|
|
OIC ไทย - ลาว ชู พ.ร.บ.
ออนไลน์ รถข้ามแดน
คปภ. เข้าร่วมการประชุมหารือด้านการขนส่งทางถนนระหว่างไทย - สปป.ลาว ประจำปี 2569 ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ
นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. เปิดเผยว่า คปภ.ได้ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อเสนอเกี่ยวกับการประกันภัยรถภาคบังคับของไทยสำหรับรถที่เดินทางข้ามแดน รวมถึงแนวทางต่อยอดการให้บริการประกันภัย พ.ร.บ. ในรูปแบบออนไลน์ และการพัฒนาระบบให้สามารถรองรับภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทางข้ามแดนในการเข้าถึงการประกันภัยและความคุ้มครองได้สะดวกยิ่งขึ้น
การประชุมครั้งนี้เป็นกลไกความร่วมมือด้านการขนส่งทางถนนระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า การพัฒนาเส้นทางเดินรถระหว่างประเทศ การลดขั้นตอนและต้นทุนการขนส่ง การพัฒนาพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (Common Control Area : CCA) ตลอดจนการพัฒนากลไกและมาตรการรองรับการเดินทางข้ามแดน เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงด้านการคมนาคมและการขนส่งระหว่างสองประเทศให้มีความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับภารกิจด้านการประกันภัยรถข้ามแดนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันให้รถที่เดินทางข้ามแดนมีความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศที่เดินทางเข้า เพื่อให้การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และได้รับการเยียวยาตามระบบประกันภัยอย่างเหมาะสมเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
คปภ. ชูประเด็น ประกันภัยรถข้ามแดน" รองรับการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย ในระหว่างการประชุมและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานและผู้ประกอบการของ สปป.ลาว มีการสะท้อนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงประกันภัยรถภาคบังคับของไทยสำหรับรถจาก สปป.ลาว ที่เดินทางเข้าประเทศไทย โดยผู้ขับขี่และผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่สามารถหาช่องทางจัดทำประกันภัยได้สะดวกบริเวณจุดผ่านแดน ขณะที่เมื่อนำรถเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว จำเป็นต้องมีประกันภัยรถภาคบังคับตามที่กฎหมายไทยกำหนดทั้งนี้ ผู้แทน สปป.ลาว เสนอให้ไทยพิจารณาเพิ่มช่องทางให้ผู้เดินทางสามารถจัดทำประกันภัยรถภาคบังคับของไทยได้สะดวกก่อนนำรถออกจากพื้นที่ด่าน ทั้งในรูปแบบจุดให้บริการที่เหมาะสมหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามกฎหมายไทยได้อย่างถูกต้อง และลดข้อจำกัดที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางข้ามแดน โดยสำนักงาน คปภ. เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวสามารถนำมาต่อยอดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงประกันภัยโดยไม่สร้างขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ณ จุดผ่านแดน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นช่องทางให้ผู้เดินทางสามารถจัดทำประกันภัยได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
ต่อยอด พ.ร.บ. ออนไลน์ รองรับภาษาประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางสำคัญที่สำนักงาน คปภ. จะนำมาศึกษา ความเหมาะสม คือ การพัฒนาช่องทางซื้อประกันภัยรถภาคบังคับผ่านระบบออนไลน์ โดยอาจจัดทำ QR Code ณ จุดผ่านแดน เชื่อมโยงไปยังช่องทางซื้อประกันภัย เพื่อให้ผู้เดินทางสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนเดินทางหรือขณะผ่านแดนโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาจุดจำหน่ายประกันภัยเพียงรูปแบบเดียว ที่สำคัญ ระบบดังกล่าวควรรองรับภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ผู้ใช้รถสามารถเข้าใจข้อมูลและเงื่อนไขความคุ้มครอง กรอกข้อมูล ชำระเบี้ยประกันภัย และรับหลักฐานการประกันภัยในรูปแบบดิจิทัลได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษาและทำให้การเข้าถึงประกันภัยรถภาคบังคับสำหรับรถข้ามแดนสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาระบบควรคำนึงถึง การตรวจสอบหลักฐานและสถานะความคุ้มครอง เพื่อให้ผู้เดินทางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลได้สะดวก และช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังจากนำรถเข้าสู่ประเทศไทย
เตรียมต่อยอดความร่วมมือด้านประกันภัยรถข้ามแดนไทยลาว จากการหารือเบื้องต้น ยังมีประเด็นด้านประกันภัยรถข้ามแดนที่ควรศึกษาและหารือร่วมกันในรายละเอียด ทั้งหลักเกณฑ์การประกันภัย ช่องทางจำหน่าย การตรวจสอบความคุ้มครอง ตลอดจนการประสานงานและการคุ้มครองผู้ประสบภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ สำนักงาน คปภ. จึงจะนำประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาหารือร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยของไทย รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลด้านการประกันภัยและผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยของ สปป.ลาว ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ศึกษาระบบของทั้งสองประเทศ และหาแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาระบบประกันภัยรถข้ามแดนให้ผู้เดินทางรับรู้ข้อกำหนดก่อนเข้าประเทศ ซื้อประกันภัยได้สะดวก มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อให้ระบบประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของการอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นรูปธรรม
Go To Lead
|
วิริยะประกันภัย ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดอบรมใบขับขี่ รุ่นที่ 382
นางสาวจตุพร สุริโย หัวหน้างานอบรมทดสอบ และ นายไพศาล ธนะเดชไพบูลย์ หัวหน้างานใบอนุญาตขับรถ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 พร้อมด้วย นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดโครงการ อบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ รุ่นที่ 382 ประจำปี 2569 ซึ่งบริษัทฯ ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดขึ้นเพื่อเสริมทักษะการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านวินัยจราจรเบื้องต้น รวมถึงเสริมความรู้ด้านการรับมือและป้องกันอุบัติเหตุ ตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ที่ยังไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์มาก่อน โดยโครงการอบรมฯ ครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมรวมทั้งสิ้น 107 คน ณ อาคาร 4 ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ กรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมกันดำเนินโครงการ อบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2533 รวมทั้งสิ้น 546 รุ่น แบ่งออกเป็นส่วนกลาง 381 รุ่น และส่วนภูมิภาค 165 รุ่น โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นในการเสริมสร้างมาตรฐานการขับขี่อย่างปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและมารยาทในการขับขี่ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ขับขี่รุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน
Go To Lead
|
'กรุงเทพประกันภัย' เพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ใช้รถ EV คุ้มครองพิเศษ
ความเสียหายของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล
บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เห็นถึงความต้องการและความเสี่ยงของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากความนิยมของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (Home Charger) ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับเจ้าของรถ ด้วยการมอบความคุ้มครองเพิ่มเติมพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ทำประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 อายุรถ 1-5 ปี ทั้งกรมธรรม์ใหม่และการต่ออายุกรมธรรม์ เฉพาะแผนประกันภัยที่บริษัทฯ กำหนด โดยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยเพิ่มจากแผนประกันภัยที่เลือกซื้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
คุ้มครองความเสียหายต่อเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลอันเกิดจากอุบัติเหตุขณะชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า วงเงินสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง โดยเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลต้องได้รับการติดตั้งตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรือผู้ผลิตเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองเท่านั้น
เมื่อเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ บริษัทฯ จะดำเนินการชดใช้โดยเปลี่ยนเครื่องชาร์จใหม่หรือชดใช้เป็นเงินเพื่อทดแทนความเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนด
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0 2285 8888
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|