Greennist
Hot News: “ไม้ตัดดอกริมโขง” สินค้าพืชทางเลือกรายได้งาม
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

“ไม้ตัดดอกริมโขง” สินค้าพืชทางเลือกรายได้งาม
นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงพืชทางเลือกของเกษตรกรจังหวัดหนองคาย พบว่า ไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญ ได้แก่ ดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ และดอกมัม เป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอเมือง อำเภอศรีเชียงใหม่ และท่าบ่อ ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอ ทั้งจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดนิยมนำมาเป็นเครื่องสักการะบูชาในศาสนาพุทธ อีกทั้งตลาดมีความต้องการสูงโดยเฉพาะดอกดาวเรืองสามารถส่งขายไปยัง สปป.ลาว สร้างรายได้ให้เกษตรกร จากการลงพื้นที่ สศท.3 โดยสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมือง มีจำนวนสมาชิก 30 ราย ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูก 29 ไร่ พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ และดอกมัม ในพื้นที่ครึ่งงาน ถึง 1 งาน ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกได้ 1-2 รอบ/ปี โดยดอกดาวเรือง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 34,498 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 2-4 เดือน ให้ดอกตั้งแต่อายุ 2 เดือน นิยมปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม– ตุลาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนตุลาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 979 กก./ไร่ (5-6 หมื่นดอกคละเกรด) ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 63 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 27,056 บาท/ไร่/รอบการผลิต ซึ่งจะมีแม่ค้าคนกลาง มารับซื้อถึงสวนทุกวัน ราคาแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ราคาขายอยู่ที่ 1 บาท/ดอก ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 - 9 ซม. ราคาขาย 0.6 บาท/ดอก หรือ เกรด C ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 - 7 ซม. ราคา 0.5 บาท/ดอก และขนาดเล็ก ราคา 0.3 - 0.25 บาท/ดอก ทั้งนี้ ดอกดาวเรืองเป็นพืชสวนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้น้ำและการตัดดอกขายและจะขายดีในช่วงก่อนถึงวันพระ 1 วัน (วันโกน)
ดอกเบญจมาศ ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 81,739 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 - 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม - ธันวาคม นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไป ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,584 กก./ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 97,477 บาท/ไร่/รอบการผลิต การตัดดอกขายแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 - 10 ซม. ราคาขาย อยู่ที่ 75 บาท/กก. ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ราคาขาย 60 บาท/กก. ดอกมัม ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 69,140 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 - 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม - ธันวาคม เช่นเดียวกับดอกเบญจมาศ นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไป ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,443 กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 60 - 70 บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 87,803 บาท/ไร่/รอบการผลิต ส่วนใหญ่จะมีแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวนทุกวัน ซึ่งเกษตรกรบางรายที่มีแผงและร้านจำหน่ายดอกไม้ จะนำไม้ดอกมาเพิ่มมูลค่าด้วยการร้อยมาลัยหรือจัดช่อสำหรับไหว้พระ แหล่งขายส่วนใหญ่อยู่ที่หลังวัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โดยราคาขายจะอยู่ที่ 10 บาท/กำ หากขายเป็นพวงมาลัยราคาขาย จะอยู่ที่ 5 - 40 บาท/พวง ซึ่งขึ้นกับขนาดและรูปแบบของมาลัย นอกจากนี้ ยังมีไม้ดอกไม้ประดับที่เกษตรปลูกเพิ่มเติม ได้แก่ ใบเตย ดอกมะลิ ดอกพุด ดอกคัตเตอร์ และดอกสร้อยทอง แสดงให้เห็นว่าการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เป็นสินค้าพืชทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยสร้างรายได้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการปลูกไม้ดอกจังหวัดหนองคาย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นางขวัญเรือน น้อยเจริญ รองประธานกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โทร. 08 5000 8651

Go To Lead


ธนาคารหม่อนไหม 'ช่วย'เกษตรกรทอผ้าตลอดปี
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการประเมินโครงการธนาคารหม่อนไหม ปี 2561 กรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ มีวัตถุประสงค์โครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร และลดต้นทุนการผลิต โดยกลุ่มเกษตรกรมีแหล่งให้ยืมหรือแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม และให้ชุมชนมีแหล่งเส้นไหมที่มีคุณภาพดีสำหรับทอผ้าอย่างเพียงพอ กำหนดพื้นที่เป้าหมายธนาคารหม่อนไหมในปี 2561 จำนวน 11 แห่ง 11 จังหวัด ได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สุรินทร์ บุรีรัมย์ เลย อุบลราชธานี และศรีสะเกษ เกษตรกรสมาชิกเป้าหมายจำนวน 445 ราย ระยะเวลาดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2561 - กันยายน 2562 การดำเนินโครงการ มีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดี และเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม โดยการจัดเวทีชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการคัดเลือกคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการธนาคาร โดยกรมหม่อนไหมเป็นผู้สนับสนุนเส้นไหม วัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต ให้กับธนาคารตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกรเอง และจากการติดตามประเมินโครงการฯ ปี 2561 ของ สศก. ทั้ง 11 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม 410 ราย คิดเป็นร้อยละ 92 ของเป้าหมาย โดยธนาคารได้รับการสนับสนุนเส้นไหมจากกรมหม่อนไหม จำนวน 807 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการสนับสนุน เส้นไหม จำนวน 1.40 ล้านบาท และธนาคารยังได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต เช่น ฟืม พวงสาว ปูนขาว คลอรีน และ เดทตอล เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกยืมไปใช้ในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้า และนำมาชำระคืนเป็นเงินสดรวมดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเป็นเส้นไหม หรือผ้าไหม ตามแต่ข้อตกลงของแต่ละธนาคาร ทั้งนี้ มีเกษตรกรสมาชิกมาใช้บริการธนาคารแล้วคิดเป็นร้อยละ 77 ของเกษตรกรสมาชิก นอกจากการให้ความรู้ด้านแนวทางการดำเนินงาน การบริหารจัดการธนาคารแล้ว ยังมีการถ่ายทอดความรู้เพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรสมาชิกด้วย โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านการฟอกย้อมเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติ เทคนิคการทอผ้าลวดลายต่างๆ การสาวไหมให้ได้มาตรฐาน จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ ฯ ในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกนำความรู้ความเข้าใจไปปรับใช้กับการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรม เช่น การย้อมสีเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติทดแทนการใช้สารเคมีในการย้อมซึ่งช่วยลดต้นทุนการทอผ้าได้อีกด้วย
ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การดำเนินงานของธนาคารสามารถช่วยส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรมได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรสมาชิก ร้อยละ 64 เห็นว่าโครงการฯ ช่วยแก้ปัญหาด้านขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดี ส่งผลให้เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมได้เพิ่มขึ้น และจำหน่ายได้ราคาดีขึ้นเฉลี่ย 1,181 บาท/เมตร จากเดิมเฉลี่ย 823 บาท/เมตร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 44)ภาพรวมเกษตรกรร้อยละ 69 มีความพึงพอใจต่อนโยบายการสนับสนุนให้มีธนาคารในชุมชนในระดับมากที่สุด เพราะเห็นว่าช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิต มีเงินทุนสำหรับบริหารจัดการกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เกิดความคล่องตัวในการประกอบอาชีพหัตถกรรม มีแหล่งเส้นไหมคุณภาพดีไว้ใช้ในชุมชน ผลิตผ้าไหมได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่เส้นไหมมีราคาสูง เนื่องจากไม่มีใบหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมหรือนำผ้าที่ทอได้ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งผลให้มีรายได้เสริมให้กับครอบครัวมากขึ้นด้วย

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com