Finance/share
Hot News: เข้ม'บริหาร'สภาพคล่องกองทุนรวม
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
เข้ม'บริหาร'สภาพคล่องกองทุนรวม
ก.ล.ต. ออกเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและเครื่องมือบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวม เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ลงทุน
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)เปิดเผยว่า การออกหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและเครื่องมือบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวมทำให้ บลจ. มีการยกระดับกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีเครื่องมือบริหารสภาพคล่องที่หลากหลายและเพียงพอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวมและลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงต่อระบบการเงิน
ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและเครื่องมือบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวม เพื่อยกระดับให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพและมีเครื่องมือบริหารสภาพคล่องที่หลากหลาย เพื่อคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนมากยิ่งขึ้น
จากสถานการณ์ความผันผวนของภาวะตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเดือนมีนาคม 2563 ส่งผลกระทบให้มูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวมมีความผันผวนสูง และหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศได้ออกมาตรการเสริมสภาพคล่องยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนรวม
ก.ล.ต. ได้จัดประชุมหารือร่วมกับประธานกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของ บลจ. เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาธุรกิจและสื่อสารบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนรวม โดย ก.ล.ต. และผู้ประกอบธุรกิจเห็นความสำคัญร่วมกันในการยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนรวมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยกำหนดให้ (1) บลจ. มีแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท
ประกอบด้วย การบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบกองทุน การติดตามความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงมีแผนรองรับที่เหมาะสม และ (2) บลจ. ต้องจัดให้มีเครื่องมือบริหารสภาพคล่องอย่างเพียงพอเพื่อรองรับการจัดการกองทุน ซึ่งจะช่วยรักษาประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวมในกรณีที่เกิดความผิดปกติรุนแรง อีกทั้ง ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการและร่างประกาศที่เกี่ยวกับการปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 12 มีนาคม - 10 เมษายน 2564 และคณะกรรมการ ก.ต.ท. ในการประชุมครั้งที่ 6/2564 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและเครื่องมือบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวม
ก.ล.ต. จึงได้ออกประกาศเพื่อรองรับการปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนรวม จำนวน 3 ฉบับ โดยกำหนดให้ บลจ. จัดทำแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท และจัดทำระบบรองรับการใช้เครื่องมือบริหารสภาพคล่องภายในวันที่ 1 มกราคม 2565 นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้จัดทำแนวทางดำเนินการในรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสำหรับกองทุนรวมเปิดเพื่อเป็นแนวทางให้ บลจ. ถือปฏิบัติด้วย ทั้งนี้ ประกาศทั้ง 3 ฉบับ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

Go To Lead


กรุงศรี 'หนุน'ไทยยูเนี่ยน ออกหุ้นกู้ยั่งยืน
นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญบนเส้นทางสู่การธนาคารที่ยั่งยืนของกรุงศรี ความสำเร็จในการนำหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนออกสู่ตลาดทุนไทยตอกย้ำพันธกิจด้าน ESG และความมุ่งมั่นของธนาคารในการตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้า ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและพัฒนาหุ้นกู้ให้เป็นสินทรัพย์ชั้นนำในประเทศไทย ด้วยการริเริ่มนวัตกรรมทางการเงินนี้ ไทยยูเนี่ยนสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินเพื่อสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจ พร้อมไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่เป้าหมายในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม หุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการผสานพลังความร่วมมืออันแข็งแกร่งของกรุงศรีและ MUFG อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ศักยภาพความพร้อมของทั้งสองสถาบันในการสนับสนุนและเชื่อมโยงทุกความต้องการของลูกค้าให้บรรลุเป้าหมายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
นายริชาร์ด ยอร์ค กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายลูกค้าบรรษัทและวาณิชธนกิจ เอเชียแปซิฟิก ธนาคาร เอ็มยูเอฟจี จำกัด (MUFG Bank) กล่าวว่า การร่วมงานกับไทยยูเนี่ยนอีกครั้ง ในการขับเคลื่อนธุรกิจระดับโลกสู่ความยั่งยืน การเสนอขายหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่ MUFG ได้ยกระดับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการเงินในด้าน ESG สนับสนุนไทยยูเนี่ยน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ MUFG เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับลูกค้าและชุมชนของเรา การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถเข้าใจในลูกค้า ซึ่งเมื่อรวมกับความเชี่ยวชาญในเรื่อง ESG ของเครือข่าย MUFG และเครือข่ายการจัดจำหน่ายอันแข็งแกร่งทั้งในประเทศไทยและ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแล้ว สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ MUFG เพิ่มมูลค่าที่สำคัญให้กับความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนได้ ขอแสดงความยินดีกับไทยยูเนี่ยนอีกครั้งสำหรับความสำเร็จครั้งนี้” นายริชาร์ด ยอร์ค ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับภูมิภาคส่วนงานตลาดทุนใน MUFG Securities Asia

Go To Lead


“กรุงไทย”กำไรสุทธิไตรมาสสอง 6,011 ล้าน
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของลูกค้าประชาชน ธนาคารและบริษัทย่อยจึงใช้หลักการความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ( Expected credit loss) ในระดับสูง โดยในช่วงไตรมาส 2/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาระดับการตั้งสำรองฯในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า สำหรับผลการดำเนินการประจำไตรมาส 2/2564 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ เท่ากับ 16,616 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบกับ ไตรมาส 1/2564 จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ขยายตัว ซึ่งมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ที่เพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่ขยายตัวร้อยละ 5.3 จากไตรมาสที่ผ่านมา โดย NIM ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.55 จากร้อยละ 2.50 ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับ ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.6 โดย Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 42.41 ลดลงจากร้อยละ 44.25 จากผลประกอบการดังกล่าว ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 6,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากไตรมาสที่ผ่านมา
เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2563 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ ลดลงร้อยละ 17.3 จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลง สาเหตุหลักมา จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารมีการบริหารต้นทุนทางการเงินและสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 ลดลงร้อยละ 45.0 โดยพิจารณาถึง Coverage ratio ที่อยู่ในระดับสูงเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลประกอบการงวดครึ่งแรกของปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จึงได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ในระดับสูงจำนวน 16,154 ล้านบาท ส่งผลให้ Coverage ratio ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 160.7 เทียบกับร้อยละ 147.3 จากสิ้นปี 2563 ด้านคุณภาพสินทรัพย์ NPLs Ratio-Gross ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 3.54 จากร้อยละ 3.81 ณ สิ้นปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ เท่ากับ 32,600 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 9.3 ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง จากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารมีการบริหารต้นทุนทางการเงินและสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี โดย NIM ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.53 จากร้อยละ 3.15 ซึ่งรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงทำให้ Cost to Income ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 43.33 จากร้อยละ 40.74 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าธนาคารจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ลดลงได้ร้อยละ 3.5 ส่งผลให้กำไรสุทธิ (ส่วนที่เป็นของธนาคาร) เท่ากับ 11,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

Go To Lead


บัตรเครดิตทีทีบี ลูกค้าช้อปจุใจ-ประหยัดสุดคุ้ม
บัตรเครดิตทีทีบี มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าช้อปจุใจและประหยัดสุดคุ้ม พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 21% เมื่อมียอดใช้จ่ายตามกำหนด ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ หรือช้อปผ่านทางออนไลน์ที่ร่วมรายการ ได้แก่ Max Value, Big C Supercenter, Foodland, Gourmet Market & Home Fresh, Rimping, Tang Hua Seng, Tesco Lotus, Tops Super Market, Villa Market ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2564 คุ้มที่ 1 รับเครดิตเงินคืน 100 บาท เมื่อมียอดใช้จ่าย 1,500 บาท/เซลล์สลิป (จำกัดการรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 300 บาท / บัญชีบัตรหลัก / ตลอดรายการ) ลูกค้าสามารถลงทะเบียน SMS พิมพ์ TSU ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 ลงทะเบียนครั้งเดียวใช้ได้ตลอดรายการของโปรโมชั่นรับเครดิตเงินคืน
คุ้มที่ 2 รับเพิ่ม 400 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตลอดรายการสะสมครบ 10,000 บาทขึ้นไป คุ้มที่ 3 รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15% เมื่อแลกคะแนนสะสม ttb rewards plus เท่ายอดใช้จ่าย เมื่อมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,500 บาท และแลกใช้คะแนนสะสมสูงสุดได้ถึง 10,000 คะแนน / บัญชีบัตรหลัก / ตลอดรายการ (รวมทุกซูเปอร์มาร์เก็ตที่ร่วมรายการ) โดยลูกค้าบัตรเครดิต ttb reserve infinite และ ttb reserve signature รับเครดิตเงินคืน 15% ลูกค้าบัตรเครดิตทีทีบี ประเภทที่มีคะแนนรับเครดิตเงินคืน 12% ลงทะเบียน SMS ทุกครั้งที่ร่วมรายการ พิมพ์ PSU ตามด้วยคะแนนที่ใช้แลกไม่รวมเศษทศนิยม เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026, ttb contact center 1428

Go To Lead


สมาชิกเคทีซี-มาสเตอร์การ์ดมีเฮ! รับ PAYDAY ทุก 4 วันสุดท้ายของเดือน
นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท จับมือมาสเตอร์การ์ด และช้อปปี้ คืนความคุ้มค่าทุกการช้อปให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี มาสเตอร์การ์ด ในช่วงครึ่งปีหลังกับกิจกรรม PAYDAY ในช่วง 4 วันสุดท้ายของทุกเดือน ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564 รับทันทีส่วนลด 180 บาท เมื่อช้อปออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน “Shopee” ครบ 1,500 บาทขึ้นไปต่อ ยอดซื้อ และระบุโค้ดส่วนลด “KTCPAYDAY” (จำกัด 1,200 โค้ดส่วนลดต่อเดือน สงวนสิทธิ์รับส่วนลด 1 ครั้งต่อ 1 สมาชิก ต่อเดือน) รายละเอียดเพิ่มเติม https://ktc.today/Shopee-Payday
พิเศษ สมาชิกเคทีซียังสามารถแลกรับเครดิตเงินคืน 10% และคะแนน KTC FOREVER สูงสุด 10 เท่า เมื่อใช้คะแนนเท่ายอดซื้อต่อรายการ โดยลงทะเบียนตามเงื่อนไขที่กำหนดที่ www.ktc.co.th/shoponline ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 – 31 กรกฎาคม 2564 สมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภทคลิก https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ KTC Phone โทร. 0-2123-5000

Go To Lead


EXIM BANK 'หนุน' MILL พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในเมียนมา ช่วงวิกฤตCOVID
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK ได้สนับสนุนทางการเงินจำนวน 40 ล้านบาท ให้บริษัทร่วมทุนของบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) (MILL) คือ บริษัท มิลล์คอน ทิฮา จำกัด (MTL) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยาย Supply Chain เชื่อมโยงการส่งออกจากไทยไปเมียนมา เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยังคงสามารถดำเนินธุรกิจการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่องในภาวะวิกฤตโควิด-19 นำมาซึ่งการจ้างงานและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในกระบวนผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าป้อนภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งส่งเสริมการส่งออกของไทยไปยังตลาดใหม่อย่าง CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมเชื่อมโยงกับประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน โดยสอดคล้องกับนโยบายของ EXIM BANK ที่มุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา
ด้านนายเอ ธิฮา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MTL กล่าวว่า การได้รับการสนับสนุนเงินกู้ในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งกับลูกค้าในภูมิภาค รวมทั้งสามารถพัฒนาการจัดหาผลิตภัณฑ์และยกระดับการส่งมอบผลิตภัณฑ์ของ MTL ไปสู่ผู้บริโภคในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่ EXIM BANK ให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้กับ MTL ในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในต่างแดน ซึ่งจะส่งผลให้ MTL มีความพร้อมในการแข่งขัน มีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ
MTL เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ในเมียนมา โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อยและเหล็กท่อกัลวาไนซ์ โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัทนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กมากกว่า 60,000 เมตริกตัน

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com