Greennist
Hot News: กรมป่าไม้-ซีพีเอฟ-ชุมชน เติมพื้นที่สีเขียว
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

กรมป่าไม้-ซีพีเอฟ-ชุมชน เติมพื้นที่สีเขียว
นายนพดล ศิริจงดี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ จิตอาสาซีพีเอฟและชุมชนใกล้เคียงพื้นที่เขาพระยาเดินธง ได้ร่วมกันปลูกกล้า 3,000 กล้า ในพื้นที่แปลงปลูกเชิงนิเวศ โครงการ“ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันทำกิจกรรมใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม ปลูกต้นไม้พร้อมปักหลัก คลุมฟาง และใส่ปุ๋ยน้ำ EM ซีพีเอฟกำหนดยุทธศาสตร์ปลูกป่าที่เขาพระยาเดินธง 5,971 ไร่ ภายในปี 2563 โดยในปี 2559-2560 ดำเนินการปลูกป่าไปแล้ว 3,171ไร่ นอกจากนี้ บริษัทฯและกรมป่าไม้ ยังได้ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้ในพื้นที่มีอัตราการรอดมากกว่า 90% เนื่องจากสภาพป่าในพื้นที่ “โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” มีสภาพแตกต่างกัน คือ 1. เป็นป่าเสื่อมโทรม มีลูกไม้เหลือน้อย จึงต้องฟื้นฟูสภาพป่าแบบพิถีพิถัน เพื่อให้ฟื้นคืนสภาพโดยเร็ว ซึ่งปี 2559-2560 ดำเนินการปลูกป่าไปแล้ว 1,000 ไร่ 2. พื้นที่ที่มีลูกไม้ขึ้นบางส่วน ทำการฟื้นฟูแบบปลูกเสริมป่าในพื้นที่ว่างและมีลูกไม้ขึ้นน้อย ดำเนินการปลูกป่าไปแล้ว 1,200 ไร่ และ3. พื้นที่ที่มีลูกไม้ขึ้นหนาแน่น แต่มีไม้วัชพืช เช่น หนามมณฑา เถาวัลย์ ยึดอยู่ จึงต้องทำการฟื้นฟูป่าแบบส่งเสริมการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยการกำจัดวัชพืชออก เพื่อเปิดช่องแสงให้ลูกไม้ได้เจริญเติบโตได้ ซึ่งดำเนินการปลูกป่าไปแล้ว 800 ไร่ และส่วนที่ปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติอีก 721 ไร่
นายถนอมพงษ์ สังข์ธูป หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ป่าเขาพระยาเดินธง กล่าวว่า การปลูกป่าบริเวณแปลงปลูกเชิงนิเวศที่มีการทำกิจกรรมในวันนี้แตกต่างจากการปลูกป่าแบบทั่วไป เนื่องจากพื้นที่ปลูกเชิงนิเวศไม่ได้ปลูกเป็นแถวเป็นแนว แต่เป็นการปลูกแบบเลียนแบบธรรมชาติ ใช้พันธุ์ไม้ที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองเกิดตามธรรมชาติในบริเวณที่จะปลูก และเป็นพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย เพื่อสร้างสมดุลของธรรมชาติ เพิ่มคุณค่าทางระบบนิเวศ นอกจากนี้ การปลูกต้นไม้ใช้ความถี่มากกว่าการปลูกแบบทั่วไป คือประมาณ 1 ต้นต่อ 1 ตารางเมตร ใช้ฟางข้าวคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดินและเพิ่มอินทรียวัตถุ
อนึ่ง ซีพีเอฟ ร่วมกับ กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เปิดตัวโครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง เดือนมิถุนายน 2560 กำหนดยุทธศาสตร์ปลูกป่า 5,971 ไร่ ที่เขาพระยาเดินธง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ระยะเวลาโครงการฯ 5 ปี (ปี 2559-2563) ซึ่งในอนาคตพื้นที่ดังกล่าวมีแผนที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของเมืองไทยต่อไป

Go To Lead


หนุนเกษตร'เซินกา-ตาลัส' เงินสะพัดกว่า 4 พันล้าน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560 จากพายุเซินกาและตาลัส ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2560 ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพ พบว่า มีพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) จำนวน 35 จังหวัด จำนวน 378,705 ครัวเรือน ใช้งบประมาณรวม 1,893.64 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รวม 5 ด้าน ได้แก่ 1) การผลิตพืชอายุสั้น 2) การเลี้ยงสัตว์ 3) การผลิตอาหาร แปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 4) การประมง และ 5) การทำเกษตรแบบผสมผสาน
จากการวิเคราะห์ของ สศก. พบว่า การช่วยเหลือตามโครงการ 9101 แก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยจากพายุเซินกาและตาลัส ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวน 4,164.83 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.2 เท่าของงบประมาณ จะเห็นว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 9101 ให้ความสนใจเข้าร่วมต่อโครงการด้านการประมงอันดับแรก รองลงมา คือ โครงการด้านการเลี้ยงสัตว์ โครงการด้านการผลิตพืชอายุสั้น โครงการการผลิตอาหารฯ และโครงการการทำเกษตรแบบผสมผสาน ตามลำดับ ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมในทุกด้าน โดยเกษตรกรสามารถนำไปขยายผลต่อได้ด้วยตนเอง อย่างเช่น โครงการการผลิตอาหาร แปรรูปผลผลิตฯ เนื่องจากชุมชนสามารถนำผลผลิตเป็นอาหารหรือแปรรูป เช่น การแปรรูปข้าว หมูแดดเดียว ทองม้วน และ พริกแกง ทำให้เกษตรกรมีบริโภคในครัวเรือน และยังเสริมสร้างอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เกิดจากการหมุนเวียนของเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกชุมชน อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะแรกของโครงการ อาจยังไม่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก แต่หลังจากดำเนินโครงการแล้วเสร็จ จะยังเกิดผลสืบเนื่องทางเศรษฐกิจอีกเป็นระยะเวลาหลายปี จากกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งมีการซื้อขายผลผลิตมากขึ้นด้วย ซึ่งนับว่าเกิดประโยชน์ทั้งด้านสังคม ในการสร้างความสามัคคีของสมาชิกในกลุ่ม เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรมีอาหารบริโภค ลดรายจ่าย และมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิต และเกิดความยั่งยืนของโครงการ จากการตั้งกองทุนในชุมชนบริหารจัดการ และระยะยาวสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ สร้างรายได้หมุนเวียนแก่เกษตรกรต่อเนื่อง

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com