Finance/share
Hot News: Kept by krungsri 'ชู'นวัตกรรมการเงิน
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
Kept by krungsri
'ชู'นวัตกรรมการเงิน
Kept by krungsri นวัตกรรมบริหารเงิน พัฒนาการออมรูปแบบใหม่ๆ ด้วยบัญชี (กระปุก) “Together Savings” บริหารเงินง่าย ตั้งเป้าขยายลูกค้า Gen 1 ล้านคน ปี 2567
นางสาวดมิศา พิศิษฐวานิช ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดลูกค้ารายย่อย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กว่า 1 ปีที่ผ่านมา Kept by krungsri ได้เปิดให้บริการกับลูกค้าโดยมีเป้าหมายในการเป็นผู้ช่วยการออมเงินของทุกคน เพื่อให้การออมเป็นไปได้จริงและสำเร็จตามเป้าหมาย จำนวนของลูกค้าที่เข้าใช้งาน Kept เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน Kept มากถึง 220,000 คน โดยใน 80% ของผู้ใช้งานเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็น Gen Y และ Gen Z และด้วยรูปแบบการออมเงินบน Kept ตามแนวคิด 1 กระเป๋า หลายกระปุก ที่ให้ลูกค้าตั้งเป้าหมายการออมได้ ใช้งานง่าย มีลูกเล่น และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การเก็บออมเงินหลากหลาย ด้วยกระปุกหลายประเภทที่มีให้ภายในแอป จึงทำให้จำนวนบัญชีที่เปิดในปีที่ผ่านมา มีมากกว่า 500,000 บัญชี นอกจากนั้น ในปีนี้ยังมีจำนวนการทำธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนที่เพิ่งเริ่มเปิดตัวแพลตฟอร์มให้ใช้งาน สะท้อนว่าผู้ใช้มีความคุ้นเคยผูกพันกับ Kept มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินออมที่ตั้งไว้
Kept มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) Kept จึงใส่ใจและให้ความสำคัญกับการออกแบบในทุกมิติ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแท้จริง โดยจุดเด่นที่สุดที่ถือเป็นกุญแจความสำเร็จของ Kept คือ ฟีเจอร์การใช้งานที่สะดวก ใช้งานง่าย และเต็มไปด้วยความสนุก ไม่ว่าจะเป็น กระปุก Grow ที่ให้ดอกเบี้ยสูง และลูกค้าสามารถดูดอกเบี้ยได้ทุกวันเป็นแรงบันดาลใจให้เก็บออมเพื่อให้เงินงอกเงย กระปุก Fun ที่มีลูกเล่นแอบเก็บเงินทุกครั้งที่ใช้จ่าย และสามารถสั่งเก็บเงินได้ให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Kept ที่ช่วยตอบโจทย์คนเก็บเงินไม่เก่งได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังมีแคมเปญสนุกที่เปิดตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ แคมเปญชวนเพื่อน แคมเปญเปิดกระปุก ทำภารกิจการออมต่างๆ เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ Kept เป็นแอปฯ บริหารเงินออมที่ตรงใจคนรุ่นใหม่
ด้านพฤติกรรมลูกค้า Kept พบว่า กว่า 70% ของเงินที่ Gen Z เก็บได้มาจากกระปุก Fun ซึ่งเป็นการแอบเก็บแบบอัตโนมัติ ขณะที่กลุ่ม Gen Y มักจะเก็บเงินเข้ากระปุก Grow และมีผลงอกเงยจากดอกเบี้ยมาก จากข้อมูลลูกค้ากลุ่มนี้พบว่า 30% ของลูกค้าลูกค้าที่เก็บเงินเข้า Grow นั้น ไม่เคยถอนเงินออกมาใช้เลย สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของผู้ที่ใช้งาน Kept ในการเก็บออมเงิน ความสำเร็จและการตอบรับที่ดีจากลูกค้า เป็นแรงผลักดันทำให้ Kept มุ่งเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด และสอดรับกับพฤติกรรมและความต้องการใช้งานของลูกค้า ล่าสุดได้เปิดตัวบัญชีใหม่ ภายใต้ชื่อ Together savings หรือกระปุก Together เป็นกระปุกที่ดีไซน์ฟีเจอร์ให้ตอบโจทย์การเก็บออมเงินแบบมีเป้าหมายจะเก็บคนเดียว หรือจะเป็นกลุ่ม กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก ก็สามารถทำได้ โดยทุกคนในกลุ่มสามารถดูยอดเงินในกระปุก มองเห็นการเข้าออกของเงินร่วมกัน และยังสามารถใส่ Note เมื่อทำรายการเพื่อช่วยให้รู้ว่าใช้เงินไปกับอะไรบ้าง หรือได้เงินเพิ่มเข้ามาจากอะไร และจะมีการแจ้งเตือนไปยังสมาชิกเมื่อมีเงินออกทุกครั้ง
ทั้งนี้ กระปุก Together ไม่ใช่บัญชีร่วม แต่เปิดให้คนสนิทเข้ามามีส่วนร่วมดูและเก็บออมร่วมกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่ากระปุก Together นี้ จะทำให้เป้าหมายและอนาคตในการเก็บเงินร่วมกันชัดเจนขึ้นสำหรับทุกคน มีการออกแบบหน้าจอที่เข้าใจง่าย และสามารถใส่รูป ใส่ชื่อกระปุกตามที่ต้องการได้อีกด้วย โดยคนที่ชวนเข้ามาดูกระปุก Together แค่มีแอป Kept เหมือนกัน ก็สามารถมาดูและเก็บด้วยกันได้ สำหรับลูกค้าใหม่ที่สนใจสมัครใช้บริการแอป ปัจจุบัน Kept มีแคมเปญพิเศษ เพียงสมัครแอป Kept พร้อมโอนเงินเข้ามาขั้นต่ำ 1,000 บาท จำนวน 1 รายการและเปิดกระปุก Fun ให้สำเร็จภายใน 14 วัน จะได้รับโค้ดส่วนลด Shopee มูลค่า 100 บาท ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ม.ค. 2565 และยังมีแคมเปญอื่นๆ ให้ติดตามได้ที่ www.keptbykrungsri.com
“Kept by krungsri ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าเราคือ นวัตกรรมบริหารเงินออมที่เหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าสไตล์การเก็บเงินจะเป็นแบบไหน Kept สามารถช่วยให้ง่ายและเป็นไปได้จริง สำหรับก้าวต่อไปของ Kept เราจะยังคงสนับสนุนคนไทยให้เก็บออมอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าจะมีจำนวนผู้ใช้งานที่ 1 ล้านคน ภายในปี 2567 ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมการบริหารเงิน ต่อยอดสู่ความมั่งคั่งและมั่นคงในระยะยาว” นางสาวดมิศา กล่าว

Go To Lead


SME D Bank ขยายวงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท หนุนเอสเอ็มอี
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า วงเงินร่วมลงทุนแก่กิจการสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย รวมวงเงินสินเชื่อและร่วมลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 เป็นต้นไป ธนาคารพร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนในวงเงินสูงสุดถึง 50 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพ ยกระดับจากกลุ่ม SEs (ขนาดเล็ก) ก้าวสู่กลุ่ม MEs (ขนาดกลาง) และจากกลุ่ม MEs เติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ต่อไป สำหรับสินเชื่อวงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย จะให้บริการผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่าง ๆ ของธนาคาร ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เช่น สินเชื่อ “SME D Plus” เปิดโอกาสรับรีไฟแนนซ์จากสถาบันการเงินเดิม ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน หรือร่วมกับการลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ และหมุนเวียน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 4.5% ต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อ “SME D เพื่อการลงทุน” สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ รวมถึงปรับเปลี่ยนธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 5.5% ต่อปี และสินเชื่อ “SME D เสริมสภาพคล่อง” เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 6% ต่อปี รวมถึงสินเชื่อแฟกตอริ่ง เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนช่วยเสริมสภาพคล่อง เป็นต้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจใช้บริการ แจ้งความประสงค์ได้ผ่านทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ SME D Bank (https://www.smebank.co.th/), แอปพลิเคชั่น “SME D Bank” และ LINE Official Account : SME Development Bank เป็นต้น รวมถึงสาขา SME D Bank ทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติม Call Center 1357

Go To Lead


ทีเอ็มบีธนชาต มุ่งเปลี่ยนชีวิตพนักงาน
นางสาวนันทพร ตั้งเจริญศิริ หัวหน้าบริหารการตลาดลูกค้าบุคคลและประสบการณ์ลูกค้า ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ทีเอ็มบีธนชาต ได้รับความเชื่อมั่นจากองค์กรและบริษัทต่าง ๆ ในการเลือกใช้บัญชี ttb เป็นบัญชีในการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน โดยในปีนี้มีจำนวนพนักงานบริษัทที่ใช้บัญชี ttb รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปี 2563 ธนาคารจึงมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะพัฒนาบัญชีเงินเดือนให้มีความคุ้มค่า และได้สิทธิประโยชน์ที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น และครอบคลุมในทุกแง่มุมทางการเงิน ด้วยแนวทาง ‘เปลี่ยนชีวิตพนักงานเงินเดือน ให้ดีขึ้นทุกเดือน’ เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจว่า เมื่อรับเงินเดือนผ่านบัญชีของ ttb จะทำให้ชีวิตการเงินของตนนั้นดีขึ้นเรื่อย ๆ ต่อเนื่องทุกเดือน รวมทั้งได้รับความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นจากสิทธิประโยชน์ด้านการออมและใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด การกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ความคุ้มค่าในการซื้อประกัน ttb การลงทุนเพื่ออนาคต ที่ตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินของลูกค้าได้อย่างครบวงจร เหนือกว่าบัญชีรับเงินเดือนทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะต่อยอดให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีได้ต่อไป
โดยในช่วงปลายปีนี้ กลุ่มพนักงานเงินเดือนจำนวนมากมีความต้องการเรื่องของการใช้สิทธิ์เพื่อการลดหย่อนภาษี ผ่านทางผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ ธนาคารจึงได้แนะนำ แผนลดหย่อนภาษีพิเศษเฉพาะลูกค้าที่รับเงินเดือนผ่านบัญชี ttb ที่รวมความคุ้มค่าทั้งประกันชีวิตและการลงทุนไว้ด้วยกัน ได้แก่? รับเงินลงทุนเพิ่ม 100 บาท ในกองทุนตราสารตลาดเงิน เมื่อลูกค้าซื้อกองทุน SSF, RMF และ ttb smart port SSF ทุก ๆ 50,000 บาท รับเงินคืนสูงสุด 20% เข้าบัญชี ttb เมื่อลูกค้าจ่ายค่าเบื้ยประกันที่ร่วมรายการ ผ่านบัตรเครดิต ttb และรับเงินคืนเพิ่ม 2% ของเบี้ยประกันชีวิตปีแรก เมื่อลูกค้าซื้อประกันชีวิตที่ร่วมรายการ พร้อมมียอดลงทุนใน SSF, RMF และ ttb smart port SSF (จ่ายเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทขึ้นไป และมียอดลงทุนในกองทุน SSF, RMF และ ttb smart port รวมกันไม่น้อยกว่า 50,000 บาท) และสำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิต ttb สามารถนำคะแนน rewards plus มาแลกเป็นเครดิตเงินคืนเมื่อซื้อประกันชีวิตหรือลงทุนในกองทุนกับ ttb เพิ่มความคุ้มค้าได้อีกต่อหนึ่งด้วย
นางสาวนันทพร กล่าวเสริมว่า ลูกค้าที่รับเงินเดือนผ่านบัญชี ttb ที่ต้องการวางแผนลดหย่อนภาษีจะได้รับความคุ้มค่าอย่างมากจากแคมเปญนี้ เพราะนอกจากจะทำให้ลูกค้าได้รับเงินลงทุนเพิ่มแล้ว ยังได้เงินคืนจากเบี้ยประกันปีแรก ซึ่งสามารถช่วยให้ลูกค้าลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันลงได้ และยังช่วยตอกย้ำให้เห็นว่ายิ่งลดหย่อนภาษีและมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอจะยิ่งได้สิทธิพิเศษยิ่งขึ้น นับเป็นช่องทางสนับสนุนให้คนไทย โดยเฉพาะพนักงานเงินเดือนคุ้นเคยกับการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับผลประโยชน์ด้านความคุ้มครองชีวิต ควบคู่ไปกับเห็นความสำคัญด้านลงทุนพนักงานที่รับเงินเดือนผ่านบัญชี ทีทีบี ออลล์ ฟรี (ttb all free) ยังได้สิทธิประโยชน์ทั้งการออมและใช้จ่ายที่คุ้มค่า ตามแนวคิดการใช้ชีวิตฟรีรอบด้าน และเพียงแค่คงเงินไว้ในบัญชีไม่ต่ำกว่า 5,000 บาททุกวัน ได้ประกันอุบัติเหตุฟรี รวมไปถึง คะแนน wow (1 wow = 1 บาท) ซึ่งในทุกวันที่ 16 สามารถใช้ 16 wow (จากปกติใช้ 50 wow) มีค่า 50 บาท เพื่อใช้แลกบัตรกำนัลส่วนลดต่าง ๆ ที่จะมาสร้างเซอร์ไพรส์ในทุก ๆ เดือน โดยใช้คะแนน wow น้อยกว่าปกติอีกด้วย
“หากลูกค้าใช้บัญชี ttb เพื่อรับเงินเดือนอยู่แล้ว เราอยากให้ลูกค้ารับรู้ว่าลูกค้าจะได้รับทุกสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าเสมอ และยังสามารถเลือกใช้รูปแบบการให้บริการทางการเงินได้อย่างรอบด้าน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย ตรงกับความต้องการและความจำเป็นของตนเองมากที่สุด ซึ่งเป็นแนวทางที่ธนาคารมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละคน ตลอดทุกช่วงชีวิต เพื่อให้ลูกค้าสามารถสร้างชีวิตการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้และอนาคต” นางสาวนันทพร กล่าว พนักงานที่รับเงินเดือนผ่านบัญชี ttb ที่สนใจรับสิทธิประโยชน์จากแผนลดหย่อนภาษีพิเศษ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ ทีเอ็มบีธนชาตทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ttb contact center 1428

Go To Lead


ธ.ก.ส. หนุนเกษตรสร้างอาชีพ สร้างรายได้
นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การเกิดภัยธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในมิติด้านการดำเนินชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ New Normal มิติด้านรายได้ที่ลดลงจากปัญหาการเลิกจ้างงาน ผลผลิตการเกษตรที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวข้ามวิกฤต ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ธ.ก.ส. ได้ดำเนิน “โครงการ 1 สาขา สร้างอาชีพสู้วิกฤติ โควิด-19” โดยให้ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศกว่า 1,200 สาขา ค้นหาเกษตรกรลูกค้า บุคคลในครัวเรือนเกษตรกรลูกค้า ผู้ที่ลงทะเบียนขอสินเชื่อโควิด-19 แรงงานคืนถิ่น บัณฑิตจบใหม่ที่ยังว่างงานและสนใจที่จะนำความรู้มาพัฒนาภาคการเกษตร รวมถึงกลุ่มบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพลูกค้าเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นต้น เพื่อเข้าร่วมการพัฒนา ฟื้นฟู และสร้างอาชีพใหม่ ๆ โดยให้มีการส่งเสริมอาชีพอย่างน้อย 1 อาชีพต่อ 1 สาขา เป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 10,000 ราย ภายในปี 2564 และอีก 50,000 ราย ในปี 2565
สำหรับการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย การสนับสนุนการพึ่งตนเอง ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning หรือแหล่งเรียนรู้ เช่น ชุมชนต้นแบบฯ / ศูนย์เรียนรู้ฯ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น โดยนำความองค์ความรู้ทักษะ มาเป็นแนวทางปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฏีใหม่ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเอง และพึ่งพาซึ่งกันและกันในการต่อยอดการรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพ สร้างกิจกรรมทางธุรกิจ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ร่วมจัดทำแผนชีวิต หรือแผนครัวเรือน และกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารระดับครัวเรือน เช่น โครงการ 459 โครงการเกษตรกรรมยั่งยืน (เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ และเกษตรธรรมชาติ) เป็นต้น การสนับสนุนการสร้างอาชีพ โดยยึดหลักการรวมกลุ่มและการมีส่วนร่วมของสมาชิก การจัดทำแผนพัฒนาของกลุ่ม (แผนอาชีพ หรือแผนธุรกิจ) พร้อมกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ จากนั้นต่อยอดการพัฒนาสู่โครงการอื่น ๆ อาทิ โครงการธุรกิจชุมชนสร้างไทย โครงการเตรียมความพร้อมเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer โครงการสนับสนุนชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มจากไม้ตลอดห่วงโซ่การผลิต การปลูกพืชทางเลือกใหม่ เป็นต้น โดยการพัฒนาเสริมทักษะ ด้านการผลิต การจัดการตลาด การสร้างกิจกรรมทางธุรกิจ (การผลิต การแปรรูป การรวบรวม การบริการ) และการประสานภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัย การผลิต เครื่องจักร และเทคโนโลยี
"นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมในการพัฒนาช่องทางการตลาด Online ที่เชื่อมโยงไปสู่ตลาด Social Commerce และตลาด Offline รองรับการจำหน่ายผลผลิตทั้งภายในและภายนอกชุมชน เช่น ตลาดนัดของดีวิถีชุมชน ส่วนงานราชการ เรือนจำ โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม สถานีบริการน้ำมัน PTTOR เป็นต้น รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือค่าลงทุน อาทิ สินเชื่อร่วมกลุ่ม สินเชื่อสู้ภัยโควิด สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน เป็นต้น โครงการดังกล่าว นอกจากมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย กลุ่มผู้เปราะบางที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ มีความมั่นคงทางอาหาร สามารถพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นลำดับแรกแล้ว ยังมุ่งหวังที่จะต่อยอดในการสร้างอาชีพให้กับแรงงานคืนถิ่น บัณฑิตจบใหม่ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ด้านเทคโนโลยี มาร่วมพัฒนาภาคการเกษตร ทดแทนกลุ่มเกษตรกรที่มีอายุมาก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ" นายสมเกียรติกล่าว

Go To Lead


KTC-เดอะ สตรีท รัชดา จัดแคมเปญ “HAPPY SHOP HAPPY SALE”
นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้อำนวยการ - ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกันจัดแคมเปญ “HAPPY SHOP HAPPY SALE” เพื่อปลุกความคึกคักในการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี พร้อมทั้งเป็นการต้อนรับเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่กำลังจะมาถึง ด้วยการมอบความสุขให้กับลูกค้าที่ใช้จ่ายกับร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ สมาชิก เดอะ สตรีท พอยท์ และ สมาชิกบัตรเครดิต KTC ผ่านโปรโมชันพิเศษทั้ง 3 รูปแบบ ประกอบด้วย ‘HAPPY SHOP HAPPY VOUCHER’ เพียงช้อปครบ 800 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จ พิเศษ! สำหรับสมาชิก เดอะ สตรีท พอยท์ หรือ สมาชิกบัตรเครดิต KTC เพียงช้อปครบ 700 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จ รับฟรี! GIFT VOUCHER จากร้านค้าชั้นนำ มูลค่า 100 บาท 1 ใบ ‘HAPPY SHOP HAPPY FOR YOU’ เพียงช้อปครบ 7,000 บาทขึ้นไป (รวมใบเสร็จได้สูงสุด 4 ใบ/วัน) พิเศษ! สำหรับลูกค้า เดอะ สตรีท พอยท์ หรือ สมาชิกบัตรเครดิต KTC เพียงช้อปครบ 6,800 บาทขึ้นไป (รวมใบเสร็จได้สูงสุด 4 ใบ/วัน) รับฟรี! HAPPY UMBRELLA 1 คัน หรือ สมาชิก เดอะ สตรีท พอยท์ ใช้ 1,100 พอยท์ แลกรับ HAPPY UMBRELLA 1 คัน ‘HAPPY SHOP HAPPY DEAL’ ช้อปสุดคุ้ม! สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ กับร้านค้าที่ร่วมรายการภายในศูนย์การค้าฯ และสแกน QR ลงทะเบียน เพื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป แลกรับเครดิตเงินคืน 12%
โปรโมชันสุดแสนจะแฮปปี้ เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2564 สามารถตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ เคาน์เตอร์ ประชาสัมพันธ์ ชั้น 1 ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมของศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เพิ่มเติมได้ทาง www.thestreetratchada.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/TheStreetRatchada หรือโทร. 02-232-1999

Go To Lead


ลีสซิ่งกสิกรไทย ส่งแคมเปญซื้อรถใหม่ “คลาย-ล็อก-ดาวน์”
นายธีรชาติ จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ลีสซิ่งกสิกรไทยได้ออกแคมเปญรับงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 หรือ Motor Expo 2021 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “คลาย-ล็อก-ดาวน์” ออกรถใหม่กับลีสซิ่งกสิกรไทย รับข้อเสนอดี 3 ต่อ “คลาย-ล็อก-ดาวน์” ต่อที่ 1 คลายกังวลกับเชื้อไวรัส รับฟรีเครื่องฟอกอากาศภายในรถยนต์ มูลค่า 3,190 บาท ต่อที่ 2 ล็อกค่างวด รับสิทธิ์ขับฟรีนาน 90 วัน และต่อที่ 3 ได้รับสิทธิ์ผ่อนดาวน์ 0% นานสูงสุด 6 เดือน ผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย สำหรับลูกค้าที่สมัครสินเชื่อตั้งแต่ 1 ธ.ค. ถึง 31 ธ.ค. 64 ได้รับอนุมัติและทำสัญญาเช่าซื้อภายใน 28 ก.พ. 65 รับสิทธิพิเศษนี้ ภายในงาน Motor Expo 2021 และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายรถทั่วประเทศ หรือสมัครสินเชื่อรถออนไลน์ได้ทาง www.kasikornleasing.com การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ของลีสซิ่งกสิกรไทยในช่วงเวลา10 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ต.ค. 64) มียอดรวมกว่า 74,303 ล้านบาท โดยเฉพาะสินเชื่อรถใหม่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 29% และบริษัทได้เน้นการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มฐานรากมากขึ้นผ่านบริการ”สินเชื่อรถช่วยได้” ทั้งประเภทเช่าซื้อและจำนำทะเบียน ทำให้สินเชื่อรถช่วยได้เติบโตถึง 24% นอกจากนั้นยังให้บริการสินเชื่อรถใช้แล้วผ่านช่องทางเต็นท์รถยนต์ ซึ่งปกติจะมีความเสี่ยงสูง แต่บริษัทสามารถบริหารคุณภาพสินเชื่อ จนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 1.25% ดีกว่าปีที่แล้ว 0.06% และควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไร 1,396 ล้านบาท เติบโต 59.91%
สภาวะของตลาดรถยนต์ไทยไตรมาส 3 ปี 2564 หดตัวสูงถึง -26.5% โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศ ทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 725,000 – 740,000 คัน หดตัว -6.3 ถึง -8.5% จากปีที่แล้ว สอดคล้องกับสภาวะของสินเชื่อรถในปีนี้ โดย ณ ไตรมาส 3/2564 ยอดคงค้างสินเชื่อเช่าซื้อรถในระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ชะลอลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส ที่ 1.160 ล้านล้านบาท หดตัวลง -1.66% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2563 และหดตัวลง -1.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์โควิด-19 ในไทยที่ดีขึ้น ทั้งด้านอัตราการฉีดวัคซีน การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่และหลายกิจการ รวมถึงแผนการเปิดประเทศ คาดว่าจะช่วยให้ภาพรวมทั้งปีอาจติดลบน้อยลงมาอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง -0.5% และคาดว่า สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อาจกลับมาเติบโตในกรอบประมาณ 2.0-4.5% สอดคล้องกับการประเมินว่า ยอดขายรถใหม่ที่จะเติบโตขึ้นพร้อมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 750,000 ถึง 800,000 คัน หรือขยายตัว 3% - 10% จากปี 2564 โดยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากการที่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย และแม้แต่กลุ่มสถาบันการเงินเองก็คาดว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น
ปี 2565 ลีสซิ่งกสิกรไทยยังคงเดินหน้าออกแคมเปญรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปยังเซกเมนต์ที่มีศักยภาพในการเติบโต รวมถึงใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายบริการและฐานลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังคงเน้นการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ทั้งสำหรับบริการก่อนและหลังการขาย การใช้ Data Analytics เพื่อรู้จักและรู้ใจลูกค้าให้มากขึ้น เสนอผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจ ถูกเวลา พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ยังไม่เคยทำตลาด อาทิ รถบ้านมือสอง และผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้ารายย่อยที่ไม่ต้องแสดงเอกสารที่มีขั้นตอนยุ่งยากและเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com