Finance/Stock
Hot News: ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. เผยเกษตรกรสุขมาก สุด//สงคราม 'เงินฝาก' แข่งดุ //
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
สงคราม 'เงินฝาก' แข่งดุ
ธุรกิจแบงก์ เปิดแนวรบพร้อมเปิดศึกชิงเงินฝาก มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีจอ มีแนวโน้มขยายตัว 4.2% TMB Analytics 'เผย'เงินฝากและสินเชื่อเติบโตดี เทรนด์การก่อตัวของ NPL ใหม่จะลดลงในปีนี้
นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics เปิดเผยกับ หนังสือพิมพ์ ไอคลิกนิวส์ดอทคอม (www.iclicknews.com) ว่า เศรษฐกิจไทยปี 61 มีแนวโน้มขยายตัว 4.2% สูงกว่าประมาณการเดิม จากแรงส่งของทุกองค์ประกอบเศรษฐกิจที่มีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ คาดว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง สินเชื่อและเงินฝากเติบโตดี ขณะที่ NPL ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 60 และมีแนวโน้มการก่อตัวของ NPL ใหม่จะลดลงในปี 61
TMB Analytics คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 61 ขยายตัวดีต่อเนื่องที่ 4.2% สูงขึ้นจากมุมมองเดิมที่ 3.8% สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้นและปัจจัยหนุนจากแรงส่งที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจไทยในปีก่อนหน้า” ในส่วนของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวหนุนปริมาณการค้าโลกให้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดความต้องการสินค้าโลกจะเติบโต 4% เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทยให้ขยายตัวได้ 4.8% แม้เป็นอัตราที่ชะลอลงจากปีก่อนหน้าซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานสูง แต่โดยเฉลี่ยมูลค่าส่งออกจะอยู่ที่เดือนละไม่ต่ำกว่า 20.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งเป็นระดับสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นการเติบโตในทุกตลาดและสินค้าหลักสำคัญ แม้กระทั่งตลาดจีนที่การขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ร้อนแรง แต่ก็คาดว่าการส่งออกด้านตลาดการเงิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะค่อยๆ ปรับตัวจาก 1.5% สู่ระดับ 2.0% ในปี 61 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องและแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาขึ้น
"ด้านเงินฝากมีแนวโน้มขยายตัว 5.5% ปรับลดจากคาดการณ์เดิมที่ 5.9% จากยอดเงินฝากปี 60 ที่คาดเติบโตเพียง 4.3% โดยเงินฝากที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นไปตามความต้องการสินเชื่อและทิศทางการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 61 จากความต้องการสินเชื่อในปีนี้ที่เร่งขึ้น คาดว่าจะทำให้สภาพคล่องธนาคารพาณิชย์ตึงตัวขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี เมื่อมองสภาพคล่องโดยรวมของประเทศแล้ว เรายังมีสภาพคล่องเหลือกว่า 12 ล้านล้านบาท” นายนริศ กล่าว
คุณภาพสินเชื่อ เรามองว่าสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มปรับลดลงในปี 61 โดย 82% ของมูลค่า NPL อยู่ที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ NPL จะลดลงตามการปรับดีขึ้นของเศรษฐกิจ โดยจะเห็นการก่อตัวของ NPL (NPL Formation) มีแนวโน้มลดลงเช่นกันในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการค้าที่ปรับดีขึ้นตามการลงทุนภาคเอกชน ด้านตลาดการเงิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะค่อยๆ ปรับตัวจาก 1.5% สู่ระดับ 2.0% ในปี 61 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องและแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาขึ้น
นายนริศ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในปี 61 มีแนวโน้มดีขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐ” สินเชื่อโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัว 5.3% ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 5.7% จากยอดสินเชื่อในปี 60 ที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 4% โดยการขยายตัวของสินเชื่อมาจากเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ นำโดยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ได้รับผลดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และภาคธุรกิจที่เริ่มมีการขยายกำลังการผลิต ส่วน SME และสินเชื่อรายย่อยยังคงทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภค ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อจะทยอยปรับตัวดีขึ้นจากการปลดล็อครถคันแรก แต่ยังมีปัจจัยลบจากรายได้ภาคเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำ การฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก นำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางที่ผ่อนคลายลดลง สภาพคล่องทางการเงินเดิมที่มีอยู่มากจากการอัดฉีดเงินหรือการทำ QE ของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มลดลง ตามมาด้วยการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมมีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯอีกในปีนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะเกิดขึ้น 3 ครั้งแต่ยังคงเห็นแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาค สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจในภูมิภาคที่แข็งแกร่งรวมทั้งเศรษฐกิจไทยที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตของการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ คาดแตะระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงสิ้นปีจาก 32.5 ณ สิ้นปี 60
ส่วนเศรษฐกิจในประเทศ มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง คาดว่าจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น จากหลายปัจจัยสนับสนุนทั้งการส่งออกที่สดใส เป็นผลให้มีการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น การลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 12% เมื่อพิจารณาจากงบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่รวมแล้วแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท เป็นระดับที่สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง อาทิ มอเตอร์เวย์เส้นทางพัทยา-มาบตาพุด รถไฟทางคู่เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ตลอดจนมีแนวโน้มที่จะเร่งการลงทุนด้านคมนาคมในทุกมิติ เพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น การขยายถนน ขยายช่องทางการจราจรและโครงข่ายถนนสายรองในพื้นที่ภาคตะวันออก นอกจากนี้ ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมก็จะเห็นอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง

Go To Lead


'กลุ่มซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล' ปรับสัดส่วนถือหุ้น
เต็งกู ดาโต๊ะ ศรี ซาฟรูล์ อาซิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มซีไอเอ็มบี เปิดเผยว่า เราเป็นกลุ่มธนาคารชั้นนำที่ให้บริการครบวงจรของอาเซียน ธุรกิจการบริหารจัดการกองทุนเป็นส่วนสำคัญในการประกอบธุรกิจในภูมิภาคนี้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นในครั้งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เราร่วมทุนกับกลุ่มพรินซิเพิล จะมีศักยภาพสูงสุดและสร้างคุณค่าที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนให้แก่กลุ่มซีไอเอ็มบี ขนาดและความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจนี้ และผมเชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนในเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าที่บริษัทจะได้ส่งมอบให้แก่ลูกค้า ยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้อย่างดียิ่งขึ้น
ในการดำเนินการครั้งนี้ กลุ่มซีไอเอ็มบีจะมีกำไรจากการขายหุ้นประมาณ 950 ล้านริงกิต ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มฯ มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.18 การปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกันในครั้งนี้ จะทำให้กลุ่มฯ ได้รับรู้ผลกำไรจากการลงทุนในระดับที่น่าพอใจจากการลงทุนในซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล และทางกลุ่มซีไอเอ็มบีจะยังคงมีส่วนร่วมในการบริหารบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 40
อนึ่ง กลุ่มซีไอเอ็มบีและกลุ่มพรินซิเพิล ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาคมาตั้งแต่ปี 2547 และประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย โดยปัจจุบันกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล อิสลามิก มีมูลค่าสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหารจัดการ มากกว่า 70,000 ล้านริงกิต และเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ในขณะที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล อิสลามิก ดำเนินการบริหารจัดการกลยุทธ์การลงทุนให้แก่สถาบันแบบอิสลามิกมาตั้งแต่ปี 2551 และเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์อิสลามิกครบวงจรแห่งเดียวของกลุ่มซีไอเอ็มบีและกลุ่มพรินซิเพิล ไฟแนนเชียล

Go To Lead


สตาร์ทอัพ ชิงรางวัล หนึ่งล้าน
นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า เป้าหมายของการแข่งขัน Visa’s Everywhere Initiative คือ การยกระดับระบบเศรษฐกิจดิจิตอลให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้ความเชี่ยวชาญของวีซ่า ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในประเทศไทย วีซ่าต้องการที่จะอำนวยความสะดวกในการสร้างโซลูชั่นการชำระเงินให้แก่พันธมิตรธนาคารและบริษัทเทคโนโลยี ผ่าน Visa Developer ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม API ระดับโลก และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นความคิดสร้างสรรในการสร้างโซลูชั่นผ่านการแข่งขันในปีนี้ โจทย์ของการแข่นขันในครั้งนี้ประกอบด้วยสามหัวข้อคือ ทำอย่างไรถึงจะสร้างประสบการณ์การชำระเงินระบบดิจิตอลที่ตรงต่อความต้องการและคุ้มค่าต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ทำอย่างไรที่จะใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการเร่งและขยายช่องทางเข้าถึงระบบการชำระเงินและการค้าขาย ทำอย่างไรที่ทำให้ร้านค้าเข้าถึงการชำระเงินแบบดิจิตอลอย่างง่ายดายและเข้าถึงนวัตกรรมที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้า คณะกรรมการผู้ตัดสินผลงานการประกวด ประกอบด้วย ผู้บริหารของวีซ่า และผู้นำจากอุตสาหกรรมการเงินและเทคโนโลยี ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลมูลค่า 1,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาต่อ ทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์นวัตกรรมของวีซ่า ที่สิงคโปร์
นายเจษฎา สุขทิศ นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย กล่าวว่า “สมาคมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุน Visa’s Everywhere Initiative ที่จะช่วยเกื้อหนุนและส่งเสริมอีโคซิสเต็มของฟินเทคที่กำลังเจริญเติบโตในประเทศไทย ทั้งยังนำเอาโซลูชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนส่วนมาก และผลักดันให้คนหันมาใช้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศมากยิ่งขึ้นด้วย Visa Everywhere Initiative ถูกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2558 เพื่อเป็นเวทีในการสร้างสรรค์และพัฒนาความสามารถสำหรับกลุ่ม Startup ทั่วโลก โดย Visa Everywhere Initiative ได้จัดขึ้นที่ประเทศและภูมิภาคต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา https://visa.co.th/everywhere_th

Go To Lead


บัตรเครดิต TMB โปรแรง 7 คลินิก
ความงามชั้นนำ รับเงินคืนสูงสุด 3,200 บาท
บัตรเครดิต TMB ขอเอาใจสาวๆ ที่ชอบความงามด้วยโปรโมชั่น สวยจัดหนักกับ 7 คลินิกความงามชั้นนำ รับเงินคืนสูงสุด 3,200 บาท เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต TMB ที่วุฒิศักดิ์ คลินิก,พรเกษม คลินิก,ราชเทวี คลินิก, รมย์รวินท์ คลินิก, SLC CLINIC (สยาม เลเซอร์ คลินิก), ลา กราซ คลินิก และนิติพล คลินิกทุกสาขา ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด เพียงลงทะเบียน SMS พิมพ์ TMBBT ตามด้วยหมายเลขบัตร 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.- 30 เม.ย.61
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558 หรือ www.tmbbank.com

Go To Lead


ธนาคารกสิกรไทย กำไร 34,338 ล้าน
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานสำหรับปี 2560 โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 34,338 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 14.53% ผลการดำเนิน งานสำหรับปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและภาษีเงินได้จำนวน 90,484 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 935 ล้าน บาท หรือ 1.05% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 4,483 ล้านบาท หรือ 5.00% โดยมีอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.44% สำหรับ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 1,030 ล้านบาท หรือ 1.62% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยลดลง ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 2,363 ล้านบาท หรือ 6.07% นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 2,518 ล้านบาท หรือ 3.94% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 42.31% โดยในช่วงปี 2560 ธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น เพื่อดำรงสถานะทางการเงินที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 148.45% ขณะที่สิ้นปี 2559 อยู่ที่ระดับ 130.92% ทำให้กำไรสุทธิในปี 2560 มีจำนวน 34,338 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 5,836 ล้านบาท หรือ 14.53%
ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 4 ปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2560 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 5,707 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 3,766 ล้านบาท หรือ 39.75% โดย รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 310 ล้านบาท หรือ 1.31% ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.49% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 1,659 ล้านบาท หรือ 10.10% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุน สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 2,621 ล้านบาท หรือ 16.04% จากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคาร สถาน ที่และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายทางการตลาดซึ่งเป็นปกติตามฤดูกาล โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 48.87% ซึ่งธนาคารยัง คงสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่ในเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ รวมถึงในไตรมาสนี้ ธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ธนาคารและบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมจำนวน 2,900,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 จำนวน 57,563 ล้านบาท หรือ 2.02% ส่วนใหญ่เกิดจากการเติบโตของสินเชื่อ โดยเงินให้สิน เชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 อยู่ที่ระดับ 3.30% ขณะที่สิ้นปี 2559 อยู่ที่ระดับ 3.32% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการ เงิน

Go To Lead


ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. เผยเกษตรกรสุขมากสุด
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส )เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. สำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรจากทุกภาคทั่วประเทศ ภายใต้หัวข้อ "ระดับความสุขของเกษตรกรไทย" จากกลุ่มตัวอย่างรวม 2,177 ราย โดยเก็บข้อมูลในช่วงวันที่ 1 - 29 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อวัดระดับความสุขของเกษตรกรไทย พบว่า ความสุขมวลรวมของเกษตรกรไทยในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 82.78 จาก 100 คะแนน เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญขยายตัวทั้งปริมาณและราคาเพิ่มขึ้น อาทิ ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด) ปาล์มน้ำมัน ปลาน้ำจืด รวมทั้งความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมีต่อเนื่อง ประกอบกับภาครัฐมีการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ มาตรการเพิ่มขีดความสามารถภาคเกษตร มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เมื่อพิจารณาความสุขของเกษตรกรไทยในมิติชี้วัดความสุข 6 มิติ พบว่า มิติครอบครัวดี มีคะแนนเฉลี่ยความสุขสูงที่สุด 87.56 รองลงมาคือ มิติสุขภาพดี มิติการงานดี มิติใฝ่รู้ดี และมิติสุขภาพการเงินดี ตามลำดับ
ทั้งนี้ จำแนกตามอาชีพหลัก พบว่า เกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรหลักทุกประเภท มีความสุขอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้มีคะแนนเฉลี่ยความสุขสูงที่สุด (84.99) เป็นผลจาก มาตรการภาครัฐตามแผนการบริหารจัดการผลไม้ เพื่อสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าและช่องทางการตลาดประชารัฐ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลไม้ ประกอบกับตลาดต่างประเทศมีความต้องการ บริโภคผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้มีทิศทางที่ดี รองมา คือ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ปลาน้ำจืด มีคะแนนเฉลี่ยความสุขเท่ากับ 84.94 และ 84.62 ตามลำดับ ส่วนความสุขของเกษตรกรไทย จำแนกเป็นรายภาค พบว่า เกษตรกรทุกภาคมีความสุขอยู่ในระดับมากที่สุด โดยภาคใต้ตอนบนมีคะแนนเฉลี่ยความสุขสูงที่สุด (86.36) รองมาคือ เกษตรกรภาคตะวันออก เฉียง เหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคกลาง มีคะแนนเฉลี่ยความสุขมวลรวมเท่ากับ 84.51 83.44 และ 83.36 ตามลำดับ ส่วนเกษตรกรในภาคใต้ตอนล่างมีคะแนนเฉลี่ยความสุขน้อยที่สุด (80.36) เมื่อเทียบกับ เกษตรกรในภาคอื่น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน มีฝนตกชุก และอุทกภัยในพื้นที่ ส่งผลกระทบ ต่อพื้นที่การเกษตรและผลผลิตของเกษตรกรได้รับความเสียหาย รวมทั้งกระทบต่อความเป็นอยู่ รายได้ของเกษตรกร

Go To Lead



มิติใหม่แห่งการชำระเงิน หมดยุคพกเงินสด
ทีเอ็มบี ร่วมกระตุ้นใช้ QR Codeเพิ่มความสะดวกคนซื้อคนขาย
ภายหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Standard QR Code เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดไปเมื่อเดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ ทั้งเอกชน และรัฐ หลายแห่งก็ได้เปิดตัวบริการชำระเงินแบบ "คิวอาร์โค้ด" กันอย่างคึกคัก
นับเป็นก้าวที่สำคัญแห่งความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายด้วยมีเทคโนโลยีเป็นตัวผลักดัน สร้างมิติใหม่ให้สังคมไทยก้าวไปสู่ยุคของการ "สแกน" เพื่อจ่ายและรับเงิน เราได้เห็นการปรับตัวของบรรดาธนาคารที่พร้อมใจกันโปรโมตบริการชำระเงินด้วย คิวอาร์โค้ดนี้ แทนการใช้จ่ายด้วยเงินสดซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการเงินของประเทศไทย เพราะด้วยการออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวก คิวอาร์โค้ดอาจจะเป็นตัวเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่สำคัญ ที่จะสร้างโมเมนตัมที่แรงมากพอที่จะนำพาให้ เพราะเราเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง
QR code เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มาได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศจีน ซึ่งพบว่าจำนวนผู้ใช้บริการชำระเงินผ่านมือถือของจีนนั้นมีมากถึง 1.25 พันล้านบัญชี รวมมูลค่าแล้วสูงกว่า 180ล้านล้านบาท โดยมีรูปแบบการใช้งานแบบ close loop คือใช้งานผ่าน e-walletของผู้ให้บริการ สองรายใหญ่ ได้แก่ Alipay และ WeChat pay ซึ่งหากจะเทียบกันแล้ว รูปแบบ QR Code ของไทยซึ่งใช้รูปแบบ standard QR code จะดีกว่าเพราะเป็นรูปแบบที่สามารถร่วมกันใช้ได้หมด ทั้งบัตรเดรดิต, บัตรเดบิต E-Walletและบัญชีธนาคาร
กระแสของการใช้ QR Code ในประเทศไทยก็คึกคักไม่แพ้กัน เพราะภายหลังจากที่ ธนาคารต่างๆ ซึ่งได้ผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์และเปิดให้ได้ใช้บริการไปกันแล้วทั่วประเทศไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และก็รวมถึงทีเอ็มบีด้วย โดยเน้นย้ำถึงเรื่องของการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า (Need Based) ได้ เพื่อให้ใช้งานง่ายและสะดวก (Simple & Easy) ผ่านโมบายแอปฯ ซึ่งทีเอ็มบีได้มีกิจกรรมการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้ QR Code ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบัน อาทิเช่น การชำระค่าบัตรชมภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ 2 ที่นั่งในราคา 9 บาท ด้วยการสแกน QR Code ถือได้ว่าเป็นแคมเปญที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีมากแคมเปญหนึ่ง
นอกจากความสะดวกที่ลูกค้า TMB ได้จากการใช้ QR Code นั้น ลูกค้าจะยังได้สิทธิประโยชน์ของการยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมเมื่อลูกค้าทำธุรกรรมด้วยบัญชี TMB All Free ที่ลูกค้าสามารถกด โอน จ่าย ฟรีค่าธรรมเนียม แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่มีเงื่อนไข เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเรื่องการทำธุรกรรมและให้ลูกค้า TMB ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

Sponsor by TMB : www.tmbbank.com/home

[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com