Greennist
Hot News: จับตาทิศทาง 'ปาล์ม' ตลาดโลก // 'หนุน' โครงการ Cochran Fellowship Program // ไขมุมภาคเกษตร กับบัตรคนจน จากนโยบายสู่การปฏิบัติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

จับตาทิศทาง 'ปาล์ม' ตลาดโลก
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตน้ำมันปาล์มน้ำมันของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.22 ต่อปี ส่วนความต้องการใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.98 ต่อปี ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยร้อยละ 2.55 ต่อปี ซึ่งกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดว่าในปี 2560 ผลผลิตน้ำมันปาล์มของโลกจะมีปริมาณ 62.32 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ซึ่งมีจำนวน 58.83 ล้านตัน (ร้อยละ 5.93) เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นจากการเกิดภาวะลานีญา ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในตลาดโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.98 ต่อปี ทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มของโลกยังคงอยู่ในระดับสูง อยู่ที่ 7.73 ล้านตัน โดยในปี 2560 คาดว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 21.00 - 23.00 บาท จากการคาดการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันของ สศก. พบว่า ในปี 2560 มีเนื้อที่ให้ผล 4.84 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 4.56 ล้านไร่ (ร้อยละ 6.14) มีผลผลิตปาล์มน้ำมัน 11.71 ล้านตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 2.04 ล้านตัน (อัตราน้ำมัน 17.45) โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในไตรมาสที่ 2 ออกสู่ตลาด 3.83 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่มีจำนวน 2.61 ล้านตัน (ร้อยละ 31.62) ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2560 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือ 0.45 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคมที่มีจำนวน 0.27 ล้านตัน (ร้อยละ 66.67) ส่งผลราคาผลปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 2 ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 4.07 บาท ลดลงจากช่วงไตรมาส 1 ที่กิโลกรัมละ 5.38 บาท (ร้อยละ 24.33) ระดับราคาดังกล่าวยังคงสูงกว่าต้นทุนการผลิตของปี 2560 โดยต้นทุนการผลิตเฉลี่ย กิโลกรัมละ 3.06 บาท ประกอบกับในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง สต็อกน้ำมันปาล์มของไทยมีแนวโน้มลดลง (ณ สิ้นเดือนสิงหาคม จำนวนสต๊อก 0.43 ล้านตัน) โดยคาดว่าในปี 2560 ราคาผลปาล์มที่เกษตรกรได้รับเฉลี่ยที่กิโลกรัม 4.20 บาท
สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย ระยะสั้น กระทรวงพลังงานออกประกาศปรับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล จาก B5 เป็น B7 ซึ่งจะมีการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 12,000 ตัน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในขอความร่วมมือกรมธุรกิจพลังงานให้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ปรับสำรองไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น และให้สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มและสมาคมไบโอดีเซล รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 22 บาท รวมทั้งห้างค้าส่ง-ปลีก สมัยใหม่ (Modern Trade) งดจัดรายการส่งเสริมการขายน้ำมันพืชปาล์ม คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการโรงสกัดน้ำมันปาล์มและลานเทต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันทั้งทะลายตามอัตราน้ำมันตั้งแต่ร้อยละ 18-22 และให้ปรับลดหรือเพิ่มราคารับซื้อลงหรือขึ้น ไม่น้อยกว่า กิโลกรัมละ 0.30 บาทต่ออัตราน้ำมันที่ลดหรือเพิ่มขึ้นทุกร้อยละ 1 โดยต้องรับซื้อไม่ต่ำกว่าราคาที่แสดง และห้ามไม่ให้มีการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อผลปาล์มร่วง รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ โดยองค์การคลังสินค้า ได้อยู่ระหว่างหาแนวทางเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการส่งออกน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ ศึกษาวิธีการสนับสนุนให้มีการส่งออกน้ำมันปาล์ม วิธีการซื้อ ตลาดต่างประเทศ ประมาณการงบประมาณ การจัดซื้อ ส่วนต่างราคาและค่าใช้จ่าย การดำเนินการ ตลอดจนผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินการ โดยในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา สามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้รวม 52,629 ตัน ระยะยาว มีการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบปี 2560–2579 ซึ่ง ครม. มีมติรับแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันต่อไร่และการลดต้นทุนการผลิต 2) การส่งเสริมการทำปาล์มคุณภาพเพื่อเพิ่มอัตราการสกัดน้ำมันจากร้อยละ 17 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2579 ซึ่งเกษตรกรจะได้รับราคาที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 0.30 บาทต่ออัตราน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกร้อยละ 1 และ 3) การเพิ่มช่องทางการใช้น้ำมันปาล์มให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเป็น B10 การพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น
ร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ เป็นกฎหมายที่ทำให้ระบบการบริหารจัดการอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอยู่ภายใต้กฎหมายเดียว เพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่เป็นเอกภาพ และมีระเบียบ ข้อบังคับให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบให้มีศักยภาพ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ทำหน้าที่เสนอแนวทางการพัฒนา โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมต้องขึ้นทะเบียนและร่วมจ่ายสมทบเข้ากองทุน พร้อมทั้งมีบทลงโทษหากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
ร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ จะมีกองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เป็นส่วนหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. ฯ และเป็นหัวใจสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ ที่จะทำให้การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้มีเสถียรภาพ มีศักยภาพในการแข่งขัน เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยแนวทางการดำเนินกองทุนฯ จะให้การสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยและพัฒนา และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการแปรรูปของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สนับสนุนทุนสงเคราะห์ปลูกทดแทนปาล์มน้ำมันและพืชทดแทนอื่นในพื้นที่เดิม ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ สร้างความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มเกษตรกร โดยหลักสำคัญของกองทุนฯ จะไม่ใช้เงินของกองทุนฯ ไปแทรกแซงราคา ซึ่งจะเป็นการทำลายกลไกตลาด โดยกองทุนปาล์มน้ำมันฯ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน คือ ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ในการสนับสนุนส่งเงินสมทบให้กองทุนฯ เพิ่มเติมจากแหล่งเงินอื่นๆ เช่น ประเดิมจากรัฐบาล เงินงบประมาณประจำปี ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสำนักงบประมาณต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม โดยแนวทางการดำเนินงานของร่าง พ.ร.บ.ฯ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มมีศักยภาพ และขณะนี้ สศก. ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฯ เช่น การจัดทำกฎหมายลำดับรอง และกองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เมื่อ พ.ร.บ.ฯ ผ่านกระบวนการพัฒนากฎหมาย และได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้มีผลบังคับใช้แล้ว สศก. จะสามารถผลักดันให้ พ.ร.บ. ฯ ดำเนินการได้อย่างเต็มที่ และคาดหวังว่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มพัฒนาไปสู่เป้าประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิผลต่อไป

Go To Lead


'หนุน' โครงการ Cochran Fellowship Program
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมการเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) ภายใต้โครงการ Cochran Fellowship Program จัดโดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) ซึ่ง สศก. ได้เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 12 - 20 กันยายนที่ผ่านมา โดยการประชุมดังกล่าว มีการรับฟังการบรรยาย ศึกษา ดูงาน และแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมชลประทาน สำนักการเกษตรต่างประเทศ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมด้วย การเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ มุ่งเน้น 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ 1) การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้มีอาหารเพียงพอต่อปริมาณประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้ภาคเกษตรอย่างยั่งยืน 2) การเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกษตรกรต้องปรับตัวให้พร้อมรับกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสามารถที่จะฟื้นตัวจากผลกระทบที่เกิดจากภาวะฝนแล้งและน้ำท่วมในด้านการดำรงชีวิตและระบบนิเวศ และ 3) การลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเกษตร และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางการเกษตร รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาดและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งเป็นส่วนช่วยเพิ่มความสำเร็จให้บรรลุเป้าหมายความมั่นคงทางด้านอาหาร สะท้อนความเป็นจริงในระดับท้องถิ่นและระดับฟาร์มได้ดี
ด้านแนวคิดของ CSA ดำเนินการภายใต้แนวคิดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากระดับล่าง สู่บน (Bottom up) ซึ่งพิจารณาควบคู่ไปกับความมั่นคงทางด้านอาหารและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและกระบวนการระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น การบรรลุความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC)การประชุมครั้งนี้ ผู้แทนยังได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้มีประสบการณ์ในกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ณ กรมบริการเกษตรต่างประเทศ (USDA Foreign Agricultural Service : FAS) สถาบันอาหารและการเกษตรแห่งชาติ (National Institute of Food and Agriculture: NIFA) สถาบันพลังงานชีวภาพสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Institute of Bioenergy, Climate and Environment :IBCE) ศูนย์บริการวิจัยการเกษตร (Agricultural Research Service: ARS) ศูนย์กลางสภาพภูมิอากาศแห่งแคลิฟอร์เนีย (USDA California Climate Hub) และศูนย์วิจัยการเกษตรแห่งลุ่มน้ำแปซิฟิค (USDA-ARS U.S. Pacific Basin Agriculture Research Center) นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ ศึกษาการทำเกษตรของเกษตรกรในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ฟาร์มทดลองที่อยู่ในสถานีวิจัย Waimanlo ของมหาวิทยาลัยฮาวาย ฟาร์มกุ้ง ณ Hawaii Aquamarine Farm และ ไร่มันเทศสีม่วงหรือมันเทศโอกินา และขิง ณ Hawaii Xinglong Farm โครงการ Cochran Fellowship Program มีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ด้านความร่วมมือในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตร เตรียมพร้อมในด้านความมั่นคงอาหารต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการร่วมประชุมนับเป็นประโยชน์สำคัญในการนำมาประกอบการกำหนดทิศทาง นโยบาย และเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศของเกษตรกร ซึ่งจะพิจารณาควบคู่ไปกับความมั่นคงทางด้านอาหาร และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ภาคเกษตรของไทยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจทรัพยากรการเกษตร สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร โทร.0 2579 0627 0 2579 6580

Go To Lead


ไขมุมภาคเกษตร กับบัตรคนจน
จากนโยบายสู่การปฏิบัติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU - OAE Foresight Center : KOFC) โดย ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการจัดประชารัฐสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้กับผู้มาลงทะเบียนรายได้น้อยที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดแล้ว โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการลดค่าใช้จ่ายการดำรงชีพ และส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของการเดินทาง
อย่างไรก็ตาม วงเงินทั้งหมดหากประชาชนใช้ไม่หมดจะถูกตัดยอดทันทีไม่มีการสะสมในเดือนถัดไปและถึงรอบวันที่ 1 ของทุกเดือน วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินแต่ละสวัสดิการเสมอขณะที่มาตรการค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการที่เคยดำเนินการมาไปพลางก่อน โดยการจัดประชารัฐสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยกำหนดให้มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนที่จำเป็นในการดำรงชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งได้เห็นชอบให้บรรจุกรอบวงเงินเพื่อการดำเนินการดังกล่าวไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (รายการกองทุนประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก) ไว้เป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 46,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 กระทรวงการคลังได้สรุปข้อมูลยอดผู้ลงทะเบียนมีทั้งสิ้น 14,176,170 คน โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 11,431,681 คน แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนที่มีอาชีพเกษตรกร จำนวน 3,322,214 คน ไม่ใช่เกษตรกร จำนวน 8,109,467 คน

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com