Greennist
Hot News: หอมแดงปี 62 ผลผลิตรวม 168,854 ตัน เพิ่ม 1.32%
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

หอมแดงปี 62 ผลผลิตรวม 168,854 ตัน เพิ่ม 1.32%
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ หอมแดง ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561) คาดว่า หอมแดง ปี 2562 มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 66,652 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 66,795 ไร่ (ลดลงร้อยละ 0.21) เนื้อที่เก็บเกี่ยว รวมทั้งประเทศ 66,135 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 65,336 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.22) ผลผลิต รวมทั้งประเทศ 168,854 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 166,662 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.32) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว ทั้งประเทศ 2,553 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ 2,551 กิโลกรัม/ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08) สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกหอมแดงคาดว่าลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลง โดยราคาหอมแดงหัวกลาง มัดจุก แห้ง 7 - 15 วัน เฉลี่ย (มกราคม - มีนาคม) ปี 2561 อยู่ที่กิโลกรัมละ 12.78 บาท โดยปี 2560 อยู่ที่กิโลกรัมละ 19.51 บาท (ลดลงร้อยละ 34.50) ในขณะที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวคาดว่าเพิ่มขึ้น เพราะปีที่แล้วบางแหล่งผลิตประสบปัญหาโรคไหม้ และโรคเชื้อรา ทำให้มีเนื้อที่เสียหาย แต่ปีนี้คาดว่าจะไม่มีฝนตกในช่วงฤดูเพาะปลูก เนื้อที่เสียหายจากผลผลิตเน่าเสียและโรคเชื้อราจึงลดลง และผลผลิตต่อไร่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น หากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย อากาศหนาวเย็นยาวนาน มีน้ำเพียงพอในช่วงระยะการเจริญเติบโต และแตกกอ จะทำให้หอมแดงเจริญเติบโตได้เต็มที่ น้ำหนักดี มีขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตามหากมองรายภาค ภาคเหนือ คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกหอมแดงลดลง เนื่องจากในแหล่งผลิตใหญ่ประสบปัญหา เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2561 มีเชื้อราระบาด และราคาลดลง เกษตรกรจึงปล่อยพื้นที่ว่าง และจังหวัดเพชรบูรณ์มีโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ยาสูบ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ในขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่เพาะปลูกหอมแดงคาดว่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากจังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งเพาะปลูกใหญ่ได้รับการส่งเสริม และเป็นของดีเมืองศรีสะเกษ จึงจูงใจเกษตรกรขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น แนวทางบริหารจัดการสินค้าหอมแดงในปี 2562 ซึ่งจะมีผลผลิตออกตลาดมากในช่วงต้นปีนั้น (มกราคม - มีนาคม) ภาครัฐได้กำหนดมาตรการไว้อย่างรอบด้าน โดยกรมศุลกากร ได้มีมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าหอมแดงจากต่างประเทศ และประเมินราคาเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะใช้ขบวนการสหกรณ์ในการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ รวมถึงชะลอการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน จะประสานห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด ช่วยเร่งกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเจรจากับประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยเพื่อลดข้อกีดกันการนำเข้าหอมแดงจากประเทศไทย

Go To Lead


ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยาง พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน
นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรตัดโค่นต้นยาง ในพื้นที่ 65 จังหวัด เพื่อลดพื้นที่ปลูกยางพาราและปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ระบบ อีกทั้งลดความเสี่ยงผลกระทบจากราคายางตกต่ำและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง มีการสนับสนุนเงินอุดหนุนค่าตัดโค่นต้นยางให้เกษตรกร 2 งวด ได้แก่ งวดที่ 1 ไร่ละ 4,000 บาท และ งวดที่ 2 ไร่ละ 6,000 บาท นอกจากนี้ ยังส่งเสริมด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่เพื่อทดแทนการทำอาชีพชาวสวนยาง โดยการจัดอบรมให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง หลังการตัดโค่นต้นยาง สศก. ได้ทำการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการ พบว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการ ตั้งแต่ 1 เมษายน 2561 จนถึง 30 กันยายน 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 14,623 ราย พื้นที่เข้าร่วมโครงการ 93,062 ไร่ เกษตรกรตัดโค่นต้นยางแล้วเสร็จ 13,030 ราย ในพื้นที่ 69,080 ไร่ (เป้าหมาย 30,000 ราย พื้นที่ 150,000 ไร่) โดยเกษตรกรร้อยละ 37 ตัดสินใจนำพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเห็นว่า ต้นยางไม่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตน้อย ส่วนร้อยละ 28 เห็นว่าราคายางพาราตกต่ำ และร้อยละ 23 ต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพ ในขณะที่ร้อยละ 12 ขาดแรงงานในการดูแล สวนยาง
เกษตรกรร้อยละ 74 ได้รับเงินอุดหนุนค่าตัดโค่นต้นยาง งวดที่ 1 แล้ว และเข้ารับการอบรมการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่เพื่อทดแทนการทำอาชีพชาวสวนยาง โดยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีความสนใจด้านการปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้น พืชไร่ และพืชผักสวนครัว ตามลำดับ และงวดที่ 2 เกษตรกรร้อยละ 61 ได้รับเงินอุดหนุนค่าตัดโค่นต้นยางเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการยางแห่งประเทศไทยและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งดำเนินการให้เกษตรกรได้รับเงินอุดหนุนให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป สำหรับภาพรวม เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อภาพรวมโครงการระดับมาก และยังคงต้องการให้ภาครัฐขยายโครงการและสนับสนุนเงินอุดหนุนรวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรให้ข้อคิดเห็นว่า ภาครัฐควรปรับลดหลักเกณฑ์การกำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เช่น เกษตรกรที่มีพื้นที่สวนยางมากกว่า 50 ไร่ และกำหนดอายุของยางในการเข้าร่วมโครงการเป็นยางที่เปิดกรีดแล้วเท่านั้น ซึ่งหากปรับลดหลักเกณฑ์ลง เกษตรกรจะให้ความสนใจในการเข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้นรวมทั้งต้องการให้จัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกรที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนอาชีพเพิ่มเติม

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com