Greennist
Hot News: ‘มะเดื่อ’ พืชทางเลือกกำไรงาม เจาะตลาดคนรักสุขภาพ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

‘มะเดื่อ’ พืชทางเลือกกำไรงาม เจาะตลาดคนรักสุขภาพ
นายสมมาตร ยิ่งยวด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “มะเดื่อ” (Fig Fruit) หรือ “มะเดื่อฝรั่ง” ได้รับความนิยมในตลาดผู้บริโภคสินค้าปลอดสารเคมี (Organic Food) และกลุ่มผู้รักสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลมะเดื่อมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งทางการแพทย์มีการรับรองว่าผลมะเดื่อ มีส่วนช่วยป้องกันโรคนิ่วในไต ช่วยฟอกตับและม้าม และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เกษตรกรจึงนิยมปลูกในหลายพื้นที่ นับว่าเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่ของ สศท.5 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิต และการตลาดมะเดื่อในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50 ไร่ มีเกษตรกรที่ปลูก จำนวน 10-15 รายโดยเกษตรกรมีการปลูกมะเดื่อในลักษณะต่างคนต่างปลูก กระจายอยู่ทั่วไปในหลายพื้นที่ ได้แก่ อำเภอปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน และ ปักธงชัย เป็นต้น เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโต ซึ่งการปลูกมะเดื่อในปัจจุบันเกษตรกร จะนิยมใช้กิ่งพันธุ์ตอนหรือกิ่งปักชำที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น พันธุ์เจแปนบีทีเอ็ม6 หรือ พันธุ์เหวยไห่ ราคาจะอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท/กิ่ง หากพิจารณาถึงการผลิต พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 40,120 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 1 จนครบ 50 ปี ถึงจะสิ้นอายุขัย) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 8 - 12 เดือน ผลผลิตเฉลี่ย 80 – 120 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 17,080 บาท/ไร่/ปี ราคาขายผลสุกอยู่ที่ 300 บาท/กก. ส่วนผลแห้งอยู่ที่ 1,000 บาท/กก.
ด้านการตลาด ส่วนใหญ่ร้อยละ 65 กลุ่มเกษตรกรจะจำหน่ายผลมะเดื่อ (ผลแห้งและผลสุก) และกิ่งพันธุ์ทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค เช่น ฟาร์มหอมกลิ่นดิน และ Sixty six figs farm เป็นต้น รองลงมาร้อยละ 25 แปรรูปเป็นชามะเดื่อ และไวน์มะเดื่อ โดยลูกค้านิยมสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์เช่นเดียวกัน ที่เหลือร้อยละ 10 เกษตรกรจะจำหน่ายผลมะเดื่อทั้งผลสุกและผลแห้ง ตามงานอีเว้นท์ที่หน่วยงานราชการจัดขึ้น อาทิ งานตลาดนัดเกษตรกร รวมทั้งกิ่งพันธุ์บางส่วนยังมีการจำหน่ายปลีกทางหน้าร้านของตนเอง จุดเด่นของผลผลิตนั้น เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เกือบทั้งหมด เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในการบริโภคสินค้าปลอดสารเคมี (Organic Food) และผู้รักสุขภาพ นอกจากนี้ เกษตรกรยังนำผลมะเดื่อมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น ไวน์มะเดื่อ ชามะเดื่อ คุกกี้มะเดื่อ และมะเดื่ออบแห้ง เป็นต้น เกษตรกรสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี 7 เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดผู้บริโภคเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะเดื่อในรูปกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการขายและขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดมะเดื่อในจังหวัดนครราชสีมา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 โทร. 0 4446 5120 หรืออีเมล zone5@oae.go.th

Go To Lead


'ชี้' ภาคเกษตร กุญแจสำคัญ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง การเปิดตัว “รายงานตามติดเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลก ฉบับที่ 40” (Launch of the 40th edition of Thailand Economic Monitor: Productivity for Prosperity) จัดโดยธนาคารโลก (World Bank) เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรม VIE กรุงเทพฯ ซึ่ง สศก. ได้ร่วมงานดังกล่าว เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของไทยและนโยบายเพื่อการพัฒนาของประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านมา โดย World Bank ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2562 ขยายตัวต่ำจากความไม่สงบของสถานการณ์การค้าและการเมืองภายนอก ประกอบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงภายในประเทศ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยลดลง แต่การขยายตัวของ GDP ยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคบริการเป็นหลัก
รายงานดังกล่าว World Bank ได้เน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มผลิตภาพสู่ความรุ่งเรืองภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งหากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประเทศไทยจะต้องมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ สูงกว่าร้อยละ 5 อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2568 โดยจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งมีการจ้างแรงงานในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศไทย และนับว่ามีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจและระดับรายได้ต่อหัวแบบเดียวกัน อาทิ มาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรเพียง ร้อยละ 11 นอกจากนี้ แรงงานในภาคเกษตรไทยยังมีผลิตภาพไม่สูงนัก จึงส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานและการลงทุนในภาคการเกษตร ควบคู่กับการดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการลงทุนด้านชลประทาน การเพิ่มงบประมาณเพื่อการวิจัยและโครงการส่งเสริมเกษตรกรรม จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจดังกล่าว ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับข้อเสนอเชิงนโยบายของ World Bank ในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตรกรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลแก่เกษตรกรเพื่อยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer การดำเนินโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การลงทุนเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์ให้ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการอยู่นั้น จะช่วยเพิ่มผลผลิตและยกระดับผลิตภาพในภาคเกษตรกรรมของไทยให้ดีขึ้น และจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 เลขาธิการ สศก. กล่าวในที่สุด

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com