Greennist
Hot News: 'เน้น' ติดตาม แก้ปัญหาในพื้นที่ // รวมกลุ่ม 'นาแปลงใหญ่' เข้มแข็ง
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

'เน้น' ติดตาม แก้ปัญหาในพื้นที่
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ถึงการจัดประชุมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของจังหวัด เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ กรมชลประทาน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อชี้แจงและซักซ้อมความเข้าใจแก่คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ผู้อำนวยการกองแผนงานจากส่วนราชการ ให้รับทราบถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในพื้นที่ การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน และนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการ บูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ซึ่งการประชุมดังกล่าว เป็นการพิจารณาเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1.แนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรในพื้นที่จังหวัด กระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง เพื่อแนะนำ ติดตาม และประสานการดำเนินงานกับคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team) ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร โดยมุ่งเน้นบริหารจัดการสินค้าที่มีศักยภาพของจังหวัด สินค้าเกษตรแปลงใหญ่ และสินค้าที่คาดว่าจะมีปัญหาในแต่ละจังหวัด เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตสินค้าเกษตร และบรรเทาปัญหาและข้อร้องเรียนจากเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
2. การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงาน เพื่อบูรณาการกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ซึ่งจะสนับสนุนในเรื่องการจัดทำเมนูอาชีพรายบุคคล รายกลุ่ม ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และอื่นๆ ในพื้นที่เป้าหมาย เช่น รายบุคคล มีเมนูพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยให้ปรับเปลี่ยนการผลิตทดแทนการทำสวนยาง 150,000 ไร่ ให้กับเกษตรกร 30,000 รายๆ ละไม่เกิน 10 ไร่ หรือรายกลุ่ม/ชุมชน มีเมนูสร้างฝายชะลอน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้แรงงานจิตอาสาในชุมชน เป็นต้น ซึ่งเมนูอาชีพจะช่วยสนับสนุนการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกอาชีพที่เหมาะสม เสริมรายได้ให้กับตนเองและครัวเรือน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานซักซ้อมความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเข้าร่วมในทีมครู ก. (ระดับจังหวัด) และ ครู ข. (ระดับอำเภอ ตำบล) ในพื้นที่กับทีมไทยนิยมของกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนให้มีการจัดตั้ง War room ไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรฯ อีกด้วย
3. โครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายทุกหน่วยงานติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้สานต่องานนโยบายเดิม 16 โครงการ โดยใช้หลัก“3 ต. คือ ต่อ เติม แต่ง" และ "การตลาดนำการผลิต” รวมทั้งให้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ตลอดจนให้ชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญ เช่น โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer เป็นต้น

Go To Lead


รวมกลุ่ม 'นาแปลงใหญ่' เข้มแข็ง
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ของปี 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์รวมกัน ผลิตข้าวคุณภาพได้มาตรฐานข้าวไทย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปี 2560 มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการในระบบนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 รวม 51 จังหวัด จำนวน 747 แปลง พื้นที่ 752,659 ไร่ เกษตรกร 55,087 ราย โดย สศก. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลง ใน 15 จังหวัด จำนวน 585 ตัวอย่าง ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 พบว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่ เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เป็นสมาชิกไปใช้และบริหารจัดการร่วมกัน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว กระสอบบรรจุภัณฑ์ เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถไถเดินตามชนิดใบผ่านร่อง เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถแทรคเตอร์เครื่องหยอดข้าวรุ่นดัดแปลงสำหรับนาน้ำตม เครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการผลิตข้าวคุณภาพดี (GAP) ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร
ด้านค่าใช้จ่าย เกษตรกร ร้อยละ 84 สามารถลดค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการทำนา โดยลดลง 512 บาทต่อไร่ หรือลดลงร้อยละ 15 (ค่าใช้จ่าย 3,359 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 ลดเหลือ 2,847 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61) ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นค่าพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และการใช้สารเคมีน้อยลงด้านผลผลิต เกษตรกรร้อยละ 78 มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 12 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 2 (ผลผลิตประมาณ 631 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 643 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2560/61) ขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย โดยเกษตรกรร้อยละ 53 ผลิตข้าวได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่การรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อทำข้อตกลงซื้อขายกับเอกชน (MOU) จำนวน 221 แปลง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตสูงกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 100 - 200 บาทต่อตัน ด้านผลตอบแทนสุทธิ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 533 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 35.89 (ผลตอบแทนสุทธิ 1,485 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 2,018 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61) และจากการสนับสนุนปัจจัยและเทคโนโลยีมาใช้ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 73 มีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ มีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และสามารถสร้างความสามัคคีความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com