|
|
SAM เดินหน้า'ผ่อนดีมีวินัยเจ้าของบ้าน'
SAM จับมือ SENA ไฟเขียวลูกหนี้ SAM ผ่อนดีมีวินัยเป็นเจ้าของบ้าน SENA LivNex เช่าออมบ้าน...เช่าเพื่อเป็นเจ้าของ ด้วยเงื่อนไขพิเศษ
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM เปิดเผยว่า เป้าหมายการแก้ไขปัญหาหนี้ของ SAM ในบทบาท Social AMC หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม ไม่ได้จบแค่เพียงการลดภาระหนี้ แต่ยังมุ่งเน้นและสนับสนุนให้ลูกค้ากลับมามีวินัยทางการเงินที่สามารถสร้างเครดิตความเชื่อถือซึ่งจะนำไปสู่โอกาสทางการเงินครั้งใหม่ในชีวิต ความร่วมมือกับ SENA ครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดจาก การแก้หนี้ ไปสู่ การสร้างโอกาส ให้ลูกค้ารายย่อยของ SAM อีกหลายแสนรายที่กำลังฟื้นฟูสถานะทางการเงินและมีประวัติการชำระเงินที่ดีจะได้รับโอกาสและเตรียมความพร้อมสู่การมีบ้านซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคง ปลอดภัย และความอบอุ่นของครอบครัว
SAM เชื่อมั่นว่าการฟื้นฟูลูกค้าหนึ่งราย ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหรือความช่วยเหลือเพียงหนึ่งคน แต่ยังมีอีกหลายชีวิตในครอบครัวที่จะกลับมาเป็นพลังของเศรษฐกิจและสังคมซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพและความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ SAM ครั้งนี้ช่วยเชื่อมการจัดการหนี้เข้ากับโอกาสในการมีบ้าน สำหรับคนที่กำลังตั้งใจแก้หนี้และอยากมีบ้าน ไม่ต้องรอจนกว่าจะกู้ผ่าน เพราะ SENA มี LivNex เช่าออมบ้าน...เช่าเพื่อเป็นเจ้าของ ให้เริ่มเข้าอยู่อาศัยและเช่าออมได้ก่อน ค่าเช่าออมในแต่ละเดือนจะสะสมเป็นส่วนลดในการซื้อบ้าน พร้อมล็อกราคาบ้านไว้ล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์เมื่อพร้อม ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นลูกค้าเริ่มจากการเช่าออมจนได้เป็นเจ้าของบ้านจริง จึงอยากเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ และ คลินิกแก้หนี้ by SAM มีโอกาสเช่นกัน ซึ่งถือการเพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีราคาที่เอื้อมถึง ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 11 ซึ่ง SENA ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง
ผู้เข้าร่วมโครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ กำหนดคุณสมบัติ ดังนี้คือ เป็นลูกหนี้รายย่อยบุคคลธรรมดาที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย NPL (ตามการรายงานข้อมูลในเครดิตบูโร หรือ NCB) รวมทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยหนี้ที่ SAM ดูแลจะเป็นหนี้ไม่มีหลักประกันประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และติ่งหนี้ (ส่วนต่างหรือยอดหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระจากหนี้ที่มีหลักประกัน) มีสถานะหนี้ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ อยู่ในรายชื่อ Sanction list ของ ปปง. และมี 2 มาตรการความช่วยเหลือ โดยคำนวณภาระหนี้จากเงินต้น ไม่มีดอกเบี้ย มาตรการที่ 1 "จ่าย ปิด จบ" ลดเงินต้นทันที 50% ไม่มีดอกเบี้ย หากชำระภายใน 31 ธันวาคม 2569 แต่หากไม่พร้อมชำระเป็นก้อน ก็สามารถเลือก มาตรการที่ 2 "ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด" ลดเงินต้นทันที 30% ไม่มีดอกเบี้ย และผ่อนชำระได้ถึง 30 มิถุนายน 2572
ประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ได้ถึง 4 ช่องทางด้วยกัน ได้แก่ 1) แอปพลิเคชัน SAM Plus ที่เข้าถึงง่าย สะดวก น่าเชื่อถือและปลอดภัย 2) Line OA เพียง แอดไลน์ @samsocialamc 3) เว็บไซต์ SAM www.sam.or.th และ 4) SAM Contact Center โทร 1443 กด 6 สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกใช้งานผ่านระบบออนไลน์ หรือต้องการปรึกษาเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม รวมทั้งติดตามข่าวสารของ SAM ได้ผ่านช่องทาง FB บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท
ส่วน โครงการ คลินิกแก้หนี้ by SAM กำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ดังนี้ คือ เป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ มีอายุไม่เกิน 70 ปี เป็นหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ค้างชำระเกินกว่า 120 วัน (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือนปัจจุบันมีสถานะค้างชำระตั้งแต่ 121-150 วัน ขึ้นไป) มียอดหนี้รวมกันไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยมีมาตรการความช่วยเหลือที่ผ่อนปรนด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3-5 ต่อปี และระยะเวลาผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี โดยลูกค้าสามารถสมัครเข่าร่วมโครงการได้หลากหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ แอดไลน์ @debtclinicbysam หรือ walk-in เข้าไปที่สำนักงานคลินิกแก้หนี้ by SAM ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ อเวนิว รัชโยธิน (โซนลิฟท์แก้ว) ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ (BTS สถานีรัชโยธิน) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-19.00 น.
Go To Lead
|
ทีทีบี ฟินทิป ชวนไขความลับ "เครดิตดี" จุดเริ่มต้นของโอกาสทางการเงินที่ดีกว่า
ผู้บริหาร ทีทีบี ฟินทิป เปิดเผยว่า หลายคนภูมิใจที่ใช้ชีวิตแบบไม่เป็นหนี้ ซื้อของทุกอย่างด้วยเงินสด เก็บเงินเอง ไม่เคยผ่อนสินค้า ไม่เคยใช้บัตรเครดิต และเชื่อว่านั่นคือเครื่องพิสูจน์วินัยทางการเงินที่ดี แต่เมื่อถึงวันที่ต้องการกู้ซื้อบ้านหรือรถยนต์ กลับพบว่าได้รับการอนุมัติยากกว่าที่คิด ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ การไม่มีหนี้ไม่ได้แปลว่ามีเครดิตดีเสมอไป เพราะในมุมของสถาบันการเงิน หากไม่เคยมีประวัติการใช้สินเชื่อหรือการผ่อนชำระใด ๆ ในระบบเลย ก็อาจไม่มีข้อมูลเพียงพอให้ประเมินพฤติกรรมทางการเงินและความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ในอนาคตได้ fintips by ttb #เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ ชวนมาทำความเข้าใจหนึ่งในเรื่องสำคัญที่หลายคนมองข้าม นั่นคือ คะแนนเครดิต (Credit Score) ตัวช่วยที่อาจเป็นกุญแจสำคัญให้การขอสินเชื่อในอนาคตเป็นเรื่องง่ายขึ้น
เครดิตดี ไม่ได้วัดแค่มีเงิน แต่ต้องมีประวัติให้เห็น หลายคนเข้าใจว่ารายได้สูงหรือมีเงินออมมาก คือปัจจัยหลักในการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งแม้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ธนาคารยังพิจารณาอีกหนึ่งเรื่องควบคู่กัน นั่นคือ ความน่าเชื่อถือทางการเงิน ของผู้กู้ โดยความน่าเชื่อถือนี้สะท้อนผ่าน คะแนนเครดิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางสถิติที่ช่วยประเมินความเสี่ยงในการชำระหนี้ของแต่ละคน ยิ่งมีประวัติการใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสมและชำระตรงเวลา คะแนนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น และช่วยเพิ่มความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อ ในทางกลับกัน คนที่ไม่เคยมีประวัติการกู้หรือใช้สินเชื่อใด ๆ เลย อาจเปรียบเสมือนการส่งใบสมัครงานโดยไม่มีประวัติการทำงานแนบไปด้วย แม้จะมีศักยภาพ แต่ยังไม่มีข้อมูลให้ประเมินได้ชัดเจน อยากสร้างเครดิตดี เริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่คิด การสร้างคะแนนเครดิตไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่ หรือกู้เงินโดยไม่จำเป็น แต่สามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมทางการเงินในชีวิตประจำวัน เช่นมีบัตรเครดิตสักใบและใช้อย่างเหมาะสม
ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ไม่สร้างภาระเกินกำลัง ชำระเต็มจำนวนและตรงเวลาทุกงวด หลีกเลี่ยงการค้างชำระหรือจ่ายขั้นต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน
รักษาวินัยทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญคือ การสร้างประวัติที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความรับผิดชอบในการบริหารภาระทางการเงิน เพราะนี่คือข้อมูลที่ธนาคารใช้ประกอบการพิจารณาเมื่อต้องการยื่นขอสินเชื่อในอนาคต เลขมงคลทางการเงินที่ควรใส่ใจ อาจไม่ใช่เลขทะเบียนรถ ทุกวันนี้หลายคนให้ความสำคัญกับเลขมงคล ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ หรือเลขที่บ้าน แต่หากพูดถึงเรื่องการเงินแล้ว อีกหนึ่งตัวเลขที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ คะแนนเครดิต สำหรับผู้ที่มีคะแนนเครดิตอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะช่วง 753-900 คะแนน ถือเป็นกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือทางการเงินในระดับดีมาก หรือระดับ AA ซึ่งมักได้รับการพิจารณาสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่าลูกค้าทั่วไป
เครดิตดี ช่วยให้ได้มากกว่าที่คิด หลายคนมองว่าการมีคะแนนเครดิตดีมีไว้เพื่อกู้เงินเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว คะแนนเครดิตที่ดีคือการเปิดโอกาสทางการเงินให้กว้างขึ้น เช่น 1. เพิ่มโอกาสการได้รับวงเงินที่เหมาะสมกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบุคคล สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อบ้าน ผู้ที่มีประวัติการเงินดี มักได้รับการพิจารณาวงเงินได้ง่ายกว่า เพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาได้จากความสามารถในการชำระหนี้ 2. มีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า ลูกค้าที่มีประวัติการชำระดีและมีคะแนนเครดิตในระดับสูง อาจได้รับข้อเสนอทางการเงินที่คุ้มค่ากว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยพิเศษหรือโปรโมชันเฉพาะกลุ่ม ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ ประวัติเครดิตดีเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แทนการพึ่งพาหนี้นอกระบบ วันที่ต้องใช้เงินด่วน หลายคนอาจมองว่าสินเชื่อนอกระบบเป็นทางออกที่เข้าถึงง่าย แต่สิ่งที่ตามมาคือภาระดอกเบี้ยที่สูงมาก จนอาจทำให้เกิดปัญหาหนี้สะสมและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ตรงกันข้าม การมีประวัติเครดิตที่ดีจะช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ได้รับเงื่อนไขที่เป็นธรรมกว่า และช่วยวางแผนการเงินได้อย่างมั่นคงกว่าในอนาคต
ก่อนกู้...อย่าลืมเช็ก "คะแนนเครดิต" ของตัวเอง หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มสงสัยว่าคะแนนเครดิตของตัวเองอยู่ระดับไหน ข่าวดีคือสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองผ่านบริการช่องทางหลักของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) หรือ ผ่านโมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) ของธนาคารที่ให้บริการ เพราะการรู้คะแนนเครดิตล่วงหน้า เปรียบเสมือนการเช็กสุขภาพทางการเงินก่อนยื่นกู้ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งวางแผนได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ปิดหนี้บางส่วน หรือสร้างประวัติการชำระเงินให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อในวันที่ต้องการซื้อบ้าน รถ หรือวางแผนเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ ในอนาคต fintips by ttb #เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ อยากชวนคนไทยมองคะแนนเครดิตเป็น "สินทรัพย์ทางการเงิน" อีกชิ้นที่ควรดูแล เพราะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือได้ตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าก็ยิ่งมีทางเลือกทางการเงินที่ดี และพร้อมก้าวไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ติดตามเคล็ดลับการเงินอื่น ๆ จาก fintips by ttb เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ คลิก https://www.ttbbank.com/link/fintips-pr
Go To Lead
|
กสิกรไทยยกระดับบริการชำระเงินต่างประเทศสู่บทบาท "Travel Companion"
ดร.เกษชญง สกาวรัตนานนท์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางระหว่างประเทศจำนวนมาก โดยพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักเดินทางก็มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ ความเหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เดินทางไป อย่างในประเทศจีน ไทย และประเทศในแถบอาเซียน นิยมใช้การสแกนจ่ายผ่าน QR เป็นหลัก ขณะเดียวกันการใช้เงินสดก็ยังมีความจำเป็นสำหรับร้านค้าและบริการบางประเภท รวมถึงบางประเทศก็ยังนิยมใช้เงินสดในการชำระเงินอยู่ ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนคาดหวังไม่ใช่แค่การชำระเงินสำเร็จ แต่ต้องการความง่าย รวดเร็ว และปลอดภัยตลอดทริป ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกสิกรไทยจึงยกระดับบริการชำระเงินต่างประเทศ ก้าวสู่บทบาท Travel Companion ที่ทำให้ทุกการใช้จ่ายระหว่างการเดินทางสะดวก มั่นใจ และคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เวลากับประสบการณ์ท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ ไร้กังวลเรื่องการใช้จ่าย ตอบโจทย์ทั้งคนไทยที่เที่ยวต่างประเทศ และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวไทย และล่าสุดธนาคารพัฒนาบริการที่มากกว่าการชำระเงิน ด้วยการเปิดบริการสั่งอาหารและเครื่องดื่มในประเทศจีนผ่าน K PLUS ที่ช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยจะได้รับความสะดวก และคุ้มค่าตั้งแต่การแลกเงินตราต่างประเทศก่อนการเดินทาง ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเรทถูก ที่มอบให้ทั้งลูกค้าที่สแกนแลกเงินผ่าน K PLUS และชำระผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย โดยลูกค้าที่สแกนแลกเงิน ณ บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศผ่าน K PLUS ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 รับทันทีเรทพิเศษ และลูกค้าที่แลกเงินด้วยการชำระผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย ณ บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ยกเว้นชั้น B1) ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่ ได้รับทั้งเรทพิเศษ และผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 รวมทั้งจะได้รับคูปองส่วนลดสูงสุด 40% สำหรับซื้อสินค้าที่คิง เพาเวอร์ และสิทธิพิเศษจากร้านค้าชั้นนำภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต เมื่อแลกเงินตามเงื่อนไขดังกล่าวอีกด้วย
นอกจากนี้ยังสามารถใช้ K PLUS สแกนจ่ายต่างประเทศได้ง่าย เรทดี ใช้ได้กว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการสแกนจ่ายในประเทศจีนที่ใช้ได้ทั่วจีนครอบคลุมทั้งเมืองใหญ่และเมืองรอง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินเดียวของไทยที่สแกนจ่ายได้ทุกร้านที่มีสัญลักษณ์ Alipay UnionPay QR UnionPay App และ Weixin Pay โดยไม่มีค่าธรรมเนียมทุกการใช้จ่าย ใช้จ่ายเกิน 200 หยวน ก็ไม่มีชาร์จค่าธรรมเนียม 3% และล่าสุดเอาใจขาชิม เปิดบริการสั่งอาหารและเครื่องดื่มในประเทศจีนผ่าน K PLUS ซึ่งใช้งานได้ 2 แบบ แบบแรก คือสแกน QR Code ของร้านเพื่อดูเมนู สั่งอาหาร และชำระเงินผ่าน K PLUS ได้ทันทีที่หน้าร้าน อีกแบบคือเลือกร้านอาหารหรือเครื่องดื่มที่ต้องการใน K PLUS สั่งและจ่ายเงินล่วงหน้า แล้วไปรับที่หน้าร้านได้เลยโดยไม่ต้องต่อคิว ที่สำคัญเมนูมีภาพประกอบและเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษได้ ลูกค้าจึงสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มได้อย่างสะดวกและมั่นใจ โดยในช่วงแรกจะสามารถใช้บริการได้ในร้านค้าดังที่เป็นพันธมิตรในเครือข่าย Alipay/ Alipay+ รวม 14 แบรนด์ทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น CHAGEE STARBUCKS AUNTEA JENNY และ NO YEYE NO TEA เป็นต้น
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวไทย สามารถสแกนจ่ายได้ง่ายเหมือนคนไทยผ่าน TAGTHAi Easy Pay Wallet powered by KBank เพื่อใช้จ่ายผ่าน Thai QR ได้ทั่วประเทศ โดยสามารถดาวน์โหลดแอป TAGTHAi และลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเดินทาง จากนั้นยืนยันตัวตนและเปิดใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ณ บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย พร้อมแลกเงินและเติมเงินเข้า E-Wallet โดยลูกค้าที่เติมเงินครั้งแรกตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไปในรายการเดียว จะได้รับอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษ (Special FX Rate) ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด นอกจากนี้ ยังสามารถถอนเงินสดแบบไม่ใช้บัตรผ่านตู้ K-ATM ทั่วประเทศ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ภายใต้วงเงินและเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงสามารถแลกคืนยอดเงินคงเหลือ ณ บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยก่อนเดินทางกลับได้ตามเงื่อนไขของบริการ
ธนาคารกสิกรไทยมุ่งมั่นพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็น Travel Companion ให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ลูกค้าที่สนใจบริการสามารถศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด และเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแลกเงินเรทพิเศษที่ www.kasikornbank.com/k_fxoutbound การสแกนจ่ายต่างประเทศผ่าน K PLUS ที่ www.kasikornbank.com/k_go-inter และ TAGTHAi Easy Pay Wallet ที่ www.kasikornbank.com/k_tagthaieasypay หรือติดต่อ K-Contact Center โทร. 02-888-8888
Go To Lead
|
EXIM BANK ปลื้มหลักสูตร EXIM 2X ปั้นผู้ส่งออกไทย
สู่ตลาดโลก สร้างโอกาสจับคู่ธุรกิจ 114 คู่เจรจา
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า EXIM BANK ริเริ่มหลักสูตร EXIM 2X ตั้งแต่ปลายปี 2568 เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ทั้งเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และทายาทธุรกิจ ให้มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกและขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งแม้จะมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านรายในปี 2568 แต่มีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกเพียงประมาณ 23,000 ราย หรือไม่ถึง 1% ของ SMEs ทั้งประเทศ สะท้อนว่าภาคธุรกิจไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการขยายฐานผู้ส่งออก หากได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และการสนับสนุนที่เหมาะสม การสร้างผู้ส่งออกรายใหม่จึงเป็นภารกิจสำคัญ ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้และกระจายความเสี่ยงให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยขยายฐานการส่งออกและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อในประเทศ แต่ภาคการส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกไทยขยายตัว 17.6% จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของตลาดศักยภาพอย่างสหรัฐฯ และสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว กระจายตลาด และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่ตลาดโลกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการมีสินค้าที่ดีหรือราคาที่แข่งขันได้ แต่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสร้างความได้เปรียบ รวมถึงบริหารต้นทุน เงินทุนหมุนเวียน และความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการ EXIM BANK จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ผ่านการผสานองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพื่อให้ SMEs ไทยสามารถเปลี่ยนศักยภาพและโอกาสในตลาดโลกให้เป็นผลสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผลสำเร็จของหลักสูตร EXIM 2X ตลอด 3 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมรวม 113 บริษัท จากหลากหลายอุตสาหกรรม โดย EXIM BANK ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การจัดทำแผนธุรกิจส่งออก การศึกษาดูงาน และการเชื่อมโยงโอกาสทางการค้ากับตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับคู่ธุรกิจรวม 114 คู่เจรจา กับผู้ซื้อและคู่ค้าจากตลาดสำคัญ อาทิ จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดสอบตลาด รับฟังความต้องการของผู้ซื้อ เจรจาธุรกิจ และต่อยอดโอกาสสู่คำสั่งซื้อในอนาคต ขณะเดียวกัน EXIM BANK ได้สนับสนุนสินเชื่อและวงเงินประกันการส่งออกแก่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องรวม 623 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง เพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากคู่ค้าต่างประเทศ สะท้อนผลสำเร็จของหลักสูตรที่สามารถเชื่อมโยงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเข้ากับโอกาสทางการค้าและการสนับสนุนทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายชลัช กล่าวเพิ่มเติมว่า EXIM BANK มุ่งหวังให้การสำเร็จหลักสูตร EXIM 2X เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตทางธุรกิจและการสร้างเครือข่ายผู้ส่งออกรุ่นใหม่ที่เข้มแข็ง โดยผู้ประกอบการสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงเชื่อมโยงกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot หรือผู้ช่วยร่วมขับเคลื่อนธุรกิจส่งออกของ SMEs ไทย ผ่านการพัฒนาศักยภาพ การเชื่อมโยงโอกาสทางการค้า การสนับสนุนเงินทุน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจส่งออกได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความสำเร็จของหลักสูตร EXIM 2X ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้สำเร็จการอบรมเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนจากความสามารถของผู้ประกอบการในการนำความรู้ไปใช้จริง การสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ตลอดจนการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ช่วยสนับสนุนการเติบโต EXIM BANK เชื่อมั่นว่า การพัฒนาผู้ส่งออกอย่างต่อเนื่องและครบวงจรจะเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกไทย ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs และสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
Go To Lead
|
กรุงศรี 'เผย'ผลกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 จำนวน 25.57 พันล้าน
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ กรุงศรี กรุ๊ป ส่งมอบผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยการเติบโตของธุรกิจในประเทศได้รับการขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมการลงทุนที่ยังคงเดินหน้าในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ขณะที่สินเชื่ออาเซียนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมหลายประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานโดยรวมของกรุงศรี กรุ๊ป
นายเคนอิจิให้ความเห็นเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจว่า ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง การส่งออกที่ขยายตัวตามวัฏจักร ขาขึ้นของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากอุทกภัย และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังเปราะบาง อาจชะลอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ ภายใต้บริบทดังกล่าว กรุงศรีประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการลงทุนและอุปสงค์จากต่างประเทศ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 สะท้อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธนาคารท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในอาเซียน การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ตลอดจนการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ภาวะตลาดสินเชื่อยังคงเผชิญความท้าทาย แต่สินเชื่อรวมยังขยายตัว 0.8% สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพของธนาคาร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และอาเซียน ซึ่งขยายตัว 6.5% และ 7.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการหดตัวของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อรายย่อยในประเทศ
สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569: กำไรสุทธิ ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2569 จำนวน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% หรือจำนวน 960 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของสินเชื่อ นำโดยกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR นอกจากนั้น การบริหารต้นทุนทางการเงิน และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพที่ต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของกำไรและความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงาน
เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.8% หรือจำนวน 15,382 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพในปีนี้ของธนาคาร โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มอาเซียนซึ่งเติบโต 6.5% และ 7.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการหดตัวของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อรายย่อยในประเทศ
เงินรับฝาก ลดลง 1.7% หรือจำนวน 29,380 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยการเติบโตของเงินฝากออมทรัพย์ สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารงบดุลและโครงสร้างเงินทุนเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินฝากอย่างต่อเนื่อง
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 4.58% เทียบกับ 4.28% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR ตลอดจนการบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุกและรอบคอบระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ผ่านโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพ
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 3.7% หรือ 1,444 ล้านบาท จากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งและการกระจายตัวของฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคาร รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานที่มีความท้าทาย
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 45.6% จาก 46.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยกรุงศรียังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.19% จาก 3.26% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 231 เบสิสพอยท์ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 143.1%
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.46% เทียบกับ 20.69% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.94 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.71 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.62 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 339.51 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.46% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.23%
Go To Lead
|
ธ.ก.ส. ร่วมจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569
นายสุธีร์ วิศิษฎ์วรากร ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า "งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569" (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ภายใต้แนวคิดหลัก " ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการเกษตร ต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งการจัดมหกรรมในครั้งนี้ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) และจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ประกอบด้วย สวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และ สวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย
16 สวน สวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน และไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น พร้อมนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ตั้งเป้าผู้เข้าชม 3.6 ล้านคน คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมผลักดันจังหวัดอุดรธานีสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมี นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วยนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมงาน
ธ.ก.ส. เข้าร่วมการจัดนิทรรศการในงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 ภายใต้แนวคิด ธนาคารสีเขียว "Green Bank" เพื่อนำเสนอการขับเคลื่อนงานในมิติด้านการพัฒนาและต่อยอดการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสีเขียว และพลังงานสะอาด เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ (Learning Center) ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ในการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดในการทำเกษตร และแนวทางการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต โดยมุ่งเน้นให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ (Learning Center) สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ในการนำพลังงานสะอาดไปประยุกต์ใช้ในแปลงเกษตรจริง การสร้างรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตร รวมถึงตอกย้ำบทบาทของ ธ.ก.ส. ในการเป็น "ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน" ที่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยจัดแสดงในอาคาร บนพื้นที่กว่า 500 ตารางเมตร ที่จัดแสดงภารกิจ ธ.ก.ส. ในด้านต่าง และจุดถ่ายรูปสำหรับผู้เข้าชม ซึ่งมีการนำแผงโซลาร์เซลล์มาติดตั้งภายในอาคาร เพื่อใช้ในการผลิตพลังงานที่ใช้ภายในอาคารจัดแสดง โดยแบ่งโซนนิทรรศการออกเป็น 4 โซน ได้แก่
1. โซนภารกิจ ธ.ก.ส. (ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ) สะท้อนภารกิจในการสนับสนุนเงินทุนและองค์ความรู้แก่เกษตรกร แนวคิดการใช้พลังงานสะอาด เช่น แบบจำลองกังหันลม และโซล่าร์เซลล์ ที่นำเสนอการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อเกษตรกรรมและใช้ในครัวเรือน และจัดแสดงผลิตภัณฑ์ลูกค้าในรูปแบบ BAAC outlet
2. โซนธนาคารต้นไม้และคาร์บอนเครดิต เช่น จำลองโมเดลการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง การวัดขนาดต้นไม้เพื่อคำนวณคาร์บอนเครดิต และกระบวนการเปลี่ยน ต้นไม้ ให้เป็น มูลค่า/เงินรายได้ เพื่อเป็นแนวทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เช่น ไม้เศรษฐกิจ 58 ชนิด (พะยูง สัก ยางนา ตะเคียนทอง เป็นต้น) ที่สามารถนำมาค้ำประกันสินเชื่อและคำนวยคาร์บอนเครดิตได้
3. โซน BCG Economy & นวัตกรรมเกษตรแม่นยำ เช่น แสดงให้เห็นถึงอนาคตของภาคการเกษตรไทยที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero)
4. โซนการจัดสวน ดอกไม้ พรรณไม้ จุดเยี่ยมชมและถ่ายภาพ มีการจัดสวนที่ประดับด้วยหญ้าชนิดต่าง ๆ อย่างสวยงามให้ผู้เข้าชมและนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเยี่ยมชมและถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึก ได้แก่ กกทรงกระบอก กกรังกา ธูปฤาษี ที่ช่วยเรื่องการดูดซับสารพิษ โลหะหนัก และบำบัดน้ำเสียทางดินและน้ำ และหญ้าน้ำพุ เป็นกอช่วยกรองหรือดักฝุ่นในอากาศ
ทั้งนี้ งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่
14 มีนาคม 2570 ตั้งแต่เวลา 08.00 20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตร
เข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปในราคา 199 บาท ผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน พร้อมบัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.udonthaniexpo2026.com หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|