|
|
โตเกียว 'สู่'ฮับ 'การเงิน'ดิจิทัล
ฟินซิตี้.โตเกียว (FinCity.Tokyo) องค์กรส่งเสริมกรุงโตเกียวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสเศรษฐกิจให้กับนักลงทุนและธุรกิจการเงินไทย ทั้งการกระจายการลงทุนสู่ตลาดญี่ปุ่น การสร้างพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ และการต่อยอดธุรกิจร่วมกันสู่ตลาดอาเซียน ที่จะมุ่งสู่ความร่วมมือ ระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในการเชื่อมโยงเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ
นายโทคิโอะ โมริตะ ผู้อำนวยการบริหาร ฟินซิตี้.โตเกียว เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นพื้นที่สำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ในอาเซียน การจับมือกับตลาดอย่างญี่ปุ่นจะช่วยให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น และทำให้โซลูชันใหม่ ๆ ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริโภค
ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงเทคโนโลยี องค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล และเครือข่ายการลงทุน พร้อมเสริมขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเปิดโอกาสทางธุรกิจในตลาดการเงินที่มีรากฐานมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย
ฟินซิตี้.โตเกียว ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่น เพื่อผลักดันโตเกียวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก ปัจจุบันมีองค์กรสมาชิกกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมทั้งสถาบันการเงินชั้นนำและนักลงทุนสถาบัน โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงบริษัทต่างชาติเข้าสู่ตลาดการเงินโตเกียว ตั้งแต่การให้ข้อมูลตลาดและคำแนะนำในการดำเนินธุรกิจ ไปจนถึงการประสานงานเพื่อเข้าถึงโครงการสนับสนุนจากองค์การปกครองกรุงโตเกียว
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Attraction U Program ซึ่งสนับสนุนบริษัทจัดการกองทุนและธุรกิจฟินเทคต่างชาติ ทั้งด้านการจัดตั้งธุรกิจ การจับคู่พันธมิตร และเงินสนับสนุนสูงสุด 30 ล้านเยน ตามคุณสมบัติและเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมี Emerging Managers Program ที่เชื่อมโยงผู้จัดการกองทุนหน้าใหม่ของญี่ปุ่นกับเจ้าของสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านงานสัมมนาและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ
โอกาสเหล่านี้มีฐานเงินทุนขนาดใหญ่รองรับ โดยญี่ปุ่นมีสินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนราว 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 7.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งโตเกียวยังเป็นศูนย์รวมของสถาบันการเงิน บริษัทระดับโลก และธุรกิจเทคโนโลยี จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่อยอดธุรกิจได้ทั้งด้านการบริหารสินทรัพย์ ฟินเทค การเงินเพื่อความยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ฟินซิตี้.โตเกียว พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงิน นักลงทุน และธุรกิจฟินเทคไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเชื่อมศักยภาพของไทยเข้ากับเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของญี่ปุ่น พร้อมเสริมความแข็งแกร่ง และต่อยอดโอกาสการเติบโตในตลาดสากล
Go To Lead
|
กสิกรไทย-ร้านยากรุงเทพ พรเกษม คลินิก และวิลล่า มาร์เก็ท มอบแคมเปญ KBank ช่วยเปย์ แบ่งเบาภาระลูกค้า สแกนจ่ายผ่าน K PLUS รับเงินคืน 80 บาท
ดร. เกษชญง สกาวรัตนานนท์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แคมเปญนี้เกิดจากความมุ่งมั่นที่ธนาคารกสิกรไทยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในการอยู่เคียงข้างลูกค้าและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคต้องบริหารการใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยครั้งนี้ได้ร่วมมือกับร้านยากรุงเทพ พรเกษม คลินิก และวิลล่า มาร์เก็ท มอบสิทธิประโยชน์ที่เข้าถึงได้ง่าย ในหมวดการใช้จ่ายที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ ความงาม และสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ทุกครั้งที่ลูกค้าสแกนจ่ายผ่าน K PLUS ไม่เพียงได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการทำธุรกรรม แต่ยังจะได้รับความคุ้มค่ากลับคืน ช่วยให้ทุกการใช้จ่ายมีความหมายมากยิ่งขึ้น
นายชูวิทย์ วัยศิริโรจน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายมากขึ้น ร้านยากรุงเทพมุ่งสนับสนุนให้คนไทยสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองและสมาชิกในครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป จึงมีความยินดีที่ได้ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ส่งมอบสิทธิประโยชน์ที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยาที่จำเป็น เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งร้านยากรุงเทพเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง พร้อมมีเภสัชกรให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าตลอดเวลา
นายสำเร็จ ศรีปรัชญาอนันต์ ผู้บริหาร บริษัท พรเกษม กรุ๊ป จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลสุขภาพผิวพรรณและความงามเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยเสริมภาพลักษณ์และความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการเข้าถึงบริการด้านความงามและการดูแลผิวพรรณได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมขยายทางเลือกด้านบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม และสนับสนุนให้ทุกคนสามารถดูแลตัวเองและสร้างความมั่นใจได้อย่างต่อเนื่องในรูปแบบที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง
นายพิศิษฐ์ ภูสนาคม ผู้บริหาร บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด กล่าวในตอนท้ายว่า วิลล่า มาร์เก็ท มุ่งมั่นคัดสรรสินค้าและวัตถุดิบคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าและทุกคนในครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่าการดูแลคนในครอบครัวเริ่มต้นจากการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของใช้ หรือวัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหาร ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจในการส่งมอบความคุ้มค่าเพิ่มเติมให้กับผู้บริโภค ช่วยให้การจับจ่ายในชีวิตประจำวันได้รับประโยชน์มากขึ้น พร้อมสนับสุนให้ลูกค้าและครอบครัวเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้อย่างคุ้มค่าในทุกวัน โดยสิทธิพิเศษสำหรับแคมเปญ KBank ช่วยเปย์ เฉพาะการสแกนจ่ายผ่าน K PLUS ที่เครื่องรับชำระเงินธนาคารกสิกรไทย ณ ร้านค้าร่วมรายการ ตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค. 2569 - 30 พ.ย. 2569 จำกัด 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิต่อแบรนด์ต่อเดือน และจำกัด 2,000 สิทธิ ต่อแบรนด์ต่อเดือน รวมทั้งสิ้น 4,000 สิทธิ ต่อแบรนด์ตลอดระยะเวลาแคมเปญ ลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ www.kasikornbank.com/k_thqrcampaign หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ K-Contact Center 02-888-8888
Go To Lead
|
ทีทีบี ปลุกพลังอาสาสมัคร ให้ คืนสู่สังคม ผ่าน รุ่นพี่การเงิน
ส่งต่อความรู้และประสบการณ์ ปลูกฝังทักษะการเงินให้เยาวชนไทย
นายวชิระพันธ์ เฮงไปล่ หรือ นน อาสาสมัครทีทีบี แบ่งปันมุมมองว่า สมัครเข้าร่วมโครงการเพราะมองว่า ความรู้ทางการเงินเป็นพื้นฐานที่ควรปลูกฝังให้เยาวชน โดยเห็น Pain Point ของคนรอบข้างที่ขาดความรู้เรื่องบริหารจัดการเงิน จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในสังคม โดยนำความรู้และประสบการณ์ในการทำงานมาส่งต่อให้กับน้อง ซึ่งวิธีการสอนจะย่อยเนื้อหาให้เข้าใจง่ายและปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับวัยที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมมองว่าเด็กมีความตั้งใจและเรียนรู้ได้เร็ว ยินดีมากที่ได้มาเป็นรุ่นพี่การเงิน กิจกรรมนี้ไม่มี KPI เป็นจิตอาสาล้วน ๆ ผมสมัครเข้ามาเองเป็น Passionate ไม่ได้คิดว่าเป็นภาระนอกเหนือจากการทำงาน เพียงแต่เราต้องรู้จักบริหารจัดการเวลาให้ดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อ Performance ในการทำงานหลัก ยิ่งได้เห็นความน่ารักของน้อง ๆ ก็เป็นการฮีลใจจากเรื่องเครียด ๆ ได้ และยังได้รับพลังบวกจากน้อง ๆ ที่พร้อมจะเรียนรู้ อีกทั้งเป็นการ Remind ให้เห็นว่า เราสามารถเรียนรู้สิ่งที่รู้อยู่แล้วได้ใหม่ไปพร้อมกับน้อง ๆ
อีกหนึ่งมุมมองจากนางสาวญาณกร รัตคาม หรือ วิว อาสาสมัครทีทีบี กลุ่ม Talent สะท้อนว่า การเป็น ผู้ให้ ถือเป็นหนึ่งทักษะสำคัญของ Talent นอกเหนือจากความรู้และความสามารถในการทำงาน โดยรุ่นพี่การเงินเป็นกิจกรรมที่ถูกออกแบบมาให้เราเข้าไปเรียนรู้ ซึ่งการได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดให้เด็ก ๆ รวมถึงเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกอิ่มใจและมีความสุข ดีใจที่ได้ใช้โอกาสนี้ส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น และได้สัมผัสความหมายของการเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง จากการลงพื้นที่วัดเล่งเน่ยยี่ให้ความรู้ทางการเงินกับน้องเณร ซึ่งมีบริบทและรูปแบบการใช้เงินแตกต่างจากเด็กทั่วไป เนื่องจากได้รับเงินปัจจัยตั้งแต่ยังเรียนอยู่และไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ทำให้วิธีการมองเงินของเด็กเรียงลำดับไม่ถูกต้อง เลือกเก็บเงินไว้ใช้กับสิ่งที่อยากได้ เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรืออุปกรณ์สำหรับเล่นเกม คุณครูจึงต้องการให้สอนเรื่องการบริหารรายรับ-รายจ่าย และจัดการเงิน รุ่นพี่การเงินได้เข้าไปช่วยให้น้อง ๆ เข้าใจคุณค่าและความสำคัญของการวางแผนการเงินระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเรียบจบต้องออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก
นางสาวจินตนา แย้มโสภี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดปทุมวนาราม ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวชื่นชมว่า รุ่นพี่การเงินเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และดีมากสำหรับเด็ก ๆ การเรียนการสอนแตกต่างจากหลักสูตรปกติในโรงเรียน เน้นให้เด็กได้ลงมือทำผ่านสื่อที่ทันสมัย ใช้แนวคิดพี่สอนน้อง ทำให้การเรียนรู้สนุก เด็กกล้าซักถาม และเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งเรื่องการออม การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย รวมถึงการแยกแยะสิ่งจำเป็นและฟุ่มเฟือย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนได้เติบโตขึ้นอย่างระมัดระวัง ความรู้ทางการเงิน เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญในโลกยุคใหม่ สามารถปลูกฝังได้ในเด็กทุกวัย แต่ต้องปรับให้เหมาะกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย โดยวัยมัธยมเป็นช่วงเริ่มเข้าสังคม ควรเน้นเรื่องการคิด ไตร่ตรอง ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามกระแสสังคม ขอชื่นชมและขอบคุณทีทีบีที่มาเติมเต็มความรู้ทางการเงินให้กับนักเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่โรงเรียนคาดหวังคือ เด็กรู้จักออมเงินและทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้ใช้เงินได้อย่างคุ้มค่า เติบโตไปไม่สร้างหนี้เกินตัวและมีชีวิตที่มีความสุข
ปิดท้ายด้วยความเห็นของตัวแทนนักเรียนที่สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ความรู้ทางการเงินที่ได้รับจากพี่ ๆ สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องดอกเบี้ย หนี้สิน การออม และการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย โดยรูปแบบการเรียนรู้เข้าถึงง่ายและไม่น่าเบื่อ ชอบที่พี่ ๆ ใช้บอร์ดเกมการเงินเข้ามาเป็นสื่อกลาง เปลี่ยนเรื่องการเงินที่ซับซ้อนให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ซึ่งประทับใจทุกกิจกรรม เพราะได้ความสนุกและความรู้ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ เด็กที่มีความสนใจเรื่องการลงทุนและการเทรดหุ้นอยู่ก่อนแล้ว ยังได้ต่อยอดความรู้เพิ่มเติม ทำให้มองเห็นภาพการบริหารจัดการเงินและการลงทุนได้กว้างขึ้น
Go To Lead
|
BAM ร่วมเวทีผู้นำระดับโลก FUTURE-READY ECONOMY 2026
ชู The Missing Door ผลักดันลูกหนี้ NPL เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจยั่งยืน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนาระดับนานาชาติ FUTURE-READY ECONOMY 2026 ภายใต้ธีม Designing Capital for the Future ในหัวข้อ Capital for People ทุนเพื่อผู้คน โดยชูแนวคิด The Missing Door ประตูแห่งโอกาสที่ยังขาดหาย มุ่งสร้างโอกาสครั้งที่สองให้ผู้ที่เคยประสบปัญหาหนี้เสีย สามารถฟื้นฟูสถานะทางการเงิน กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ (Economic Re-entry) และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นคง จัดโดย BRANDi and Companies ร่วมกับ BiOST, Institute of Systematic Transformation ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMFWorld Bank Group Annual Meetings 2026)
โดยหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบการเงินไทย ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL แต่คือการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่านกระบวนการฟื้นฟูหนี้ สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงิน ได้อีกครั้ง เพราะแม้ลูกหนี้บางส่วนจะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ประวัติหนี้เสียในอดีตอาจยังเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ ทำให้ผู้ที่มีศักยภาพในการประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจ ไม่สามารถกลับมาใช้ศักยภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิด The Missing Door BAM เสนอแนวทางฟื้นฟูชีวิตทางการเงินผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. Resolve การแก้ไขและปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระ 2. Rehabilitate การฟื้นฟูวินัยทางการเงินและความสามารถในการสร้างรายได้ 3. Re-enter การสร้างความพร้อมกลับเข้าสู่ระบบการเงิน โดยใช้ประวัติการชำระหนี้ที่ดีขึ้นประกอบการพิจารณา และ 4. Rebuild การต่อยอดสู่การมีบ้าน การประกอบอาชีพ และการสร้างความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม BAM ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ หรือ Re-performing Loan (RPL) ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สะท้อนการฟื้นตัวทางการเงินของลูกหนี้ ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนากลไกเชื่อมโยงผู้ที่ผ่านกระบวนการฟื้นฟูให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่ออย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากความพร้อมและความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับภารกิจของ BAM ผ่านโครงการ เริ่มต้นใหม่กับ BAM ที่ช่วยให้ลูกหนี้มีทางเลือกในการปรับโครงสร้างหนี้ตามศักยภาพ และโครงการ ทรัพย์มหาชน ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีบ้านเป็นของตนเอง สะท้อนการเชื่อมโยงธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL และทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
การสร้างโอกาสครั้งที่สองให้ลูกหนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือคนคนหนึ่งให้พ้นจากปัญหาทางการเงิน แต่ยังเป็นการนำศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เคยถูกจำกัดกลับคืนสู่ระบบ เมื่อประชาชนสามารถกลับมาประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เพราะการแก้หนี้ไม่ควรจบลงเพียงวันที่ภาระหนี้ลดลง แต่ต้องเปิดประตูให้ผู้คนกลับมามีโอกาสอีกครั้ง อีกทั้ง คนที่เคยล้มเหลวทางการเงิน ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีศักยภาพในการสร้างอนาคต BAM จึงต้องการเปลี่ยนการบริหารหนี้ให้เป็นกลไกคืนโอกาส เพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นกลับมายืนได้ด้วยตนเอง และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง ดร.รักษ์ กล่าว
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|