Realestate
Hot News: พริ้นซิเพิล แคปิตอล 'รุก' ธุรกิจการแพทย์// “โฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 29” ลดสูงสุดกว่า 70% ตั้งแต่15-24มี.ค.นี้
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ติ้ง 'ชู' ชุมชนวัยเกษียณ
นางฐิตารี อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ติ้ง เปิดเผยว่า ปีนี้โครงการมีแผนทำการตลาด ด้วยการผลักดันกลยุทธ์”เวลบีอิ้ง เซนทริค ด้วยการมุ่งสร้างความเข้าใจในการใช้ชีวิต ด้ายการสร้างความเข้ารู้ความเข้าใจและการตระหนักถึงการเป็นผู้สูงวัยในปัจจุบันและอนาคต ด้วยการวางแผนการใช้ชีวิตให้มีการักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จึงได้จัดกิจกรรมซึ่งได้เชิญกลุ่มลูกค้ากว่า 100 ราย เข้าร่วมกิจกรรมภายในโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ติ้ง โดยจะมีการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรให้กับผู้เข้ารวมกิจกรรม หัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ติ้ง คือการทำให้ผู้พักอาศัยมีสุขภาพและชีวิตที่ดี ดังนั้นโคนงการจึงไม่ได้มีเพียงส่วนที่พักอาศัยแต่ยังมีสถาบัน จิณณ์ เวลเนส ซึ่งเป็นสถาบันดูแลสุขภาพของคนวัยเกษียณ และ โรงพยาบาลธนบุรีบูรณา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการ ภายใต้แนวคิดที่จะมุ่งนำเสนอระบบการดูแลรักษาสุขภาพแนวใหม่ครอบคลุมการรักษาพยาบาล การใช้ชีวิตทุกมิติผ่านบริการการดูแลสุขภาพ โดยเป็นพันธกิจที่สำคัญของโครงการที่จะมุ่งสร้างคนวัยเกษียณให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้างสังผู้สูงวัยที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แนวคิด เมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ โดยบริษัท พรีเมียร์ โฮม เฮลท์ แคร์ จำกัด บริหารงานภายใต้ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) บนพื้นที่โครงการกว่า 140 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม สูง 7 ชั้น จำนวน 5 อาคาร รวม 494 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 43-66 ตารางเมตร แบ่งเป็น คลัสเตอร์ 1 จำนวน 2 อาคาร และ คลัสเตอร์ 2 จำนวน 3 อาคาร ราคาขายเริ่มต้น 4.1 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าคนไทย 80% ต่างชาติ 20% ปัจจุบัน เริ่มก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จ คลัสเตอร์ 2 ปลายปี 2561 และ คลัสเตอร์ 1 ต้นปี 2562

Go To Lead


ออลล์ อินสไปร์ 'เล็ง'เข้าตลาด MAI
นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ เติบโตด้วยความแตกต่างอย่างมีสไตล์ โดยให้ความสำคัญกับ ราคา ทำเล และดีไซน์ ภายใต้แนวคิด Class of Living “ชีวิตที่มีระดับ คือชีวิตที่คุณเลือกเอง” ทำให้ทุกโครงการของบริษัทเป็นที่สนใจของกลุ่มลูกค้าและนักลงทุน โดยในปี 2561 มีรายได้รวม 2,343 ล้านบาท ซึ่งมาจากธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 1,978 ล้านบาท ธุรกิจนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 204 ล้านบาท และรายได้อื่น มูลค่า 160.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 84%, 9% และ 7% ตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) จำนวน 11 โครงการ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 มูลค่าประมาณ 6,354 ล้านบาท ปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 18,250 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์ (High Rise) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ทำเล ทองหล่อ 12 ทองหล่อ 16 และโครงการ อิมเพรสชั่น เอกมัย (Impression Ekkamai) โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ (Low Rise) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ทำเล ลาดพร้าว - สุทธิสาร 20 มิถุนาแยก 5 และลาซาล 83
ไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทเปิดขายไปแล้ว 2 โครงการ เป็นโครงการแนวราบ 1 โครงการที่ทำการตลาดต่อเนื่องมาจากปีก่อน นั่นคือ โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว – นวมินทร์ Phase 1 ทาวน์โฮม 3 ชั้น ที่ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เหมาะสำหรับชีวิตคนเมือง จำนวน 199 ยูนิต มูลค่าโครงการ Phase 1 ประมาณ 890 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวรวม 2 Phase มีทั้งหมด 308 ยูนิต มูลค่ารวม 1,391 ล้านบาทโดยประมาณ และโครงการไฮไรส์คอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ อิมเพรสชั่น เอกมัย ซึ่งเป็นโครงการลักซูรี เรสสิเดนท์ ICONIC PROJECT เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน จำนวน 380 ยูนิต มูลค่าโครงการทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท สำหรับโครงการนี้ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ ได้ร่วมทุนกับสองบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นอย่าง ฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ (Hoosiers Holdings) และ คิวชู เรลเวย์ คัมปะนี (Kyushu Railway Company) ทั้งนี้ บริษัทคาดทุกโครงการเป็นโครงการที่โดดเด่น ทั้งทำเลที่ตั้งและการออกแบบที่เข้าใจความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ทิศทางและนโยบายการดำเนินงาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ขององค์กร บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ 1) การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่ศักยภาพที่มีความโดดเด่นในด้านทำเลที่ตั้ง และบริเวณพื้นที่แนวระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ เช่น BTS, MRT 2) การออกแบบที่ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน พื้นที่ใช้สอย พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งแวดล้อมที่ดี มุ่งเน้นการอยู่อาศัยได้จริง ในราคาที่จับต้องได้ 3) การเปิดโครงการใหม่ๆ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในเซกเมนต์ต่างๆ เช่น กลุ่มลูกค้าวัยทำงาน ระดับรายได้ต่อเดือนประมาณ 25,000 - 50,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มลูกค้าประเภท Dual Income, No Kids (DINKs) ภายใต้แบรนด์ The Excel หรือกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลางถึงกลางบน ระดับรายได้ประมาณ 40,000 - 80,000 บาทต่อเดือน ภายใต้แบรนด์ RISE หรือกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลางถึงกลางบน ระดับรายได้ประมาณ 40,000 - 100,000 บาทต่อเดือน ภายใต้แบรนด์ The Vision หรือกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับสูง ประมาณ 150,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ Impression
นายธนากรกล่าวว่า บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 150 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นร้อยละ 26.79 ของจํานวนหุ้นหลัง IPO โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนแล้ว ปัจจุบัน “ALL” มีทุนจดทะเบียนจำนวน 560 ล้านบาท และมีทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่าแล้วจำนวน 410 ล้านบาท หรือคิดเป็น 410 ล้านหุ้น โดยกลุ่มบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินระดมทุนที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพ ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานในอนาคต บริษัทฯ มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ถือหุ้น คู่ค้า พนักงาน เป็นต้น โดยการเสนอขาย IPO ครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากตลาดทุนและตลาดเงินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ในอนาคต ตามนโยบายของ ALL ที่จะไม่หยุดยั้งที่จะขยายธุรกิจเพื่อสร้างผลการดำเนินงานให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะมุ่งสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่า ให้กับที่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในบริษัทฯ

Go To Lead


พริ้นซิเพิล แคปิตอล 'รุก' ธุรกิจการแพทย์
ดร.สาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) และประธานคณะกรรมการ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินธุรกิจในปี 2561 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,722.7 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 21.7% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจโรงพยาบาล 2,084.6 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 23.3% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน รายได้จากธุรกิจพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ 574.2 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 20.5% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน และรายได้จากธุรกิจ อื่น ๆ 63.9 ล้านบาท ลดลง 10.0% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ด้านอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) คิดเป็น 368.7 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 43.3% สาเหตุที่ธุรกิจโรงพยาบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่ได้ซื้อกิจการเข้ามาในช่วงต้นปี 2561 รวมทั้งรายได้จากโรงพยาบาล 4 แห่งที่มีอยู่เดิม ได้แก่ โรงพยาบาลพิษณุเวช โรงพยาบาลปากน้ำโพ 1 โรงพยาบาลปากน้ำโพ 2 และโรงพยาบาลสหเวช ที่มีจำนวนผู้ป่วยเข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ นับว่ามีรายได้เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีสาเหตุมาจากอัตราการเข้าพักในโครงการซัมเมอร์เซ็ท เอกมัย แบงค็อกเพิ่มขึ้น รวมทั้งธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงานอาคารบางกอกบิสซิเนสเซ็นเตอร์มีรายได้สูงขึ้นจากลูกค้าใหม่ที่เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ส่วนโครงการแมริออท เอ็คเซ็คคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า กรุงเทพฯ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงในช่วงกลางปี 2561 แต่ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ก็มีรายได้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2562 หลังจากที่ ตลท. อนุมัติการย้ายหลักทรัพย์สู่หมวดธุรกิจการแพทย์ (Health Care Services) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ จะมุ่งให้ความสำคัญกับธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยมีแผนจับมือพันธมิตรใหม่ทั้งในและต่างประเทศในการร่วมกันพัฒนาสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้สอดรับกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยังสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ Healthcare 4.0 ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยในปีนี้จะปรับสัดส่วนการดำเนินธุรกิจใหม่เป็นธุรกิจโรงพยาบาล 85% และธุรกิจพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ 15% จากเดิมสัดส่วนธุรกิจโรงพยาบาลอยู่ที่ 77% และธุรกิจพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ 23% ในปี 2561 กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ หลังจากนี้ จะมุ่งยกระดับโรงพยาบาลที่ดำเนินการทั้งหมดโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ อาทิ เทคโนโลยีคลาวด์ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว แม่นยำ และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทั้งในส่วนของการปฏิสัมพันธ์ (Interface) กับผู้รับบริการ การบริการลูกค้า รวมทั้งการบริหารจัดการในส่วนของสำนักงาน (Back Office) โดยจะเน้นการบริหารงานแบบ Shared Services กับโรงพยาบาลต่างๆ ในเครือข่าย เพื่อให้เกิดมาตรฐานกลาง และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้านบัญชี การเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ การให้บริการด้านกลยุทธ์และการวิเคราะห์ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทรัพยากรเพื่อรองรับการขยายตัวของโรงพยาบาลในเครือข่ายในอนาคต อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทฯ จะมุ่งให้ความสำคัญ คือการเพิ่มพื้นที่การให้บริการทางการแพทย์ โดยการเพิ่มการลงทุนในการขยายโรงพยาบาลในเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นการปรับขยายอาคารที่มีอยู่เดิม หรือการสร้างอาคารใหม่ เพื่อรองรับการให้บริการกับลูกค้าหรือผู้รับบริการกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจะมุ่งพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย การบริการที่ประทับใจ เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจสูงสุดในการเข้าใช้บริการต่างๆ แบบมีมาตรฐานสูงจากโรงพยาบาล ในเครือข่ายนั่นเอง
บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลในเครือข่ายเป็น 10 แห่งภายในปี 2562 และเพิ่มเป็น 20 แห่งภายในปี 2566 โดยมุ่งเน้นไปในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดที่การบริการด้านการแพทย์ยังเข้าไปไม่ทั่วถึง หรือมีโรงพยาบาลเป็นจำนวนน้อย เพื่อช่วยเหลือภาครัฐในการรองรับความต้องการด้านบริการทางการแพทย์ของประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทันท่วงที โดยการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลจะขยายในรูปแบบเครือข่าย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโดยใช้ทรัพยากรร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรด้านการแพทย์ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ รวมถึงการบริหารจัดการงานด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Go To Lead


“ยิปซัมตราช้าง” เปิดหนังโฆษณา “มองบน เดอะแฟมมิลี่”
จรุง กาญจนภูมิ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย บริษัท สยามdอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด หรือ ยิปซัมตราช้าง กล่าวว่า “แคมเปญหนังโฆษณาออนไลน์ “มองบน เดอะแฟมมิลี่” นี้ สร้างขึ้นไม่เพียงแต่เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมฝ้าเพดานและระบบผนังยิปซัมแนวหน้าของประเทศไทย และยังคาดหวังให้เจ้าของบ้านหันมาใส่ใจในการเลือกสรรสิ่งที่ดีมีคุณภาพให้กับบ้าน นอกจากนี้เพื่อเป็นสิ่งยืนยันให้กับผู้บริโภคที่มอบความไว้วางใจให้กับแบรนด์ “ยิปซัมตราช้าง” ด้วยจุดยืนที่แข็งแกร่งที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพราะเราเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย แตกต่างอย่างชัดเจน ด้านคุณสมบัติแผ่นยิปซัมที่มีโมเลกุลหนาแน่น เรียงตัวสม่ำเสมอ ทำให้แผ่นมีความแกร่งทน ไม่แอ่นตัว และผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) แคมเปญหนังโฆษณา “มองบน เดอะแฟมมิลี่” เน้นชูภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ “เรียบเนียน แกร่งทน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตให้แผ่นมีโมเลกุลหนาแน่นสม่ำเสมอ ทั้งยังตอบโจทย์ครบทุกการใช้งานในพื้นที่ที่ต้องการ ฝ้าเพดานกันร้อน และทนชื้น” นำเสนอผ่านการเล่าเรื่องของตัวละครพ่อ แม่ และลูกสาว ครอบครัวของคนรุ่นใหม่ เปิดตัวด้วยฉากครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่ สิ่งที่พบคือบรรยากาศภายในบ้านที่สร้างความแปลกใหม่ ตื่นเต้น และอบอุ่น ในขณะเดียวกันทุกคนต่างมองบนไปยังฝ้าเพดาน “มองบน มองฝ้า มองให้มั่นใจ” และพบกับมนุษย์ฝ้าซึ่งเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ที่ส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น ด้วยการสื่อถึงความจริงใจและเป็นมิตร ในแต่ละฉากสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของบ้านที่มอบความเชื่อถือ และไว้วางใจให้ “ยิปซัมตราช้าง” ได้เข้ามาช่วยคุณดูแลบ้านในทุกพื้นที่
แคมเปญหนัง “มองบน เดอะแฟมมิลี่” เป็นการสะท้อนให้เห็นมุมมองเจ้าของบ้านที่เลือกสรรผลิตภัณฑ์อย่างพิถีพิถันและมีคุณภาพให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว ด้วยวัสดุคุณภาพดีและทนทานเจ้าของบ้านต้องเลือกใช้งานตามความหมาะสม สำหรับห้องต่างๆ อาทิ ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน และห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องรับประทานอาหาร สถานที่สำคัญในการทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว อุ่นใจเลือกแผ่นยิปซัมมาตรฐานตราช้าง มั่นใจได้ว่าฝ้าแกร่งทน จากเทคโนโลยีการผลิตอันทันสมัย ทำให้แผ่นมีโมเลกุลหนาแน่นสม่ำเสมอทั่วทั้งแผ่น ไม่แอ่นตัว ใช้งานได้ยาวนาน ทั้งยังเรียบเนียนสวย ถูกใจกันทั้งครอบครัว ห้องนอนหัวใจสำคัญของการพักผ่อน เมื่อพบกับแดดจ้าร้อนระอุไม่ต้องกังวล ปกป้องด้วยแผ่นยิปซัมป้องกันความร้อนตราช้าง ป้องกันการส่งผ่านความร้อนโดยการบุแผ่นสะท้อนรังสีความร้อนด้านหลังแผ่น ช่วยลดความร้อนภายในบ้านได้ดีอีกทางหนึ่ง

Go To Lead


“โฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 29” ลดสูงสุดกว่า 70%
เพราะความคุ้มรอไม่ได้!!! รีบออกไปใช้สิทธิ์ที่งาน “โฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 29” มหกรรมเพื่อคนรักบ้านตัวจริง ยกทัพสินค้านวัตกรรมเรื่องบ้านกว่าหลายร้อยรายการ มาครบทุกแผนก โดนใจทุกความต้องการ พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษภายในงาน Commercial Zone Model room ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายๆในราคาเหมาะสม ทำได้จริง พิเศษสุดกับโปรโมชั่นเสิร์ฟหนักจัดเต็มถึง 6 คุ้ม ลดราคาสูงสุดกว่า 70 %!!พิเศษตลอดทั้งงาน 10 วันเต็ม
ตั้งแต่วันที่ 15 - 24 มีนาคม 2562 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9-12 คนรักบ้านตัวจริงห้ามพลาดเด็ดขาด!!

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com