Finance/Stock
Hot News: EXIM BANK - บสย. ลอนช์ "สินเชื่อส่งออกทัน //NEXT - GEN CAREERS By KTB// ธ.ก.ส.ชู “นครสวรรค์โมเดล” เน้นสหกรณ์ยกระดับรายได้เกษตร // ธอส. ตรึงดอกเบี้ยบ้านถึงสิ้นปี
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
NEXT - GEN
CAREERS By KTB
แบงก์กรุงไทย เดินหน้าจัดงาน NEXT - GEN CAREERS By KTBพร้อมปูพื้นฐานความรู้ตัดสินเลือกอาชีพที่ใช่ในอนาคต
นางสาวศิริพร นพวัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่ม สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร บมจ.ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมจัดงานเทศกาลค้นพบตัวตนและอาชีพในฝันของเด็กมัธยม NEXT - GEN CAREERS By KTB ซึ่งเป็นงานนิทรรศการแนะนำอาชีพที่เจาะลึกข้อมูล 24 เทรนด์อาชีพแห่งโลกอนาคตจากองค์กรชั้นนำของไทย เพื่อให้เยาวชนไทยที่เข้าร่วมงานมีโอกาสก้าวทันเทรนด์อาชีพแห่งโลกอนาคต มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เริ่มตั้งแต่รู้จักตัวเอง เข้าใจความถนัดและความสามารถของตนเอง รู้จักคิด รู้จักเลือก ตัดสินใจ รู้จักวางแผนชีวิตโดยเฉพาะการวางแผนการศึกษาและต่อยอดไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพได้ตามความถนัดและเหมาะสมของตนเอง เพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี ตลอดจนสามารถตัดสินใจเลือกอาชีพในอนาคตที่ใช่ได้อย่างถูกเทรนด์และถูกทาง
สำหรับงานเทศกาลค้นพบตัวตนและอาชีพในฝันของเด็กมัธยม NEXT - GEN CAREERS By KTB จัดขึ้นในวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 ณ บีซีซีฮอล์ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความรู้ ทั้งการปรับตัว พัฒนาการทางร่างกาย และสติปัญญา รวมทั้งรับรู้ถึงเทรนด์อาชีพแห่งอนาคต รวมทั้งเปิดโลกทัศน์ถึงสายอาชีพที่ตนเองมีความสนใจและมีความสามารถพอที่จะศึกษาได้ เพื่อให้สามารถเลือกสายการเรียนได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมรับรู้ว่ามีอาชีพอะไรบ้าง และทำงานจริงกันอย่างไร
ธนาคารกรุงไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศ โดยเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานทางด้านการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในทุกระดับชั้น ขณะเดียวกันการเข้าสู่ยุคดิจิตอล 4.0 ทำให้รูปแบบอาชีพในอนาคตเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น รวมทั้งเยาวชนไทยส่วนใหญ่ยึดติดกระแสความนิยมของสังคมเป็นหลัก โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกสายการเรียนจะไม่คำนึงถึงความสามารถ ความถนัด และความชอบที่แท้จริง และไม่เคยศึกษาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสายการเรียนที่เลือกเรียน ทำให้ไม่สามารถศึกษาได้จนจบหลักสูตรหรือไม่สามารถนำประสบการณ์การเรียนรู้มาประกอบอาชีพ อันจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการทำงานหรืออาชีพที่ทำในอนาคต
สำหรับ NEXT - GEN CAREERS By KTB แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ 1.นิทรรศการการจัดแสดงข้อมูลความรู้เกี่ยวอย่างเจาะลึกเกี่ยวกับ 24 เทรนด์อาชีพ โดยแบ่งเป็น 7 สายงาน คือ 1. สายงานด้านวิศวกรรม (Engineering) ได้แก่ วิศวกรสิ่งแวดล้อม/นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล/วิศวกรนาโน 2. สายงานด้าน IT (Information technology) ได้แก่ นักพัฒนาซอฟต์แวร์/นักพัฒนาแอปพลิเคชัน/นักพัฒนาเกม 3. สายงานบัญชีและการเงิน (Accounting & Finance) ได้แก่ ที่ปรึกษาทางการเงิน/ผู้ตรวจสอบบัญชี /นักคณิตศาสตร์ประกันภัย 4. การแพทย์ (Medical) ได้แก่ แพทย์ผิวหนัง/นักวิทยาศาสตร์การกีฬา/สัตวแพทย์ 5. ธุรกิจอิสระ (Business Owner) ได้แก่ สตาร์ทอัพ/ผู้ประกอบการดิจิตอล/เกษตรฟาร์มอัจฉริยะ 6. ด้านการออกแบบ (Design) ได้แก่ นักออกแบบโลกเสมือนจริง (Augmented Reality Designer) /สถาปนิก/ครีเอทีฟ และ 7. อาชีพทางเลือกใหม่ (Alternative Careers) ได้แก่ ครูสอนการแสดง/เน็ตไอดอล/ฟิตเนสเทรนเนอร์/นักธุรกิจอาหารเสริม/นักดนตรีคัฟเวอร์ /บิวตี้ บล็อกเกอร์ ฯ
โดยน้องๆที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน นอกจากจะพบนิทรรศการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยว 24 เทรนด์อาชีพแล้วยังได้พบกับพี่แนะแนวคอยให้คำแนะนำเส้นทางสายอาชีพ อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมต่าง ๆที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ กูรูชื่อดังมาแนะนำในการค้นหาศักยภาพของตัวเอง และการแชร์ประสบการณ์การทำงานจริงในแต่ละ 8 สายงานจากรุ่นพี่คนดังในแวดวงการต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทั้งข้อมูลความรู้กลับไปต่อยอดในการตัดสินใจวางแผนอนาคตทางการเรียนและอาชีพให้กับตัวเองได้จริง
2. กิจกรรม JOB TOUR จะมีการคัดเลือกเด็กมัธยม 100 คนที่มาร่วมชมงาน NEXT GEN CAREER by KTB มีโอกาสไปร่วมเปิดประสบกาณ์เยี่ยมชมระบบการทำงานบริษัทชั้นนำของประเทศ โดยแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม คือ สายวิทย์ / สายอาชีพ ENGINEERING, สายวิทย์ / สายอาชีพ IT ,สายศิลป์ / สายอาชีพ Design และสายอาชีพทางเลือก / Owner เจ้าของธุรกิจ
3.กิจกรรม WORK SHOP หลังจากที่ธนาคารกรุงไทยได้คัดเลือกเด็กมัธยมจำนวน 100 คนจะต้องมีการเข้าค่าย 2 วัน 1 คืน โดยทางธนาคารได้จัดเตรียมสถานที่พักและจัดโปรแกรมโค้ชชิ่งฝึกสอนเด็ก โดยเฉพาะ เพื่อทำกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้เด็กที่เข้าฝึกอบรมรู้จักการตั้งคำถาม และการค้นหาตัวเอง ลงมือปฏิบัติงานจริง

Go To Lead


ธ.ก.ส.ชู “นครสวรรค์โมเดล” เน้นสหกรณ์ยกระดับรายได้เกษตร
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่าธ.ก.ส.ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ทั่วประเทศ 75 แห่ง โดยในปีที่ผ่านมา สามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการรวบรวม แปรรูป เก็บรักษาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตเกษตรกรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา กาแฟ และผลไม้ มูลค่าการรวบรวม 10,169.64 ล้านบาท สำหรับนครสวรรค์โมเดล หรือ โครงการจัดการข้าวเพื่อยกระดับรายได้ชาวนาอย่างยั่งยืนด้วยระบบสหกรณ์เป็นโครงการที่ ธ.ก.ส. และสกต.นครสวรรค์ ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและโรงสี โดยใช้กลไกสหกรณ์รวมกันซื้อรวมกันขาย เชื่อมโยงการผลิตและการตลาดอย่างครบวงจร โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มตลาดข้าวพร้อมแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้สมาชิกด้วยกระบวนการสหกรณ์ สมาชิกมีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ข้าว การดูแลผลผลิตให้มีคุณภาพ สามารถกำหนดราคาได้ นอกเหนือจากการสนับสนุนสินเชื่อตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มของข้าวแล้ว ธ.ก.ส.ยังสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในโครงการ เพื่อให้การดำเนินการในทุกขั้นตอนรวดเร็วถูกต้องซึ่งจากการดำเนินงานโครงการฯ ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเห็นได้จากจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ปริมาณข้าวเปลือก มูลค่าข้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ลดลง เนื่องจากกระบวนการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ผ่าน สกต.นครสวรรค์ ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิต ชี้นำราคาผลผลิตในตลาดจากการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกและนำกำไรสุทธิที่ได้จากการดำเนินงานในแต่ละปีมาปันผลให้กับสมาชิก ผลพลอยได้จากการสีแปร เช่น แกลบ รำ ข้าวท่อนและปลายข้าว สามารถนำมาขายและเฉลี่ยคืนเงินปันผลให้กับสมาชิกโครงการทุกราย
“ธ.ก.ส. พร้อมที่จะยกระดับนครสวรรค์โมเดลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งบูรณาการโครงการของรัฐบาล เช่น โครงการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการขยายความร่วมมือเพื่อสนับสนุนด้านการตลาดในรูปแบบเครือข่ายประชารัฐ และพร้อมนำนครสวรรค์โมเดลที่เป็นระบบการบริหารจัดการข้าวตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ออกแบบมาให้เป็นระบบเกื้อกูล แบ่งปันที่เป็นธรรม ผ่านกระบวนการสหกรณ์ และเครือข่ายประชารัฐไปขยายผลกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาการจัดการข้าวและยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป” นายอภิรมย์กล่าว

Go To Lead


ธอส. ตรึงดอกเบี้ยบ้านถึงสิ้นปี
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้บ้านต่อไปได้ถึงสิ้นปี แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ทยอยขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ธนาคารยังสามารถบริหารต้นทุนเงินฝากและเงินกู้ไว้ในระดับเดิมได้ ยกเว้นแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ถ้ามีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจาก 1.5% ธอส.ก็จะมีการร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่นโยบายยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนผู้มีภาระผ่อนบ้านกับธนาคาร ตอนนี้ประเมินกันว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่น่าปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วๆ นี้ แต่หากมีการปรับขึ้นจริง ในส่วนของธนาคารก็จะขึ้นให้ช้าที่สุด โดยประเมินว่าในกรณีที่หาก ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งในปีนี้ ธนาคารจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากสุดเพียงแค่ครั้งเดียวที่ 0.125%
ผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ 31 พ.ค.2560 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่รวมได้ 1.63 แสนล้านบาท โดยมียอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 9.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.60% เงินฝากรวม 8.02 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.04% สินทรัพย์รวม 9.94 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.25% โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวน 5.08 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5.37% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลง 0.40% หรือ 456 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4.98 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.32% (เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน) กำไรสุทธิ (พ.ค.59 - พ.ค.60) 1.11 หมื่นล้านบาท

Go To Lead


EXIM BANK - บสย. ลอนช์ "สินเชื่อส่งออกทันใจ ทวีค่า
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย EXIM BANK เปิดเผยว่า SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศที่มีจำนวนกว่า 2.7 ล้านราย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเป็นผู้ส่งออก SMEs จำนวนกว่า 25,000 ราย ผู้ส่งออก SMEs ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอก อาทิ การขาดสภาพคล่อง เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และประสบปัญหาอันเนื่องมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน EXIM BANK จึงได้พัฒนาบริการสินเชื่อเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านเงินทุน และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้แก่ผู้ส่งออก SMEs ได้แก่ "สินเชื่อส่งออกทันใจทวีค่า" ซึ่งพัฒนามาจากบริการสินเชื่อส่งออกทันใจในปี 2559 เป็นสินเชื่อหมุนเวียนในช่วงก่อนและหลังการส่งออก พร้อมบริการรับซื้อตั๋วส่งออก ขยายวงเงินกู้สูงสุดถึง 2 ล้านบาท และให้วงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) มูลค่าเทียบเท่าวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปีในปีแรก ใช้เพียงบุคคลค้ำประกัน และหนังสือค้ำประกันของ บสย. เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้แก่ธุรกิจส่งออก SMEs ของไทยในช่วงจังหวะที่การส่งออกของไทยกำลังกลับมาฟื้นตัว จนหน่วยงานหลายแห่งได้ปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกในปี 2560 สูงขึ้นถึงกว่า 3.0% ต่อปี
EXIM BANK ได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ไทยมีความพร้อมที่จะขยายธุรกิจไปค้าขายในตลาดต่างประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทย โดยได้รับอานิสงส์จากโอกาสทางธุรกิจในปี 2560 ดังนี้ 1. เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกฟื้นตัวดีขึ้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2560 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปีอยู่ที่ 3.5% และปริมาณการค้าโลกในปีนี้จะขยายตัว 3.8% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่การค้าโลกจะกลับมาขยายตัวสูงกว่า GDP โลก 2. ราคาน้ำมันฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันของไทยซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 13% ของมูลค่าส่งออกรวม 3. การส่งออกบริการช่วยกรุยทางให้โอกาสในการส่งออกสินค้าเปิดกว้างขึ้น 4. การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่นำมาผลิตเพื่อส่งออกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากหดตัว 3 ปีติดต่อกัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและการส่งออกในระยะถัดไปมีแนวโน้มฟื้นตัว
"ในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ผู้ส่งออก SMEs ของไทยต้องมีเครื่องมือทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เชิงรุกได้แก่ การศึกษาตลาด ปรับปรุงการผลิต หาช่องทางการตลาดใหม่ๆ และเตรียมแหล่งเงินทุนให้พร้อม ส่วนเชิงรับได้แก่ การเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงจากการค้าการลงทุน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง EXIM BANK ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น บสย. มีคำปรึกษาแนะนำ ข้อมูลข่าวสาร และบริการทางการเงินครบวงจร เพื่อติดอาวุธให้ผู้ส่งออก SMEs ของไทยในเวทีการค้าโลก โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve)" นายพิศิษฐ์ กล่าว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com