Finance/share
Hot News: SCB WEALTH'ชู'กลยุทธ์ Go Global
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
SCB WEALTH'ชู'กลยุทธ์ Go Global
SCB WEALTH เดินหน้ากลยุทธ์ Go Global ผ่าน SCB USD Ecosystem บน SCB EASY เชื่อมโยงลูกค้าสู่การลงทุนทั่วโลก ขยายโอกาสการลงทุนทั้งในสกุลเงินบาท และดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ ที่ครอบคลุมหลากหลายสินทรัพย์ ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและการกระจายความเสี่ยงค่าเงิน
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB WEALTH มุ่งเน้นกลยุทธ์ Go Global ที่เชื่อมโยงลูกค้าสู่การลงทุนทั่วโลกอย่างไร้รอยต่ออีกระดับ ด้วยการขยายโอกาสให้ลูกค้าลงทุนได้ทั้งในสกุลเงินบาท (THB) และดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อย่างยืดหยุ่น ต่อยอดจากที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา SCB WEALTH สนับสนุนให้ลูกค้า Go Global ก้าวสู่การลงทุนระดับโลกผ่านกองทุนรวมที่จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ โดยแนวทางนี้ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนที่หลากหลายมิติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นชั้นนำ ธีมและเมกะเทรนด์ระดับโลก รวมถึงตราสารหนี้คุณภาพ ซึ่งมาพร้อมความสะดวกในเรื่องกระบวนการลงทุน การดูแล และการจัดการภาษีให้แก่ลูกค้า WEALTH
ปี 2569 นี้ ลูกค้าสามารถ Go Global ไปอีกระดับได้ง่ายๆ ผ่าน SCB USD Ecosystem ซึ่งธนาคารมีความพร้อมในการให้บริการลงทุนต่างประเทศในสกุลเงินตราต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ขยายขอบเขตการลงทุนสู่สินทรัพย์ระดับโลก และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของลูกค้า
จากมุมมองของฝ่ายตลาดการเงิน SCB ประเมินว่า เงินบาทในระยะสั้นจะยังได้รับผลกระทบจากสงครามในอิหร่านที่กดดันราคาน้ำมันดิบโลกให้สูงขึ้น ทำให้ไทยที่เป็นผู้นำเข้านำมันดิบสุทธิเสียประโยชน์ เงินบาทจึงอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี หากสงครามไม่ยืดเยื้อและการขนส่งน้ำมันกลับมาดำเนินได้ใกล้เคียงปกติ คาดว่าเงินบาทจะสามารถกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงิน USD ได้ โดยมองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอาจปรับลดลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองไทยที่ลดลงจะส่งผลให้ sentiment ต่อสินทรัพย์ไทยดีขึ้น รวมถึงเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีแนวโน้มไหลกลับเข้าตลาดการเงินไทยได้ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะสั้นอยู่ที่ 31.25–31.75 บาท/USD ซึ่งในกรณีที่เงินบาทอยู่ในระดับต่ำกว่า 31.30 บาท/USD ถือเป็นโอกาสที่ผู้นำเข้าสามารถทยอยสะสม USD ได้ ในส่วนของผู้ลงทุนก็สามารถใช้โอกาสที่ต้นทุนสกุลเงิน USD อยู่ในระดับที่น่าสนใจ แลกเงิน USD เพื่อลงทุนได้ โดยที่การแลกเงินทำได้สะดวกสบาย ผ่านแอป SCB EASY
ในระดับโลก USD ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก โดยข้อมูลจาก เว็บไซต์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เรื่องบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ฉบับปี 2568 ระบุว่า USD ยังคงครองสัดส่วนถึง 58% ของเงินสำรองระหว่างประเทศในโลก และเกี่ยวข้องกับราว 88% ของธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก สะท้อนบทบาทที่ยังแข็งแกร่งในระบบการเงินสากล (ที่มา : federalreserve.gov)
ด้วยบทบาทของสกุลเงิน USD ที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้การมีพอร์ตสกุลเงิน USD ควบคู่ไปกับพอร์ตสกุลเงินบาท มีความสำคัญ ซึ่ง SCB WEALTH มองว่า การลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศด้วยสกุลเงิน USD โดยตรง ช่วยเสริมพอร์ตใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ลดความกังวลจากความผันผวนของค่าเงินที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก เมื่อลูกค้ามีสินทรัพย์และกระแสเงินลงทุนอยู่ในสกุลเดียวกับสินทรัพย์อ้างอิง 2) ลดแรงเสียดทานจากต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมักเพิ่มขึ้นในช่วงที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศสูง และ 3) เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตระยะยาว สามารถสะสมโอกาสสร้างผลตอบแทนและลงทุนต่อยอดในสกุล USD ได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถเริ่มต้นลงทุนในสกุลเงิน USD ได้ โดยผ่านกองทุนรวมที่จดทะเบียนในไทยในสกุล USD ซึ่งเป็นการลงทุนผ่านสถาบันการเงินในประเทศ จึงช่วยให้กระบวนการเอกสารและการจัดการภาษีง่ายกว่าการลงทุนต่างประเทศโดยตรง
ทั้งนี้ SCB USD Ecosystem ภายใต้แอป SCB Easy ประกอบด้วย 1) Saving เริ่มต้นด้วยการเปิดบัญชีเงินฝาก e-FCD บนแอป SCB EASY ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีเงินฝาก e-FCD ได้ง่ายผ่านแอป SCB EASY เพื่อเริ่มต้นถือเงินสกุล USD และพักเงินเพื่อรับดอกเบี้ยเงินฝาก (ตามเงื่อนไขธนาคาร) 2 ) Spending เที่ยวต่างประเทศคล่องตัวขึ้น เมื่อมีบัญชีเงินฝาก e-FCD แล้ว การแลกเงินสกุล USD เพื่อเตรียมใช้จ่ายต่างประเทศทำได้สะดวก โดยสามารถโอน/เติมเงินไปยังบัตร SCB PLANET เพื่อใช้จ่ายต่างประเทศได้ทันทีผ่านแอป SCB EASY และ3) Investing การต่อยอดสู่การลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง สู่การลงทุน Go Global ด้วยกองทุนรวมสกุล USD โดยลูกค้าสามารถนำเงิน USD ไปลงทุนในกองทุนรวมสกุล USD ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ ผ่านแอป SCB EASY ได้แก่ กองทุน Term Fund สกุลเงิน USD (ความเสี่ยง 3) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Asia Pacific Equity Absolute Return USD (Complex Fund - ความเสี่ยง 6) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Short Term Yield USD (ความเสี่ยง 4) และในช่วงต้นปี 2569 ได้เพิ่มทางเลือกเพิ่มเติม ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ อินคัม USD (ความเสี่ยง 5) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Semiconductor USD (ความเสี่ยง 7) และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ USD (ความเสี่ยง 8) เป็นต้น
“SCB WEALTH พร้อมให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับลูกค้าที่มองหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศด้วยสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยมุ่งเสริมการกระจายความเสี่ยงของการลงทุน และเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงโอกาสจากตลาดการลงทุนทั่วโลก” นายศรชัย กล่าว

Go To Lead


กรุงศรี- อินเวสโก เสริมแกร่งโซลูชันการลงทุน
สร้างโอกาสบริหารความมั่งคั่งรอบด้าน
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรีเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังกับอินเวสโกในครั้งนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจการให้คำปรึกษาการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของกรุงศรี พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการเงินที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับลูกค้า Krungsri Wealth ทั้งนี้ กรุงศรีจะยังคงยึดมั่นในบทบาทของการเป็นพันธมิตรทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ มุ่งมั่นยกระดับโซลูชันการลงทุนให้ครบวงจรและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม เพื่อรองรับทั้งโอกาสทางการเงินในปัจจุบัน และการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
นายแอนดรูว์ โล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อินเวสโก กล่าวว่า “อินเวสโกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองอีกหนึ่งก้าวสำคัญกับกรุงศรี ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการนำเสนอโซลูชันการลงทุนและบริการที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลกให้แก่นักลงทุนไทย การผสานความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลกของอินเวสโกเข้ากับเครือข่ายที่แข็งแกร่งในประเทศไทยของกรุงศรี จะช่วยวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อความสำเร็จในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความเป็นเลิศด้านการลงทุนให้ก้าวไปอีกขั้น เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางอนาคตของภูมิทัศน์การลงทุนในประเทศไทย
นางสาวพัสสนีย์ อุดมพาณิชย์ ผู้บริหารสายงานเวลธ์แมเนจเมนท์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในโลกการลงทุนที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นทุกวัน กรุงศรีเชื่อว่าบทบาทของธนาคารไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่คือการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นโอกาส วางกลยุทธ์ และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจในระยะยาว การร่วมมือกับอินเวสโกจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการให้บริการคำแนะนำการลงทุน ผ่านการเข้าถึงข้อมูลเศรษฐกิจ มุมมองตลาด และข้อมูลเชิงลึกของสินทรัพย์การลงทุนจากทั่วโลก เพื่อเพิ่มความแม่นยำและคุณภาพของบทวิเคราะห์และคำแนะนำการลงทุน พร้อมกับพัฒนาองค์ความรู้ด้านการลงทุนให้กับลูกค้าและบุคลากรของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดมุมมองการลงทุน และประสบการณ์ระดับโลกจากผู้เชี่ยวชาญของอินเวสโก เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนให้เป็นมาตรฐานสากล”
“ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการจัดสรรสินทรัพย์และการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ของอินเวสโก จะช่วยขยายศักยภาพการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครอบคลุมหลากหลายสินทรัพย์ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนในธีมแห่งอนาคต AI และ Energy Transition รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือก เช่น Private Equity และ Private Credit เพื่อเสริมความมั่นคงในภาวะตลาดผันผวน นอกจากนี้ เรายังมีแผนพัฒนาพอร์ตการลงทุนแบบ Discretionary Portfolio Management (DPM) ที่ปรับตามเป้าหมายเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง” นางสาวพัสสนีย์ กล่าวปิดท้าย
ภายใต้ความร่วมมือกับอินเวสโก และการดำเนินงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) กรุงศรีจะสามารถส่งมอบประสบการณ์การลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งที่ตอบโจทย์ลูกค้า Krungsri Wealth อย่างแท้จริง ผ่าน 3 คุณค่าหลัก ได้แก่ เข้าถึงการลงทุนได้ง่าย มั่นใจทุกการตัดสินใจ ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุน คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทั้งผ่านที่ปรึกษาการลงทุน ผู้จัดการการเงินส่วนบุคคล และเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
โซลูชันการลงทุนที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต พอร์ตการลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเป้าหมาย ช่วงชีวิต และสภาวะตลาด ตั้งแต่ทางเลือกการลงทุนขั้นพื้นฐานไปจนถึงกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละรายโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อความมั่งคั่งในระยะยาว ลูกค้าจะได้รับคำแนะนำและทางเลือกการลงทุนที่กระจายไปยังสินทรัพย์และตลาดทั่วโลก ช่วยบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างมั่นคง ปัจจุบันกรุงศรีให้บริการลูกค้า Krungsri Wealth ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ และกรุงศรี ไพรม์ รวมประมาณ 180,000 ราย มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท

Go To Lead


SME D Bank 'เผย'ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอี Q1/69 ร่วงแรง!
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank โดย “ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว.” ร่วมกับ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำการสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 1/2569 และคาดการณ์อนาคต” จากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม จำนวน 400 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 1/69 อยู่ที่ระดับ 50.2 ลดลงจากไตรมาส 4/68 ที่อยู่ระดับ 68.9 เนื่องจากมีความกังวลต่อระดับราคาน้ำมันในประเทศที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลเชิงลบด้านต้นทุนการประกอบการ เช่น วัตถุดิบ ค่าขนส่งการดำเนินงาน รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อ/บริการ ผลประกอบการที่ปรับลดลง และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว จากที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมด กังวลต้นทุนการประกอบการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงให้ความสำคัญกับการจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบและเพิ่มประสิทธิภาพไปพร้อมกับการปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อรักษาระดับคำสั่งซื้อให้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ พบว่า กลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และกลุ่มวิสาหกิจรายย่อม (Small) มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ ลดลงมากกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) โดยลงมาที่ระดับ 44.4, 49.7 และ 60.3 ตามลำดับ จากไตรมาสที่แล้ว เคยอยู่ระดับ 70.3 , 61.3 และ 84.2 ตามลำดับ สะท้อนว่า กิจการขนาดเล็กมีความเปราะบางกว่ากิจการขนาดใหญ ขณะที่ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 2/69 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีความต้องการสินเชื่อ 66.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 93.7% เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอดูสถานการณ์ของสงคราม และนโยบายภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ความต้องการสินเชื่อของเอสเอ็มอีกว่า 62.2% ยังเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อประคองสภาพคล่องและรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก
นายพิชิต กล่าวว่า จากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น SME D Bank ในฐานะธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ได้จัดเตรียมแผนช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวก้าวข้ามวิกฤต ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนธุรกิจระยะยาว รวมถึง เสริมศักยภาพการแข่งขันสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพาเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด, “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ควบคู่กับการสนับสนุนด้านการพัฒนา เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านกิจกรรมพัฒนาครบวงจร ทั้ง Online ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th)ช่วยเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และบริการต่าง ๆ ได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี 2569

Go To Lead


ออมสิน ฉลอง 113 ปี เพิ่มจำนวนรางวัล เพิ่มเงินรางวัล รวม 113 ล้านบาท
ให้ลูกค้าสลากออมสินได้ลุ้นโชคถึง 3 ครั้ง ยิ่งซื้อยิ่งได้ลุ้น จับรางวัลครั้งแรก 16 พ.ค.
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาธนาคารออมสิน ครบรอบ 113 ปี ธนาคารมีความตั้งใจส่งมอบความสุขและกำลังใจ ส่งเสริม ให้ประชาชนมีการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงิน ท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่ถือครองสลากอยู่ มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษมากถึง 3 ครั้ง โดยยิ่งซื้อสลากมาก ยิ่งเพิ่มโอกาสลุ้นรางวัลจำนวนมากถึง 63 รางวัล ตลอดระยะเวลากิจกรรม ได้แก่
- ครั้งที่ 1 - วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 13 ล้านบาท จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท - ครั้งที่ 2 - วันที่ 16 มิถุนายน 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 30 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท - ครั้งที่ 3 - วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 70 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 10 ล้านบาท รวมเงินรางวัลพิเศษทั้งสิ้น 113 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้ซื้อสลากยังมีสิทธิ์ได้ลุ้นรางวัลที่ 1 และรางวัลอื่น ๆ ซึ่งเป็นรางวัลปกติประจำแต่ละงวด โดยสลากออมสินนับเป็นทางเลือกการออมที่นอกจากจะให้ผลตอบแทนตามอัตราที่ธนาคารกำหนดแล้ว ผู้ซื้อสลากยังมีโอกาสได้ลุ้นรับเงินรางวัลพิเศษ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย
ผู้สนใจซื้อสลากออมสินเพิ่มเติมเพื่อร่วมกิจกรรม “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือกดซื้อด้วยตนเองทางแอปพลิเคชัน MyMo ศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ GSB Contact Center โทร. 1115

Go To Lead


BAM คว้ารางวัล“Outstanding Brands” แบรนด์โดดเด่นสูงสุดประจำปี 2568
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM รับรางวัล “Outstanding Brands” แบรนด์ที่โดดเด่นสูงสุดประจำปี 2568 ในงาน 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY (Thailand) ซึ่งจัดโดย Influential Brands ประเทศสิงคโปร์ร่วมกับ Neo Target เวทีระดับเอเชียที่ยกย่ององค์กรและแบรนด์ที่สามารถสร้างอิทธิพลในตลาด และเป็นที่จดจำของผู้บริโภคอย่างโดดเด่น
รางวัลดังกล่าวพิจารณาจากผลสำรวจผู้บริโภคในประเทศไทย ครอบคลุมทุกช่วงวัย สะท้อนถึงระดับความเชื่อมั่น การรับรู้แบรนด์ และบทบาทขององค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างเป็นรูปธรรม
BAM ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เนื่องจากไม่เพียงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อบทบาทขององค์กรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถกลับมายืนได้อีกครั้ง การนำทรัพย์สินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยและการลงทุน

Go To Lead


ลีสซิ่งกสิกรไทย สนับสนุนตลาดรถยนต์และงาน Motor Show 2026
ชูคอนเซ็ปต์ “ไวกว่า ดีกว่า ได้เยอะกว่า” เอกสิทธิ์พิเศษเฉพาะลูกค้ากสิกรไทย
นายธีรชาติ จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรถยนต์ว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งอาจมีผลต่อยอดขายของทั้งรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อาจมีการปรับเปลี่ยนหากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงจนส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคต จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้ซื้อรถจะเร่งการตัดสินใจจองและรีบออกรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ส่งผลบวกต่อยอดขายในช่วงงาน Motor Show 2026 ในขณะที่ ผู้สนใจใช้รถยนต์ HEV และ PHEV อาจจะมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่มีโอกาสปรับสูงขึ้น ดังนั้น งานครั้งนี้ลีสซิ่งกสิกรไทยจึงชูจุดเด่น ทั้งด้าน “ไวกว่า ดีกว่า และได้เยอะกว่า” ด้วยนวัตกรรม K OK ที่ช่วยประเมินวงเงินและรู้ศักยภาพการซื้อภายใน 5 นาที และเอกสิทธิ์พิเศษเฉพาะลูกค้ากสิกรไทยจากการผนึกกำลังกับค่ายรถชั้นนำระดับโลก มอบดีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟไม่ซ้ำใคร รับ K Point สูงสุด 60,000 คะแนน ใช้แลกคูปองน้ำมันสูงสุด 5,000 บาท หรือจะเลือกแลกรับของรางวัลไลฟ์สไตล์อื่น ๆ อีกมากมายผ่าน K PLUS
สำหรับการเข้าร่วมงาน Motor Show 2026 ในครั้งนี้ ลีสซิ่งกสิกรไทยได้ยกระดับการตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิทัล ทั้งด้านความไวในการสมัครและดีลดี ดังนี้ 1.K OK: อนุมัติ “ไวกว่า” คว้าทุกดีลได้ทันเวลา ยกระดับความมั่นใจด้วยระบบประเมินวงเงินด้วยตัวเองที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด ช่วยให้ลูกค้าไม่พลาดโอกาสในการจองรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในงาน อาทิ BYD ATTO 1/ATTO 2, HONDA e:N2 หรือ GWM ORA 5 SUV โดยสามารถใช้ผลประเมินวงเงินยื่นจองได้กับทุกค่ายรถยนต์และทุกดีลเลอร์ทั่วประเทศ 2.First - Time Exclusive: ผนึกกำลังพันธมิตร มอบดีลที่ “ดีกว่า” ครั้งไหนๆ ครั้งแรกแห่งปี ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อนเฉพาะลูกค้ากสิกรไทยและเป็นดีลที่ดีที่สุดของแต่ละแบรนด์ ดังต่อไปนี้: กลุ่มแบรนด์หลักและรถหรูเครื่องยนต์ ICE PHEV และ HEV Toyota: ลดดอกเบี้ยเพิ่ม 0.60% พร้อมรับ K Point สูงสุด 60,000 คะแนน (เฉพาะ 10 รุ่นที่ร่วมรายการ) Mitsubishi: ออกรถรุ่น XFORCE HEV, Pajero Sport และ Triton Double Cab High Rider รับ K Point สูงสุด 20,000 คะแนน พร้อมรับบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 5,000 บาท เมื่อสมัครผ่าน K OK Honda: ลูกค้าเก่าลีสซิ่งกสิกรไทย รับดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% พร้อมรับ K Point สูงสุด 20,000 คะแนน และบัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครผ่าน K OK Isuzu: รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.99% Porsche: ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% สำหรับรุ่น Macan Electric และ 1.69% สำหรับรุ่น Cayenne ที่เข้าร่วมรายการ พร้อมรับคะแนน K Point สูงสุด 50,000 คะแนน เมื่อสมัครผ่าน K OK Audi: รับสิทธิ์ผ่อนดาวน์ 0% พร้อมรับ K Point สูงสุด 30,000 คะแนน เมื่อสมัครผ่าน K OK Hyundai: รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้น 0% สำหรับรุ่น Staria Premium และ Palisade กลุ่มแบรนด์รถไฟฟ้า BEV Tesla: รับ K Point สูงสุด 55,000 คะแนน เมื่อชำระเงินจอง เงินยืนยัน และเงินดาวน์/เงินมัดจำผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย พร้อมเครดิตเงินคืนสูงสุด 10% เมื่อใช้ K Point แลกเท่ายอดใช้จ่ายบัตรเครดิตกสิกรไทย MG: รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ Deepal: รับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ Kia: แคมเปญช่วยผ่อนคนละครึ่ง นาน 5 เดือน สำหรับรุ่น EV5 ที่เข้าร่วมรายการ แคมเปญรถไฟฟ้าอีกหลากหลายยี่ห้อ เช่น BYD, Denza, Avatr, Xpeng, Zeekr, Aion, GAC, Geely, Omoda&Jaecoo, Chery เมื่อสมัครผ่านช่องทาง K EV Shop รับ K Point สูงสุด 50,000 คะแนน 3.“ได้เยอะกว่า” ทั้งได้รับของ Premium เมื่อสมัคร เมื่อรับรถ และได้ลุ้นรับ iPhone 17 ได้เลย “กระเป๋าคู่ Tote & Travel” มูลค่ารวม 11,888 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อด้วยตัวเอง (Digital Self-Apply) และสมัคร Credit Shield สำหรับลูกค้าภายในงาน Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม- 5 เมษายน 2569 ต่อที่ 1 รับทันที “กระเป๋า Puffy นุ่มนิ่มสุดคิ้วท์ มูลค่า 2,000 บาท” เมื่อสมัครสินเชื่อด้วยตนเองผ่าน Digital Self-Apply และได้รับการอนุมัติเบื้องต้น พร้อมสมัคร LINE Official Account ของลีสซิ่งกสิกรไทย
ต่อที่ 2 รับเพิ่ม “กระเป๋าเดินทางทรง Trunk ไซส์เบิ้ม XXL ขนาด 28 นิ้ว มูลค่า 9,888 บาท” เมื่อสมัครประกันคุ้มครองสินเชื่อ (Credit Shield) และสินเชื่อได้รับการอนุมัติและเกิดเป็นสัญญาภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ลุ้นเลย iPhone 17 (256GB) จำนวน 6 เครื่อง รวมมูลค่ากว่า 179,400 บาท สำหรับผู้ที่เพิ่มเพื่อนใน LINE @kleasingofficial เป็นครั้งแรก ยังมีสิทธิ์ ตั้งแต่วันนี้-30 เมษายน 2569
นายธีรชาติกล่าวในตอนท้ายว่า ภาพรวมแคมเปญในงาน Motor Show 2026 ของลีสซิ่งกสิกรไทย จะเป็นตัวสะท้อนบทบาทของผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนการซื้อขาย แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของตลาดยานยนต์ ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานในปัจจุบัน ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์การขอสินเชื่อรูปแบบใหม่และรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่บูธลีสซิ่งกสิกรไทย ในงาน Motor Show 2026 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornbank.com/k_motorshow2026 หมายเหตุ: สินเชื่อรถใหม่ กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 3.82%-10% ต่อปี สำหรับบัตรเครดิต ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com