Finance/Stock
Hot News: 'ชี้' เงินบาทแข็ง 7 % รายได้ 'ส่งออก' ลด // KTC เร่ง'ขยาย'สมาชิกใหม่ // 'ส่งออก' ขยายตัวระดับสูง
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'ชี้' เงินบาทแข็ง 7 %
รายได้ 'ส่งออก' ลด
TMB Analytics คาดเงินบาท ค่าแข็งทั้งปี 7% ส่งผลรายได้ธุรกิจส่งออกวูบ 1 แสนล้านบาท ผลกระทบบริษัทไทย 'เผย'อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากปกติสูงสุด 6% แต่เอื้อต่างชาติ ผู้นำเข้า-ขายในประเทศ
นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารTMB หรือ TMB Analytics รายงานว่า ประเมินค่าเงินบาทแข็งทั้งปี 7% คาดรายได้ธุรกิจส่งออกหด 1 แสนล้านบาท ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่ที่บริษัทไทย ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากปกติสูงสุด 6% แต่เอื้อผู้นำเข้าและขายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ
แม้ว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะกลับมาเติบโตอย่างสดใส จากภาวะการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยในช่วง 8 เดือนแรกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 9% มีรายได้จากการส่งออกเฉลี่ย 1.9 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน แต่ธุรกิจส่งออกกลับต้องรับมือกับการแข็งค่าของเงินบาทที่ปรับตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 33.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่เติบโตดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้าย ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2560 นี้ อัตราแลกเปลี่ยนที่ศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดการณ์ไว้จะอยู่ที่ 33.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่า 7% จากต้นปี 2560
การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลต่อรายได้ธุรกิจจะมากหรือน้อยขึ้นกับสัดส่วนการพึ่งพารายได้จากการส่งออกและสัดส่วนต้นทุนรายจ่ายที่เกิดจากการซื้อในประเทศหรือนำเข้า ทางศูนย์วิเคราะห์ฯ ได้ประเมินผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นปี ผ่านการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจและงบกำไรขาดทุนของธุรกิจ พบว่ารายได้จากการส่งออกสุทธิ (ส่งออก-นำเข้า) ทั้งปี 2560 จะลดลง 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งแบ่งระดับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบ คือ ธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกและใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก คาดว่าเงินบาทที่แข็งจะทำให้รายได้ผู้ประกอบการหายไปกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้ลดลงจากระดับปกติ 1-6% โดยอยู่ในกลุ่มธุรกิจประเภท ผลิตภัณฑ์ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว อาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย 80%
2.กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ คือ ธุรกิจขายในประเทศและนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก โดยเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้รายจ่ายจากการนำเข้าของผู้ประกอบการน้อยลง 7.4 หมื่นล้านบาท และส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 1-2% ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจ ผู้ค้าเครื่องจักรและชิ้นส่วน สินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ค้าเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ยาและเวชภัณฑ์ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ 60% 3.กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกแต่ใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นหลักซึ่งสามารถป้องความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยลักษณะของตัวธุรกิจเอง (Natural Hedging) โดยอยู่ในกลุ่มธุรกิจผู้ผลิตรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน และเคมีภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ
ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลลบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย แต่กลับเป็นผลบวกกับกลุ่มธุรกิจที่ผู้นำเข้าและขายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ
ปี 2561 ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองธุรกิจส่งออกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อไป คาดว่าสิ้นปี 2561 อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ในระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคาดว่าจะแข็งค่าขึ้น 2.5% จากสิ้นปี 2560 จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากรายได้การส่งออกและการท่องเที่ยวและยังได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อีกทั้งเงินทุนต่างชาติที่เคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ดังนั้นผู้ประกอบการควรมองหาเครื่องมือที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทิศทางค่าเงินบาทที่จะแข็งค่า รักษาความสามารถในการทำกำไรและพยุงความสามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงไว้

Go To Lead


KTC เร่ง'ขยาย'สมาชิกใหม่
นางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจสินเชื่อบุคคล เปิดเผยว่า กลยุทธ์การตลาดในปี 2561 คาดว่า ตลาดสินเชื่อบุคคลจะมีการแข่งขันสูง และมีความท้าทายผู้ประกอบการมากขึ้นกว่าเดิม จากกฎเกณฑ์ที่ ธปท. ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยบริษัทจะขยายฐานสมาชิกใหม่ไปยังกลุ่มเป้าหมายศักยภาพที่มีรายได้ 30,000 บาทมากขึ้น เพราะไม่มีการจำกัดวงเงิน และจำนวนสถาบันการเงินจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับผู้มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของบริษัทฯ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา และมีงานประจำทำ โดยตั้งเป้าหมายยอดสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นสองหลัก บริษัทจะพัฒนาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการสินเชื่อพร้อมใช้ “เคทีซี พราว” ให้ตอบโจทย์สมาชิกมากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในยุคดิจิทัล เช่น Cash Online การเบิกถอนเงินสดผ่านโทรศัพท์มือถือ และเว็บไซต์เคทีซี สำหรับผู้มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย หรือการขอรหัสผ่านด้วยตนเองที่ Click KTC บนเว็บไซต์ หรือโมบายแอปฯ “TapKTC” หรือทำรายการอัตโนมัติทางโทรศัพท์ด้วยระบบ IVR โดยปัจจุบัน เคทีซีมีสมาชิกสินเชื่อบุคคล 850,383 บัญชี (ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 60)
ปี 2561 บริษัทมีเป้าหมายเติบโตของธุรกิจร้านค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่ร้านค้าในการรับชำระค่าสินค้าและบริการที่หลากหลาย นำเสนอบริการ KTC Payment Solutions ที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของคู่ค้า และขยายตลาดเจาะร้านค้าขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยใช้ QR Code Payment ในการขับเคลื่อน ซึ่งมีความคล่องตัว และช่วยให้ร้านค้าบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด พร้อมทั้งนำเสนอ Alipay O2O (Online to Offline) Payment ให้กับร้านค้าในหลายธุรกิจ เพื่อเร่งขยายจุดรับชำระค่าสินค้าและบริการตามแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ทั้งดิวตีฟรี, ช็อป, ร้านอาหาร, จิวเวลรี และเครื่องสำอาง

Go To Lead


'ส่งออก' ขยายตัวระดับสูง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2560 มาอยู่ที่ 3.7% จากการส่งออกและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 3.8% สูงกว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวเฉลี่ย 3.5% จากภาคการส่งออกที่ยังเติบโตได้ในระดับสูง โดยมีการปรับประมาณการส่งออกทั้งปี 2560 มาอยู่ที่ 7.0% การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา ในขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะกลับมาเร่งตัวได้ในครึ่งหลังของปี ท่ามกลางงบกลางปีที่ค่อยๆ ทยอยออกมา การใช้จ่ายครัวเรือนในช่วงครึ่งปีหลังอาจผ่อนแรง จากรายได้ภาคเกษตรที่หดตัว รวมถึงเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายจะเป็นแรงกดดันกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้บางส่วน ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลงที่ 2.8% จากครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ 3.1% ทำให้ทั้งปี 2560 การบริโภคภาคเอกชนปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.0%
เงินเฟ้อปี 2560 คงคาดการณ์อยู่ที่ 0.8% โดยมองว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ยังมีปัจจัยที่เข้ามาผลักดันราคาสินค้าบางกลุ่มให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งราคาทางด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ค่าโดยสารสาธารณะมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย ตลอดจนผลของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน่าจะสะท้อนเข้ามาที่ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคในเดือนต.ค. 2560 ซึ่งผลักดันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงไตรมาสที่ 4/2560 ให้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 1.0% และส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยตลอดทั้งปี 2560 ยังคงประมาณการไว้ที่ 0.8%

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com