปแบบแบ่งปันผลกำไร (Profit Sharing) และโมเดลรับจ้างบริหาร (Servicing Model)
ด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 7,187 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 6,531 ล้านบาท สะท้อนประสิทธิภาพการเร่งหมุนเวียนสินทรัพย์ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทาย รวมถึงการเดินหน้ากลยุทธ์พันธมิตรทางธุรกิจ (NPA Partnership) ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนหลักของการขยายฐานธุรกิจและเพิ่มแหล่งรายได้ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดย BAM เน้นการคัดสรรและนำเสนอทรัพย์ NPA ขนาด Big Lots ให้พันธมิตรนำไปพัฒนาและเพิ่มมูลค่า ทั้งบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า เพื่อพลิก ทรัพย์ร้าง ให้กลายเป็น ทรัพย์สร้างมูลค่า ต่อยอดเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับ BAM อย่างต่อเนื่อง ลดระยะเวลาการถือครอง และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว
Go To Lead
|
ทรงพลผอ.ออมสิน คนที่ 18 พร้อมนำองค์กรเดินหน้าธนาคารเพื่อสังคม
สู่การเป็น Smart Social Bank for All Lives
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 อย่างเป็นทางการ ประกาศพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ Smart Social Bank for All Lives โดยสื่อสารทิศทางการนำองค์กรแก่ผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศ ย้ำชัดบทบาทธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
ของประเทศ ท่ามกลางความผันผวน ความเสี่ยง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน โดยการอาศัยศักยภาพและความพร้อมของทรัพยากรที่มีอยู่ของธนาคารออมสิน ทั้งในด้านบุคลากร ด้านสาขาที่ให้บริการ ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี เป็นต้น ในการสร้างประโยชน์แก่สังคมไทย และสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมี
คณะผู้บริหารและพนักงานร่วมรับฟังนโยบายและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
ในการนี้ นายทรงพล ได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำธนาคาร ได้แก่ พระพุทธภควาปฏิมากร
พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระรูป พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาส
เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินเป็นวันแรก ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569
Go To Lead
|
SME D Bank ขานรับนโยบาย ธปท.ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.15%
'ช่วย' เอสเอ็มอีลดต้นทุนการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง ฟื้นเศรษฐกิจ
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2568 สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก SME D Bank ยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด
นอกจากนั้น SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับกิจการ เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ ปลุกพลัง SME เปิดโอกาสเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME มุ่งยกระดับพัฒนาศักยภาพธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และ สินเชื่อ SME Green Productivity ส่งเสริมก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท ควบคู่มอบบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้เอสเอ็มอีปรับตัวทางธุรกิจได้ทุกสถานการณ์
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ รับบริการจาก SME D Bank ได้ผ่านทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357
Go To Lead
|
EXIM BANK ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 365 วัน ลดดอกเบี้ย
พร้อมให้คำปรึกษา หนุนผู้ประกอบการไทยรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้นและยังมีความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยในฐานะคู่ค้าสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 6% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าส่งออกไปตะวันออกกลางกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าราว 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางผ่านทะเลแดงสู่ยุโรปที่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือ ทั้งด้านการบริหารการจัดส่ง การผลิต การกำหนดเงื่อนไขการค้า (Incoterm) และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงขานรับนโยบายกระทรวงการคลัง ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้าที่เบิกกู้และมีภาระคงค้างจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา นอกจากนี้ EXIM BANK ยังพร้อมพิจารณาสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปตะวันออกกลางตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละกิจการ ติดต่อขอรับบริการทางการเงินและปรึกษาปัญหาธุรกิจได้ที่ EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999 และ EXIM Bank of Thailand Facebook
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรต้องปรับตัวเชิงกลยุทธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดังนี้
1. บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และขนส่ง ติดตามสถานะการขนส่งสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ตลอดจนติดต่อผู้นำเข้า เพื่อแจ้งผลกระทบด้านระยะเวลาขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น เช่น อาจล่าช้า 10-15 วัน กรณีต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป พร้อมตรวจสอบเงื่อนไขเอกสารและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กรณีส่งมอบสินค้าล่าช้า รวมถึงทำประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) ให้ครอบคลุมประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 50% โดยผู้จองเรือเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
2. บริหารจัดการการผลิต เผื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้น (Buffer Time) ในกระบวนการผลิตและส่งมอบสินค้า เพื่อรองรับการขนส่งที่ยาวนานขึ้น สำหรับผู้นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ต้องเตรียมแผนสำรองด้านแหล่งวัตถุดิบ หรือพิจารณาปรับไปใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิต
3. บริหารการเงินและความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน พิจารณาปรับ Incoterm เป็น FOB (Free on Board) เพื่อให้ผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า และกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินแบบ T/T ก่อนส่งมอบสินค้า รวมทั้งใช้เครื่องมือ Foreign Exchange Forward Contract เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เตรียมผู้ให้บริการขนส่งสำรอง หรือกระจายเส้นทางขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าระวางเรือที่อาจปรับสูงขึ้น ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ (Diversification) ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบเพียงแหล่งเดียว พร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า EXIM BANK มีทั้งมาตรการทางการเงินและบริการให้คำปรึกษา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุน ปรับโมเดลธุรกิจ และกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม โดย EXIM BANK พร้อมเป็นพันธมิตรเคียงข้างผู้ประกอบการไทย ก้าวผ่านความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว นายชลัช กล่าว
Go To Lead
|
ธ.ก.ส. ดันวิสาหกิจชุมชนต้นแบบจ.อุบลราชธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน
'หนุน' แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดคุณภาพ
นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ในฐานะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทดูแลภาคการเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง ตามวิสัยทัศน์การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาลูกค้าตาม
แนวทางการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) ที่พร้อมยกระดับภาคการเกษตรทุกมิติ ประกอบด้วยการสนับสนุนเงินทุนเพื่อภาคการเกษตร (Funding) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและการเกษตรแบบใหม่ (Technology) การพัฒนาคุณภาพและยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตร (Value Added) การพัฒนาการตลาด
องค์ความรู้ และช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร (Knowledge and Marketing) พร้อมมุ่งสนับสนุนให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถพัฒนาจากผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการทำตลาด ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว ยังทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนผ่านการบริโภคสินค้าในพื้นที่ (Local consumption) อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง
โดยได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนต้นแบบในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองบ้านนาคำ ตำบลคอนสาย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี แหล่งผลิตและรวบรวมกล้วยหอมทองคุณภาพสูง พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีกระบวนการผลิตแบบออร์แกนิค การบริหารจัดการสวนตามมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพผลผลิตอย่างเป็นระบบ และการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทำให้สามารถส่งจำหน่ายกล้วยหอมได้ตามความต้องการ มีตลาดรองรับ ผลผลิตมีราคากลางที่มั่นคง และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการกระจายผลผลิตสู่ตลาดภายในจังหวัด อาทิ ตลาดชุมชน สถานศึกษา โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ และสามารถส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรในพื้นที่และทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นได้เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารจากปลาบ้านด่านใหม่ ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ผลิตปลาส้มและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาแม่น้ำโขงภายใต้แบรนด์ ปลาส้มครูหยอย ที่มีการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการแปรรูป พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และสร้างอัตลักษณ์สินค้า
เพื่อรองรับตลาดสมัยใหม่ ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ OTOP ทุกระดับดาว โดยนอกจากการจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอโขงเจียม และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นของฝากแล้ว ผลิตภัณฑ์ปลาส้มจากชุมชนยังสามารถก้าวสู่ตลาดระดับประเทศและต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศได้อีกด้วย
นางสาวพรหมกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ ธ.ก.ส. ในการเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน โดย ธ.ก.ส. พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงการพัฒนาให้กับลูกค้า ธ.ก.ส. ในทุกมิติ ตั้งแต่การ เข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการพัฒนามาตรฐานสินค้า ให้ลูกค้าของเราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรในท้องถิ่น การยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง การบริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า การสร้าง แบรนด์และการตลาด ควบคู่กับการสนับสนุนด้านเงินทุน พร้อมสนับสนุนช่องทางการตลาดโดยการเชื่อมโยง
ช่องทางการจำหน่ายผ่าน BAAC Outlet ณ สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และ BAAC Matching แพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะรวบรวมผลิตภัณฑ์ลูกค้า ธ.ก.ส. มาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อสร้างการรับรู้วงกว้างไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศและขยายตลาดให้กับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการบริโภคในท้องถิ่น และยกระดับสินค้าจากระดับท้องถิ่นไปสู่ตลาดคุณภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|