Greennist
Hot News: เร่ง "เยียวยาเกษตรกร"
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

เร่ง "เยียวยาเกษตรกร"
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์เงินเยียวยาเกษตรกรนั้นเหลือการพิจารณาเยียวยาเพียง 10,284 ราย โดยจากรายชื่อเกษตรกรยื่นอุทธรณ์ 192,512 รายไปตรวจสอบคัดกรองความซ้ำซ้อนของมาตรการ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 พบว่า มีเกษตรกรที่ผ่านการคัดกรองตามข้อกำหนดดังกล่าว 189,663 ราย โดยสามารถจำแนกสถานะการอุทธรณ์ออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่มผู้อุทธรณ์ที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยาเกษตรกร จำนวน 73,975 ราย กลุ่มผู้อุทธรณ์ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยาเกษตรกร หรือ ไม่เข้าหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาภายใต้โครงการฯ 108,391 ราย กลุ่มผู้อุทธรณ์ที่ต้องรอผลการพิจารณา จำนวน 7,297 ราย จากการคัดกรอง 10,284 ราย เกษตรกรที่ต้องการรู้เรื่องเยียวยา สามารถ ตรวจสอบสิทธิ์เงินเยียวยาเกษตรกรได้ ผ่านทาง www.เยียวยาเกษตรกร.com ตลอด 24 ชั่วโมง หรือตรวจสอบผ่านแอพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile หรือ ผ่านบริการ SMS Alert (การแจ้งเตือนผ่านเอส เอ็ม เอส สามารถสมัครใช้บริการได้ที่สาขา)
โครงการช่วยเหลือเงินเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 รับ เงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินให้เกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 มาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ได้รับสิทธิต้องมีรายชื่อในทะเบียนเกษตรกร และไม่ซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 15-22 กรกฎาคม 2563 ธ.ก.ส.จะเริ่มทยอยจ่ายเงินเยียวยารอบที่ 3 ซึ่งรายละเอียดการเยียวยารอบดังกล่าวนั้นจะเริ่มทำการจ่ายเงินวันละ 1 ล้านรายอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นอกจากการจ่ายเงินในรอบดังกล่าวแล้ว อีกสิ่งที่ผู้ลงทะเบียนต่างเฝ้ารอก็คือ กลุ่มของเกษตรกรที่ยื่นอุทธรณ์ เยียวยาเกษตรกร

Go To Lead


“ไผ่” พืชเศรษฐกิจทางเลือกนำร่อง จ.ชลบุรี สร้างมูลค่ากว่า 45 ล้าน
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แนวทางบริหารจัดการสินค้าตามพื้นที่ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออก ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ได้ศึกษาสินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดชลบุรี พบว่า “ไผ่” เป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต (Future Crop) เนื่องจากไผ่มีคุณประโยชน์เพื่อบริโภคและใช้สอยอย่างหลากหลาย สามารถจำหน่ายเป็นกิ่งพันธุ์ หน่อ ลำ และ แปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคและอาหารสัตว์ สำหรับเกษตรกรจังหวัดชลบุรีนิยมปลูกไผ่เพื่อทำกิ่งพันธุ์จำหน่าย ซึ่งสามารถให้ผลผลิตปีละประมาณ 3 ล้านกิ่งพันธุ์ สร้างมูลค่าสูงกว่า 45 ล้านบาท หากมองถึงสถานการณ์การผลิต พบว่า จังหวัดชลบุรีมีพื้นที่ปลูกไผ่ ประมาณ 700 ไร่ เกษตรกรนิยมปลูกสายพันธุ์กิมซุง ปักกิ่ง ไผ่รวกหวาน และซางหม่น เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง สามารถตัดชำกิ่งขยายพันธุ์ หน่อไม้มีรสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต สร้างรายได้ตลอดทั้งปีโดยไผ่แต่ละสายพันธุ์มีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้ พันธุ์กิมซุง มีต้นทุนการผลิต 35,589 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตหน่อไม้เฉลี่ย 499 กก./ไร่/ปีผลผลิตชำต้นพันธุ์ 5,717 กิ่ง/ไร่/ปี ผลตอบแทน 95,771 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 60,183 บาท/ไร่/ปี พันธุ์ปักกิ่ง ต้นทุนการผลิต 27,201 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตหน่อไม้เฉลี่ย 2,220 กก./ไร่/ปี ผลผลิตชำต้นพันธุ์เฉลี่ย 1,180 กิ่ง/ไร่/ปี ผลตอบแทน 138,402 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 111,201 บาท/ไร่/ปี พันธุ์ไผ่รวกหวาน ต้นทุนการผลิต 13,406 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตหน่อไม้ เฉลี่ย 1,470 กก./ไร่/ปี ผลผลิตชำต้นพันธุ์เฉลี่ย 1,682 กิ่ง/ไร่/ปี ผลตอบแทน 65,949 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 52,543 บาท/ไร่/ปี และพันธุ์ซางหม่น ลงทุนปีที่ 1 ต้นทุนการผลิต 9,989 บาท/ไร่ (อยู่ในช่วงเจริญเติบโต ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้) สถานการณ์ด้านตลาด เกษตรกรจะจำหน่ายผลผลิตเป็น 2 รูปแบบ คือ กิ่งพันธุ์ นิยมจำหน่ายช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม ส่วนใหญ่ผลผลิตร้อยละ 50 (ประมาณ 1.50 ล้านกิ่งพันธุ์) ส่งออกต่างประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม รองลงมาร้อยละ 20 (ประมาณ 6 แสนกิ่งพันธุ์) ส่งขายตลาดขายต้นไม้บ้านหนองชะอม บ้านดงบัง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี รองลงมาส่งขายตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลาดภาคเหนือ และตลาดภาคใต้ ร้อยละ 15 10 และ 5 ตามลำดับ (รวมประมาณ 9 แสนกิ่งพันธุ์) ส่วนหน่อไม้สด นิยมจำหน่ายช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม ส่วนใหญ่ผลิตร้อยละ 99.65 ส่งขายให้พ่อค้าที่รวบรวมในจังหวัด และผลผลิตที่เหลือเกษตรจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคตะวันออกยังมีความต้องการใช้ลำไผ่ปริมาณมากในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งยังมีผลผลิตไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้าไผ่จากภาคอื่น ๆ หรือต่างประเทศ ปีละกว่า 6.7 ล้านลำ และมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการใช้อย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะใช้เป็นไม้ค้ำยันผลไม้ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมพลังงาน ชีวมวลที่กำลังเข้ามาในภาคตะวันออก
ด้านนายสุชัย กิตตินันทศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดนำร่องในการจัดทำแนวทางบริหารจัดการตามยุทธศาสตร์ไผ่เศรษฐกิจจังหวัดชลบุรี โดยได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ประชุมจัดทำแผนพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีและธุรกิจไผ่ชุมชน และแผนพัฒนาพิพิธภัณฑ์องค์ความรู้ไผ่เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่ง สศท.6 ในฐานะคณะทำงานได้ร่วมสนับสนุนข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทน สถานการณ์ตลาด ความต้องการใช้ไผ่ของภาคตะวันออก และแนวทางการพัฒนาไผ่เศรษฐกิจสินค้าทางเลือกที่มีอนาคต ทั้งนี้ ที่ประชุมได้สรุปแนวทางการบริหารจัดการไผ่ ประกอบด้วย 2 เป้าหมายการพัฒนาหลัก ได้แก่ 1) การสร้างแหล่งองค์ความรู้ไผ่สู่ชุมชน โดยจัดตั้งและพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีและธุรกิจไผ่ชุมชน และแผนพัฒนาพิพิธภัณฑ์องค์ความรู้ไผ่เศรษฐกิจ (KM) และ 2) การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชลบุรี ในฐานะเจ้าภาพหลัก การขับเคลื่อนนำร่องในระดับพื้นที่ครั้งนี้ได้เสนอ “โครงการเพิ่มศักยภาพและการจัดการธุรกิจไผ่ไม้เศรษฐกิจชุมชนจังหวัดชลบุรี” ภายใต้กรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้านเกษตร แผนงานเศรษฐกิจฐานรากเศรษฐกิจชุมชน ซึ่ง สศท.6 จะร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยจะมีการจัดประชุมเพื่อวางแผนขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวทางการบริหารจัดการไผ่เศรษฐกิจ ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม นี้ หากท่านใดที่สนใจผลการศึกษาไผ่ของภาคตะวันออกสามารถสอบถามได้ที่ สศท.6 โทร. 0 3835 1398 หรือ zone6@oae.go.th

Go To Lead


งานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 63
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการร่วมเป็นวิทยากรสัมมนาเรื่อง “เกษตรกรรมกับการเปลี่ยน ปรับ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจัดรูปแบบผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Zoom ในงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 2563 โดยมีวิทยากรจากหลากหลายสถาบัน อาทิ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย มูลนิธิสายใยแผ่นดิน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน สมาคมเกษตรกรรมทางเลือกฉะเชิงเทรา และศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จ.ร้อยเอ็ด ด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ วิชาการ และฐานข้อมูล ได้บรรยายถึงนโยบายและการดำเนินงานด้าน Climate Change ในภาคเกษตรของไทย เริ่มจากกลไกการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2564 (ฉบับปัจจุบัน) ที่ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ย่อย ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการสร้างความตระหนักรู้ 2) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3) การมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 4) การขับเคลื่อนโดยเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภาคเกษตร ของ สศก. และหน่วยงานใน กษ. อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สินค้าเกษตร การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อรายได้ครัวเรือนเกษตร การศึกษาผลการปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เกษตรทฤษฎีใหม่) และการศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าเพื่อให้?ปรับตัวได้?ในสภาพแวดล้?อมที่ไม่เหมาะสม การส?งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อลดการเผา การจัดทำแบบจําลอง การผลิตพืช (Crop Modeling) เพื่อการจัดการดินและธาตุอาหารพืชการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโดยการจัดการน้ำ ธาตุอาหาร และการใช้พันธุ?ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการ Supporting the Integration of the Agricultural Sector into the National Adaptation Plans: NAPs-Ag.) ร่วมกับ FAO และ UNDP โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Thai Rice NAMA) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ)

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com