e-Commerce/SMEs
Hot News: พาณิชย์ดึงทูตต่างชาติ–หอการค้าต่างประเทศ–เอกชน จัดสัมมนาใหญ่ ยกระดับบริการกฎหมายคนต่างด้าว เปิดประเทศรับลงทุน New S-Curve คู่ขนานเข้มปราบนอมินี
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
พาณิชย์ดึงทูตต่างชาติ–หอการค้าต่างประเทศ–เอกชน
จัดสัมมนาใหญ่ ยกระดับบริการกฎหมายคนต่างด้าว
เปิดประเทศรับลงทุน New S-Curve คู่ขนานเข้มปราบนอมินี
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand: ทิศทางการอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจต่างชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542” ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น ว่า โลกเศรษฐกิจปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ด้วยการลงทุนภายในประเทศเพียงลำพัง จำเป็นต้องเปิดกว้างและเชื่อมต่อกับนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อเสริมเทคโนโลยี ทักษะ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงและสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและการแปรรูปอาหาร และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
รมว.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตั้งเป้าเร่งให้เม็ดเงินลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมผ่านกลไกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถเกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า 4.81 แสนล้านบาทในปีนี้ โดยจะสนับสนุนใน 2 ด้านหลัก คือ 1) การพัฒนาบุคลากร ผ่านโครงการ “Skill Bridge” เชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนกับตลาดแรงงานไทย เติมทักษะด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ 2) การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบและใบอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นระบบดิจิทัลมากขึ้น พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็น “ประตูสู่อาเซียน” ด้วยทำเลที่ตั้งด้านโลจิสติกส์และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่บังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และอยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับ รวมถึงแผนเจรจา FTA ใหม่กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และแคนาดา ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนที่ตั้งฐานการผลิตในไทยสามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้สะดวกยิ่งขึ้น การลงทุนภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 จากปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทของกฎหมายฉบับนี้ในการเป็นกลไกสำคัญรองรับการลงทุนจากต่างชาติควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนินนโยบาย “ดูแลคนดีเต็มที่ ปราบคนไม่ดีจริงจัง” โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ออก 4 มาตรการ 2 คำสั่ง เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี อาทิ การเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบบัญชีม้า และการใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาจถูกนำชื่อไปใช้ทำนิติกรรมอำพราง ส่งผลให้จำนวนบริษัทเข้าข่ายต้องสงสัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งยกระดับบริการผ่านระบบ e-Foreign Business ลดระยะเวลาพิจารณาใบอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการอนุมัติภายใน 1 เดือน จัดทำคู่มือการยื่นคำขอที่ชัดเจน และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับลดประเภทธุรกิจที่ต้องขออนุญาตจำนวน 10 ธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น
“การสัมมนาวันนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารทิศทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ รับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจ และพัฒนากฎหมาย ระบบ และบริการให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานของโลก” นางศุภจี กล่าว
ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ให้บริการนักลงทุนต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พร้อมเดินหน้ายกระดับการอำนวยความสะดวก สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และลดอุปสรรคด้านขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาต เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีต้นทุนต่ำลง กรมฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย เพิ่มการจ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้แก่แรงงานไทย เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังดำเนินการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในการคัดกรองและติดตามพฤติกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเป็นมิตรต่อการลงทุนอย่างแท้จริง“กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนดีสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนคุณภาพในระยะยาว” นายพูนพงษ์กล่าว #SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์

Go To Lead


โก โฮลเซลล์ ชู “เป็ดพะโล้”
สนับสนุนเกษตรกร ต้อนรับตรุษจีน
ผู้บริหาร โก โฮลเซลล์ เปิดเผยว่า “เป็ดพะโล้” ของที่นี่ ผลิตโดยบริษัท ดั๊กคิง จำกัด ภายใต้แบรนด์ “เป็ดอร่อย” เน้นการใส่ใจคุณภาพตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงจนถึงมือผู้บริโภค คัดเลือกฟาร์มลูกเล้าที่เป็นฟาร์มระบบปิดเท่านั้น พื้นที่อยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก อาทิ นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นฟาร์มคอนแทคที่มีทีมส่งเสริมการเลี้ยงของดั๊กคิงเป็นพี่เลี้ยงแนะนำทุกขั้นตอน ทั้งอาหาร การฉีดวัคซีน ไปจนถึงการรับซื้อ และระบบ โลจิสติกส์ที่ต้องขนส่งเป็ดไม่ให้มีความเครียด เพราะมีผลต่อความสดของเนื้อ จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการผลิต “เป็ดพะโล้” ที่เป็นสูตรเฉพาะ ใช้วัตถุดิบคุณภาพในการทำน้ำพะโล้ให้หอมกรุ่น พอได้ที่ ก็นำเป็ดลงต้ม เน้นการเคี่ยวจนน้ำพะโล้ซึมเข้าสู่ชั้นเนื้อ เพื่อให้มีความนุ่มลิ้น เมื่อเป็ดพะโล้สมบูรณ์พร้อม ก็จะเข้าสู่กระบวนการแช่แข็ง ผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า Quick Freeze อุณหภูมิติดลบ 45 องศาเซลเซียส ใช้เวลาสั้นกว่าปกติ แต่คงรสชาติและความสดใหม่ บรรจุพร้อมส่งไปจำหน่ายที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา โดยในแต่ละแพ็คจะมีเป็ดทั้งตัว พร้อมเครื่องใน น้ำพะโล้ และน้ำจิ้ม เวลารับประทาน เพียงแค่อุ่นไมโครเวฟ หรือใส่หม้อต้มในน้ำร้อนเท่านั้น
ที่สำคัญ โก โฮลเซลล์ เปิดบริการพรีออเดอร์ รับสั่งของล่วงหน้า เพิ่มความสะดวกและเตรียมความพร้อมก่อนวันไหว้ ผ่านแอปฯ GO WHOLESALE รับคะแนน The1 X10 เริ่มสั่งซื้อตั้งแต่วันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมรับสินค้าในวันที่ 11 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีวัตถุดิบที่ใช้ในเทศกาลตรุษจีนแบบ สด ครบ คุ้ม ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง อาหารแช่แข็ง ผัก ผลไม้ และชุดเครื่องไหว้ต่างๆ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมอบโชคผ่านแคมเปญ “ลุ้นเฮง แลกรับปัง” มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท แจกมากกว่า 1,000 รางวัล เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการสะสมยอดครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ในการลุ้นโชคผ่าน แอปฯ GO WHOLESALE ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 กุมภาพันธ์ 2569 ลุ้น 1 บัตรกำนัลทอง มูลค่า 50,000 บาท จำนวน 20 รางวัล ลุ้น 2 ทัวร์ฮ่องกงสายมู มูลค่า 70,000 บาท จำนวน 10 รางวัล ลุ้น 3 บัตรกำนัลมูลค่า 500 บาท จำนวน 100 รางวัล พิเศษสุดจ่ายผ่านบัตรเครดิต Central The1 ยอดซื้อสะสมครบทุก 30,000 บาท รับเงินคืน 600 บาทสูงสุด 1,800 บาท ด้วย พบกับสินค้าวัตถุดิบสำหรับเทศกาลตรุษจีน สด ครบ คุ้ม ได้แล้ววันนี้ที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา #GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com