|
|
ธ.ก.ส. 'โหม'อีเวนท์ SCAN THAILAND-PAY LIKE
ธ.ก.ส. - พันธมิตร โหมอีเวนท์ SCAN THAILAND-PAY LIKE A LOCAL Merchant Activation Roadshow Udon Thani เปิดบริการ Cross Border QR Payment ยกระดับร้านค้าชุมชนรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารสมาชิกอีก 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกร
ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไอซีบีซีไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จัดกิจกรรม "Merchant Onboarding"
ภายใต้แคมเปญ SCAN THAILAND-PAY LIKE A LOCAL Merchant Activation Roadshow Udon Thani เพื่อ
ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยและร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถรองรับการช าระเงินผ่านระบบ QR Code
ข้ามประเทศ (TH-Inbound) ขับเคลื่อนการยกระดับจังหวัดสู่ Smart Tourism & Cashless Province
ด้วยมาตรฐาน QR ร้านค้าเดียวทั้งจังหวัด เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ทั้งด้านความน่าเชื่อถือและทันสมัย เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายการช าระเงินระดับภูมิภาค อันเป็นการ
อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว จากประเทศจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชาและลาว ที่มีการใช้จ่ายผ่านระบบ Alipay, WeChat Pay และเครือข่าย UnionPay พร้อมรองรับ Cross-border Payment อย่างไร้รอยต่อ ให้สามารถสแกนใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการผ่าน Mobile Wallet ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย
กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การบรรยายพิเศษในหัวข้อ "Cross-Border QR Payment: โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย" โดยวิทยากรจากธนาคารแห่งประเทศไทย Merchant Activation: กิจกรรมลงพื้นที่ (Troop) ประชาสัมพันธ์และรับสมัครร้านค้าในพื้นที่ท่องเที่ยวส าคัญของจังหวัดอุดรธานี อาทิ UD Town และถนนคนเดินอุดรธานี การเปิดรับสมัครและติดตั้งระบบ QR ร้านค้า ให้กับผู้ประกอบการโดยเจ้าหน้าที่จาก ธ.ก.ส. เพื่อให้ร้านค้าสามารถรับชำระเงินและทดลองใช้งานจริงได้ทันที
โดยนำร่องโครงการในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรกและเตรียมขยายผลบริการดังกล่าวไปยัง จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพฯ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดภูเก็ต เพื่อกระจายโอกาสและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกทั่วประเทศต่อไป
Go To Lead
|
|
กรุงศรี 'ตั้ง'ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น
นายโคเฮอิ โอโมริ มีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจการเงินธนาคารมาเป็นเวลากว่า 26 ปี โดยเฉพาะในด้านการบริหารการเงินองค์กร การจัดโครงสร้างทางการเงิน การวางแผนกลยุทธ์องค์กร สำหรับธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น นอกจากนี้ นายโอโมริยังมีประสบการณ์ทำงานในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายปี โดยก่อนจะมาร่วมงานกับกรุงศรี คุณโอโมริดำรงตำแหน่ง Managing Director, Head of Japanese Corporate Banking Division for the Americas (U.S. Midwest) ควบคู่ไปกับ Head of Chicago Branch และ Head of Kentucky Representative Office ซึ่งดูแลลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นในพื้นที่มิดเวสต์ของสหรัฐฯ รวมทั้งดูแลภาพของสาขาของ MUFG ในชิคาโก และสำนักงานตัวแทนในรัฐเคนทักกี
นายโอโมริ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง จาก Waseda University ประเทศญี่ปุ่น
Go To Lead
|
|
ทีทีบี รีแบรนด์ หลักทรัพย์ธนชาต เป็น หลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์
ทีทีบี ประกาศเปลี่ยนชื่อ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) (ttb wealth securities public company limited) พร้อมใช้ชื่อย่อ ttb wealth และชื่อย่อในระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ
TTBWEALTH เพื่อสะท้อนทิศทางการดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง ภายใต้กลุ่มทีทีบีอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ลูกค้าและผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผลิตภัณฑ์การลงทุน ได้ทุกช่องทางการสื่อสารของบริษัทในชื่อ ttb wealth ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
การปรับเปลี่ยนชื่อบริษัทในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากทีทีบีเข้าถือหุ้นของบริษัทในสัดส่วน 99.97% ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการด้านการลงทุนและยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การเปลี่ยนชื่อบริษัทจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ ประโยชน์ หรือสัญญาการใช้บริการของลูกค้า ลูกค้ายังคงสามารถใช้บริการ ติดต่อ และรับการดูแลจากบริษัทได้ตามช่องทางปกติอย่างต่อเนื่อง
Go To Lead
|
SME D Bank คว้ารางวัล Innovative Customer Experience
Award นำนวัตกรรมยกระดับมอบบริการ ดีเยี่ยม แก่เอสเอ็มอีไทย
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank รับมอบรางวัล Innovative Customer Experience Award จาก Zanroo บริษัทชั้นนำผู้ให้บริการเทคโนโลยี Social Listening และ Data Analytics โดยจะมอบรางวัลดังกล่าวให้แก่องค์กรหรือแบรนด์ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริการดูแลลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งความรวดเร็ว น่าเชื่อถือ สม่ำเสมอ ลดขั้นตอน ตลอดจนสร้างประสบการณ์ที่ดี และความพึงพอใจจากบริการที่ราบรื่น ซึ่งบริการของ SME D Bank มีความโดดเด่น ยึด ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง นำนวัตกรรมมายกระดับขับเคลื่อนการให้บริการลูกค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสมกับยุคดิจิทัล ด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่น Social Monitoring และ Chatbot มาอำนวยความสะดวก ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกช่องทางติดต่อ ช่วยให้ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการต่าง ๆ ทั้งด้านการเงิน หรือด้านการพัฒนา ได้สะดวกสบาย รวมถึง สามารถตอบข้อสงสัยและคำถามต่างๆ ได้ครบถ้วน ตลอด 24 ชม.
สำหรับการได้รับรางวัลดังกล่าว สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรของ SME D Bank ที่ประกอบด้วย S-M-E-D-S (Synergy-Morality-Efficiency-Development-Service Excellence) โดยเฉพาะ S ตัวท้าย ที่พนักงานทุกคนของ SME D Bank มุ่งมั่นมอบ บริการที่เป็นเลิศ แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยหัวใจ โดยมีเป้าหมายหนึ่งเดียวที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยก้าวสู่ความสำเร็จอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
Go To Lead
|
EXIM BANK รับรางวัล Best Sustainability Bond จาก The Asset
Triple A Awards for Sustainable Finance 2026
นางสาวดรัสวันต์ ชูวงษ์รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) รับมอบรางวัล Best Sustainability Bond จากเวที The Asset Triple A Awards for Sustainable Finance 2026 จัดโดยนิตยสาร The Asset นิตยสารการเงินชั้นนำแห่งเอเชีย จากความสำเร็จของ EXIM BANK ในการเสนอขายพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) อายุ 3 ปี มูลค่า 3,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Framework) เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 เพื่อระดมทุนไปใช้สนับสนุนสินเชื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนอย่างยั่งยืน
สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569
Go To Lead
|
BAM'ชู'กลยุทธ์เชิงรุก พลิกฟื้นทรัพย์รอขายสู่คุณค่าที่ยั่งยืน จับมือ
อาศรมศิลป์ คืนชีวิต บ้านพระพิทักษ์ บ้านไม้สองชั้นอายุ 88 ปี
นายวสันต์ เทียนหอม กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และประธานคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน BAM กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BAM มีบทบาทดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการบริหาร สินทรัพย์รอการขาย หรือ NPA มุ่งเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยทิ้งร้างหรือหยุดนิ่งให้กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมที่เรียกว่า CSR in Process ผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานหลักขององค์กร BAM มองว่า NPA เป็น ทรัพย์ของแผ่นดิน ที่มีศักยภาพในการต่อยอด เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่การพัฒนาจะเกิดคุณค่าได้อย่างแท้จริง ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจของบริบทพื้นที่ ประวัติศาสตร์ และผู้คน จึงเป็นที่มาของ โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับการพัฒนา NPA ให้ก้าวไปไกลกว่าการบริหารสินทรัพย์ทั่วไป สู่การสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการมี ส่วนร่วมของชุมชน ผสานความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมจากสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์คุณค่าของพื้นที่ และการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตได้อย่างเหมาะสม
โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ จะกลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลของ BAM ในการสร้างมูลค่าของสินทรัพย์ รอการขายที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสังคมและด้านธุรกิจแบบยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาสินทรัพย์รอการขายที่จะนำไปต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ นายวสันต์ กล่าว
ด้านดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ พลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนโดยเริ่มต้นจากการพัฒนา บ้านพระพิทักษ์ บ้านไม้สองชั้นเก่าแก่อายุ 88 ปี บนเนื้อที่ 135.1 ตารางวา มูลค่ากว่า 36.78 ล้านบาท ให้กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการนำ NPA มาคืนชีวิตและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ เพื่อมอบโอกาสใหม่ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ ของพื้นที่ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของ BAM ในการยกระดับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็น เครื่องมือแห่งการสร้างมูลค่าใหม่ ที่เชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย
โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ บ้านพระพิทักษ์ และย่านเมืองเก่าตรอกตึกดิน ตอกย้ำกลยุทธ์ CSR in Process ที่ฝังอยู่ในทุกขั้นตอนการพัฒนาขององค์กร และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG มุ่งตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนเป็นสำคัญ ด้วยการผสมผสานแนวคิดพื้นที่สุขภาวะ (Well-being) เข้ากับย่านศิลปะและการออกแบบอย่างลงตัว ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็น ย่านศิลปะและการออกแบบที่มีชีวิต คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 8 เดือน โดยระยะแรกจะใช้พื้นที่บริเวณบ้านพระพิทักษ์จัดกิจกรรมแสดงผลงานด้านศิลปะในช่วงปลายปี 2569 พร้อมผลักดันเป็นแลนด์มาร์ก การท่องเที่ยวแห่งใหม่ เชื่อมต่อเศรษฐกิจกับย่านเมืองเก่าโดยรอบ
บ้านพระพิทักษ์ เป็นทำเลศักยภาพย่านเมืองเก่า ใกล้เสาชิงช้า และศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดดเด่นรายล้อมด้วยร้านอาหารชื่อดังและจุดเช็กอินสำคัญ ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้ย่านนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้กว่า 600 คนให้ดีขึ้น ผ่านการดึงดูดกลุ่มคนใหม่ ๆ ให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของย่านนี้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 3,000 คน และเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมระดับชุมชนทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ
นี่คือหัวใจสำคัญของแนวคิด Transforming Non-Performing Assets into Enduring Value การพลิกสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้กลายเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน ไม่เพียงในเชิงธุรกิจ แต่รวมถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นทั้ง 5 ดี ไม่ว่าจะเป็นดีต่อพนักงาน ดีต่อผู้ถือหุ้น ดีต่อลูกค้าและลูกหนี้ ดีต่อสังคม และ ดีต่อประเทศ ซึ่งถือเป็นหลักการดำเนินงานของ BAM ดร.รักษ์ กล่าว
ด้านอาจารย์ธีรพล นิยม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวเสริมว่า โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ เป็นหนึ่งโอกาสสำคัญที่สถาบันอาศรมศิลป์จะได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับย่านเมืองเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร โดยมี บ้านพระพิทักษ์ เป็นคานงัดสำคัญในการริเริ่มขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงและการบริหารจัดการย่านแบบบูรณาการในอนาคต ผ่านการพัฒนาที่ผสานมุมมองหลากหลายและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐและเอกชน ตลอดจนภาควิชาการและวิชาชีพในด้านต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม การออกแบบเมือง และการบริหารจัดการ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูย่านให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างยั่งยืน
เราคาดหวังว่าบ้านพระพิทักษ์จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองรูปใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในวันนี้ไม่ใช่แค่การลงนาม แต่คือการเริ่มต้นออกแบบอนาคตของย่านเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในโอกาสนี้ขอขอบคุณ BAM ที่เล็งเห็นคุณค่าของสินทรัพย์ ไม่ใช่เพียงในมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างคุณค่าระยะยาวต่อชุมชน เมือง และสังคม อาจารย์ธีรพล กล่าว
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|