Finance/share
Hot News: บิ๊กแบงก์ 'แข่ง'โกยกำไร
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
บิ๊กแบงก์ 'แข่ง'โกยกำไร
ธนาคารกสิกรไทย แจ้งผลประกอบการปี 2568 กำไร 49,565 ล้านบาท กรุงศรีประกาศผลกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 31.74 พันล้านบาท มุ่งเน้นกลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญแรงกดดันทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยลบที่ทยอยเข้ามากระทบตลอดทั้งปี โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่คาด นอกจากนี้ สัญญาณจากการใช้จ่ายภายในประเทศยังมีทิศทางอ่อนแรงลง โดยการบริโภคภาคครัวเรือนเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และปัจจัยการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน แม้ว่าภาคการส่งออกจะขยายตัวสูงจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะช่วยผ่อนคลายภาระทางการเงินของลูกหนี้บางส่วน แต่แรงหนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบของปัจจัยภายนอกที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สงครามการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกดดันให้ภาคการส่งออกของไทยหดตัวลง ขณะที่การใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งการบริโภคและการลงทุน ยังถูกจำกัดด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐแม้ยังมีบทบาทพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มแรงหนุนได้ไม่มาก
ท่ามกลางความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐในโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง
ในปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 49,565 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลงจำนวน 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23% อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% โดยหลักเกิดจาก 1) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่เติบโตขึ้น 2) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโต
ส่วนใหญ่จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อย รวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน 3) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ และรายได้จากการลงทุน ด้วยนโยบายการกระจายความเสี่ยงการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับภาวะตลาด สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
ในไตรมาส 4 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 24,825 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ซึ่งเป็นตามฤดูกาลของการใช้จ่าย ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 10,265 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตยังคงเผชิญความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาส 4 ปี 2568 จึงมีจำนวน 10,278 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 2,729 ล้านบาท หรือ 20.98%
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,558,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 217,664 ล้านบาท หรือ 5.01% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อย เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.20% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 162.75% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.35%
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน กรุงศรียังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับปีนี้ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุมต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไม่เต็มศักยภาพ”
แนวโน้มเศรษฐกิจว่า “คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพ และลดลงจาก 2.1% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงปัจจัยความท้าทายทั้งในเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง การบริโภคมีแนวโน้มชะลอลงจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ ขณะที่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเป็นแรงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 35.5 ล้านคน และแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว โดยถูกจำกัดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการใช้จ่ายในประเทศที่ไม่แข็งแรง”
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลประกอบการสำหรับปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 31.74 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความท้าทายของสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน ในปี 2568 กรุงศรีดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพเพื่อรักษาคุณภาพของสินทรัพย์ ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อ เติบโต 1.7% จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 2.7% นอกจากนี้ การขยายตัวของสินเชื่อยังเกิดจากการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจที่ลดลง ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสินเชื่อรายย่อยหดตัวลง
สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับปี 2568 กำไรสุทธิในปี 2568 จำนวน 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% หรือ 2,039 ล้านบาท จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ในครึ่งหลังของปี เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1.7% หรือจำนวน 32,779 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ได้รับจากการรวมงบการเงิน (Consolidation) ของ TIDLOR กอปรกับการเติบโตของเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อมปรับลดลง
เงินรับฝาก ลดลง 4.8% หรือจำนวน 86,901 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ สะท้อนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุก ท่ามกลางสภาวะที่เงินให้สินเชื่อเติบโตต่ำ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นมาที่ 4.35% จาก 4.28% ในปีก่อนหน้า เป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินเชิงรุกของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการรวมพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงจาก TIDLOR ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แม้ว่าความต้องการสินเชื่อโดยรวมจะอ่อนตัวลง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 14.1% หรือ 6,402 ล้านบาท จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และหนี้สูญรับคืนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 47.0%
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.26% เทียบกับ 3.23% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 227 เบสิสพอยท์ สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 126.9% อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.69% เทียบกับ 19.38%ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.93 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.74 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.65 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 336.60 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.69% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.41%

Go To Lead


กรุงศรี -อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต-ไทยประกันชีวิต ต่อสัญญา
พันธมิตร 10 ปี'เร่ง'ขยายธุรกิจประกันชีวิต ตอบโจทย์ลูกค้าทั่วประเทศ
นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะหันไปใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น แต่ช่องทางสาขาของธนาคารยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล ด้วยเครือข่ายสาขาของกรุงศรีที่มีกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ความร่วมมือกับอลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต และไทยประกันชีวิต ถือเป็นความภาคภูมิใจของกรุงศรีที่ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งสอง ที่จะได้ร่วมกันสร้างสรรค์บริการที่มีคุณภาพ พร้อมส่งมอบความคุ้มครองที่ลูกค้าไว้วางใจ
กรุงศรีได้ให้บริการเสนอขายประกันชีวิตผ่านช่องทางสาขาของธนาคาร (Bancassurance) ร่วมกับ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต และไทยประกันชีวิต อย่างต่อเนื่อง โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นการต่อสัญญาความร่วมมือระยะเวลา 10 ปี พร้อมกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบด้านการขายตามพื้นที่ โดย อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ และไทยประกันชีวิต รับผิดชอบพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่หลากหลาย ที่ออกแบบมาสำหรับการวางแผนทางการเงินระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและครอบครัว พร้อมผลประโยชน์และแผนความคุ้มครองที่ครอบคลุม ผ่านช่องทางการขายที่สะดวกสบาย พร้อมทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมให้คำแนะนำในการเลือกแผนประกันชีวิตที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายที่ไม่ว่าใครก็มีชีวิตที่ง่ายได้ทุกวัน แม้แต่การเลือกซื้อประกัน
นายโทมัส วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อลิอันซ์ อยุธยา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการยกระดับการวางแผนความมั่นคงด้านชีวิตและสุขภาพให้กับลูกค้าอย่างรอบด้าน ผ่านช่องทาง Bancassurance ที่เข้าถึงง่าย ด้วยจุดแข็งของเครือข่ายสาขาธนาคารในพื้นที่กรุงเทพฯ ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านประกันชีวิตและสุขภาพของอลิอันซ์ อยุธยา พร้อมด้วยความมั่นคงแข็งแกร่งของกลุ่มอลิอันซ์ แบรนด์ประกันอันดับหนึ่งของโลก ทำให้เราสามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่วงชีวิต พร้อมยกระดับประสบการณ์การเข้าถึงความคุ้มครองให้เรียบง่าย โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว”
นายวิญญู ไชยวรรณ กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไทยประกันชีวิตดำเนินธุรกิจภายใต้เจตนารมณ์การเป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล หรือ Life Solutions Provider ด้วยแนวคิด “การดูแลด้วยหัวใจ” (Care with Heart) ที่มุ่งส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างครบรอบด้าน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage) ทุกจังหวะชีวิต (Life Event) และทุกรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle)
ความร่วมมือระหว่างไทยประกันชีวิตและกรุงศรี เป็นการผสานจุดแข็งของ 2 พันธมิตร คือ การบริการทางการเงินอย่างมืออาชีพและเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศของธนาคาร เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และบริการประกันชีวิตของไทยประกันชีวิต เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์พร้อมนำเสนอโซลูชันทางการเงินและการประกันชีวิตที่หลากหลายและครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มไทยประกันชีวิต เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี สะท้อนการเป็นพันธมิตรธุรกิจที่แข็งแกร่ง และเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงความคุ้มครองด้านประกันชีวิต และการวางแผนทางการเงินผ่าน Bancassurance เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรด้านประกันชีวิตชั้นนำทั้งสองราย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของกรุงศรี ทั้งในด้านความเข้าใจตลาด เครือข่ายสาขาที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการพัฒนาบริการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผสานการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ กรุงศรีเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์และการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในระยะยาว

Go To Lead


ทีทีบี เสริมแกร่งร้านค้า SME
ยุคดิจิทัล ยกระดับ 5 ฟีเจอร์ แอป ttb smart shop
นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่ม บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคของไทยเปลี่ยนสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ Mobile Banking กลายเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกรรม การรับชำระเงินผ่าน QR Code เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SME ที่ต้องการความรวดเร็วและความถูกต้องในการรับเงินและบริหารยอดขายแบบเรียลไทม์ ทำให้ธุรกรรมพร้อมเพย์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ชี้ให้เห็นว่าจำนวนธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์สูงถึง 2.26 พันล้านรายการ คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้การชำระเงินแบบดิจิทัลเป็นหลัก ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทีทีบีมุ่งสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ SME ในยุคดิจิทัล ด้วยการพัฒนายกระดับ 5 ฟีเจอร์สำคัญ ในแอปจัดการร้านค้า ttb smart shop ช่วยให้เจ้าของร้านค้าบริหารจัดการธุรกิจได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น พร้อม “ปังปัง” ผู้ช่วยอัจฉริยะประจำร้าน ที่สะท้อนแนวคิด “รับไว รู้ลึก ธุรกิจปังปัง” โดยมีฟีเจอร์เด่น ประกอบด้ว การแจ้งเตือนเงินเข้าแบบเสียง - ฟีเจอร์แจ้งยอดเงินเข้าแบบเรียลไทม์ทันทีที่ลูกค้าชำระเงิน ช่วยให้เจ้าของร้านไม่พลาดทุกการขาย ลดความจำเป็นในการตรวจสอบสลิป หรือเปิดแอป เพิ่มความมั่นใจและความสะดวกในการทำงานหน้าร้าน การสแกนจ่ายด้วย QR บัตรเครดิต รองรับการชำระเงินผ่าน QR Code ด้วยบัตรเครดิต ครอบคลุมบัตร VISA Mastercard และ UnionPay เพิ่มทางเลือกในการชำระเงินให้ลูกค้า ช่วยให้ร้านค้าสามารถขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น เลือกรูปแบบเงินเข้าบัญชีได้ตามสไตล์ธุรกิจ เจ้าของร้านสามารถเลือกวิธีรับเงินเข้าบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ มีทั้งหมด 2 รูปแบบ
เงินเข้าทันที เพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ รวบยอดสิ้นวัน โอนเงินเข้าเป็นก้อนเดียว ช่วยให้จัดการบัญชีได้ง่ายและเป็นระบบ การสแกนลายนิ้วมือ หรือ สแกนใบหน้า (Biometric Scan) เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเข้าใช้งานแอป ด้วยระบบยืนยันตัวตนแบบ Biometrics ทั้งลายนิ้วมือและสแกนใบหน้า ไม่ต้องจดจำรหัสผ่าน ช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญและยอดขายภายในร้าน การกำหนดสิทธิ์พนักงาน (Staff Permission) เจ้าของร้านสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลให้พนักงานแต่ละคนได้ตามบทบาท เช่น เห็นเฉพาะยอดขายของตนเอง หรือยอดขายทั้งร้าน (สำหรับผู้จัดการสาขา) ช่วยให้การบริหารทีมงานเป็นระบบและลดความเสี่ยงด้านข้อมูล
นอกจากนี้ แอปจัดการร้านค้า ttb smart shop ยังมีฟีเจอร์สนับสนุนการบริหารร้านค้าอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น Dashboard แสดงข้อมูลการขายแบบเรียลไทม์ Analytic Report รายงานวิเคราะห์การขายเชิงลึก ที่สรุปภาพรวมธุรกิจและส่งตรงถึงอีเมลเจ้าของร้านทุกเดือน รวมถึง ระบบจัดการสาขา ที่สามารถดูยอดขายแยกรายสาขา และจัดการสิทธิ์พนักงานได้ไม่จำกัด ผู้ประกอบการ SME นิติบุคคลที่สนใจสมัครใช้แอปจัดการร้านค้า ttb smart shop สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เจ้าหน้าที่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าธุรกิจ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี โทร. 0 2643 7000 วันจันทร์ถึงวันเสาร์ 08:00 – 20:00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดธนาคาร#ttbsmartshop #แอปจัดการร้านค้า#ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น#ttb #MakeREALChange

Go To Lead


ธนาคารกรุงเทพ ส่งโปรพิเศษ 'หนุน'ชาวธรรมศาสตร์ สู่สังคมไร้เงินสด
สแกนจ่ายได้เงินคืน- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าสนับสนุนการเป็น “มหาวิทยาลัยไร้เงินสด” (Cashless Campus) ส่งเสริมการใช้ธุรกรรมดิจิทัล เพิ่มความสะดวกและสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของนักศึกษาและบุคลากร ด้วยการจัดโปรโมชันพิเศษ Cashless Campus สแกนจ่ายได้เงินคืน เมื่อชำระสินค้าด้วยโมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพผ่าน QR Code กับร้านค้า Merchant Pro ที่ร่วมรายการ มูลค่าตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไปต่อรายการ รับเงินคืน 5 บาทต่อรายการ สูงสุด 5 สิทธิต่อคนต่อเดือน และจำกัดสิทธิรวม 40,000 สิทธิแรกต่อเดือน หรือรวมทั้งสิ้น 120,000 สิทธิ ตลอดโครงการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์–30 เมษายน 2569 โดยลูกค้าที่ทำรายการสำเร็จตรงตามเงื่อนไขจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชีที่ใช้สแกนจ่ายภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมแคมเปญได้ง่าย ๆ เพียงกด “แลกรับสิทธิ” เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมที่เมนู “รีวอร์ด” บนโมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ (ลงทะเบียนเพียงครั้งเดียวตลอดโครงการ)
โปรโมชัน Cashless Campus สแกนจ่ายได้เงินคืน เป็นส่วนหนึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ธนาคารกรุงเทพพร้อมให้การสนับสนุนตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในโครงการให้บริการบัตรนักศึกษา และการบริการชำระค่าลงทะเบียนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2568-2572 ซึ่งครอบคลุมการให้บริการบัตรนักศึกษา การบริการชำระค่าลงทะเบียนของนักศึกษา ผ่านระบบ Bill Payment การขยายบริการดิจิทัลผ่าน TU GREATS App และผลักดันมหาวิทยาลัยสู่ Cashless Campus สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารกรุงเทพในการสนับสนุนระบบการเงินดิจิทัลควบคู่กับการสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายที่สะดวก ปลอดภัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาและบุคลากรในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมร่วมผลักดันสังคมไร้เงินสดให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

Go To Lead


“ก.ล.ต. ขอให้พนักงานอัยการ
ฟ้องผู้กระทำความผิด 2 ราย ต่อศาลแพ่ง
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้พนักงานอัยการฟ้องผู้กระทำความผิด 2 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น UREKA เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด ตามที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ได้มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดรวม 6 ราย* ในกรณีสร้างราคาหุ้นของกรณีสร้างราคาหรือปริมาณหุ้นบริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) (UREKA) โดยกำหนดให้ชำระเงินรวม 65,946,478 บาท (ค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด) และกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นระยะเวลารายละ 17 เดือน หรือ 14 เดือน (แล้วแต่กรณี) และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นระยะเวลารายละ 34 เดือน หรือ 28 เดือน (แล้วแต่กรณี)
ผู้กระทำความผิดจำนวน 4 ราย ได้ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ส่วนผู้กระทำความผิดอีก 2 ราย ได้แก่ (1) นายปรีชา ใคร่ครวญ และ (2) นายศรายุทธ คงอ่ำ ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ซึ่งพิจารณาได้ว่าผู้กระทำความผิดทั้ง 2 ราย ไม่ยินยอมที่จะระงับคดีในชั้น ก.ล.ต. ดังนั้น ก.ล.ต. จึงมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดราย (1) นายปรีชา และ (2) นายศรายุทธ ดังกล่าวต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง โดยให้ชำระเงินรวมทั้งสิ้น 75,556,282.72 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งกำหนดระยะเวลาห้ามผู้กระทำความผิดทั้ง 2 ราย ซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ
อนึ่ง ก.ล.ต. ได้นำส่งการดำเนินการดังกล่าวต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com