Greennist
Hot News: กรอบยุทธศาสตร์จัดการด้านอาหารไทย 20 ปี
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

กรอบยุทธศาสตร์จัดการด้านอาหารไทย 20 ปี
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ ซึ่งเป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่องภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) เป็นประธาน เพื่อพิจารณา (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปี 2560-2579 ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานการปรับปรุง (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปี 2560 - 2579 ตามความเห็นของคณะกรรมการเพื่อเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวภายในเดือนสิงหาคม 2561 และพิจารณาการจัดทำตัวชี้วัดเป้าหมายของ (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ฯ ทั้ง 6 เป้าหมาย ประกอบด้วย เป้าหมายที่ 1 จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง เป้าหมายที่ 2 ปริมาณการสูญเสียและขยะอาหารลดลง เป้าหมายที่ 3 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น เป้าหมายที่ 4 มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น เป้าหมายที่ 5 จำนวนคนที่มีภาวะโภชนาการขาดและโภชนาการเกินลดลง และ เป้าหมายที่ 6 มีหน่วยงานกลางประสานการดำเนินการ ก่อนนำเสนอในการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติครั้งต่อไปในเดือนกันยายน 2561
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีบทบาทนำในการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคงอาหาร ซึ่งมีหลักการดำเนินงานเพื่อให้ประเทศไทยเกิดความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพยายามที่จะลดจำนวนผู้ขาดสารอาหารในประเทศให้น้อยที่สุด ซึ่งที่ผ่านมานับว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดำเนินงานอย่างมาก โดยพิจารณาจากข้อมูลการสำรวจสัดส่วนของผู้ขาดสารอาหารในประเทศไทยของ FAO พบว่าเมื่อสิ้นสุดปี 2560 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ขาดสารอาหารเพียงร้อยละ 9.5 ลดลงอย่างมากจากปี 2533 ซึ่งมีจำนวนผู้ขาดสารอาหารสูงสุดถึงร้อยละ 34.6 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารและประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาผลิตภาพการผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรรายย่อยเพิ่มขึ้นสามารถบริโภคอาหารได้หลากหลายและมีคุณค่าโภชนาการมากขึ้น ประเทศไทยยังมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยพิจารณาจาก “อัตราการพึ่งพาตนเอง (Self-Sufficiency Ratio: SSR)” ซึ่งเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงการพึ่งพาสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศให้สอดคล้องกับการใช้ในประเทศที่มีความสมดุล พบว่า ไทยมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว และ อ้อย (สำหรับผลิตน้ำตาล) กลุ่มไขมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน กลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อไก่ เนื้อสุกร และกุ้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มสินค้าที่มีค่า SSR ต่ำ ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และโคเนื้อ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีปริมาณเพียงพอ พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สนับสนุนการดำเนินโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลในระยะสั้น (Quick win) ผ่านการดำเนินโครงการโคบาลบูรพา ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจร สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกและเพิ่มการผลิตเนื้อโคเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์ กข 43 แบบครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมให้เป็นสินค้าตลาดเฉพาะ (Niche Market) เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว ทั้งนี้ เมื่อกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปี ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้นำกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้เป็นกรอบแนวทางในการกำหนดแนวทางดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในช่วงระยะ 20 ปี ควบคู่และสอดคล้องกับการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการเกษตรระยะ 20 ปีต่อไป

Go To Lead


แนะรุกตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการในรูปแบบคณะทำงานการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 - 2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้าและการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) เป็นหน่วยงานดำเนินการ จากการติดตามผล ในกลุ่มตัวอย่าง 3,356 ตัวอย่าง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2561 โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงร้อยละ 65 เพศชายร้อยละ 35 โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ ซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประเภทสินค้าผักสด ร้อยละ 46 ผลไม้ร้อยละ 26 ข้าวร้อยละ 21 ธัญพืช/สมุนไพรร้อยละ 4 เนื้อสัตว์/ไข่ ร้อยละ 2 และอื่นๆ ร้อยละ 1 ตามลำดับ ผู้บริโภคส่วนใหญ่เคยซื้อสินค้าอินทรีย์ ร้อยละ 62 โดยส่วนใหญ่ซื้อเป็นอาหารสด อาหารพร้อมปรุงกึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป และอาหารแช่แข็ง สาเหตุหลักตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์มาบริโภค เนื่องจากมีความมั่นใจในตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ว่าปลอดภัยกว่าสินค้าทั่วไป และมีความมั่นใจว่าปราศจากสารพิษและสารเคมี โดยนิยมแหล่งที่เลือกซื้อสินค้า ได้แก่ ตลาดสดปกติทั่วไป ร้อยละ 35 ตลาดนัดทั่วไป ร้อยละ 25 ตลาดเกษตรอินทรีย์ ร้อยละ 18 และตลาดโมเดิรน์เทรด ร้อยละ 10 และตลาดอื่นๆ 12 ผู้บริโภคร้อยละ 38 ที่ไม่เคยซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์มีราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไป หาซื้อค่อนข้างยาก วางจำหน่ายไม่ต่อเนื่อง และประเภทสินค้าเกษตรอินทรีย์มีให้เลือกไม่หลากหลาย ซึ่งแม้ปัจจุบัน กระแสการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์จะเป็นที่สนใจมากขึ้น
ดังนั้น ภาครัฐจึงควรพัฒนาช่องทางตลาดให้มากขึ้นต่อไป โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตอาหารอินทรีย์ในรูปของอาหารสด และจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดปกติทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้สะดวกขึ้น ตลอดจนประชาสัมพันธ์ถึงคุณประโยชน์และข้อดีของการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นช่องทางการเพิ่มสัดส่วนของผู้บริโภคภายในประเทศ ทั้งนี้ ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ของ สศท.9 นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ สศก. จะจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการตลาดเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศให้มากขึ้น สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 โทร. 074 312 996 หรือ zone9@oae.go.th

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com