Finance/Stock
Hot News: แบงก์ 'บุก'ตลาด CLMV
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
แบงก์ 'บุก'ตลาด CLMV
ธุรกิจแบงก์แห่ 'รุก'ตลาด CLMV ด้าน EXIM BANK พัฒนาบริการสนับสนุน SMEs ส่งออกไป CLMV ขับเคลื่อนการค้าการลงทุนระหว่างประเทศและการเติบโตของภาคส่งออกไทย เควิชั่น จับมือ BSSC เวียดนาม ร่วมกันจัดงานสัมมนาให้ความรู้กับสตาร์ทอัพไทยขยายธุรกิจสู่เวียดนาม เฟ้นหาสตาร์ทอัพที่มีคุณภาพของไทยบุกตลาดเวียดนาม สร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง เตรียมแผนเงินร่วมทุนในสตาร์ทอัพไทย-เทศกว่า 245 ล้านดอลลาร์
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยปี 2562 ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้อาจจะชะลอลงจากปีก่อนซึ่งมีมูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 6.7% ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนราคาน้ำมันและค่าเงินบาทยังผันผวนสูง แต่โอกาสในการส่งออกของไทยไปยังตลาดประเทศเกิดใหม่ รวมทั้ง CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ยังมีอยู่มาก EXIM BANK จึงได้พัฒนาบริการสินเชื่อระยะสั้นครบวงจรสำหรับใช้หมุนเวียนช่วงก่อนและหลังการส่งออก รวมถึงการนำเข้า พร้อมบริการประกันการส่งออกสำหรับ SMEs ที่ต้องการเริ่มต้นหรือขยายการส่งออก โดยให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการส่งออกไปยัง CLMV ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จำนวนประชากรและแรงงานในวัยทำงานที่มีอยู่มาก และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร โดยภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลกค่อนข้างน้อย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่ค้าขายใน CLMV มีความได้เปรียบกว่าคู่แข่งชาติอื่นด้านทำเลที่ตั้งของไทย ความคล้ายคลึงของขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม และความนิยมในสินค้าไทย ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปยัง CLMV เติบโต 16.6% ในปี 2561 โดยสินค้าไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีได้แก่ 1) สินค้าทุน อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลการเกษตร 2) วัตถุดิบ อาทิ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และวัสดุก่อสร้าง 3) สินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องดื่ม ผลไม้สด อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และเครื่องประดับ
จากการพบปะหารือกับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด CLMV ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการไทย ได้แก่ การขาดเงินทุน การขาดข้อมูลความรู้และทักษะ อาทิ ความรู้ด้านกฎระเบียบและวิธีการส่งออก รวมทั้งทักษะด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ และการขาดคู่ค้า EXIM BANK จึงได้พัฒนาบริการเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจัดให้มีบริการเงินทุนหมุนเวียน พร้อมประกันการส่งออกในรูปแบบที่ไม่ยุ่งยากสำหรับ SMEs ที่ต้องการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยัง CLMV ขณะเดียวกัน EXIM BANK จัดอบรมหลักสูตรบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยให้พร้อมเริ่มต้นหรือขยายการส่งออกได้ รวมทั้งกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ส่งออก SMEs ของไทยกับคู่ค้าประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มต้นจากเมียนมาในเดือนพฤษภาคม 2562 ทั้งนี้ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ที่มีเป้าหมายเชื่อมไทย เชื่อมโลก ด้วยการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
บริการใหม่ของ EXIM BANK ด้านเงินทุนหมุนเวียนสำหรับ SMEs ที่ต้องการเริ่มต้นส่งออกไปยัง CLMV ได้แก่ “สินเชื่อเอ็กซิมเชื่อม SMEs ไทยสู่ CLMV (EXIM CLMV SMEs Credit)” เป็นสินเชื่อหมุนเวียนก่อนและหลังการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย Prime Rate -1.75% ต่อปี หรือ 4.50% ต่อปี (จากอัตรา Prime Rate ปัจจุบัน 6.25% ต่อปี) และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% ต่อปีสำหรับลูกค้าประกันการส่งออกของ EXIM BANK ซึ่งจะได้รับทั้งเงินทุนหมุนเวียนและความคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศ รวมถึงวงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Foreign Exchange Forward Contract) สูงสุดเท่ากับวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ใช้หนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และบุคคลค้ำประกันได้ ระยะเวลาอนุมัติตั้งแต่บัดนี้ถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2563 EXIM BANK ได้พัฒนาบริการ “ประกันส่งออก SMEs Easy” เหมาะสำหรับผู้ที่มีแผนจะส่งออกหรือกำลังจะส่งออกในมูลค่าไม่สูงนักแต่ละครั้ง หรือกำลังจะไปเจรจาการค้าที่งานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และต้องการความคุ้มครองความเสี่ยงจากการทำการค้ากับผู้ซื้อในต่างประเทศ บริการนี้ให้ความคุ้มครองกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมกลุ่มประเทศ CLMV ด้วย จุดเด่นบริการคือ สมัครง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สามารถเลือกรูปแบบวงเงินคุ้มครองที่เหมาะสมกับมูลค่าส่งออกได้ วงเงินรับประกันสูงถึง 2 ล้านบาท โดยคุ้มครอง 85% ของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 EXIM BANK มีเงินให้สินเชื่อคงค้าง 106,342 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,653 ล้านบาท หรือ 18.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 35,394 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 70,948 ล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 46,735 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของ SMEs เท่ากับ 25,834 ล้านบาท และ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 มีเงินให้สินเชื่อคงค้างแก่ SMEs เท่ากับ 40,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,529 ล้านบาท หรือ 12.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในไตรมาสแรกปี 2562 EXIM BANK มีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs Ratio) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ 4.26% โดยมี NPLs จำนวน 4,534 ล้านบาทและเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 9,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,285 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 5,293 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองหนี้พึงกัน 181.97% ทำให้ EXIM BANK ยังคงดำรงฐานะการเงินที่มั่นคง การให้บริการประกันการส่งออก EXIM BANK มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินจากคู่ค้าในต่างประเทศ และช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ทั้งในตลาดการค้าเดิมและตลาดใหม่ ในไตรมาส 1 ปี 2562 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนเท่ากับ 25,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,670 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยเป็นปริมาณธุรกิจของ SMEs จำนวน 6,939 ล้านบาท หรือ 26.92% ของปริมาณธุรกิจสะสมรวม
ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังต่างประเทศ ปัจจุบัน EXIM BANK มีวงเงินที่ให้การสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 84,111 ล้านบาท และมีเงินให้สินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 จำนวน 40,771 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อคงค้างให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ขยายฐานการค้าและการลงทุนไป CLMV จำนวน 29,372 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,512 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ปัจจุบัน EXIM BANK มีสำนักงานผู้แทนในกรุงย่างกุ้ง เวียงจันทน์ และกรุงพนมเปญ ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนภายใต้ทีมประเทศไทย สร้างโอกาสการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการวางแผนและดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการใน CLM และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดสำนักงานผู้แทน EXIM BANK ในเวียดนามต่อไป
นายภัทรพงศ์ กันหสุวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันสตาร์ทอัพไทยที่มีคุณภาพมีจำนวนมาก หลายรายมีศักยภาพที่จะขยายและเติบโตในตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะเวียดนาม ประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่อง และวงการสตาร์ทอัพในประเทศนี้ก็มีการตื่นตัวสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยมีการร่วมลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพในปี 2561 มีมูลค่ามากถึง 889 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตถึง 3 เท่าจากปี 2560 ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ เควิชั่น บริษัทด้านการลงทุนสตาร์ทอัพและแสวงหานวัตกรรมในระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย จึงได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ Business Startup Support Center (BSSC) ซึ่งเป็นองค์กรด้านการสนับสนุนและพัฒนาสตาร์ทอัพของรัฐบาลเวียดนาม ร่วมกันคัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพของไทยในการขยายธุรกิจเข้าไปตลาดเวียดนาม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยก้าวไปดำเนินธุรกิจในระดับภูมิภาคโดยมีเควิชั่น และ BSSC ร่วมเป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะ BSSC ที่เข้าใจตลาดเวียดนามอย่างลึกซึ้งจะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในเวียดนามมากขึ้น BSSC ร่วมกับเควิชั่นจัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง VIETNAM: A NEW GREENFIELD MARKET WITH EXPONENTIAL GROWTH เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสตาร์ทอัพไทย ที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจในเวียดนาม ผ่านวิทยากรที่มีความรู้ทั้งจากภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยและเวียดนาม รวมถึงสตาร์ทอัพไทยที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในประเทสเวียดนามโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการธุรกิจ การทำการตลาด การให้คำปรึกษาในการดำเนินงาน รวมถึงการให้การสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อพัฒนาธุรกิจด้านสตาร์ทอัพสู่เวทีโลกในอนาคต โดยเฉพาะเวียดนามยังมีช่องว่างในเติบโตได้อีกมาก
ประเทศเวียดนามเป็นเหมือน Greenfield หรือหญ้าพื้นใหม่ ซึ่งสตาร์ทอัพหน้าใหม่มีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ เนื่องจากเวียดนามมีความพร้อมในด้านการตลาด มีอัตราเติบโตในด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังยอมเปิดรับสิ่งใหม่ๆที่จะเข้ามาปรับใช้ และความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ที่มีบุคคลากรด้านวิศวกรรมและ IT ค่อนข้างมาก อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาสตาร์ทอัพจากรัฐบาลอย่างมากมายและต่อเนื่อง ซึ่งทาง BSSC เป็นองค์กรของรัฐบาลองค์กรแรกที่สนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพในเวียดนาม ที่ช่วยสนับสนุนทั้งด้านความรู้ ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือเงินทุนในการขยายธุรกิจของบริษัทให้เติบโต และมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในเวียดนามและในภูมิภาคอาเซียน โดยมีเครือข่ายกับหน่วยงานรัฐบาล 63 แห่ง มหาวิทยาลัยมากกว่า 100 แห่ง หน่วยงานลงทุนมากกว่า 1,000 แห่ง ในปี 2561 ที่ผ่านมา BSSC ได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก People Committee จำนวน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสตาร์ทอัพที่สนใจเข้ามาอยู่ในโครงการจำนวน 1,482 แห่ง และมีผู้เข้าร่วมงานรวมทั้งสิ้น 28,000 คน
โดยหนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจของ BSSC คือ Vietnam Startup Wheel 2019 ซึ่งจัดเป็นปีที่ 7 ในวันที่ 23-24 สิงหาคม 2562 ที่นครโฮจิมินห์ แต่ที่พิเศษในครั้งนี้คือมีการเปิดรับผู้สมัครชาวต่างชาติ โดยผู้สมัครสามารถเข้าไปดูวิธีการสมัครและคุณสมบัติผู้สมัครเพิ่มเติมได้ที่ http://startupwheel.vn/en/registration โดยจะเปิดรับสมัครถึง 31 พฤษภาคม 2562 นี้ สำหรับ เควิชั่น เป็นบริษัทด้านการลงทุนสตาร์ทอัพและแสวงหานวัตกรรมในระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย มุ่งเน้นในการหา Tech Startups และบุคคลากรที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีในกลุ่มประเทศทีมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี 4 ประเทศ ได้แก่อิสราเอล อินโดนีเซีย เวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่สามารถสนับสนุนธนาคารกสิกรไทยในการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศ AEC +3

Go To Lead


'พาสเวิร์ด' อาจไม่เวิร์กอีก 5 ปี
นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า วันพาสเวิร์ดโลก เพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่นาน ถึงเวลาแล้วที่จะย้ำให้ทราบโดยทั่วกันว่าการใข้พาสเวิร์ดนั้นมีมานานกว่า 50 ปี ริเริ่มโดย เฟอร์นานโด คอร์บาโต้ ในปี พ.ศ. 2503 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้มีการพัฒนาวิธีการระบุตัวตนในรูปแบบอื่น ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย อ้างอิงจากผลการวิจัยของยูโรมอนิเตอร์ แสดงให้เห็นว่ามีการระบุตัวตนด้วยวิธีการต่างๆ มากถึง 52 ล้านล้านครั้งในปี พ.ศ. 2559 อย่างไรก็ตามวิธีการที่คุ้นเคยอย่างการใส่พาสเวิร์ด ยังถือเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับผู้บริโภคที่มีความอดทนสูง เพราะมีโอกาสที่จะลืมพาสเวิร์ด โดนขโมยข้อมูล หรือความยุ่งยากในการพิมพ์พาสเวิร์ดลงในแป้นพิมพ์ขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันได้มีวิธีการยืนยันตัวตนอีกหลายรูปแบบที่ปลอดภัยกว่าการใช้พาสเวิร์ด วีซ่า เชื่อว่าอุตสาหกรรมการชำระเงินสามารถเปลี่ยนวิธีการระบุตัวตนเป็นวิธีอื่นนอกจากพาสเวิร์ดได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าในการตรวจสอบการยืนยันตัวตน และเทคโนโลยีในการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลได้ทำให้ขั้นตอนในการระบุตัวตนของผู้ถือบัตร (หรือ cardholder verification methods: CVM) อาทิ ลายเซ็น และ PIN เป็นทางเลือกสำหรับร้านค้าและผู้ออกบัตรในบางสถานการณ์ และเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 ลายเซ็นกลายเป็นเพียงตัวเลือกในการระบุตัวตนสำหรับร้านค้าในเครือข่ายการชำระเงินของวีซ่าที่รองรับบัตร ชิป EMV? ความสามารถในการักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้นด้วยชิปที่ฝังอยู่ในบัตร นอกจากนั้นสถาบันการเงินและร้านค้าต่างๆ สามารถแชร์ข้อมูลกันได้มากกว่าเดิมถึงสิบเท่าเพื่อเข้าสู่การตัดสินใจในการบริหารความเสี่ยงเรื่องการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรที่ทำการซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยไม่ต้องให้ผู้บริโภคทำการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม และด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ยังช่วยป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกงบัตรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เพราะผู้บริโภคมีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยของการชำระเงินมากยิ่งขึ้น
จากการที่ระบบนิเวศมีวิวัฒนาการความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้วีซ่าเล็งเห็นความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะสามารถลดหรือข้ามขั้นตอนการตรวจสอบในรูปแบบเดิม ๆได้ ผ่านการบูรณาการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และไบโอเมตริกซ์จากผลสำรวจของวีซ่าใน พ.ศ. 2561 เผยให้เห็นว่าผู้บริโภคยินดีที่จะใช้ไบโอเมตริกซ์ เพราะมีความสะดวก รวดเร็ว และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการใช้พาสเวิร์ด โดย 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคที่ทำแบบสำรวจสนใจที่จะลองใช้ไบโอเมตริกซ์เพื่อยืนยันตัวตนหรือทำการชำระเงิน นอกจากนี้มากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบสำรวจมีความคุ้นเคยกับการใช้ไบโอเมตริกซ์ ประกอบกับความก้าวหน้าในอุปกรณ์มือถือที่ส่งผลให้การแสกนลายนิ้วมือนั้นมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และการใช้เสียงเพื่อยืนยันตัวตนมีความแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบันอาจถึงเวลาแล้วที่จะนำเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์มาใช้ในแอพพลิเคชั่นของธนาคารเพื่อมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า สำหรับบุคคลที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย ผู้ผลิตอุปกรณ์มือถือได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการขโมยข้อมูลไบโอเมตริกซ์ โดยได้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องของผู้ใช้แทนที่จะเก็บไว้ในคลาวด์ และเข้ารหัสแม่แบบไบโอเมตริกซ์ ด้วยการแทนคุณลักษณะไบโอเมตริกซ์จริงด้วยอัลกอริทึม วิธีการนี้จะช่วยให้แต่ละบุคคลสามารถเลือกที่จะจัดเก็บข้อมูลหรือลบข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ ความแม่นยำ การยืนยันตัวตน ยังถูกเสริมให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการตรวจจับแบบ liveness ที่ใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือและซอฟต์แวร์ที่สามารถแยกแยะได้ว่าลายนิ้วมือนั้นถูกคัดลอกมาหรือไม่ หรือการสแกนใบหน้าเป็นหน้ากากหรือใบหน้าของบุคคลจริงเป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปีที่สมาร์ทโฟนได้ทำเทคโนโลยีแสกนลายนิ้วมือมาใช้ และด้วยช่วงเวลาสั้นๆ นี่เองผู้บริโภคกลับมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการยืนยันตัวตนที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นนั้น จะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของสินค้าและบริการในระบบดิจิตอล และความอดทนของผู้บริโภคที่ต้องจดจำพาสเวิร์ดสำหรับทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการที่จะยกเลิกการใช้พาสเวิร์ดแล้วเปลี่ยนเป็นวิธีการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์นอกจากจะเป็นสิ่งที่จำเป็นแล้ว และยังสามารถเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เคล็ดลับการรักษาความปลอกภัยขั้นพื้นฐานสำหรับการเข้าสู่ระบบ สลับไปใช้วิธีการระบุตัวต้นแบบไบโอเมตริกซ์ หากสามารถทำได้วิธีการระบุตัวต้นผ่านระบบไบโอเมตริกซ์ที่ใช้ข้อมูลทางชีวภาพนั้นทำซ้ำได้ยากกว่าการใช้พาสเวิร์ดปกติ เพราะอาชญากรจะต้องใช้ขั้นตอนพิเศษในการขโมยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของคุณเพื่อกระทำการฉ้อโกง ในปัจจุบัน อุปกรณ์มือถือและแอพพลิเคชั่นจำนวนมากเสนอตัวเลือกให้ผู้ใช้เปลี่ยนวิธีการระบุตัวตนผ่านระบบไบโอเมตริกซ์ เพื่อเสริมความปลอดภัยในการระบุตัวตนและการทำธุรกรรมทางการเงินเปิดระบบการแจ้งเตือนอัตโนมัติ ไม่มีโซลูชั่นใดที่สามารถป้องกันการโจรกรรมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการแจ้งเตือนจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ดี ในกรณีที่ข้อมูลรับรองการเข้าสู่ระบบของคุณถูกบุกรุก คุณจะได้รับการแจ้งเตือนหากมีการเข้าถึงบัญชีของคุณจากอุปกรณ์ใหม่เป็นครั้งแรก แม้ว่าข้อมูลรับรองที่ใช้จะถูกต้องก็ตาม ใช้เครื่องมือจัดการพาสเวิร์ดเพื่อจัดการและสร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อนและรัดกุมมากขึ้น หากคุณไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบไบโอเมตริกซ์เพื่อยืนยันตัวตน การใช้เครื่องมือจัดการพาสเวิร์ดที่เชื่อถือได้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อจัดเก็บพาสเวิร์ดสำหรับบัญชีออนไลน์ของคุณ เครื่องมือจัดการพาสเวิร์ดหลายที่ยังสามารถช่วยสร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อนและรัดกุมสำหรับคุณ เพื่อความปลอดภัยชั้นสูงอีกด้วย

Go To Lead


Krungsri SME Index 'ชี้'เศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังเติบโต
นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ผลสำรวจ Krungsri SME Index ชี้ว่า ผู้ประกอบการ SME มองเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะเติบโตดีกว่าในไตรมาส 1 แม้ว่าจะมีมุมมองบวกลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจในรอบที่แล้ว โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME ใน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 20.23 จาก 25.42 ในไตรมาสที่แล้ว สอดคล้องกับที่วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 มีแนวโน้มขยายตัวในระดับปานกลาง เนื่องจากอุปสงค์ต่างประเทศลดลงตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและการหดตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลให้การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ใกล้จะได้ข้อสรุป ทำให้ความไม่แน่นอนของการค้าโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวดี อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาครัฐอาจขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนึ่งจากความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง เพราะมีการปรับรูปแบบการลงทุนในโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน (Public Private Partnership: PPP) บางโครงการเพื่อให้เอกชนดำเนินการมากขึ้น” ผู้ประกอบการ SME มองเศรษฐกิจไตรมาส 1 เติบโตลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคบริการที่ดัชนีความเชื่อมั่นติดลบถึง 25.16 หากพิจารณาตามขนาดธุรกิจจะพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในทางลบมากกว่าผู้ประกอบการขนาดกลาง ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมีนาคมที่การบริโภคภาคเอกชนเติบโตลดลงจากเดือนก่อนหน้า รวมทั้งมูลค่าการส่งออกและรายได้จากนักท่องเที่ยวหดตัว โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่า GDP ไตรมาส 1 ปี 2562 จะโตน้อยกว่า 3% YoY ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2562 อาจโตไม่ถึง 3.8% ตามที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า
ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการทั่วประเทศในช่วงวันที่ 1-28 มีนาคม 2562 ในเรื่องรูปแบบการชำระเงิน พบว่าผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ 53% เลือกชำระด้วยเช็ค เนื่องจากคู่ค้ายังไม่มีการใช้ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของระบบและข้อมูลของการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนรูปแบบการชำระเงินในลำดับรองมาคือการชำระผ่าน Internet Banking (19%) การชำระด้วยเงินสด (15%) และการจ่ายผ่านโมบายแบงก์กิ้ง (8%) ทั้งนี้ หากพิจารณาตามพื้นที่จะสังเกตได้ว่า การชำระเงินด้วยโมบายแบงก์กิ้งเป็นที่นิยมในต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก สาเหตุที่ผู้ประกอบการเลือกช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากเหตุผลด้าน 1) ความสะดวก รวดเร็ว ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ 2) คู่ค้าส่วนมากใช้ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และ 3) ไม่มีค่าธรรมเนียม โดยผู้ประกอบการเกินกว่าครึ่งคาดว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า ธุรกิจจะมีแนวโน้มชำระเงินผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น

Go To Lead


ทีเอ็มบี เพิ่มบริการโอนเงินต่างประเทศผ่าน App.
นางมารี แรม ลี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ทีเอ็มบี เปิดเผยถึงบริการโอนเงินผ่านโมบายล์แบงก์กิ้ง แอปพลิเคชัน นี้ว่า “ทีเอ็มบี ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารภายใต้ปรัชญา Make THE Difference เพื่อมอบความสะดวก ง่าย และรวดเร็ว ตลอดจนมอบประสบการณ์ที่ดีและความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าอยู่เสมอ โดยมีแรงบันดาลใจสำคัญนั่นคือวิถีชีวิตของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ซึ่งเราก็พบว่าปัจจุบันลูกค้ามีความจำเป็นการในการต้องทำธุรกรรมระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อาทิ ทำธุรกรรมโอนเงินออกเพื่อชำระค่าเล่าเรียนในต่างประเทศ หรือเพื่อชำระค่าสินค้านำเข้าหรือมีความจำเป็นต้องใช้บริการโอนเงินออกไปต่างประเทศเพื่อธุรกิจส่วนตัวต่างๆ (International Transfer) ซึ่งในอดีตจะใช้วิธีการกรอกเอกสารและต้องไปยื่นขอโอนผ่านเคาน์เตอร์ในสาขาธนาคาร เป็นความจำเป็นแต่ก็มีความยุ่งยากทั้งการจัดเตรียมเอกสาร การกรอกเอกสาร การจัดเก็บเอกสารเพื่อไว้อ้างอิง ทีเอ็มบีเราเล็งเห็นถึงข้อจำกัดส่วนนี้ จึงพยายามที่จะปลดล๊อกกระบวนการของธนาคารที่มีอยู่เดิม พัฒนาให้โอนเงินไปยังบัญชีต่างประเทศได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นผ่านช่องทางที่ลูกค้าสะดวกที่สุด ได้แก่ TMB TOUCH การโอนก็สามารถทำได้ง่ายดายเพียงลูกค้าทีเอ็มบีมีบัญชีเงินฝากกับทีเอ็มบี และติดตั้งแอปพลิเคชัน TMB TOUCH เข้าไปในโทรศัพท์มือถือ เพียงเท่านี้ก็สามารถทำรายการโอนเงินต่างประเทศได้แล้ว ซึ่งขณะนี้สามารถโอนไปยังสกุลเงินต่างประเทศได้กว่า 14 สกุลเงิน (USD, EUR, GBP, JPY, AUD, SGD, HKD, CNY, CAD, NZD, CHF, DKK, NOK, SEK) ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการทำรายการ ด้วยวงเงินธุรกรรมสูงสุดถึง 1,500,000 บาทต่อวัน สามารถโอนเงินได้ทุกวันทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง โดยธุรกรรมหลัง 16.00 น. หรือธุรกรรมที่ตรงกับวันหยุดธนาคาร จะดำเนินการโอนในวันทำการถัดไป ทั้งยังใส่ใจด้านความปลอดภัยด้วยการป้องกัน 2 ขั้น ทั้งขั้นตอนการเข้าระบบและการส่งรายการ ลูกค้าสามารถติดตามเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ (Real time) ร่วมกับบริการอีเมล์แจ้งรายการโอนเงินต่างประเทศ และบริการ Debit Advice และ Copy SWIFT บนแอปพลิเคชัน อีกทั้งยังสามารถกำหนดให้ผู้รับเงินปลายทางหรือลูกค้าเองเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมของธนาคารต่างประเทศก็ได้”
ลูกค้าทีเอ็มบีที่ใช้บริการผ่าน TMB TOUCH จะได้รับอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมพิเศษถูกกว่าการใช้บริการที่เคาท์เตอร์ธนาคาร ซึ่งจะคิดค่าบริการเพียง 300 บาทต่อรายการ และพิเศษตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2562 รับสิทธิ์ฟรี! ค่าธรรมเนียมรายการโอนต่างประเทศ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพียงใส่โค้ด "TTFREE" ร่วมสัมผัสประสบการณ์โอนเงินต่างประเทศที่ง่าย สะดวกกว่า ปลอดภัยสูง ด้วย TMB TOUCH ผ่านสมาร์ทโฟนของคุณเองได้แล้ววันนี้ ลูกค้าทีเอ็มบีสามารถดาวน์โหลด TMB TOUCH ได้ทั้งระบบ iOS และ Android สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558 หรือ www.tmbbank.com

Go To Lead


'หนุน'รัฐบาล เลื่อนขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบอีก 1 ปี
นายเจอรัลด์ มาร์โกลิส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทขอชื่นชมการตัดสินใจของรัฐบาลและขอขอบคุณกระทรวงการคลังที่พิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับชาวไร่ยาสูบและอุตสาหกรรมหากมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ” ตั้งแต่การขึ้นภาษียาสูบเมื่อเดือนกันยายน 2560 อุตสาหกรรมยาสูบเผชิญกับปัญหาตลาดหดตัวและ การเพิ่มขึ้นของบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างรุนแรง การเลื่อนการขึ้นภาษี 40% ออกไปในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาที่ซับซ้อนนี้และยังช่วยให้ชาวไร่ยาสูบกว่า 4 หมื่นครอบครัว ผู้ผลิต และร้านค้าปลีก-ร้านค้าส่งที่ขายสินค้าถูกกฎหมายได้มีเวลาในการปรับตัวมากขึ้น
เราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางระยะยาวที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไร่ยาสูบ

Go To Lead


ธนชาต Money Expo 2019" ชู "Terminal to Progress"
นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) นำผลิตภัณฑ์ทางการเงินและโปรโมชั่นพิเศษเข้าร่วมงานมันนี่ เอ็กซ์โป 2019 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 16-19 พ.ค. 2562 ภายใต้คอนเซ็ปต์ท่าอากาศยานธนาคารธนชาต The Terminal T ออกแบบรูปลักษณ์บูทให้เป็น"Terminal to Progress" เทอร์มินอลสู่ความก้าวหน้าที่พร้อมพาลูกค้ามุ่งสู่ความก้าวหน้าในทุกจุดหมายทางการเงิน เมื่อลูกค้าสมัครใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ในบูทธนชาตรับของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ พร้อมเล่นเกมลุ้นรับบัตร Starbucks มูลค่าสูงสุด 500 บาท อาทิ สมัครสินเชื่อธนชาต รถแลกเงิน/ เล่มแลกเงิน เช็ควงเงิน และทราบผลอนุมัติเบื้องต้นใน 30 นาที พิเศษ! รับทันทีของสมนาคุณ Digital Clock&Shopping Bag มูลค่า 890 บาท และรับเพิ่ม! บัตรเติมน้ำมันฟรี มูลค่าสูงสุด 5,000 บาท เมื่อทราบผลอนุมัติและเกิดเลขที่สัญญา พร้อมสมัคร Thanachart Connect โมบายแอพ สมัครสินเชื่อบ้านธนชาต Home Loan รีไฟแนนซ์ รับดอกเบี้ยพิเศษ 3.29% เฉลี่ย 3 ปี หรือเปลี่ยนบ้านเป็นเงินสดพร้อมใช้เอนกประสงค์ สมัคร บ้านแลกเงิน ผ่อนล้านละ 6,000 บาท นาน 6 เดือน พร้อมฟรีค่าจดจำนอง และค่าประเมินหลักประกัน สมัครผลิตภัณฑ์เงินฝาก บัญชี Freever-lite บัญชีใช้ ที่ให้สิทธิประโยชน์ฟรี ถอน/โอน/ จ่าย เมื่อเปิดบัญชีตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป รับสิทธิพิเศษ 2 ต่อ! ต่อที่ 1 รับทันทีแก้วน้ำธนชาต 1 ใบ มูลค่า 99 บาท ต่อที่ 2 ยกเว้นค่าออกบัตร 100 บาท เมื่อสมัคร Thanachart Connect โมบายแอพ หรือธนชาตพร้อมเพย์ ส่วนผู้ที่อยากได้ดอกเบี้ยสูง สมัครเปิด บัญชีเก็บ บัญชี e-SAVINGS พร้อมดาวน์โหลด หรือแสดง Thanachart Connect โมบายแอพ รับทันที แก้วน้ำธนชาต 1 ใบ มูลค่า 99 บาท หรือสมัครเปิด บัญชี Ultra Savings ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป รับดอกเบี้ยสูงสุด 1.60% ต่อปี และเมื่อดาวน์โหลด หรือแสดง Thanachart Connect โมบายแอพ รับทันที Passbook Holder สุดเก๋ 1 ชิ้น มูลค่า 390 บาท
สมัครบัตรธนชาต บัตรเครดิตธนชาต สมัครและได้รับอนุมัติบัตรฯ รับกระเป๋า Bossini - Anello พร้อมรับสิทธิประโยชน์อีกมากมาย บัตรสินเชื่อบุคคลธนชาต FLASH Plus เพราะธนชาตเข้าใจทุกความต้องการทางการเงิน สมัครบัตรฯ พร้อมใช้บริการโอนเงินผ่อนสบาย (Sabai Cash) เลือกระยะเวลาผ่อน 24, 36, 48, 60 งวด รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 3 รอบบัญชี หรือเลือกใช้บัตรฯ ผ่อนสินค้าและบริการ รับดอกเบี้ย 0% นาน 60 เดือน ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมรายปีบัตรฯ และเมื่อสมัครบัตรเครดิตธนชาตพร้อมกับบัตรสินเชื่อบุคคลธนชาต FLASH Plus ภายในงาน รับทันทีหมอนลูกเต๋าลาย Limited Edition ไปนอนกอดฟินๆ 1 ใบ มูลค่า 350 บาท บูทธนชาตยังมีผลิตภัณฑ์กองทุนรวมจาก บลจ.ธนชาต มาร่วมสร้างความก้าวหน้าให้กับพอร์ตการลงทุนของลูกค้า ชวนออกสตาร์ต LTF/RMF ตั้งแต่ต้นปีเพื่อไม่พลาดโอกาสสร้างผลกำไร โดยเมื่อลงทุนใน LTF/RMF ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป รับ T-CASH มูลค่า 100 บาทแบบไม่จำกัด และเมื่อลงทุนกับกองทุนอื่นๆ ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป รับบัตร Starbucks e-Coupon มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท ผู้สนใจมุ่งสู่ความก้าวหน้าในทุกจุดหมายทางการเงินด้วยผลิตภัณฑ์ของธนาคารธนชาต สอบถามรายละเอียดได้ที่ท่าอากาศยานธนาคารธนชาต The Terminal T ภายในงานมันนี่ เอ็กซ์โป 2019 หรือที่ธนาคารธนชาตทั่วประเทศ โทร.1770 หรือ www.thanachartbank.co.th และ www.facebook.com/ThanachartBank

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com