|
|
กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต ร่วมฉลอง Pride Month 2026 ภายใต้ธีม KTAXA A Space To Dare With Pride 2026
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดงาน KTAXA A Space To Dare With Pride 2026 นำโดย คุณสรัสวดี คุปตพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (คนที่ 8 จากซ้าย แถวสอง) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง และพนักงาน ร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจของคนที่มีความแตกต่างทางเพศ หรือ Pride Month เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมกันในที่ทำงาน และสนับสนุนให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้อย่างมีอิสระ และไม่มีข้อจำกัด ผ่านกิจกรรม KTAXA Dare Out Loud Talks ที่เชิญตัวแทนพนักงานจากทุกแผนกร่วมบอกเล่าประสบการณ์ที่ก้าวผ่านความท้าทายของชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ อาทิ ความกล้าที่จะเข้าใจผู้อื่น (Dare To Shine Your Own Way) ความกล้าที่จะเฉิดฉายและเป็นตัวของตัวเอง (Dare To Be Yourself) ความกล้าที่จะนำประสบการณ์มาเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าไปต่อ (Dare To Keep Going) ความกล้าด้วยพลังเชิงบวกที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่โชคดีที่สุด (Dare To Be The Luckiest Person In The Room) และความกล้าที่จะเอาชนะความกลัวด้วยการลงมือทำ (Dare To Conquer Your Fear) นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรม KTAXA Pride Parade ขบวนพาเหรดของพนักงานที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในบริษัทที่สนับสนุนความเท่าเทียม และความหลากหลาย (Inclusion and Diversity) โดยภายในขบวนพาเหรดนี้ พนักงานทุกคนได้แต่งตัวเป็นตัวของตัวเองอย่างไร้ข้อจำกัด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Dare To Be Yourself At Work เพราะบริษัทฯ พร้อมที่จะสนับสนุนให้ทุกคนกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง และสนับสนุนให้สถานที่ทำงานเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space)สำหรับทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของบริษัทฯ ที่จะอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป
สำหรับท่านใดที่สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม พร้อมติดตามกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/ หรือ โทร. 1159 ทั้งนี้สามารถอ่านรายละเอียดข่าวนี้เพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/Pride_Parade
Go To Lead
|
อลิอันซ์ อยุธยา-ภาคีท้องถิ่น สานต่อการฟื้นฟูหาดใหญ่ สู่ต้นแบบเมืองพร้อมรับมือภัยพิบัติ
นางสาวสุทธหทัย นิยมวาส ผู้ร่วมก่อตั้ง HatYai Connext เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ เก็บข้อมูล หลังน้ำท่วม พบว่า คนหาดใหญ่จะคุ้นเคยกับน้ำท่วม แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงกว่าที่เคยเผชิญ หลายคนยังไม่รู้ว่าควรอพยพเมื่อไร ต้องเตรียมอะไรบ้าง และจะดูแลสมาชิกในครอบครัวอย่างไร ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่ข้อมูลที่มี ยังไม่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ตัดสินใจได้ทันท่วงที HatYai Connext ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนักสร้างสรรค์ จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ตัวกลางในการสื่อสาร โดยใช้แนวคิด Inclusive Design แปลงองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญให้เข้าถึงผู้คนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมีความสนใจ และวิถีชีวิตแตกต่างกัน ผ่านเทศกาล นิทรรศการ เวิร์กช็อป สื่อออนไลน์ และหนังตะลุง เพื่อสร้างความพร้อมในระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน ตั้งแต่การรู้ความเสี่ยงของพื้นที่ การเตรียมสิ่งของจำเป็น ไปจนถึงการวางแผนอพยพร่วมกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยพิบัติ อย่างระบบระบายน้ำ คลองผันน้ำ จะมีความสำคัญ แต่ต้องใช้เวลาและงบประมาณในการพัฒนาอีกหลายปี ขณะที่การสร้างความพร้อมของประชาชนสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้
นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน อลิอันซ์ อยุธยา กล่าวว่า หลังเกิดน้ำท่วม อลิอันซ์ อยุธยา เริ่มต้นจากการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชน กลุ่มอลิอันซ์ได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 200,000 ยูโร หรือประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยในต้นปีที่ผ่านมา อลิอันซ์ อยุธยา ได้ส่งความช่วยเหลือไปยัง 33 ชุมชน ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบกว่า 2,500 คน ก่อนต่อยอดสู่การเสริมความพร้อมของเมืองในระยะยาวผ่านสองแนวทาง สิ่งแรกคือ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยพิบัติ ผ่านการซ่อมแซม ปรับปรุง และขยายเครือข่ายกล้อง CCTV เพื่อให้ระบบเฝ้าระวังระดับน้ำทำงานได้ครอบคลุมขึ้น ส่วนอีกด้านคือ การสร้างความพร้อมของประชาชน ผ่านการสร้างความรู้ ทักษะ และความตระหนัก เพื่อให้ประชาชนดูแลตัวเอง ครอบครัว และชุมชนได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ชาวหาดใหญ่พร้อมรับมือและลดความสูญเสีย หากวิกฤตเกิดขึ้นอีกครั้ง
ด้านการสร้างความพร้อมของประชาชน เราร่วมกับ HatYai Connext และพันธมิตรในชุมชน จัดงาน Hug HeartYai พร้อมเปิดตัวนิทรรศการ Level Up the Care by Allianz Ayudhya ที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์ ชวนผู้เข้าร่วมประเมินความเสี่ยงของบ้านตัวเอง เรียนรู้สิ่งของที่ควรเตรียม และเข้าใจว่าเมื่อใดควรตัดสินใจอพยพ เพราะเราเชื่อว่า ต่อให้เมืองมีข้อมูลและระบบเตือนภัยพร้อมเพียงใด ข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่อาจช่วยลดความสูญเสียได้ หากประชาชนไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ตัดสินใจอย่างไร
นางสาวพัชรา ยังกล่าวด้วยว่า บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า ประชาชนต้องสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในช่วงแรกของวิกฤต คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง วันนี้ประชาชนพร้อมดูแลตัวเองและคนในครอบครัวแล้วหรือไม่
ด้านดร.สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ SCCCRN กล่าวว่า หาดใหญ่เริ่มพัฒนาระบบรับมือน้ำท่วมตั้งแต่ พ.ศ. 2553 ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ หลังผลการศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพบว่า น้ำท่วมเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเร่งด่วนของเมือง จึงเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแผนรับมือ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือกล้อง CCTV ตามแนวคลองอู่ตะเภา ซึ่งช่วยให้ประชาชนติดตามระดับน้ำและประเมินสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ดร.สมพรมองว่า ระบบเตือนภัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะสภาพอากาศที่เคยถูกมองว่าผิดปกติ กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ โดยอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะเกิดพายุมากขึ้นเสมอไป แต่สามารถทำให้พายุมีความรุนแรงขึ้น รวมถึงทำให้เกิดฝนตกหนักเฉพาะจุด (Rain Bomb) บ่อยขึ้น เมื่อประกอบกับภูมิประเทศของหาดใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ มีแนวเขาขนาบทั้งสองด้าน และมีพื้นที่ลุ่มน้ำราว 2,400 ตารางกิโลเมตร มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนและแนวชายแดนจึงต้องไหลผ่านเมืองก่อนระบายออกสู่ทะเล
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การป้องกันไม่ให้น้ำท่วม แต่คือการทำให้คนในเมืองรู้สถานการณ์ล่วงหน้า เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด การรู้แค่ทฤษฎี แต่ไม่เคยลงมือซ้อม ก็แทบไม่ต่างจากไม่รู้ เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง เราอาจลืมและตัดสินใจไม่ถูก จึงต้องฝึกซ้ำจนเกิดความชำนาญและกลายเป็นนิสัย เพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองและเอาชีวิตรอดได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ
ด้านนายชาคริต โภชะเรือง จากมูลนิธิชุมชนสงขลาและคณะทำงาน SCCCRN เสริมว่า เดิมชาวหาดใหญ่คุ้นเคยกับการติดตามธงเตือนภัยสีเขียว เหลือง และแดง หรือไปตรวจสอบระดับน้ำที่คลองด้วยตัวเอง แต่ปัจจุบันสามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์ HatYai City Climate ซึ่งรวบรวมภาพจากกล้อง CCTV ข้อมูลปริมาณฝน รวมถึงข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานไว้ในช่องทางเดียว ระบบดังกล่าวช่วยให้ประชาชนมองเห็นแนวโน้มของสถานการณ์และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น
ปีนี้ อลิอันซ์ อยุธยา สนับสนุนการซ่อมแซมและปรับปรุงกล้อง CCTV เดิม พร้อมขยายเครือข่ายกล้องเฝ้าระวังจากประมาณ 3040 ตัว เป็นกว่า 70 ตัว โดยเน้นพื้นที่เสี่ยงและจุดที่น้ำจะไหลเข้าสู่ชุมชนเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการพัฒนาระบบ Localized Warning เพื่อให้แต่ละเทศบาลได้รับข้อมูลเตือนภัยที่ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ อีกทั้งระบบยังเชื่อมต่อกับชุมชนผ่าน LINE OpenChat, QR Code น้องน้ำ และฐานข้อมูลหาดใหญ่รอด ซึ่งรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้หน่วยงานและอาสาสมัครส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้นสำหรับประชาชน อยากฝากหลัก 3 รู้ 3 พร้อม คือ รู้ความเสี่ยงของบ้าน รู้ช่องทางติดตามข้อมูล และรู้เส้นทางอพยพ ส่วน 3 พร้อม คือ พร้อมดูแลคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมสิ่งของจำเป็น และพร้อมแผนรับมือร่วมกันในชุมชน เพราะน้ำในหาดใหญ่มาเร็วและไหลเชี่ยว การเตรียมตัวและตัดสินใจอพยพก่อนน้ำมาถึง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
นอกเหนือจากกิจกรรมภายในงาน Hug HeartYai อลิอันซ์ อยุธยา ยังร่วมกับสมาคม Teach for Life จัดเวิร์กชอป วิชาตัวลอย ? วิชาชุบชีวิต ภายใต้โครงการ MoveNow Heroes ให้เด็กอายุ 812 ปี จำนวน 100 คน ฝึกทักษะการเอาชีวิตรอด ตั้งแต่การประคองตัวเมื่อตกน้ำ การปฐมพยาบาล และการทำ CPR เบื้องต้น ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงรอบตัว การทำงานร่วมกันระหว่างอลิอันซ์ อยุธยา และเครือข่ายในพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุให้กลายเป็นความพร้อมก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้หาดใหญ่ตั้งหลัก ตั้งรับ และลดความสูญเสียได้เมื่อวิกฤตครั้งใหม่มาถึง เพราะการรับมือภัยพิบัติที่ดีที่สุด คือการทำให้ทั้งเมืองและผู้คนพร้อมรับมือ ตั้งแต่วันที่วิกฤตยังมาไม่ถึง
Go To Lead
|
พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ฉลอง 30 ปีแห่งความสำเร็จ
พร้อมยกระดับบทบาทสู่ The Future Protector
นายอนิล วัธวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล พร้อมด้วย นายเดนนิส เธียน อูน แทน ประธานกรรมการ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย และ นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย และคณะผู้บริหารระดับสูงจากพรูเด็นเชียลและอีสท์สปริง อินเวสต์เมนท์ ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปีของ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก นายธนฑิตย์ รักตะบุตร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ), นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.), นายเดวิด โทมัส อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงจากพันธมิตรแบงก์แอสชัวรันส์ อาทิ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี, นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี, นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และ นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ คณะกรรมการบริษัท และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางและการเติบโตของพรูเด็นเชียลฯ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
งานเฉลิมฉลองครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด A Legacy of Growth: Three Decades of Excellence สะท้อนเส้นทางแห่งการเติบโต ความมุ่งมั่น และความเป็นเลิศตลอด 30 ปีของ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ในการส่งมอบความคุ้มครองและหลักประกันทางการเงินให้แก่คนไทย พร้อมสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของบริษัทคือ ความเชื่อมั่น ที่ได้รับจากลูกค้า ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนความไว้วางใจจากลูกค้า (rNPS) ในระดับสูงที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อน ภายในงาน แขกผู้มีเกียรติได้สัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษโดยเชฟมิชลินชั้นนำ 3 ท่าน ผ่านเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อโอกาสนี้โดยเฉพาะ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นจากความไว้วางใจของลูกค้า การสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ระดับโลกที่มีประวัติยาวนานกว่า 178 ปี
การก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้า สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการประกันชีวิต สู่การเป็นคู่คิดและพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจได้ในฐานะ The Future Protector ที่พร้อมให้คำปรึกษา ดูแล และสร้างความอุ่นใจให้คนไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ การเงิน และความมั่นคงในอนาคต
Go To Lead
|
เมืองไทยประกันชีวิตสานต่อโครงการ เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย ปีที่ 37
มอบทุนการศึกษา 200 ทุน รวม 1 ล้าน สร้างโอกาสการศึกษาแก่เยาวชนไทย
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี ของการดำเนินธุรกิจ เมืองไทยประกันชีวิตยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเยาวชน เพื่อเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โครงการ เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย ประจำปี 2569 บริษัทฯ ได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 200 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,000,000 บาท โดยแบ่งเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนในพื้นที่เขตห้วยขวาง เขตดินแดง และเขตปทุมวัน จำนวน 19 โรงเรียน รวม 180 ทุน ทุนการศึกษาแก่บุตรหลานเจ้าหน้าที่ของทั้ง 3 สำนักงานเขต จำนวน 15 ทุน และทุนการศึกษาแก่บุตรหลานพนักงานรักษาความสะอาดและพนักงานรักษาความปลอดภัย บริษัท เมืองไทยแมเนจเม้นท์ จำกัด จำนวน 5 ทุน
โดยกิจกรรมในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน ได้แก่ นางธัญรัศม์ สร้อยสยัมภู รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ดร.นรเทพ ชูพูล ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน นายสมบัติ เครือกีรติธรรม ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง นายอนันท์ โรหิตเสถียร ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตดินแดง นายนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) และนางสาวเกวลิน ธาระสิทธิ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพันธมิตรสัมพันธ์ บริษัท แมคไทย จำกัด ร่วมในพิธี งานจัดขึ้น ณ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก
ในวาระครบรอบ 75 ปีของเมืองไทยประกันชีวิต บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม โดยเชื่อมั่นว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนและประเทศ โครงการ เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่บริษัทฯ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ก้าวเดินตามความฝันและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
เมืองไทยประกันชีวิต ขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ ทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีความขยันหมั่นเพียร มีวินัย และมีความรับผิดชอบ เพื่อเติบโตเป็นคนดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในอนาคต เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าสานต่อการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม ภายใต้ความเชื่อมั่นว่าการสร้างโอกาสทางการศึกษา คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่เยาวชนและประเทศ พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกช่วงชีวิต เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป นายสาระ กล่าว #เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|