Travel
Hot News: 'อุดรธานี'ทะยานสู่ เวทีพืชสวนโลก
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'อุดรธานี'ทะยานสู่
เวทีพืชสวนโลก
งานมหกรรมพืชสวนโลก Udon Thani International Horticultural Expo 2026 ผงาดจัดงาน International Horticultural Expo ประเภท Category B โดยมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี บนพื้นที่ 1,650,000 ตารางเมตร หรือ 1,030 ไร่
ทุกครั้งที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นเจ้าภาพงานระดับโลก ภาพจำที่สปอตไลท์ส่องถึงมักเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ เสียงปรบมือถล่มทลาย พิธีลงนามอันทรงเกียรติ ภาพผู้แทนประเทศบนเวทีข่าว และประโยคสำคัญว่า “ประเทศไทยได้รับเลือกแล้ว”แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ยังมีการทำงานที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ เบื้องหลังมหากาพย์การศึกษา เพื่อดูศักยภาการวางโรดแมป การวางกลยุทธ์ การรวบรวมพันธมิตร ตลอดจนการทำ “Bid Book” เล่มใหญ่เพื่อยื่นข้อเสนอและพาเมืองหนึ่งไปพิสูจน์ตัวเองอย่างเข้มข้นต่อสายตาคณะกรรมการระดับโลก คำถามสำคัญจึงอาจมิใช่เพียงว่า “เมืองหนึ่งต้องทำอย่างไรจึงจะได้สิทธิ์จัดงานระดับโลก?”แต่คือ “เมืองหนึ่งจะใช้โอกาสนั้น พลิกโฉมอนาคตของตัวเองได้อย่างไร?”
คนทั่วไป การได้เป็นเจ้าภาพงานระดับโลกอาจดูเหมือนข่าวดีที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ในโลกของการประมูลสิทธิ์จัดงานระดับนานาชาติ “วันประกาศผล” เป็นเพียงเส้นชัยของบทแรกเท่านั้น ก่อนที่องค์กรระดับโลกจะเคาะเลือกเมืองใดเมืองหนึ่ง เมืองนั้นต้องถูกประเมินอย่างละเอียดในทุกมิติ ตั้งแต่ศักยภาพสนามบิน จำนวนห้องพักโรงแรม ระบบคมนาคมขนส่งไปจนถึงการจัดการสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างขยะ น้ำ และพลังงาน รวมไปถึงโจทย์สำคัญที่สุดคือ “ชุมชนและคนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์อะไร อย่างแท้จริง”
เพราะงานระดับโลกที่ดีจึงวัดกันมากกว่าคำว่า “จัดได้” แต่วัดกันที่ “ศักยภาพในการส่งมอบผลลัพธ์ (Legacy) หลังงานจบลง”
อุดรธานี : จากเมืองผ่าน สู่มหกรรมระดับโลก กรณีของ “อุดรธานี” คือภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์นี้อย่างชัดเจน งานมหกรรมพืชสวนโลก Udon Thani International Horticultural Expo 2026 ได้รับการรับรองจากสมาคม พืชสวนระหว่างประเทศ หรือ AIPH ให้เป็นงาน International Horticultural Expo ประเภท Category B โดยมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี บนพื้นที่ 1,650,000 ตารางเมตร หรือ 1,030 ไร่
งานจัดขึ้นภายใต้ธีม “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชม 3.6 ล้านคน และมีส่วนร่วมจากประมาณ 20 ประเทศ ตัวเลขเหล่านี้ทำให้งานพืชสวนโลกอุดรธานีเป็นมากกว่างานมหกรรมไม้ดอกหรือพื้นที่จัดแสดงสวนขนาดใหญ่ แต่คือเวทีที่เมืองต้องใช้พิสูจน์ความพร้อมของตัวเองในระดับนานาชาติ การได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพยังสะท้อนให้เห็นว่า เมืองเจ้าภาพเกิดจากการประสานทั้งเมือง ทั้งจังหวัด รัฐบาลกลาง ภาคท้องถิ่น ภาคเอกชน ชุมชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันว่าเมืองนี้สามารถรองรับงานระดับโลก และส่งต่อคุณค่าหลังจบงานได้จริง
เมืองเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ตัดสินใจลงแข่งขัน หัวใจสำคัญของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานระดับโลก คือเมืองเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ตัดสินใจลงแข่งขัน
ทันทีที่ “อุดรธานี” ประกาศว่าจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ เมืองนั้นต้องสำรวจตัวเองใหม่ทั้งหมด ต้องรู้ว่าจุดแข็งอยู่ตรงไหน โครงสร้างพื้นฐานต้องเติมเต็มส่วนใด ธุรกิจท้องถิ่นพร้อมเพียงใด คนในพื้นที่เข้าใจเป้าหมายร่วมกันมาก แค่ไหน และจะทำอย่างไรให้งานระดับโลกกลายเป็นกลไกยกระดับเมืองระยะยาว รัฐบาลไทย และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ รวมถึงภาคท้องถิ่น คาดการณ์ว่ามหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2026 จะมีผู้เข้าชมกว่า 3.6 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 20,000 ล้านบาท กระตุ้นการจ้างงานในพื้นที่ได้มากถึง 81,000 อัตรา และสร้างรายได้ภาษีประมาณ 7,700 ล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลตรงไปสู่โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และภาคบริการในพื้นที่โดยตรง นี่คือเหตุผลที่คำว่า “เจ้าภาพ” มีความหมายมากกว่าการเปิดเมืองต้อนรับผู้เข้าชม เพราะหากออกแบบอย่างถูกต้อง งานระดับโลกสามารถกลายเป็นกลไกที่ทำให้เมืองยกระดับตัวเอง ตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม และส่งต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมหลังงานจบ
ถ้าเมืองชนะ เมืองได้อะไร การยื่นประมูลสิทธิ์จัดงานระดับโลก คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของเมือง เมื่อเมืองได้รับเลือกและใช้โอกาสนั้นได้ถูกทาง ผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาจะทรงคุณค่ามากกว่าแค่จำนวนวันจัดงาน แต่ขยายครอบคลุมทุกคนในพื้นที่ ตั้งแต่โรงแรมที่ได้ลูกค้าใหม่ ร้านอาหารที่มียอดขายเพิ่ม คนขับรถสาธารณะที่มีรายได้เพิ่มขึ้น เกษตรกรที่มีพื้นที่โชว์ศักยภาพและองค์ความรู้ ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจ SME ที่ได้เปิดประตูตลาดใหม่ ในขณะเดียวกันภาคการศึกษา อย่างมหาวิทยาลัยก็สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยไทยสู่เวทีสากล ชุมชนและคนรุ่นใหม่ที่เห็นอนาคตในบ้านเกิดของตัวเอง และประชาชนทุกคนได้ยกระดับคุณภาพชีวิตจากโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น
มหกรรมโลกอาจจัดขึ้นและจบลงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกพัฒนา ภาพลักษณ์เมืองที่เปลี่ยนไป เครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนความมั่นใจของคนในพื้นที่จะกลายเป็นสินทรัพย์ยั่งยืนที่อยู่คู่เมืองต่อไปได้อีกหลายสิบปี
ในมิติของอุตสาหกรรมไมซ์ บทบาทสำคัญจึงเริ่มต้นเกิดขึ้นนานก่อนที่คนทั่วไปจะมองเห็นความสำเร็จ โดยมีกลไกเบื้องหลังที่คอยขับเคลื่อน อย่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ที่เข้ามาทำหน้าที่ตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพเมือง วางยุทธศาสตร์การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ประสานพลังภาครัฐและท้องถิ่น เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติ เพื่อเตรียมพร้อมให้และสนับสนุนให้ประเทศไทย พร้อมโชว์บนเวทีระดับโลก และใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และขีดความสามารถของเมืองในระยะยาวอย่างแท้จริง
เมื่อเสียงปรบมือจบลง เมืองจะเหลืออะไร? หลายคนอาจมองว่าพืชสวนโลกเป็นเพียงมหกรรมไม้ดอกระดับนานาชาติ แต่สำหรับเมืองเจ้าภาพแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะตลอดเส้นทางการเตรียมตัว สิ่งที่เมืองเรียนรู้กลับไม่ใช่แค่ “วิธีจัดงานระดับโลก” แต่คือ “วิธียกระดับขีดความสามารถของตัวเอง” ให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เมื่อเสียงปรบมือในวันเปิดงานสิ้นสุดลง สิ่งที่ต้องคงอยู่คู่เมืองตลอดไป คือ โครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ เครือข่ายธุรกิจที่กว้างไกล ศักยภาพของบุคลากร ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทั่วโลกยอมรับ ตลอดจนเม็ดเงินการลงทุนใหม่ ๆ ระบบการบริการที่มีมาตรฐาน และโอกาสครั้งใหม่ที่ติดอยู่กับเมืองไปอีกยาวนาน สอดคล้องกับแนวทางสำคัญของรัฐบาลไทยในการสร้าง “มรดกเชิงยุทธศาสตร์หลังจบงาน” (Expo Legacy) ด้วยการพลิกโฉมและพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่สร้างสรรค์สาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัดอุดรธานี เพื่อส่งต่อประโยชน์เชิงพื้นที่ให้แก่ประชาชนและชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน นี่คือเหตุผลที่ทำให้การประมูลสิทธิ์จัดงานระดับโลกมีความหมายต่ออนาคตของเมืองในระยะยาว เพราะทุกความทุ่มเทในกระบวนการเตรียมตัว สามารถต่อยอดไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจท้องถิ่นที่มั่นคง ภาพลักษณ์เมืองที่งดงาม และโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ท้ายที่สุด “เวทีระดับโลก” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นชัยของการจัดงาน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตใหม่ให้เมือง

Go To Lead


ทีเส็บ-3 หน่วยงาน 'เผย'ไทยคว้าสิทธิ์เจ้าภาพงานประชุมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลก“IEEE ICRA 2030”
ตั้งเป้ายกระดับ Automation 'ดัน'ไทยสู่ Advanced Manufacturing/Innovation Hub
นางสาวจิตนันท์ เตชะศรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยถึงความสำเร็จของทีเส็บในการสนับสนุนให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล IEEE RAS Thailand Chapter และ IEEE Thailand Section คว้าสิทธิ์ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน The 2030 IEEE International Conference on Robotics and Automation (IEEE ICRA 2030) ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และจะจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยทั้ง 3 หน่วยงานและสมาคมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ไทยจะร่วมเป็นเจ้าภาพว่า งานนี้สอดรับกับการจัดวาง Position ให้กับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยของทีเส็บในสภาวะที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่กำหนดให้ประเทศต้องมีขีดความสามารถในการสร้างคุณค่าใหม่ หรือ New Value Creation เพื่อดึงดูดการค้า การลงทุน ประกอบกับรัฐบาลมีวาระแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติที่พุ่งเป้าส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งหมดนี้ทำให้ทีเส็บกำหนดให้การดึงงานและการจัดงานจะต้องทำให้งานที่ได้มาเป็น Strategic Economic Platform ของประเทศที่มีศักยภาพและขีดความสามารถในการดึงดูดความร่วมมือ การค้า การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้กับประเทศไทย และงาน IEEE ICRA 2030 ที่เป็นการรวมตัวสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยพัฒนาและนักลงทุนในสายเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบ Automation จากทั่วโลก จึงเป็นหนึ่งในงานสำคัญระดับนานาชาติที่ตอบโจทย์และสร้างหมุดหมายที่ทรงพลังให้กับการขับเคลื่อนงานไมซ์ให้เป็น Strategic Economic Platform
“ไมซ์ไทยต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยดึง Global Talent ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้มาพบกับโอกาสของการพัฒนา การต่อยอด ความร่วมมือทั้งในเชิงวิชาการ องค์ความรู้ การค้าและการลงทุน เพื่อไม่ให้งานไมซ์จำกัดอยู่แค่ความสำเร็จของการจัดงานหรือ Event Success แต่ต้องเป็นงานที่สร้าง High Impact National Value และ Legacy ที่ขับเคลื่อนไปสู่ Economic Integration และ Industry Growth คือไมซ์ต้องเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ตั้งแต่การลงทุน การผลิต การค้า การวิจัย การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาผู้ประกอบการ ไปจนถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าการสร้างรายได้ระยะสั้น และงาน IEEE ICRA 2030 จะเป็นงานสำคัญที่มีเนื้อหาสาระที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาของภาคธุรกิจไทยในการใช้หุ่นยนต์และระบบ Automation และผลักดันไทยที่มีฐานแข็งแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ การแพทย์ อาหารไปสู่การเป็น Advanced Manufacturing Hub ได้ต่อไป”
รองศาสตราจารย์ ดร. จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ กรรมการบริหารศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความโดดเด่นของ IEEE ICRA คือเวทีที่ได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยง Academia–Industry–Government อย่างแท้จริง ภาคธุรกิจได้พบกับนักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ใช้งานจากทั่วโลกในเวทีเดียวในแต่ละปี จึงเป็นงานที่สามารถดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ ชิป และซอฟต์แวร์เข้าร่วมสนับสนุน และสตาร์ทอัพใช้เป็นเวทีเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ IEEE ICRA จึงเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวและถ่ายทอดเทคโนโลยี การจับคู่ความร่วมมือด้านการวิจัยและธุรกิจ การสร้างโอกาสด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต “การได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจึงสะท้อนความพร้อม ความน่าเชื่อถือ และศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น Regional Manufacturing Hub ของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ใช้หุ่นยนต์มากที่สุด รวมทั้งรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนผลักดัน AI, Robotics, Automation และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนมีระบบนิเวศด้านวิจัยที่เข้มแข็ง เช่น มหาวิทยาลัย Lab และศูนย์วิจัยหุ่นยนต์ต่าง ๆ”
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IEEE ICRA 2030 ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของประเทศในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยจาก 'Manufacturing Hub' สู่ 'Innovation Hub' ของภูมิภาค ผ่านการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เชื่อมั่นว่าการประชุมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลกในครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติในภาคการผลิต พร้อมสร้างโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนจากทั่วโลก ในฐานะผู้จัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทยพร้อมใช้แพลตฟอร์มระดับนานาชาติและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก สนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การต่อยอดนวัตกรรม และการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Smart Manufacturing, Robotics และ Automation ของอาเซียน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต นายมานะผล ภู่สมบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประจำสำนักประธาน เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่ทีเส็บสามารถดึงงานเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติระดับโลกอย่าง IEEE ICRA 2030 มาจัดในประเทศเพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านและการแข่งขันในเวทีโลก ส.อ.ท. จึงได้วางยุทธศาสตร์ 5I โดยเฉพาะ
1: Intelligent Industry เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI และหุ่นยนต์มาใช้ในภาคการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรผ่านแนวคิด RUN Concept (R: Reskill, U: Upskill, N: New Skill) ซึ่งงานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับโลก การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานนวัตกรรมด้าน Robotics, Automation และ AI ของภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป IEEE ICRA 2030 มีกำหนดจัดวันที่ 13-17 มิถุนายน 2573 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกเข้าร่วมประมาณ 10,000 คน แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ 8,000 คน และชาวไทย 2,000 คน คาดว่าจะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 1,064.44 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 590.60 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานราว 745 อัตรา และสร้างรายได้ภาษีให้แก่ภาครัฐประมาณ 36.41 ล้านบาท

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com