Finance/Stock
Hot News: แนะ'นักลงทุน' รับมือความเสี่ยง สงครามการค้าจีน VS สหรัฐ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
แนะ'นักลงทุน' รับมือความเสี่ยง
สงครามการค้าจีน VS สหรัฐ
TMB Analytics 'ชี้'วิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต อาจเกิดจาก NPL ในจีน ปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น ทั้งเครื่องมือในการรับมือมีจำกัด เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้ง 'แนะ'ผู้ประกอบการและนักลงทุน เตรียมรับมือกับความเสี่ยงในวันข้างหน้า
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics เปิดเผยว่า หลังจากเหตุการณ์วิกฤติการเงินโลกที่ทำให้ Investment Bank ยักษ์ใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้มละลายผ่านไปครบ 10 ปีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่เกิดจากการที่นักลงทุนขาดความเข้าใจในความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ตนเองลงทุนไป ซึ่งสินทรัพย์ที่เป็นต้นเหตุสำคัญตอนนั้นก็คือพวกตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน หรือ Mortgage-backed Securities วิกฤติในคราวนั้นสร้างผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ GDP หดตัวถึง 2.8% ในไตรมาส 4 ปี 2008 ที่เกิดวิกฤติ ในขณะที่มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯก็ลดลงกว่า 40% ภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน ในตอนนั้นประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่หดตัวกว่า 40% ในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มออกมาพูดถึงวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น Investment Bank ชื่อดังอย่าง Goldman Sachs ที่รายงานว่าตัวชี้วัดเกี่ยวกับสัญญาณการเกิดวิกฤติเริ่มส่งสัญญาณแล้ว
แม้ช่วงเวลาและปัจจัยที่จะเป็นต้นเหตุของการเกิดวิกฤติในคราวนี้จะชี้ชัดได้ยาก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในโลกกำลังเผชิญปัจจัยที่น่ากังวลก็คือเรื่องหนี้ที่สูง ที่มีผลมาจากการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำเป็นเวลานานและการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านโปรแกรม QE ทำให้มีการก่อหนี้สูงในแทบจะทุกประเทศ โดยรายงานของ IMF เกี่ยวกับเสถียรภาพของการเงินโลก พบว่าในปี 2016 สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 260% แล้ว โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้รัฐบาลและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาขึ้นอาจจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ได้ โดยเฉพาะหนี้ของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือหนี้ของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากบริษัทจีน โดยตั้งแต่ปี 2006 ถึงปี 2016 บริษัทจีนมีหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 14.4 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลจีนพยายามลดการก่อหนี้ หรือ Deleverage ก็ทำให้มีการผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมของตลาดสินเชื่อจีนดูแย่ลง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากจากสงครามทางการค้ากับสหรัฐฯที่บริษัทจีนจะต้องรับมืออีก ปัญหาหนี้ในจีนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ค่อนข้างน่ากังวล แต่ความรุนแรงของวิกฤติครั้งนี้ TMB Analytics คาดว่าจะไม่รุนแรงเหมือนวิกฤติในปี 2008
เนื่องจากบทเรียนจากวิกฤติครั้งก่อนทำให้สถาบันการเงินมีการเตรียมการรับมือความเสี่ยงที่ดีขึ้น อีกทั้งผู้กำกับดูแลก็มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Goldman Sachs ที่มองว่าวิกฤติครั้งนี้จะเป็นเพียงการชะลอตัวของราคาสินทรัพย์เท่านั้น แต่จะไม่ถึงขั้นราคาสินทรัพย์หดตัวรุนแรงเหมือนวิกฤติคราวก่อน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอของเศรษฐกิจครั้งนี้ แม้ไม่รุนแรง แต่จะทำให้ช่องว่างทางความมั่งคั่งยิ่งกว้างขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่อีกหลายประเทศทั่วโลกก็เจอปัญหาเหล่านี้เช่นกัน โดยจากรายงานความมั่งคั่งของโลกที่จัดทำโดย Credit Suisse พบว่า สินทรัพย์เกือบครึ่งของโลกถูกถือโดยประชากรเพียง 1% ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นนี้ก็อาจทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอื่นๆตามมา
นอกจากนี้ Policy Space ที่มีไม่มากเท่ากับวิกฤติครั้งก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงิน หากพิจารณาช่วงที่เกิดวิกฤติปี 2008 เฟดลดอัตราดอกเบี้ยจาก 5.25% เหลือ 0.25% ในขณะที่ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 5% เหลือ 1.25% เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ปัจจุบันดอกเบี้ยเฟดคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5% และดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ 1.75% ณ สิ้นปีนี้ ดังนั้น แม้ผลกระทบจากวิกฤติคราวนี้จะไม่ได้รุนแรงเท่าครั้งก่อน แต่เครื่องมือที่ใช้รับมือผลกระทบดังกล่าวก็จำกัดด้วยเช่นกัน
สำหรับประเทศไทยแม้เราจะไม่เห็นสัญญาณของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเกิดวิกฤติกับประเทศอื่น ประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้น ทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนควรจะเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

Go To Lead


ออม 100 ลุ้น 10 ล้าน "สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 3"
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก "สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 3" จำนวน 600 ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท รวมวงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไปสำหรับนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุน ภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งถือสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดที่ 2 ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน ให้สามารถฝากเงินกับ ธ.ก.ส. ได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญสลากชุดนี้ยังเป็นตัวเลือกในการออมสำหรับผู้ที่ประสงค์จะออมเงินในระยะยาว เพราะได้ทั้งดอกเบี้ยและยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลมากมาย โดยเริ่มเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ
สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 3 มีอายุการรับฝาก 3 ปี เมื่อฝากครบกำหนดจะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.75 บาท คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี กรณีไถ่ถอนก่อนกำหนด จะไม่ได้รับดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังได้ลุ้นรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน รวม 36 ครั้ง ออกรางวัลครั้งแรกวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 มี 1 รางวัล ๆ ละ 10,000,000 บาท รางวัลที่ 1 ต่างหมวด มี 59 รางวัล ๆ ละ 20,000 บาท รางวัลที่ 2 มี 180 รางวัล ๆ ละ 10,000 บาท รางวัลที่ 3 มี 600 รางวัล ๆ ละ 5,000 บาท รางวัลที่ 4 มี 1,200 รางวัล ๆ ละ 2,000 บาท รางวัลที่ 5 มี 6,000 รางวัล ๆ ละ 1,000 บาท รางวัลเลขท้าย 4 ตัว มี 60,000 รางวัล ๆ ละ 90 บาท และรางวัลเลขท้าย 3 ตัว มี 1,200,000 รางวัล ๆ ละ 45 บาท รวมรางวัลทั้งสิ้น 1,268,040 รางวัล เป็นเงิน 83,780,000 บาทต่อเดือน ที่สำคัญดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลทั่วไป และยังสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน (Bank Guarantee) ได้
สามารถรับชมการออกรางวัลได้ทางเว็บไซต์ของธนาคาร www.baac.or.th ในวันที่ออกรางวัลช่วงเวลา 9.00 - 11.00 น. และตรวจผลการออกรางวัลได้ทางเว็บไซต์ของธนาคาร www.baac.or.th ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย คลื่นความถี่ AM 891 กิโลเฮิรตซ์ หรือผ่านทาง BAAC Application และ ธ.ก.ส. A-Mobile โดยท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 3 ได้ที่ http://www.baac.or.th หรือที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555

Go To Lead


ก.ล.ต. เตรียมเพิ่มความยืดหยุ่นให้ บจ. ขออนุมัติ บอร์ดได้
ความคืบหน้า ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงร่างประกาศเพื่อเปิดให้คณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) สามารถอนุมัติการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้เงินหลังทำ IPO หรือ PO ไปแล้วได้เอง หากพิจารณาว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีนัยสำคัญ เพื่อเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วย ก.ล.ต.จะให้บริษัทจดทะเบียนที่ระดมทุนจากการเสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) หรือการเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนในครั้งต่อไป (PO) เปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์การใช้เงินจากที่ระบุไว้ในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนได้ หากมีความจำเป็น โดยต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยก เว้นจะเป็นกรณีที่ไม่มีนัยสำคัญตามที่กำหนด ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในเดือนพฤศจิกายน 2561 นี้
ครั้งนี้ ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดที่จะออกประกาศ เพื่อวางแนวทางให้คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้พิจารณาอนุมัติการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการใช้เงินได้ ในกรณีที่การ เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีนัยสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจ การยกร่างประกาศเรื่องนี้ ก.ล.ต. ได้รวบรวมข้อคิดเห็นจากผู้ประกอบการและข้อเสนอแนะจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่มกับผู้ได้รับผลกระทบเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 มาปรับปรุงเกณฑ์ให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th/hearing ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือโทรสาร 0-2033-6099 หรือทาง e-mail corgov@sec.or.th จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2561

Go To Lead


"GSB Smart SMEs Smart Startup ปี 2"
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารออมสินมีภารกิจหลักคือการส่งเสริมการออมและเป็นแหล่งทุน เน้นเศรษฐกิจฐานรากและกลุ่มเศรษฐกิจขนาดกลางที่มีพัฒนาการจากการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ "ไทยแลนด์ 4.0" ซึ่งธนาคารออมสินได้ให้การสนับสนุนนโยบายในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs -Startup ผ่านโครงการต่างๆ ตั้งแต่การส่งเสริมให้มีการประกวดแนวคิดด้านนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ โครงการประกวด GSB สุดยอด SMEs Startup ตัวจริง "ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง" โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น Innovation Club GSB Startup Academy เป็นต้น ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย 58 แห่งทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การต่อยอดโครงการต่างๆ ด้วยการให้สินเชื่อ หรือ การร่วมลงทุนในรูปแบบ Venture Capital รวมถึงการเปิดศูนย์ธุรกิจลูกค้า SMEs 82 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ อำนวยความสะดวก เพิ่มความคล่องตัวในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ถือเป็นการบูรณาการ SMEs ครบวงจร ผ่านงาน"GSB SMART SMEs SMART STARTUP 2018" ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน 2561 ณ ห้องแพลนารี่ฮอล์ 1 - 3 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ธนาคารออมสินจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
"GSB SMART SMEs SMART STARTUP 2018" เป็นงานที่ธนาคารออมสินเปิดพื้นที่ แสดงผลงานที่ธนาคารออมสินได้ส่งเสริมและสนับสนุน SMEs - Startup อย่างบูรณาการตามนโยบายรัฐบาล ทั้งผลงานการประกวดไอเดียของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ การแสดงผลงาน Startup และกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารออมสินได้ร่วมลงทุน Venture Capital รวมถึงการรวมพลังของเหล่าพันธมิตรที่ได้มาร่วมแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในงาน โดยธนาคารได้วางเป้าหมายและคาดหวัง คือ การผลักดันให้คนรุ่นใหม่ได้นำความรู้ความสามารถที่ผ่านการบ่มเพาะจากโครงการต่างๆ กลับไปพัฒนาบ้านเกิดหรือภูมิลำเนาของตนเอง อีกทั้งเพื่อสร้างนักรบพันธุ์ใหม่ให้กับวงการ SMEs ของไทย เกิดการต่อยอดทางธุรกิจหรือ Business Matching สิ่งสำคัญเป็นการผลักดันและ สร้าง Startupตัวจริง ให้ Startup เติบโตและแข็งแรง เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในยุค 4.0 ต่อไป" นายชาติชาย กล่าว
เชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs -Startup และผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงานดังกล่าว เพราะนอกจากความน่าสนใจที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการจัดสัมมนาที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ Startup ชื่อดังของเมืองไทยมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์แลกเปลี่ยนความรู้ตลอด 3 วัน อาทิ คุณจิรโรจน์ พจนาวราพันธ์ ผู้ก่อตั้งวิถีไทย คุณสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ เจ้าของธุรกิจ SHIPPOP คุณภัทรพร โพธิ์สุวรรณ CEO และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ eventpop.me เทาโร่ คุณธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ จำกัด และ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท แกร็บ แท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และยังมีการจัดการแข่งขันeSports เกม RoV เกมมือถือแนว MOBA แห่งปีจาก Garena ไว้ภายในงานดังกล่าวอีกด้วย เพื่อให้เด็กเยาวชนและประชาชนที่สนใจได้มีเวทีแสดงความสามารถ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างประโยชน์ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Scan QR CODE ครบทุกโซน ลุ้นรับรางวัลใหญ่ และทีขาดมาได้คือ โปรโมชั่นสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสุด 0% นาน 1 ปี วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SME - Startup และปิดท้ายด้วยความเทิงกับมินิคอนเสริ์ตจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ กันต์ ณภัทร - ตู่ ภพธร - ลิปตา ที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย

Go To Lead



เปิดประสบการณ์ใหม่ "บัตรเครดิตธนชาต บลูไดมอนด์" ฉีกทุกกฎการแลกบิน
ธนชาตเชิญสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ฉีกทุกกฎการแลกบินแบบเดิมๆ กับ "บัตรเครดิต ธนชาต บลูไดมอนด์" ท่องเที่ยวแบบไร้ขีดจำกัด ใช้คะแนนสะสมแลกบินได้เร็วกว่า เพียงใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ทุก 12.50 บาท = 1 ไมล์ ไม่ต้องรอโอนคะแนน แลกบินได้ทั่วโลกกับ 12 เส้นทางฮิต ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศกว่า 16 สายการบินชั้นนำ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่ม ทั้งบริการฟิตเนส เครดิตเงินคืน และฟรีค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเสริม
นางธีรนุช ขุมทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจลูกค้ารายย่อย ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารธนชาตเป็นสถาบันทางการเงินที่ให้ ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างสูงสุด บัตรเครดิตของธนาคารจึงมุ่งเน้นสิทธิประโยชน์หลัก (Core Benefit) ที่โดดเด่น แตกต่างสำหรับลูกค้าแต่ ละกลุ่ม โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจากการจับจ่ายใช้สอยตามหมวด ตามประเภทของกลุ่มสินค้า รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการใช้บัตรอย่างต่อเนื่องของ ลูกค้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและชัดเจนมากที่สุด สำหรับนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่ตรงใจ พร้อมเข้าถึงลูกค้าในทุกกลุ่ม จึงเป็นที่มาของการต่อยอดและพัฒนาเป็น "บัตร เครดิตธนชาต บลูไดมอนด์"
สำหรับลูกค้ากลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการท่องเที่ยว จะมองหาช่องทางการเดินทางที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด และจากการสำรวจพบว่ากลุ่มนี้นิยมใช้บัตรเครดิต และนำ คะแนนสะสมจากบัตรเครดิตไปแลกไมล์เป็นบัตรโดยสารเพื่อใช้เดินทาง แต่มักมีข้อจำกัดที่พบบ่อยๆ คือ การแลกไมล์ต้องใช้เวลา มีความยุ่งยาก ต้องรอโอนคะแนนไปเป็น Mileage ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมแลกไมล์ และบ่อยครั้ง ที่แลกคะแนนแล้วแต่ช่วงเวลาที่ต้องการไม่มีเที่ยวบินรองรับ หรือเต็มแล้วในช่วงเทศกาล
แต่สำหรับ "บัตรเครดิตธนชาต บลูไดมอนด์" จะก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ ด้วยการลดขั้นตอนการแลกไมล์ ที่ให้บินได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอโอนคะแนนให้เสียเวลา สามารถแลกตั๋วชั้น First Class, ชั้นธุรกิจ หรือชั้นประหยัด ได้โดยไม่จำกัดเฉพาะสายการบินใดสายการบินหนึ่ง เพราะใช้เพียงคะแนนสะสม T-Rewards 1 คะแนน เท่ากับ 1 ไมล์ สามารถเลือก เส้นทางบินได้หลากหลาย ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศ และเส้นทางบินต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ไทเป โตเกียว โอซากา โซล ซิดนีย์ ลอนดอน ปารีส ซูริก และโอ๊ก แลนด์ อีกทั้งยังมี สายการบินให้เลือกกว่า 16 สายการบินชั้นนำ และหากคะแนนสะสมไม่เพียงพอลูกค้าสามารถใช้คะแนน+ชำระเงินเพิ่มสำหรับการแลกบินได้ หรือจะใช้ คะแนนสะสม T-Rewards ทุก 1,000 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท หรือเลือกผ่อนชำระ 0% นาน 4 เดือน สำหรับค่าตั๋วเครื่องบินและบริการทางการท่องเที่ยวผ่านบัตร เครดิตธนชาต โดยทำรายการทั้งหมดนี้ ผ่านธนชาต Contact Center 1770 กด 5 กด 3 หรือโทรศัพท์ตรงกับบริษัท Global Union Express (G.U.E.) ซึ่งเป็นบริษัทจองตั๋ว ชั้นนำที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี ที่ธนชาตให้เป็นผู้ดูแล
สำหรับสิทธิพิเศษสะสมคะแนนแลกบินในครั้งนี้ ลูกค้าบัตรเครดิตธนชาต บลูไดมอนด์ ที่ลงทะเบียนร่วมรายการตั้งแต่วันนี้ - 31 ต.ค. 2561 และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ สะสม ครบ 100,000 บาท รับสิทธิ์ใช้คะแนนสะสม T-Rewards 1 คะแนน เท่ากับ 1 ไมล์ แลกบินได้ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. - 31 ธ.ค.2561 โดยลงทะเบียน พิมพ์ AR1 ตามด้วยเลขบัตร เครดิต 16 หลัก ส่งที่ 4712066 (3 บาท/ครั้ง) ส่วนการสะสมคะแนน ลูกค้าสามารถสะสมคะแนนได้เร็วขึ้น เพียงใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตธนชาต บลูไดมอนด์ ในหมวดร้านอาหาร ทุก 12.5 บาท รับ 1 ไมล์ และสะสมคะแนนได้เร็วขึ้นไปอีกเมื่อใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยว ทุก 8.33 บาท รับ 1 ไมล์ หรือใช้จ่ายในหมวดสกุลเงินต่างประเทศ ทุก 6.25 บาท รับ 1 ไมล์จากปกติทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร ทุก 25 บาท รับ 1 ไมล์
นอกจากนำคะแนนมาใช้แลกบินแล้ว "บัตรเครดิตธนชาต บลูไดมอนด์" ยังมีสิทธิประโยชน์อีกมากมายที่ตอบโจทย์ลูกค้าผู้ถือบัตรฯ ที่รักการเดินทางท่องเที่ยว ชอบช้อปปิ้ง เช่น รับเครดิตเงินคืนค่าน้ำหนักกระเป๋า 300 บาทต่อครั้ง เมื่อบินกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เพียงมียอดใช้จ่ายสะสมผ่านบัตรฯ ครบทุก 150,000 บาท โดยให้สิทธิ์สูงสุด 4 ครั้ง/ปีปฎิทิน บริการห้องพักรับรองพิเศษ Miracle Lounge 1 ครั้ง/ปีปฏิทิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหรือ ท่าอากาศยานดอนเมือง บริการแบ่งชำระรายเดือน ดอกเบี้ย 0% 6 เดือน สำหรับยอดใช้จ่าย ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ รับคะแนนสะสมเพิ่ม 2 เท่า เมื่อใช้จ่ายในหมวดร้านอาหาร, 3 เท่า เมื่อใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยว และ 4 เท่า เมื่อใช้จ่าย เป็นสกุลเงินต่างประเทศ
นางธีรนุช กล่าวด้วยว่า "นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว ยังให้เครดิตเงินคืนสูงสุด 3.5% เมื่อเติมน้ำมัน ทุกปั๊ม ทุกที่ ทั่วโลก บริการเลขาส่วนตัวดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิ์ใช้บริการ ฟิตเนสที่ LifeStyle Fitness ณ โรงแรม Centara Grand Central Plaza Ladprao และที่พิเศษสุดในกลุ่มตลาดบัตรเครดิตระดับเดียวกัน "บัตร เครดิตธนชาต บลูไดมอนด์" เป็นเพียงเจ้าเดียวที่ฟรีค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเสริม โดยบัตรเสริมสามารถแชร์สิทธิประโยชน์ และสะสมคะแนนร่วมกับบัตรหลักได้ด้วย"
ผู้สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์คะแนนแลกบินที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดได้ง่ายๆ เพียงสมัคร บัตรเครดิตธนชาต บลูไดมอนด์ ที่ธนาคารธนชาต ทุกสาขา โทร.1770 กด 0 กด 2 หรือhttp//lbit.ly/2RzFbvj


(Advertorial Ad)

http://bit.ly/2RzFbvj

[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com