Greennist
Hot News: ‘สมุนไพร-เห็ดฟาง-พืชผักปลอดภัย’ พืชทางเลือกสร้างรายได้
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

‘สมุนไพร-เห็ดฟาง-พืชผักปลอดภัย’ พืชทางเลือกสร้างรายได้
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดของจังหวัดฉะเชิงเทรา (TOP 4) ได้แก่ ข้าวนาปี มะม่วงน้ำดอกไม้ กุ้งขาวแวนนาไม และปลากะพง โดยพบว่า เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิต ข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และปานกลาง (S2) เฉลี่ย 1,822 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,444 บาท/ไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 13,738 บาท/ไร่ กุ้งขาวแวนนาไม มีผลตอบแทนสุทธิ 17,711 บาท/ไร่ และปลากะพง มีผลตอบแทนสุทธิ 63,519 บาท/ไร่ ทั้งนี้ ในส่วนของมะม่วงน้ำดอกไม้ กุ้งขาวแวนนาไม และปลากะพง ไม่ได้แยกพื้นที่ความเหมาะสม จากการเปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิการผลิตในพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) สำหรับการปลูกข้าว เพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการในการสนับสนุนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri - Map) ในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า พื้นที่มีความเหมาะสม (S1/S2) สำหรับปลูกข้าว มีจำนวน 1,169,706 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) สำหรับปลูกข้าว จำนวน 130,056 ไร่ สำหรับสินค้าทางเลือกเพื่อปรับเปลี่ยนนาข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรสามารถเลือกปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีตลาดรองรับแน่นอน ซึ่งได้แกพืชสมุนไพร/เครื่องเทศ อาทิ ข่า ต้นทุนการผลิต 11,949 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 46,278 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 34,329 บาท/ไร่ ตะไคร้ ต้นทุนการผลิต 9,281 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 20,868 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 11,586 บาท/ไร่ ซึ่งผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเครื่องเทศปรุงรสอาหาร หรือตลาดบริโภคในจังหวัดและนอกจังหวัด จะมีพ่อค้าเข้ารับซื้อถึงในแหล่งผลิต ทำให้ลดต้นทุนการขนส่งอีกด้วย
การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนระบบปิด ต้นทุนการผลิต 266,223 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทน 346,752 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 80,528 บาท/ไร่/ปี (1 ไร่ สามารถปลูกโรงเรือนได้ 6 - 7 โรง) สามารถเก็บขายเมื่ออายุได้ 15 วัน และพ่อค้าเข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิต พืชผักปลอดภัย (กางมุ้ง) อาทิ ผักกวางตุ้ง มีต้นทุนการผลิต 9,246 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทน 27,328 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 18,081 บาท/ไร่/ปี ผักคะน้า มีต้นทุนการผลิต 10,225 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทน 29,342 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 19,117 บาท/ไร่/ปี โดยเกษตรกรสามารถควบคุมการผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด โดยเฉลี่ยของผักประมาณ 45 วัน/รุ่น สามารถเก็บจำหน่ายได้แล้ว และเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ หากเกษตรกรต้องการปรับเปลี่ยนการผลิต ควรวางแผนการผลิต ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทน ระยะการปลูกหรือเลี้ยง จนกระทั่งเก็บเกี่ยว โดยมีข้อมูลสนับสนุนความต้องการของตลาด โดยเกษตรกร หรือท่านที่สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญ สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. 0 3835 1398 หรือ zone6@oae.go.th

Go To Lead


‘พืชอาหารสัตว์ กล้วยหอม ผักหวานป่า’ ทดแทนนาข้าว
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri - Map) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี พบว่า จังหวัดสระบุรี มีพื้นที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว รวม 517,872 ไร่ และมีพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว รวม 26,904 ไร่ (ร้อยละ 5 ของพื้นที่ปลูกข้าวในจังหวัด) ซึ่งในพื้นที่ไม่เหมาะสม 26,904 ไร่ ดังกล่าว มีความเหมาะสมสำหรับปลูกพืชไร่ประมาณ 12,000 ไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอแก่งคอย อำเภอเมือง อำเภอพระพุทธบาท และอำเภอหนองแค ที่สามารถปลูกได้ทั้ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน หากมองสถานการณ์ปัจจุบัน จังหวัดสระบุรี เป็นแหล่งเลี้ยงโคนมอันดับ 1 ของประเทศ พืชอาหารสัตว์จึงมีความจำเป็นอย่างมาก โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่มีความโดดเด่น เนื่องจากด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีความต้องการสูง และราคาอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งนโยบายรัฐ มีโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูกาลทำนา โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 4,400 - 4,600 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) อยู่ระหว่าง 2,000 - 2,300 บาท/ไร่ แต่หากเกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ควบคู่กับการทำฟาร์มปศุสัตว์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต พบว่า ข้าวโพดสดพร้อมฝัก ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรูปเมล็ด จะมีต้นทุนการผลิต 5,636 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,764 บาท/ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกได้ 3 รอบต่อปี กรณีมีแหล่งน้ำ ซึ่งคิดแล้วเกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 14,292 บาท/ไร่/ปี อย่างไรก็ตาม หากมีการรวมกลุ่มปลูก และมีเทคโนโลยีเครื่องจักรเพื่อให้บริการในการเก็บเกี่ยวและจำหน่ายในรูปข้าวโพดหมัก จะช่วยเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องมีการวางแผนการผลิตและการตลาดให้ผลผลิตออกเป็นรุ่นอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้รับซื้ออย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาพื้นที่ ยังมีสินค้าทางเลือกและกิจกรรมเสริมที่น่าสนใจ อาทิ กล้วยหอม มีต้นทุนการผลิต 16,773 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 19,705 บาท/ไร่ ซึ่งหากผลิตให้ออกตรงความต้องการของตลาดในช่วงเทศกาลต่างๆ เกษตรกรจะได้รับกำไรสูงกว่าช่วงปกติ และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย เช่น เค้กกล้วยหอม เป็นต้น ผักหวานป่า เป็นผักพื้นบ้านมีชื่อเสียงของจังหวัดเป็นผักที่ปลอดภัยจากสารพิษโดยธรรมชาติ เป็น “ผักสุขภาพ” ที่ผู้บริโภคมีความต้องการ มีต้นทุนการผลิต เฉลี่ย 65,720 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 84,280 บาท/ไร่ ไก่พื้นเมือง ต้นทุนการผลิต เฉลี่ย 90 บาท/ตัว ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 55 บาท/ตัว เป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญในชุมชนเลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ตลอดทั้งปี แถมมีราคาสูงมากขึ้นในช่วงเทศกาล
ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) กล่าวเสริมว่า นอกจากสินค้าทางเลือกข้างต้นแล้ว เกษตรกรยังสามารถปรับเปลี่ยนสำหรับปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย ตลาดมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับจังหวัดสระบุรี มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรและโรงพยาบาลภาครัฐที่รับซื้อสมุนไพรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนไปทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดความเสี่ยง สับเปลี่ยนหมุนเวียนการปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร/เครื่องเทศ ไม้ดอก ไม้ผล รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ เป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อให้เกษตรกร มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น น้ำนมโคอินทรีย์ หน่วยงานต้องสนับสนุนเชื่อมโยงหาช่องทางการตลาด และเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าอินทรีย์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ควรติดตาม สำรวจ และปรับปรุงฐานข้อมูลแผนที่ความเหมาะสมให้เป็นปัจจุบัน และร่วมวางแผนการผลิตและการตลาดสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเกิดประโยชน์และเกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุน สำหรับเกษตรกรและท่านที่สนใจต้องการสอบถามข้อมูลในพื้นที่เพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 โทร. 0 5640 5005 - 8 หรือ zone7@oae.go.th

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com