|
|
LINE BK รุก Everyday Financial Partner
LINE BK ต่อยอดบทบาท Everyday Financial Partner ลูกค้าล่าสุดรวมกว่า 8.4 ล้านราย โดยมุ่งต่อยอดบริการ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกรรมการเงิน สินเชื่อ ซื้อประกัน เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง
นายธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด เปิดเผยว่า LINE BK มุ่งพัฒนาบริการทางการเงินเพื่ออยู่เคียงข้างคนไทยในบทบาท Everyday Financial Partner โดยตั้งเป้าทำให้การจัดการเรื่องเงินสะดวกขึ้น ผ่านการรวมบริการทางการเงินที่จำเป็นไว้บน LINE ในที่เดียว ด้วยจุดแข็งสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) ความแข็งแกร่งของ LINE ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งาน (2) ความเชี่ยวชาญด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยงจากธนาคารกสิกรไทย (3) การใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ทั้งสะดวกและปลอดภัย ภายใต้การดำเนินงานอย่างรอบคอบ
ปี 2568 LINE BK มีฐานลูกค้ารวมอยู่ที่ 8.4 ล้านราย เติบโตขึ้นประมาณ 14% จากปีก่อนหน้า และยังคงขยายตัวทุกกลุ่มบริการ โดยด้านธุรกิจสินเชื่อมีลูกค้าสินเชื่อประมาณ 9 แสนราย เพิ่มขึ้นประมาณ 20% และมียอดสินเชื่อคงค้างรวมกว่า 27,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันยังคงเติบโตต่อเนื่อง มียอดเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (AFYP) เพิ่มขึ้น 30% ในแง่ของผลประกอบการ รายได้รวมเติบโตขึ้น 35% ในขณะที่บริษัทยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตามเป้าหมาย ประกอบกับคุณภาพของพอร์ทที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ สะท้อนถึงความแข็งแรงของโมเดลธุรกิจ และความสามารถในการขยายบริการทางการเงินให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ซึ่งช่วยยืนยันความพร้อมในการเดินหน้าต่อยอดบทบาท Everyday Financial Partner อย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง จากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มองว่า GDP จะโตต่ำเพียง 1.5% อาจส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้จำกัด ขณะที่ภาคธุรกิจมีแนวโน้มชะลอการลงทุนและจ้างงาน เพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบายหลังการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อาทิ เงินบาทที่แข็งค่ากระทบส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงแรงกดดันจากนโยบายกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งและซ้ำเติมโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ต้องรับมือกับบททดสอบรอบด้าน เพื่อเคียงข้างลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจที่มีข้อจำกัด LINE BK จึงเดินหน้ายกระดับบริการทางการเงินให้เป็นทางเลือกที่พึ่งพาได้ ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุนยามฉุกเฉินและเครื่องมือจัดการเงินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นความคล่องตัวที่มั่นคง ผ่าน 3 กลุ่มบริการหลัก ดังนี้
ด้านธุรกรรมการเงิน ยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้เงินในชีวิตประจำวัน พร้อมเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวันเป็นระบบและสะดวกยิ่งขึ้น
ด้านบริการสินเชื่อ* มุ่งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเหมาะสมภายใต้หลักการ Responsible Lending ของธนาคารแห่งประเทศไทย ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ Lalamove, Rabbit Care และ LINE MAN Wongnai เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเงินให้แก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและฐานลูกค้าของพาร์ทเนอร์ พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน Financial Inclusion ผ่านการพัฒนาระบบคัดกรองและประเมินความเสี่ยง (Credit Scoring) ให้มีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสม ส่งผลให้การอนุมัติสินเชื่อสามารถขยายการเข้าถึงได้ในวงกว้างขึ้น โดยยังคงรักษาคุณภาพพอร์ตและการกำหนดวงเงินให้สอดคล้องกับศักยภาพรายบุคคล
ด้านบริการนายหน้าประกัน** พัฒนาบริการภายใต้แนวคิด ซื้อง่าย จ่ายเบา จบใน LINE เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิดในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน พร้อมแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในปี 2569 เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านความคุ้มครองให้ครอบคลุมมากขึ้น ในราคาเข้าถึงได้ และเลือกซื้อได้ด้วยตัวเองใน LINE
นายธนา กล่าวว่า ปี 2569 LINE BK จะเดินหน้าต่อยอดการเติบโต โดยมุ่งขยายฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์ม LINE ที่ผู้คนใช้งานในชีวิตประจำวัน และเป็นจุดแข็งสำคัญของ LINE BK ในการทำให้บริการการเงินเข้าถึงง่ายและใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 1015% ต่อปี ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างคาดว่าจะเติบโตในระดับ 2030% ภายในสิ้นปีนี้ โดยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาอัตราหนี้เสีย (NPL) ไม่ให้เกินที่ 3% รวมถึงเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ประกันเพื่อเพิ่มความคุ้มครองที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น ทั้งนี้โดยภาพรวมบริษัทจะยังคงควบคุมการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในเชิงบวกอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับบทบาทของ LINE BK ในการเป็นแพลตฟอร์มการเงินที่เติบโตไปพร้อมผู้ใช้ในระยะยาว
*คำแนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อ: กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว ดอกเบี้ยวงเงินให้ยืม 18%-25% ต่อปี ดอกเบี้ยวงเงินให้ยืมนาโน 33% ต่อปี
**คำแนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัย: LINE BK Insurance Broker ในฐานะนายหน้าประกันภัย รับประกันภัยโดย บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
Go To Lead
|
บัตรเครดิต ttb เปิดแคมเปญ เปิดตี้บุฟเฟต์ กินครบ 1,000 บาท คืน 100 บาท ไม่ต้องแลกคะแนน ได้คืนง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน
ทีทีบี เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านสิทธิประโยชน์ไลฟ์สไตล์และโปรโมชันร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง จับมือพันธมิตรทางธุรกิจเปิดตัวแคมเปญ เปิดตี้บุฟเฟต์ อร่อยฟิน อิ่มคุ้ม มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb รับเครดิตเงินคืนทันที 100 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายครบ 1,000 บาท / เซลล์สลิป ณ ร้านบุฟเฟต์ชื่อดังมากกว่า 50 ร้านทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 มีนาคม 2569
แคมเปญ เปิดตี้บุฟเฟต์ ทีทีบีดึงอินไซต์การใช้ชีวิตของคนไทยที่ชอบความคุ้มค่า และชอบช่วงเวลาที่ได้ทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว หรือเพื่อน ๆ รวมถึงเข้าใจสภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงออกแบบโปรโมชันที่เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง และที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ttb ในหมวดร้านอาหารเติบโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบปีต่อปี และปัจจุบันสิทธิประโยชน์ด้านร้านอาหารครอบคลุมกว่า 500 แบรนด์ทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นของทีทีบีในการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้าบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นในระยะยาว
โดยมีร้านบุฟเฟต์ชื่อดังมากกว่า 50 ร้านทั่วประเทศ ครอบคลุมกลุ่มปิ้งย่าง ชาบู ซูชิ และบุฟเฟต์นานาชาติ เพื่อรองรับความหลากหลายของไลฟ์สไตล์ลูกค้าในทุกกลุ่ม อาทิ AKA, Akiyoshi, Kagonoya, MK Restaurants, Mo-Mo-Paradise / Mo-Mo-Paradise Gold, Nene Grill, Oishi Eaterium / Oishi Grand, Shabushi, You&I Premium Suki Buffet ที่พร้อมมอบความคุ้มค่าให้ลูกค้าบัตรเครดิต ttb รับเครดิตเงินคืนทันที 100 บาท เมื่อใช้จ่ายครบ 1,000 บาท / เซลล์สลิป แบบไม่ต้องแลกคะแนน และรับเงินคืนสูงสุด 400 บาท / ท่านตลอดรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 31 มีนาคม 2569 ลูกค้าสามารถลงทะเบียนเพียงครั้งเดียวผ่านแอป ttb touch เพื่อรับสิทธิ์ตลอดระยะเวลาแคมเปญ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญและรายชื่อร้านอาหารที่ร่วมรายการ ได้ที่ https://www.ttbbank.com/link/fbweb-buffet-jan26 ทีทีบีส่งเสริมให้ลูกค้าบัตรเครดิตใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี เพื่อชีวิตทางการเงินที่ดีทั้งในวันนี้ และอนาคต
Go To Lead
|
ออมสิน คว้ารางวัล International Finance Awards 2025
สาขา Most Innovative ESG Framework Social Development
นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มการตลาดเพื่อความยั่งยืน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินประสบความสำเร็จได้รับรางวัล International Finance Awards 2025 สาขา Most Innovative ESG Framework Social Development จาก International Finance Magazine (IFM) สื่อธุรกิจและการเงินชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร สะท้อนความสำเร็จในการบูรณาการแนวคิด ESG เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) รวมถึงการริเริ่มใช้นวัตกรรมการเงิน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) การเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน การส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยขับเคลื่อนภารกิจธนาคารเพื่อสังคมผ่าน 4 บทบาทหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ การแก้ไขปัญหาหนี้สิน งานพัฒนาสังคม ชุมชน และการส่งเสริมการออม และการสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส สำหรับผู้ไม่เคยมีประวัติทางการเงิน โครงการยกหนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและภาวะเศรษฐกิจ การจัดตั้ง ARI-AMC การนำ ESG Score มาใช้เป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีการติดตามและประเมินผลเป็นประจำ รวมทั้งมีการเผยแพร่ผลการดำเนินงานผ่านรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จัดทำตามมาตรฐาน GRI บนเว็บไซต์ของธนาคาร ส่งผลให้ในปี 2567 ธนาคารสามารถสร้าง Social Impact ให้แก่ประชาชนกว่า 4.2 ล้านราย คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินกว่า 15,900 ล้านบาท
สำหรับ International Finance Awards เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่มอบให้แก่องค์กรการเงินซึ่งมีความโดดเด่นและทันสมัยในด้านการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยพิจารณาจากความคิดริเริ่มเชิงนวัตกรรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับบทบาทในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การได้รับรางวัลดังกล่าวจึงสะท้อนการยอมรับในระดับโลกต่อธนาคารออมสิน ในฐานะสถาบันการเงินที่นำนวัตกรรมและกรอบ ESG มาใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนภารกิจธนาคารเพื่อสังคม และช่วยพัฒนาสังคมไทยสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
Go To Lead
|
ก.ล.ต. แจ้งเตือนผู้ถือหุ้นกู้ TPOLY253A ใช้สิทธิประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 3 ก.พ.
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ TPOLY253A ใช้สิทธิ ในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ศึกษาข้อมูล ซักถามผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงมติ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ตามที่บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) (TPOLY) ในฐานะผู้ออกหุ้นกู้ TPOLY253A จะจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. ด้วยวิธีการจัดประชุมที่สถานที่จริง (Physical meeting) ณ สำนักงานของบริษัท เลขที่ 2,4 ซอยประเสริฐมนูกิจ 29 แยก 8 ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณาอนุมัติ ดังนี้
(1) ขยายระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไปอีก 8 เดือน 19 วัน เป็นครบกำหนดวันที่ 30 ตุลาคม 2569
(2) แบ่งชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้เป็นจำนวน 3 งวด ดังนี้
งวดที่ 1 : ชำระร้อยละ 10 ของมูลค่าเงินต้น ณ วันออกหุ้นกู้
งวดพิเศษ : ชำระร้อยละ 10 ของมูลค่าเงินต้น ณ วันออกหุ้นกู้ (จะจ่ายในกรณีที่ได้รับเงินมัดจำจากการขายทรัพย์สินซึ่งเป็นหลักประกันของหุ้นกู้)
งวดสุดท้าย : ชำระส่วนที่เหลือทั้งหมด
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับจากการมีมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบโดยมีความเห็นของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ประกอบด้วย ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ด้วย
Go To Lead
|
กรุงศรี 'มอบสิทธิพิเศษ'ลูกค้าใหม่ที่สมัครสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ที่สมัครสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 30 มิถุนายน 2569 โดยได้รับอนุมัติและรับเงินกู้โดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และลูกค้าจะต้องดาวน์โหลด krungsri app เพื่อใช้ Krungsri GIFT ในการแลกรับของกำนัล ตามวงเงินอนุมัติ ดังนี้
ตั้งแต่ 150,000 บาท - 499,999 บาท จะได้รับกระเป๋า Valentino Rudy Tote Bag มูลค่า 1,950 บาท (สำหรับลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ เฉพาะอัตราดอกเบี้ยปกติเท่านั้น ในกรณีได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ จะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้)
ตั้งแต่ 500,000 - 999,999 บาท จะได้รับกระเป๋า Valentino Rudy Overnight Bag มูลค่า 2,750 บาท
ตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป จะได้รับกระเป๋าเดินทางล้อลาก Caggioni ขนาด 20 นิ้ว มูลค่า 5,290 บาท
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่
https://www.krungsri.com/th/promotions/personal/ploan-polo-ba
Go To Lead
|
ธอส. ใส่ใจสุขภาพลูกค้าและประชาชนควบคู่กับการมีบ้านเป็นของตนเอง
จัดทำสินเชื่อ Well Being ปี 2569 อัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรกเพียง 3.00 % ต่อปี
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนลูกค้าและประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองภายใต้การดูแลสุขภาพรวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต โดยจัดทำโครงการสินเชื่อ Well Being ปี 2569 ครอบคลุมการกู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ลูกค้าสามารถมีที่อยู่อาศัยภายใต้แนวคิดสนับสนุนสุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยหลักประกันภายใต้โครงการสินเชื่อ Well Being ปี 2569 ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องฟิตเนส ห้องโยคะ และสระว่ายน้ำ ฯลฯ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 3.00% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ MRR -2.50% ต่อปี ปีที่ 4-5 เท่ากับ MRR -2.00% ต่อปี ปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญา สำหรับลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกู้ซื้ออุปกรณ์ เท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธนาคาร เท่ากับ 6.195 % ต่อปี) และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,600 บาท เพื่อสอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมสุขภาพที่ดีและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ และทำนิติกรรมภายในวันที่ 29 มกราคม 2570
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง
Go To Lead
|
BAM โชว์ผลงานปี 68 New High
ผลเรียกเก็บทะลุเป้า 17,800 ล้าน สูงสุดในรอบ 5 ปี
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวถึงผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า เป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 5 ปี สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ทะลุเป้าที่ 17,800 ล้านบาท โดยผลงานด้าน NPL มาจากการดำเนิน กลยุทธ์เดินหน้าด้วยแนวทางที่ให้โอกาสลูกหนี้ในการได้หลักประกัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินกลับคืนไปด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน และมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถฟื้นฟูกิจการหรือสถานะทางการเงินของตน โดยปรับโครงสร้างหนี้และหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน ด้วยกระบวนการ Recycling Machine ซึ่งมีเป้าหมายในการเร่งสร้างโรงงานแก้หนี้ (TDR Factory) เพื่อฟื้นฟูให้ลูกหนี้กลับมามีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้เชิงลึก ทำให้สามารถออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ได้ตรงกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละรายมากขึ้น ส่งผลให้กระบวนการแก้ไขหนี้มีความแม่นยำและดำเนินการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ผลเรียกเก็บด้าน NPA ดำเนินการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขายโดยใช้กลยุทธ์พันธมิตรทางธุรกิจ (NPA Partnership) ในการขยายฐานธุรกิจและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านความร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรที่มีศักยภาพ ให้พันธมิตรนำทรัพย์ไปพัฒนาและเพิ่มมูลค่า ทั้งบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า เพื่อพลิก ทรัพย์ร้าง ให้กลายเป็น ทรัพย์สร้างมูลค่า ต่อยอดเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับ BAM อย่างต่อเนื่อง ลดระยะเวลาการถือครอง และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว รวมไปถึงการจัดทำโครงการ ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต ที่ได้รับเสียงตอบรับดีมากจากกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทำงานอิสระ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อสถาบันการเงินได้ยาก โดย BAM สามารถขายทรัพย์ไปได้ร่วม 1,000 ล้านบาท จากผู้สนใจจำนวนกว่า 6,722 ราย
ดร.รักษ์ฯ กล่าวว่า การที่ BAM สามารถสร้างผลงานได้โดดเด่น เนื่องมาจากการยกระดับการพัฒนาองค์กรท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วใน 3 ด้านที่สำคัญ ประกอบด้วย การพัฒนา Business Model แบบคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของธุรกิจในอนาคต การปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านแผนแม่บท HR Master Plan รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ ซึ่งการขับเคลื่อนเชิงรุกในทุกมิติครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ BAMX Transformation อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|