ITC/Sciences
Hot News: 'บ๊อช' ผู้นำตลาดเครื่องมือไฟฟ้าไร้สาย
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'บ๊อช' ผู้นำตลาดเครื่องมือไฟฟ้าไร้สาย
นายธีรทัศน์ ประเสริฐเมธากุล ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายเครื่องมือไฟฟ้า บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด เปิดเผยว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องมือไฟฟ้าไร้สายมีการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเครื่องมือไร้สายกลุ่ม 18V บ๊อชซึ่งถือเป็นผู้นำนวัตกรรมในตลาดเครื่องมือไฟฟ้าไร้สาย มีส่วนแบ่งการทางการตลาดทั่วโลกเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยอดขายเครื่องมือไฟฟ้า ซึ่งรวมเครื่องมือไฟฟ้าไร้สายในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งแสดงถึงความนิยมของเครื่องมือไฟฟ้าไร้สายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในตลาด โดยการเติบโตของบ๊อชสูงกว่าการเติบโตของตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ กลยุทธ์ทางการตลาดในปีนี้ บ๊อชเตรียมเปิดตัวเครื่องมือไฟฟ้าไร้สายใหม่มากกว่า 24 รุ่น ที่มาพร้อมเทคโนโลยีมอเตอร์ไร้แปรงถ่าน (Brushless Motor) และขยายการรองรับนวัตกรรมการเชื่อมต่อในเครื่องมือไฟฟ้าไร้สายให้มากขึ้น บ๊อชได้นำเสนอ 2 นวัตกรรมสู่เครื่องมือไฟฟ้าไร้สาย คือ “นวัตกรรม ProCORE18V” แบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีความจุสูงสุดถึง 12 Ah ให้กำลังเพิ่มขึ้นกว่า 87% ในรุ่น 8 Ah ด้วยเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ใหม่ที่มาพร้อมระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ และมีการพัฒนาเทคโนโลยี COOL PACK 2.0 ที่ช่วยคลายความร้อนอันเกิดจากการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้มากถึง 135% อีกทั้งพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม 28% (เปรียบเทียบ ProCore 4 Ah กับแบตเตอรี่บ๊อชรุ่นปัจจุบันในความจุเท่ากัน) ทำให้แบตเตอรี่มีน้ำหนักเบาขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย คือ ช่างมืออาชีพ พร้อมใช้งานได้เหนือขีดจำกัดในทุกสถานการณ์ที่ท้าทาย หรือยากต่อการเข้าถึงแหล่งพลังงานไฟฟ้า เช่น ตึกสูง งานฝ้าเพดานสูง ไซต์งานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานที่เปิดขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ยังคิดค้น “นวัตกรรมการเชื่อมต่อ” เครื่องมือไร้สายเข้ากับแอปพลิเคชั่น Bosch Tool Box ผ่านชิพอัจฉริยะ รุ่น GCY 30-4 โดยเชื่อมต่อสัญญาณผ่าน Bluetooth Low Energy ระหว่างเครื่องมือและสมาร์ทโฟน สามารถเช็คสถานะการทำงานของเครื่องมือได้อย่างง่ายดายบนฟังก์ชั่น MyTools เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้อย่างเต็มที่ เช่น เช็คเวลาการทำงานของเครื่อง สถานะแบตเตอรี่ ตรวจสอบข้อมูลการผลิตและข้อมูลเทคนิคของตัวเครื่อง รวมถึงสามารถกำหนดการทำงานอื่นๆ ของเครื่องได้ เช่น สว่านไร้สายรุ่น GDX 18V-200 C สามารถกำหนดความเร็วรอบโดยสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์ (Soft Start) ของตัวเครื่องได้ หรือ เครื่องเจียร์ไร้สาย รุ่น GWS 18 V-100 SC สามารถตรวจสอบสถานะฟังก์ชั่นป้องกันการสะบัด (Kick Back Control) ของเครื่องได้ เป็นต้น เพื่อทดสอบประสิทธิภาพแบตเตอรี่ ProCORE 18V บ๊อชได้จัดกิจกรรม “โชว์พลังความอึด 18 Volt 1 Man 1 Tool 1 Battery” โดยมีศิลปิน เป๋ - ธนวัติ มณีนาวา เจ้าของแบรนด์ TAM:DA (ทำดะ) ร่วมทดสอบ โดยใช้เพียงเครื่องมือ 1 เครื่อง พร้อมแบตเตอรี่ ProCORE 18V 1 ก้อนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากการขันสกรู (Screw Art) โดยใช้สกรูกว่า 7,000 ตัว บนพื้นที่กว่า 6 ตารางเมตร บ๊อช มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “บ๊อช เทคโนโลยีเพื่อชีวิต” มาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2527 บ๊อช ได้นำเสนอสว่านโรตารี่ไร้สายเครื่องแรกของโลก ต่อมาในปี 2548 บ๊อชนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลิเธี่ยม อิออน (Li-on) มาใช้เป็นแบตเตอรี่ในเครื่องมือไฟฟ้าเป็นรายแรก และในปี 2558 ได้นำเทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สาย (Inductive Charger) มาใช้กับแบตเตอรี่ในเครื่องมือไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของโลก

Go To Lead


บราเดอร์ พัฒนาAI Chatbot
นายวรศักดิ์ ประดิษฐ์กุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากนโยบายการนำระบบเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามาใช้เพิ่มศักยภาพด้านงานบริการ เพื่อสานต่อการเป็นผู้นำด้านบริการหลังการขาย ตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุค 4.0 ล่าสุดบริษัทฯ ล้ำหน้าอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Brother Webchat & Mobile- Webchat และเตรียมความพร้อมการใช้ระบบ Brother AI Chatbot ให้บริการในอนาคตอันใกล้ โดยการพัฒนาในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกด้านบริการหลังการขาย และเพิ่มศักยภาพการให้บริการของทีม Brother Contact Center อีกด้วย การพัฒนา Webchat และ Mobile-Webchat เป็นการนำกรณีความสำเร็จของบราเดอร์ ประเทศจีน และบราเดอร์ประเทศแคนาดา มาพัฒนาต่อที่ประเทศไทย เพราะหลังจากที่ทั้ง 2 ประเทศได้นำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้ จากที่เคยให้บริการลูกค้า 1 รายต่อหนึ่งช่วงเวลา สามารถให้บริการได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 ราย และ 5 รายต่อหนึ่งช่วงเวลาตามลำดับ “ปัจจุบันเทรนด์การสื่อสารแบบ Non-voice ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในไทยที่มีอัตราการใช้ Social media มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งบราเดอร์ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าว จึงได้เพิ่มระบบการสื่อสารแบบ Non-voice เข้ามาในงานบริการหลังการขายควบคู่กับการให้บริการช่องทางเดิม เพื่อสร้างความสมบูรณ์ในงานบริการแบบ Omni-Channel”
บราเดอร์ คอนแทค เซ็นเตอร์ (Brother Contact Center) ได้เพิ่มช่องทางการให้บริการกับลูกค้าผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์บราเดอร์ จากเดิมที่เคยให้บริการในช่องทางโทรศัพท์, อีเมล และเฟซบุ๊ก ในวันนี้ได้มีการเพิ่มช่องทางใหม่คือ Webchat และ Mobile-Webchat โดยทุกช่องทางการสื่อสารกับทีมบริการจะรวมเข้าด้วยกันบน Platform ของ Genesys Omni-Channel ทำให้บราเดอร์เข้าใจ Customer Journey ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น แม้ว่าลูกค้าจะใช้ช่องทางบริการที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง แต่ทุกช่องทางของบริการทั้ง 5 ช่องทางนี้ Brother Contact Center สามารถทราบข้อมูลประวัติการติดต่อ และเรื่องราวของลูกค้าได้ตลอดระยะเวลาที่มีการติดต่อ ขั้นตอนการใช้บริการผ่าน Brother Webchat & Mobile-Webchat
1. เข้าสู่หน้า Website Brother www.brother.co.th Chat Icon จะปรากฎอยู่บนหน้าเว็บไซต์มุมบนด้านขวามือ เมื่อคลิกที่ Icon Chat จะมีหน้าจอที่เรียกว่า Chat Widget ปรากฎขึ้นมาเพื่อให้ทำการกรอกข้อมูล ก่อนเข้าสู่การ Chat กับ Brother Contact Center เลือกที่ Home Page Widget Thai
2. สำหรับการใช้งานภาษาอังกฤษ สามารถเข้าสู่หน้าเว็บไซต์บราเดอร์และเปลี่ยนเป็นเมนูภาษาอังกฤษจะพบ Chat Icon และ Chat Widget ที่เป็นภาษาอังกฤษ เลือกที่ Home Page Eng และ Home Page Widget Eng
3. สำหรับกรณี Mobile-Webchat สามารถใช้บริการได้โดย Download Application ชื่อ Brother Support Center และเลือกเมนู “ติดต่อ” หรือ “Contact” เมนูนี้จะถูกลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ของบราเดอร์ เพื่อให้ลูกค้าใช้บริการแชทผ่านหน้าเว็บไซต์บราเดอร์ Webchat และ Mobile-Webchat จะเปิดให้บริการระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-17.30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

Go To Lead


LINE ScaleUp 2019 เผยสูตรสำเร็จ UX-UI Design
นายณัฐพร ทยานานุภัทร์ หัวหน้าฝ่าย Customer Experience จาก LINE ประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์ในระดับเอเชียและคร่ำหวอดอยู่ในแวดวง Customer Experience Design & Management นานกว่า 13 ปี มาเผยถึงทฤษฎีเบื้องต้นของจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมมนุษย์ทั้ง 7 หลักการที่สามารถประยุกต์ใช้กับในการออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจของเหล่าสตาร์ทอัพได้ง่าย แม้แต่คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักออกแบบก็สามารถนำไปปรับใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้นำเสนอ 7 ทฤษฎีที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง Miller’s Law กฎการจดจำของมนุษย์ไม่เกิน 7 จุด ที่ไม่สามารถจดจำทั้งหมดได้ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้การให้ข้อมูลที่มากเกินไปในงานออกแบบหลายครั้งส่งผลเสียมากกว่าผลดี Law of Proximity อิทธิพลของการจัดวางตำแหน่งของวัตถุที่มีความใกล้เคียงกันหรือมีเกี่ยวพันกัน และการเว้นระยะที่เหมาะสมมีผลต่อการรับรู้และพฤติกรรมที่ผู้ใช้งานจะเลือกทำ Law of Similarity กฎของความคล้ายคลึงกันของวัตถุ และการจำแนกสี ขนาด และรูปร่างต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างความสะดุดตาทั้งการใส่สีสัน ความแตกต่างของขนาดและรูปร่าง Hick’s Law กฎของการตัดสินใจจากตัวเลือกที่ตัวเลือกยิ่งมากยิ่งทำให้ผู้ใช้งานตัดสินใจได้ยากขึ้น ซึ่งเราสามารถควบคุมความซับซ้อนหรือตัวเลือกในการออกแบบลงเพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น Fitts’s Law ปัจจัยสำคัญของระยะและขนาดของสิ่งที่ออกแบบมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้ เช่น ทำไมผู้ใช้ถึงสามารถตอบสนองได้ดีกว่าในที่ๆ นิ้วโป้งสามารถเอื้อมถึงได้ง่าย คือ ด้านซ้ายและขวาล่างของหน้าจอมือถือ หรือขนาดของปุ่มที่เล็กเกินไปก็จะส่งผลต่อการที่ผู้ใช้จะเลือกคลิกน้อยลง Serial Position Effect เน้นย้ำว่าจุดเริ่มต้นและสิ่งสุดท้ายที่ผู้ใช้เห็น มักจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้จำจดได้ง่ายและตัดสินใจเลือกตอบสนองต่อสิ่งที่เราต้องการให้ผู้ใช้ทำได้ง่ายที่สุด ดังนั้นข้อมูลที่สำคัญและตำแหน่ง Call to Action จึงต้องออกแบบควบคู่กันเสมอ Occam’s Razor คือการลดการตั้งสมมติฐาน (assumption) ในการใช้งาน ให้เหลือน้อยที่สุด หรือทำให้ผู้ใช้เห็นแล้วเข้าใจง่ายและเร็วที่สุด
ตลอดระยะเวลาให้ความรู้กับเหล่าสตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีม ได้แก่ Choco CRM, Claimdi, Finnomena, Gowabi, Seekster และ Tellscore นั้น ทีมงาน LINE ประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ผู้ร่วมอบรมเคร่งเครียดไปกับหลักการมากจนเกินไป แต่เลือกที่จะใช้เกมง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนตั้งข้อสังเกต รวมทั้งการตั้งโจทย์ที่จะนำไปสู่การคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังชี้ช่องทางที่เหมาะสมหรือเสนอแนะแนวทางเพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานจริง เช่น หากมุ่งเน้นที่การทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ อาจเลือก Miller’s Law, Hick’s Law หรือ Occam’s Razor และสำหรับตัวช่วยที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาด้าน Layout และ Micro AI น่าจะเหมาะกับการใช้ประยุกต์ใช้ Law of Proximity หรือ Law of Similarity ในการออกแบบ เป็นต้น นอกจากการส่งต่อทฤษฎีให้สตาร์ทอัพได้รับรู้แล้ว LINE ScaleUp2019 ยังต้องการเน้นย้ำและสื่อสารออกไปว่า หลักการคิดเพื่อออกแบบ (Design Thinking) ต้องทำให้ผู้ใช้งานใช้เวลาในการทำความเข้าใจน้อยที่สุด และที่สำคัญไปกว่านั้น นักออกแบบต้องทดสอบในสถานการณ์จริงทุกวัน เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ดีไซน์ออกมานั้น มันเวิร์คจริงๆ จึงเป็นที่มาของคำแนะนำเรื่องการทดสอบกับผู้ใช้จริงว่า หากต้องการผลตอบรับที่แม่นยำจากผู้ใช้ ต้องเริ่มบทสนทนาที่มีประสิทธิภาพ ด้วยคำถามที่เปิดกว้างแต่ไม่อ้อมค้อมจนเกินไป และผู้ใช้ย่อมมีคำถามเสมอ จึงต้องเตรียมพร้อมอธิบายเพิ่มเติมสำหรับข้อสงสัยเหล่านั้น รวมทั้งตั้งคำถามกว้างๆ ใช้แล้วเป็นอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร แล้วก็มาถึงหัวข้อสำคัญ เพราะคนไทยไม่เหมือนใครในโลก ซึ่งเพียงแค่การเรียงตัวอักษรของไทยเปรียบเทียบกับลักษณะตัวอักษรภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ก็สามารถเห็นภาพชัดถึงเอกลักษณ์ไทยแล้ว โดยภาษาไทยจะต้องมีการเผื่อระยะทั้งบน และล่างมากขึ้นสำหรับสระต่างๆ แต่ภาษาจีน และญี่ปุ่น จะอยู่ในกรอบตัวหนังสือที่ชัดเจน หรือเรื่องที่คนไทยชอบกด “ข้าม” มากกว่าสนใจอ่านข้อมูลอย่างละเอียด คนไทยไม่นิยมการรับข้อเสนอหรือให้เวลาทบทวนความคิด แต่ต้องการให้ผู้ออกแบบพุ่งเป้าตรงจุดไปเลยว่า จะให้ผู้ใช้ทำอะไร (Tell them what to do)

Go To Lead


โครงการศูนย์ข้อมูลด้านวัฒนธรรม (Digital Culture)
นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า จากวิสัยทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรมที่กำหนดบทบาท “วัฒนธรรมสร้างคนดี สร้างสังคมดี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ประกอบกับเทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยี พร้อมกันนั้นนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการและบริการภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพเข้าถึงกลุ่มผู้รับบริการ และการบริหารจัดการของหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้จัดทำโครงการ “ศูนย์ข้อมูลด้านวัฒนธรรม (Digital Culture)” เพื่อรวบรวมจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมใน 9 หน่วยงาน และข้อมูลเชิงพื้นที่กว่า 3 แสนรายการ ที่รวบรวมจากหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย และประชาชน นำมาประมวลผล วิเคราะห์ และจัดทำรายงาน โครงการศูนย์ข้อมูลด้านวัฒนธรรม (Digital Culture) เป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลด้านวัฒนธรรมที่มีปริมาณมหาศาล จากหน่วยงานภายในกระทรวงวัฒนธรรม โดยใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจและเปิดเผยสู่ประชาชน ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งยังจะบูรณาการข้อมูลด้านวัฒนธรรมจากแหล่งต่างๆ ภายนอกกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้เป็นระบบศูนย์ข้อมูลวัฒนธรรมระดับชาติ ทั้งยังเอื้อให้ประชาชนทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา สามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้อย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ
ศูนย์ข้อมูลด้านวัฒนธรรม หรือ Digital Culture สามารถใช้งานได้ที่ http://digital.m-culture.go.th/ ประกอบด้วยข้อมูล ด้านประวัติศาสตร์ ด้านคุณธรรม ด้านศาสนา และด้านศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังได้จัดทำระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และนำไปต่อยอด ดังนี้ 1. ระบบการสร้างองค์ความรู้ วีดิทัศน์ ภาพ งานวิจัย บทความ สำหรับประชาชนหรือผู้สนใจทั่วไปโดยประชาชนหรือผู้สนใจทั่วไปสามารถสมัครสมาชิกเพื่อสร้าง แก้ไข องค์ความรู้ งานวิจัย บทความด้านวัฒนธรรม เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนผู้สนใจสามารถค้นคว้า หาความรู้ด้านวัฒนธรรมได้2. ระบบการสืบค้น (Search) องค์ความรู้ วีดิทัศน์ ภาพ บทความ และกิจกรรมด้านวัฒนธรรมให้บริการแก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป โดยสามารถกำหนดคำสำคัญ (Keyword) ที่ใช้ในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลได้ด้วยตนเอง และสามารถส่งออก (Export) ข้อมูลจากหน้าการสืบค้น (Search) องค์ความรู้ วีดิทัศน์ ภาพ งานวิจัย บทความ และกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้นอกจากการรวบรวมข้อมูลวัฒนธรรมที่มีอยู่จำนวนมหาศาลแล้ว การนำข้อมูลออกมาเผยแพร่สู่ประชาชนอย่างถูกต้องและเข้าถึงง่ายก็มีความสำคัญ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้เพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนในลักษณะของบริการผู้ช่วยอัจฉริยะ หรือ แชตบ็อต บนเฟซบุ๊ค และเว็บไซต์ ก็ยิ่งมีความจำเป็น ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้จัดทำช่องทางสื่อสารครบวงจร

Go To Lead


IT CLICK
GoPro HERO8

GoPro ลอนช์ HERO8 Black, Mods รุ่นใหม่
HyperSmooth 2.0 ที่เพิ่มระดับความนิ่งของวีดีโอ
โหมดใหม่ Boost, Horizon leveling, TimeWarp 2.0
พร้อมปรับความเร็วอัตโนมัติเพื่อให้ได้วีดีโอที่ดีที่สุด
ลดความเร็วการเคลื่อนไหวให้ช้าลงแบบเรียลไทม์
ด้วยการแตะหน้าจอ พร้อม LiveBurst ถ่ายเป็นวิดีโอ
แบบ 3 วินาที SuperPhoto และ HDR เพิ่มประสิทธิภาพ
การถ่ายให้เร็วและคมชัดยิ่งขึ้น เลนส์ดิจิตัลถ่ายภาพมืออาชีพ
ด้วยมุมมองตัวเลือกแบบมุมแคบ มุมตรง มุมกว้าง และSuperView
Go To Top

[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com