Finance/share
Hot News: กรุงไทย 'ชี้' ตลาดอสังฯ 'เจาะ' พฤติกรรมผู้บริโภค
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
กรุงไทย 'ชี้' ตลาดอสังฯ
'เจาะ' พฤติกรรมผู้บริโภค
ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย 'เผย' คอนโดใหม่ เทรนด์เปิดตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค ย่านเกษตร เน้นคนรุ่นใหม่ ห้าแยกลาดพร้าว เจาะคนทำงาน
นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยกับ หนังสือพิมพ์ ไอคลิกนิวส์ดอทคอม (www.iclicknews.com) ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้ออสังหาฯ เปลี่ยนไปจาก 5 ปีที่ผ่านมา แต่คอนโดมิเนียมไม่เปลี่ยนมากนัก ราคาคอนโดมิเนียมปัจจุบันมีการปรับราคาค่อนข้างสูง อย่างเช่น ย่านถนนรัชโยธิน ซึ่งเป็นย่านที่มีพื้นที่ยาว พื้นที่แถวมหาวิทยาลัยเกษตร คอนโดมิเนียมสร้างใหม่ มุ่งเน้นกลุ่มนิสิตที่เรียนอยู่ย่านนั้น
สำหรับย่านห้าแยกลาดพร้าว คอนโดมิเนียมเจาะกลุ่มคนทำงาน ย่าน SCB คอนโดมิเนียมเจาะพนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานอยู่ในย่านดังกล่าว
ผลจากการวิจัยเกี่ยวกับคอนโดมิเนียมในย่านรัชโยธิน พบว่าเป็นหนึ่งในทำเลที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาคอนโดมิเนียม เพราะมีความสะดวกสบายในการเดินทาง และความอุดมสมบูรณ์ในหลายมิติ เป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ มีศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียง สถานศึกษาที่สำคัญ รวมทั้งสถานพยาบาล โดยมีตัวเลือกมากถึง 11,561 ยูนิต จาก 35 โครงการ ราคาขายต่อตารางเมตรประมาณ 93,600 บาท สำหรับโครงการเก่า และ 138,000 บาท สำหรับโครงการใหม่ ซึ่งถูกกว่าคอนโดมิเนียมในตัวเมืองอย่าง เพลินจิต-ชิดลม สีลม-สาทร ประมาณ 51% และพื้นที่รอบตัวเมือง เช่น พระราม9-เพชรบุรี-อโศก ราชเทวี และพญาไท ประมาณ 29% และแม้ว่ามียูนิตเหลือขายในพื้นที่มีมากถึง 2,910 ยูนิต แต่ยูนิตเหลือขายมีทิศทางปรับตัวลง แสดงให้เห็นว่าไม่ได้อยู่ในภาวะ Oversupply เมื่อเทียบกับสถานการณ์ของคอนโดมีเนียมตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง
“คอนโดมิเนียมในพื้นที่รัชโยธินเหมาะกับการอยู่อาศัยจริง แต่สำหรับการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างต้นทุนซื้อกับราคาขายต่อ (Capital Gain) และผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก โดยการซื้อคอนโดมิเนียมในพื้นที่รัชโยธิน เพื่อปล่อยเช่าเป็นระยะเวลา 10 ปี ก่อนขายในปีสุดท้าย จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 3.2% ต่อปี ใกล้เคียงกับคอนโดมีเนียมย่านรัชดา-พระราม 9-อโศก แต่ต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ในตัวเมือง เช่น เพลินจิต-ชิดลม ให้ผลตอบแทน 6.6% ต่อปี สีลม-สาทร ให้ผลตอบแทน 5.4% ต่อปี และสุขุมวิทช่วงต้น-กลาง ผลตอบแทน 4.8% ต่อปี” นายกนิศ กล่าว
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการปรับฐานของตลาดที่อยู่อาศัย จากการใช้เกณฑ์ LTV ใหม่ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน อีกทั้งต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ เช่น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินหยวน ส่งผลให้ผู้ซื้อชาวจีนมีมุมมองว่าที่อยู่อาศัยในไทยมีราคาสูงขึ้น โดยประเมินว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีมูลค่าอยู่ที่ 5.36 แสนล้านบาท หดตัว 5% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 2.42 แสนล้านบาท หดตัว 11% มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแนวราบอยู่ที่ 2.94 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ปีนี้ประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มขยายตัว 5.5% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการขยายตัวของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 4.5% และมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแนวราบ 6% เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ หันมาให้ความสำคัญกับบ้านแนวราบ เพราะผู้ซื้อส่วนใหญ่อยู่อาศัยจริง ทั้งนี้ตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้ มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากมาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือรายการละ 0.01% รวมทั้งการเปิดส่วนต่อขยายของเส้นทางรถไฟฟ้า เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ที่ได้เปิดส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวตอนเหนือ จากสถานีหมอชิตไปยังพื้นที่รัชโยธินอีก 5 สถานี ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในบริเวณดังกล่าว
ประเมินมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5.36 แสนล้านบาท หดตัว 5% สำหรับปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 5.5% ชี้คอนโดมิเนียมในพื้นที่รัชโยธิน น่าสนใจซื้อเพื่ออยู่อาศัย โดยมีให้เลือกมากถึง 11,561 ยูนิต จาก 35 โครงการ ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่เพิ่งเปิดให้บริการ ระดับราคาสมเหตุสมผล ถูกกว่าย่านใจกลางเมืองถึง 51% แต่ไม่เหมาะกับซื้อเพื่อลงทุน เพราะให้อัตราผลตอบแทนปีละ 3.2% ต่ำกว่าพื้นที่อื่นในตัวเมือง ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 1.5-2.1 เท่า

Go To Lead


ยูเนี่ยนเพย์ 'มอบ'ความสุขแบบจัดเต็ม
ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International) แบรนด์ด้านการชำระเงินระดับโลก พร้อมมอบดีลสุดพิเศษอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขแบบจัดเต็ม ตั้งแต่วันนี้จนถึงมีนาคมศกหน้า! สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้น คำนิยามของการเฉลิมฉลองย่อมต้องมาพร้อมกับการกินแบบจุใจ ท่องเที่ยวเช็คอิน พร้อมสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างที่ใจต้องการ แน่นอนว่ายูเนี่ยนเพย์เข้าใจ และใส่ใจในทุกความต้องการของลูกค้าเสมอมา ยูเนี่ยนเพย์ได้จับมือกับพันธมิตรจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้งเว็บไซต์จองที่พักระดับโลก ร้านค้า และผู้ให้บริการหลากหลายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่จากทั่วทั้งประเทศ เพื่อส่งมอบดีลสุดพิเศษสำหรับผู้ที่รักในการท่องเที่ยว และชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ที่แฮปปี้อย่างลงตัว! ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ที่ได้รับสิทธิ์ทุกท่านจะได้รับส่วนลดถึง 15% เมื่อจองห้องพักล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์อโกด้า (Agoda) ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มกราคม 2563 พร้อมทั้งได้รับสิทธิประโยชน์ในการขยายระยะเวลาในการเดินทางไปจนถึง 31 มีนาคม 2563 ในทุกจุดหมายปลายทางทั่วโลก!
ช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ทุกท่านจะได้รับความสุขแบบไร้ขอบเขตจากเครือข่ายพันธมิตรหลากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารสุดโปรดอย่าง AKA รวมไปถึงสถานที่ไลฟ์สไตล์หลากหลาย ที่ทางยูเนี่ยนเพย์คัดสรรมาโดยเฉพาะสำหรับลูกค้าทุกท่าน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการช้อปปิ้ง The Mall ก็ร่วมเอาใจสายช้อปด้วยคูปองเงินสด 500 บาท เมื่อช้อปตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ภายในวันและสาขาเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์จะได้รับคูปองส่วนลด 250 บาททันที เมื่อช้อปสินค้ารวมมูลค่ามากกว่า 2,000 บาทต่อใบเสร็จ และสแกนคูปอง u.plan ได้ที่ Big C สำหรับคอหนังทั้งหลาย ยูเนี่ยนเพย์ก็ได้จับมือกับ Major Cineplex พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าของยูเนี่ยนเพย์ด้วยตั๋วภาพยนตร์ในราคาพิเศษเพียง 88 บาทเท่านั้น ผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางพลาดไม่ได้กับส่วนลดมากมายจาก Grab ride และ PT เมื่อใช้จ่ายครบตามกำหนดขั้นต่ำ รวมถึงได้รับส่วนลด 100 บาททันที เมื่อเติมเงินแบบรายเดือนมากกว่า 300 บาท ทั้งนี้ยูเนี่ยนเพย์ได้คัดสรรดีลสุดพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ที่ได้รับสิทธิ์ทุกท่าน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองทุกช่วงเวลาแห่งความสุขไปด้วยกันในทุกที่แบบไร้ขีดจำกัด

Go To Lead


บัตรเครดิต TMB-คิง พาวเวอร์ ให้ช้อปปิ้งอย่างจุใจ
บัตรเครดิต TMB ร่วมกับ คิง พาวเวอร์ ให้สมาชิกบัตรได้ช้อปสุดคุ้มพร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง - 31 มี.ค. 63 คุ้มที่ 1 แบ่งชำระ TMB Pay Plan 0% นานสูงสุด 10 เดือน เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 10,000 บาท ลงทะเบียน พิมพ์ TMBKI ตามด้วยหมายเลขบัตร 12 หลักสุดท้าย ส่ง SMS มาที่ 4806026 ลงทะเบียนครั้งเดียวใช้ได้ ตลอดรายการ คุ้มที่ 2 ชำระเต็มจำนวน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15,000 บาท/บัตร ตลอดรายการ ลงทะเบียนพิมพ์ พิมพ์ TMBKP ตามด้วยหมายเลขบัตร 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 จำกัดรับเครดิตเงินคืนคุ้มที่ 1 และคุ้มที่ 2 รวมสูงสุด 25,000 บาท/บัตร ตลอดรายการ สอบถามละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TMB Contact Center โทร. 1558 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.tmbbank.com

Go To Lead


ซีไอเอ็มบี ไทย 'ตั้ง' ตัน คีท จิน ผู้บริหารสูงสุดธุรกิจรายย่อย
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้แต่งตั้งนายตัน คีท จิน ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป นายตัน คีท จิน มีประสบการณ์ด้านการเงินการธนาคารมาเป็นระยะเวลากว่า 22 ปี ในด้านการวางแผนกลยุทธ์ การปฏิรูปการบริหารธุรกิจและบริหารโครงการขนาดใหญ่ให้สถาบันการเงินหลายแห่ง อาทิ Accenture ธนาคารกลางแห่งมาเลเซียและกลุ่มซีไอเอ็มบี ก่อนได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ นายตัน คีท จินดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดูแลสายงานกลยุทธ์ และบริหารโครงการ Fast Forward ซึ่งเป็นโครงการเปลี่ยนแปลงธนาคารให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และส่งผลสำเร็จเกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของธนาคาร ตั้งแต่ปี 2561 ถึงต้นปี 2562
ต่อมา นายตัน คีท จินได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย (รองผู้บริหารสูงสุดธุรกิจรายย่อย)เมื่อเดือนเมษายน 2562 ในขณะดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารสูงสุดธุรกิจรายย่อยนั้น นายตัน คีท จินได้ปรับโครงสร้างองค์กรและสร้างทีมธุรกิจรายย่อยให้แข็งแกร่งและพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่การเป็น Digital Bank นายตัน คีท จินสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยบาธประเทศอังกฤษ

Go To Lead


“SCB Multi Care Multi Claims”
นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารมีความพร้อมในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจประกันชีวิตให้กับกลุ่มเอฟดับบลิวดีผ่านช่องทางธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ โดย SCB Multi Care Multi Claims เคลมคุ้มกลุ่มโรคร้าย เป็นผลิตภัณฑ์ประกันตัวแรกภายใต้ความร่วมมือของธนาคารไทยพาณิชย์ และ บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเติบโตทางธุรกิจและการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยใช้กลยุทธ์ customer-led ที่ยึดความต้องการลูกค้าเป็นหลัก จึงตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงใจมากที่สุด ขณะเดียวกันยังมีการทำการตลาดแบบ 360 องศาผ่าน storytelling กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภคจดจำผ่านการเล่าเรื่องที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่าง และมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายและครอบคลุม จึงเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ธุรกิจประกันชีวิตในไทยถือเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ และมีโอกาสเติบโตอีกมาก ด้วยอัตราการถือครองกรมธรรม์ของคนไทย (penetration rate) ยังเป็นสัดส่วนที่น้อย อีกทั้งช่องทางธนาคาร (bancassurance) ถือเป็นช่องทางสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจดังกล่าว ด้วยจำนวนเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศและพนักงานตัวแทนที่มีความรู้ความเข้าใจในการอธิบายสิทธิประโยชน์ ขณะเดียวกันธนาคารเห็นว่าประกันชีวิตประเภทความคุ้มครอง (Protection Insurance) ยังมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และยังลดหย่อนภาษีได้ อีกทั้ง SCB Multi Care Multi Claims เคลมคุ้มกลุ่มโรคร้าย มีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างจากประกันชีวิตประเภทอื่นๆ ที่เคยมีมา ด้วยอินไซด์จากลูกค้าธนาคารอายุ 30-50 ปีที่ต้องการความคุ้มครองและการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย และหากไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงจนครบสัญญา มีสิทธิ์รับเบี้ยประกันที่จ่ายมาทั้งหมดคืน ด้วยจุดเด่นดังกล่าว ธนาคารจึงมั่นใจว่า SCB Multi Care Multi Claims เคลมคุ้มกลุ่มโรคร้าย จะเป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าที่กลัวว่าการทำประกันจะไม่คุ้ม และจะช่วยผลักดันให้สัดส่วนประกันชีวิตประเภทความคุ้มครองมีความสมดุลมากขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้สัดส่วนประกันชีวิตผ่านช่องทางธนาคารไทยพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์”
นายเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ SCBLIFE บริษัทในเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี กล่าวว่า SCBLIFE มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนมุมมองที่ผู้คนมีต่อการประกันชีวิต และยึดมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ประกันชีวิตที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า โดยพันธกิจเหล่านี้ นับว่าสอดคล้องกับค่านิยมองค์กรของเราที่มีความมุ่งมั่น, เปิดเผย, มีนวัตกรรมที่ล้ำสมัย, มีการทำงานเชิงรุก, และใส่ใจลูกค้า และนี่เองที่ทำให้เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ SCB Multi Care Multi Claims เคลมคุ้มกลุ่มโรคร้าย ที่เรามั่นใจว่าจะตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเราได้นำเอาเทคนิค storytelling มาใช้เป็นกลยุทธ์ในการสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวและข้อมูลของผลิตภัณฑ์ประกันที่มักจะถูกมองว่าซับซ้อน เข้าใจยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเข้าถึงทุกคน”
รายละเอียดผลิตภัณฑ์ SCB Multi Care Multi Claims เคลมคุ้มกลุ่มโรคร้าย SCB Multi Care Multi Claims เคลมคุ้มกลุ่มโรคร้าย คือ ประกันชีวิตรูปแบบใหม่ที่ออกแบบภายใต้แนวคิดจากการสร้างความสมดุลออกมาเป็น “ประกันคิดเผื่อเพื่อคนคิดเยอะ” โดย “คิดเผื่อ” ให้ลูกค้าได้รับมือและเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ “คิดเยอะ” หากลูกค้าไม่เคลมโรคร้ายแรงระดับรุนแรงจนครบสัญญา รับเงินก้อนคืน 100% ของเบี้ยฯ ที่จ่ายมาทั้งหมด ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์มี 4 จุดเด่นสิทธิประโยชน์ ดังนี้ โรคร้ายเคลมได้หลายครั้ง? สูงสุด 6 ครั้ง ครอบคลุมโรคร้ายแรง 5 กลุ่ม ซึ่งโรคร้ายแรงแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ โรคร้ายแรงระดับต้นถึงปานกลาง จ่ายครั้งละ 20% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย โรคร้ายแรงระดับรุนแรง ครั้งแรก จ่าย 100% ครั้งที่ 2 จ่าย 110% ครั้งที่ 3 จ่าย 120% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หยุดจ่ายเบี้ยเมื่อเคลมใหญ่ แต่คุ้มครองต่อจนครบสัญญา โดยผู้ถือกรมธรรม์หยุดจ่ายเบี้ยฯ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงระดับรุนแรงครั้งแรก และยังได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องจนถึงอายุ 75 ปี ไม่เจอโรคร้ายคืนเบี้ยเต็มจำนวน เมื่อผู้ถือกรมธรรม์มีชีวิตอยู่จนครบสัญญาอายุครบ 75 ปี และไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงระดับรุนแรง บริการสนับสนุนระหว่างการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงระดับรุนแรง เป็นบริการพิเศษเพื่อช่วยเหลือในทุกความต้องการของลูกค้า ดูแลมากกว่าสุขภาพกาย แต่รวมถึงสุขภาพใจและคนที่คุณรัก อาทิ บริการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา บริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย บริการทำความสะอาดบ้าน และบริการทางการแพทย์ถึงบ้าน เป็นต้น

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com