Finance/share
Hot News: 'ดิจิทัล แบงก์' แข่งดุ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'ดิจิทัล แบงก์' แข่งดุ
กรุงศรี ผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง ต่อยอดความสำเร็จในการให้บริการลูกค้าธุรกิจผ่านนวัตกรรมการเงินที่พัฒนา 'ดึง'นวัตกรรมบล็อกเชน การค้าระหว่างประเทศ (Global Trade Finance Blockchain) ใช้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิต (Letter of Credit: L/C) ระหว่างคู่ค้าn บริษัทชั้นนำในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ขับเคลื่อนการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศให้รุดหน้าไปอีกขั้น ดำเนินการใน Own Sandbox ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย
นายสยาม ประสิทธิศิริกุล รองประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและปฏิบัติการ และรักษาการแทนผู้บริหารสายงายดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรียังคงมุ่งมั่นในพันธกิจการทำเรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับลูกค้าผ่านกระบวนการปฏิบัติงานของธนาคารและไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีการเงินบนช่องทางดิจิทัล ในครั้งนี้กรุงศรีประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ ในการทำธุรกรรม L/C ระหว่างคู่ค้าในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในวงการธนาคารพาณิชย์ไทยที่สามารถให้บริการดังกล่าวด้วยนวัตกรรมชั้นแนวหน้าที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล”
การนำร่องบริการ L/C แบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างคู่ค้าธุรกิจในไทยและญี่ปุ่นผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนในครั้งนี้พัฒนาบนแพลตฟอร์มของ Contour ซึ่งเป็นเครือข่ายบล็อกเชนธุรกรรมเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Blockchain-based global trade finance platform) กรุงศรีทำหน้าที่ธนาคารผู้เปิดเครดิต (Issuing Bank) ให้กับผู้ซื้อ (Importer) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนโลหะสัญชาติญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย และได้ทำการสั่งซื้อสินค้านำเข้าจากคู่ค้าซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น การทำธุรกรรม L/C ระหว่างประเทศผ่านนวัตกรรมบล็อกเชนนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดีภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดพัฒนาการของกรุงศรีในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในบริการทางการเงินสำหรับลูกค้าธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วคล่องตัวในการทำธุรกรรมการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยก่อนหน้านี้ กรุงศรีเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ทำธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศได้สำเร็จ
นางยิ่งลักษณ์ คงคาสัย ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกรรมการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในโครงการนำร่องการใช้นวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและประสบผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยม นวัตกรรมดังกล่าวได้พลิกโฉมรูปแบบการทำธุรกรรม L/C แบบเดิมๆ และก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาการธุรกรรมระหว่างประเทศ และลดทอนกระบวนการยื่นเอกสารไปมาระหว่างกัน อีกทั้งยังมีความปลอดภัย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้สามารถเดินหน้าและขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และง่ายขึ้นอย่างมาก กรุงศรีเชื่อมั่นว่าในโลกธุรกิจที่มีความท้าทายมากมาย การส่งมอบนวัตกรรมที่เป็นตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจะช่วยสร้างโอกาสให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ”
นายคาร์ล แว็กเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Contour กล่าวว่า “กรุงศรีประสบความสำเร็จในการ เชื่อมโยงธุรกรรมการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นบนแพล็ตฟอร์มของ Contour เป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะช่วยการยกระดับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายรวมถึงกลุ่มลูกค้าธุรกิจ สถาบันการเงิน อีกทั้งยังขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือ

Go To Lead


เปิดบัญชีเงินฝากKBank ยืนยันตัวตน 7-Eleven ทั่วประเทศ
ธนาคารกสิกรไทย ขยายจุดบริการยืนยันตัวตน (K CHECK ID) ที่ร้าน 7-Eleven เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ K-eSavings ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสใน 7-Eleven กว่า 12,500 แห่งทั่วประเทศ ทำให้กลุ่มเป้าหมายอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ต้องไปที่สาขา ไม่มีกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี และสามารถทำธุรกรรมการเงินทั้งฝาก-ถอน-เปิดบัญชี จบครบได้ที่ร้าน 7-Eleven ใกล้บ้าน ขั้นตอนง่ายๆ ในการยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ K-eSavings ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน K PLUS กรอกข้อมูลส่วนตัว และเลือกยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน แจ้งพนักงาน และยืนยันตัวตนโดยใช้บัตรประชาชนเสียบเข้าที่เครื่อง K CHECK ID ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven เพื่อตรวจสอบข้อมูลจากบัตรประชาชนแบบเรียลไทม์ /
เปิด K PLUS ถ่ายภาพสแกนใบหน้า ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition และ Liveness Detection ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ได้รับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านไซเบอร์ และไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวใด ๆ ของลูกค้าไว้ในเครื่อง กดยืนยันความถูกต้อง และยอมรับเงื่อนไขต่าง ๆ เสร็จสิ้นขั้นตอนการเปิดบัญชี และสามารถเริ่มต้นทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่าน K PLUS หรือฝาก ถอน ได้ที่ร้าน 7-Eleven ใกล้บ้าน

Go To Lead


ธนาคารกรุงเทพ 'ตั้ง' เทสโก้ โลตัส Banking Agent
นางปรัศนี อุยยามะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ามีความหลากหลายมาก และไม่ได้จำกัดอยู่บนเพียงแพลตฟอร์มเดียว บางคนมีเงินสดอยู่ในมือ แต่ต้องการทำธุรกรรมออนไลน์ หรือบางคนมีแอปพลิเคชันแต่จำเป็นต้องใช้เงินสดในเวลานั้นแต่ไม่มีตู้เอทีเอ็ม ดังนั้น การมีพันธมิตรอย่างเทสโก้ โลตัส ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกชั้นนำระดับประเทศ เข้ามาช่วยให้บริการ Banking Agent จะช่วยยกระดับศักยภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น สามารถเชื่อมต่อกันไปมาระหว่างการทำธุรกรรมทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ได้ตลอดเวลา ช่วยลดข้อจำกัดเรื่องการทำธุรกรรมที่สาขา ไม่จำเป็นต้องเดินหาตู้รับฝากเงินอัตโนมัติหรือตู้เอทีเอ็ม รวมถึงมีระยะเวลาให้บริการที่ยืดหยุ่นตามพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าที่สามารถเข้ามาทำธุรกรรมในเวลาที่สะดวก หรือเวลาเร่งด่วนได้ ความร่วมมือครั้งนี้ จึงช่วยตอกย้ำจุดมุ่งหมายในการดำเนินธุรกิจของทั้งของธนาคารกรุงเทพ และเทสโก้ โลตัส ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับและพัฒนาความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างสูงสุดอยู่เสมอเช่นเดียวกัน” นางปรัศนี กล่าว
นางสาววิณัฏฐา นิภาวงษ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจบริการ เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “หนึ่งในจุดมุ่งหมายของเทสโก้ โลตัส คือการเป็น one stop destination ที่ลูกค้าสามารถมาจับจ่ายสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึง และยังสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายภายในจุดเดียว การร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพในการเป็น Banking Agent ช่วยเติมเต็มบริการที่เทสโก้ โลตัส ส่งมอบให้กับลูกค้าที่เข้ามาช้อปปิ้งในทุกสาขา โดยลูกค้าที่มีบัญชีธนาคารกรุงเทพ จะสามารถทำธุรกรรมฝากและถอนเงินสดได้ผ่านจุดบริการลูกค้าและทุกแคชเชียร์ในเทสโก้ โลตัส สาขาใหญ่ และแคชเชียร์เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรสทั่วประเทศ นอกจากนั้น ลูกค้ายังสามารถถอนเงินสดได้จากบัตรเดบิตบีเฟิสต์ สมาร์ท ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งช่วยยกระดับความสะดวกยิ่งขึ้นไปอีก ตอบโจทย์ลูกค้าในยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการใช้บริการ และเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้า สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการฝาก/ถอนเงินสดผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพพร้อมคลับการ์ด ที่เทสโก้ โลตัส สาขาที่ร่วมรายการ ระหว่าง 1 พ.ย.2563 – 31 ธ.ค. 2563 รับฟรีคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จมูลค่า 15 บาท สำหรับซื้อสินค้าในครั้งต่อไป”
ลูกค้าที่ต้องการฝาก/ถอนเงินสด ผ่านช่องทางเคาน์เตอร์ชำระเงินของเทสโก้ โลตัส จะมีเงื่อนไขในการใช้บริการดังนี้ บริการฝากเงินสด ผู้นำฝากต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ชนิดสมาร์ทการ์ดที่มีชิพบนบัตร และระบบต้องสามารถอ่านข้อมูลจากชิพบนบัตรได้ แจ้งเลขที่บัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันของธนาคารกรุงเทพที่ต้องการนำฝาก โดยเป็นบัญชีที่ยังอยู่ในสถานะปกติ (Active) กำหนดวงเงินในการรับฝากตั้งแต่ 100 -30,000 บาทต่อรายการ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อวันต่อหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการอัตราค่าธรรมเนียมในการนำฝากเงินสด 15 บาทต่อรายการ บริการถอนเงินสด สำหรับลูกค้าธนาคารกรุงเทพ ที่มีบัตรเดบิต ได้แก่ บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทีพีเอ็น ยูเนี่ยนเปย์ หรือบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทีพีเอ็น มาสเตอร์การ์ด โดยบัตรต้องเปิดให้สามารถชำระค่าสินค้าได้ การถอนเงินสดจะถูกหักจากบัญชีเงินฝากหลักที่ผูกไว้กับบัตรเดบิต กำหนดวงเงินในการการถอนตั้งแต่ 100- 5,000 บาทต่อรายการ สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อวันต่อผู้ใช้บริการแต่ละราย อัตราค่าธรรมเนียมในการถอนเงินสด 15 บาทต่อรายการ ลูกค้าธนาคารกรุงเทพที่ต้องการใช้บริการ Banking Agent เพื่อการฝาก/ถอนเงินสด สามารถติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์ชำระเงินของเทสโก้ โลตัส สาขาที่ร่วมรายการ หรือธนาคารกรุงเทพ โทร.1333 หรือ 0-2645-5555 หรือเว็บไซต์ www.bangkokbank.com

Go To Lead


เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วกว่าคาด... เมื่อข่าวดีคือข่าวร้าย
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ต่อปีในการประชุมกนง.(18 พ.ย.63) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและให้เน้นมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากขึ้น โดยมองว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวช้าๆ แต่ดีกว่าคาด ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้น เงินเฟ้อยังต่ำแต่มาจากด้านอุปทานเป็นหลัก แต่ก็ห่วงเงินบาทแข็งค่าหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ และการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 และระบุว่ากนง. พร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น เมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นอย่างชัดเจน ประกอบกับมีนโยบายการคลังที่เดินหน้าเต็มที่ นโยบายการเงินจึงไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายมากไปกว่านี้ และสามารถถอยไปเป็นกองหลัง คอยระวังเรื่องเสถียรภาพการเงิน หนี้เสีย การลงทุนที่มากเกินไปในสินทรัพย์เสี่ยง หรือการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปในภาวะดอกเบี้ยต่ำลากยาว หรือแม้แต่จะเริ่มส่งสัญญาณการหยุดลดดอกเบี้ย ส่งสัญญาณการเก็บขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ policy space หรือเราควรคาดหวังอะไรจากธนาคารแห่งประเทศไทยในภาวะเช่นนี้ เพราะปัญหาคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบนี้อาจกระจุกในระดับบน คือคนมีรายได้หรือมีทรัพย์สินมาก หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เหมือนขีดบนของตัว K แต่อีกกลุ่มคือผู้ประกอบการรายเล็กและคนรายได้น้อยหรือคนที่ไม่มีรายได้ประจำอาจไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เพราะเขาอาจเป็นขีดล่างของตัว K อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เกิด ธุรกิจเกี่ยวเนื่องยังมีปัญหา การจ้างงานยังไม่เต็มที่ มีอีกหลายคนที่ต้องการสภาพคล่องเพราะยอดขายไม่พอรายจ่าย ธุรกิจไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ หากไม่มีการเจรจากับเจ้าหนี้ หรือพักชำระหนี้ ปัญหาสภาพคล่องจะนำไปสู่ปัญหาธุรกิจล้มละลาย ซอฟท์โลนยังไปไม่ทั่วถึง กลุ่มที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกแม้จะเริ่มยินดีที่ส่งออกติดลบลดลง แต่จากเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว อาจส่งผลให้ธุรกิจมีรายได้ลดลงได้ นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ยังกังวลปัญหาหนี้เสีย ซึ่งมักจะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือมีศักยภาพสูงในการชำระคืนหนี้ และอาจทำให้การปฏิเสธคำขอสินเชื่อสูงต่อเนื่องได้ แล้วคนที่ต้องการเงินหมุนเวียนจะทำอย่างไร วันนี้ถ้าเราดูเพียงตัวเลขเศรษฐกิจและนโยบายการคลังที่เดินหน้าเช่นนี้ เราอาจมองเป็นข่าวดี แต่ถ้ามีคนบอกว่าเมื่อเศรษฐกิจดีคุณก็ช่วยตัวเองได้แล้ว คลังหรือแบงก์ชาติถอยห่างออกมาได้แล้วนะ คุณจะทำอย่างไรหากคุณยังอยู่ในขีดล่างของตัว K เพราะข่าวที่เศรษฐกิจดีอาจเป็นข่าวร้ายของเขา ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่านโยบายการเงินยังจำเป็นต้อง active หรือเดินหน้าช่วยประคองเศรษฐกิจอยู่ แต่อาจไม่ใช่การใช้ดอกเบี้ยเหมือนเดิม
เศรษฐกิจที่ฟื้นในระดับบน ขณะที่ความเสี่ยงยังกระจายอยู่ในระบบ เช่น ปัญหา NPL ขณะนี้กำลังหมดมาตรการพักชำระหนี้ เงินเฟ้อต่ำหลุดกรอบ (เงินเฟ้อติดลบ) ทำให้นักลงทุนขาดแรงจูงใจในการผลิตและสต๊อกสินค้า เงินบาทแข็งค่ากระทบผู้ส่งออก และเศรษฐกิจไตรมาสสี่เสี่ยงติดลบเทียบไตรมาสสามที่ทำให้ภาพการฟื้นตัวสะดุดได้ โดยเฉพาะปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค รวมทั้งการท่องเที่ยวในประเทศอาจสะดุดได้หากคนไม่มั่นใจในความปลอดภัยหรือบรรยากาศการท่องเที่ยวหายไป โดยหากกนง.จะลดดอกเบี้ยเมื่อปัญหาเศรษฐกิจเร่งขึ้นหรือมีวิกฤติการเมืองที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ ก็น่าจะทำได้โดย 1) ลดดอกเบี้ย FIDF ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.23% โดยอาจมีการลดลงทั้งหมด 2) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.5% โดยอาจลดเหลือ 0.25% และ 3) ชวนธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยตาม เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่มีปัญหาการเมืองควบคู่กับปัญหาโควิด-19 แต่เรามองว่าในขณะนี้การลดดอกเบี้ยโดยรวมอาจยังไม่จำเป็น อีกทั้งเป็นการหว่านแหให้ทุกคนได้แม้แต่คนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ และสภาพคล่องในระบบยังมีมาก ต่อให้ลดไปก็อาจติดกับดักสภาพคล่อง คือสินเชื่อก็ยังไม่ขยายตัวเพราะคนขาดความเชื่อมั่นในการกู้ลงทุนหรือใช้จ่าย หรือแบงก์ห่วงความเสี่ยงจึงไม่ค่อยปล่อยกู้ การมองหานโยบายการเงินแบบตรงจุดอาจจะดีกว่า เช่น เร่งปล่อยซอฟท์โลนช่วยสภาพคล่อง SME เร่งขยายโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศของกองทุนรวมเอกชนเพื่อแก้ปัญหาบาทแข็ง คล้ายๆ รักษาสมดุลเงินไหลเข้าไหลออก หรือคลายเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อหรือการพิจารณาการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญ ผมมองว่านโยบายการเงินยังต้อง active ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง และหวังว่าธุรกิจและคนทั่วไปจะได้รับกระแสเงินสดที่พอเพียง สามารถรักษาการจ้างแรงงานไว้ได้ ไม่ล้มละลายไปก่อนสิ้นสุดวิกฤติโควิด ผมเลยอยากคาดว่ากนง.จะหยุดลดดอกเบี้ย แล้วหันไปใช้มาตรการคล้ายๆ QE ในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงิน หรือแม้แต่เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง (ปล่อยกู้ให้คลังไปใช้จ่าย) แต่ต้องยอมรับว่ามาตรการที่ใช้รักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้นั้น แม้ช่วยไม่ให้เกิด panic sell ได้ แต่ก็ยังไม่ได้เติมเงินเข้าระบบ หรือมาซื้อตราสารหนี้เอกชนอย่างที่หวังกัน มองต่อไป ผมคาดหวังมาตรการทางการเงินในรูปแบบใหม่มากกว่าการใช้ดอกเบี้ยครับ

Go To Lead


ธนชาต 'เปิด'ประมูลหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ไตรมาส 4
ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องในหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ไตรมาสที่ 4/2563 จำนวนรวม 10,645 บัญชี ยอดหนี้เงินต้นรวม 1,706,375,930.46 บาท รูปแบบการประมูลแบบรายกลุ่ม โดยระบุราคาแต่ละรายลูกหนี้ ตามแบบฟอร์มการยื่นซองประมูลราคาโดยวิธีปิดซอง ณ ที่ทำการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดจำหน่ายเอกสารประกอบการประมูลและซีดีรอม ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน ถึง 16 ธันวาคม 2563 และยื่นซองประมูลเสนอราคาซื้อ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2563
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายกลยุทธ์และแผนงาน ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) อาคารเพชรบุรี ชั้น 9 หมายเลขโทรศัพท์ 02-208-6296 และ 02-208-5751

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com