|
|
ร.พ.บำรุงราษฎร์ชี้ โรคอ้วน วิกฤตสุขภาพคนไทย กระทบเศรษฐกิจ
'แนะ' แนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด
ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน
รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง
จากปัญหาที่กำลังขยายตัวนี้ ทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน
พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ให้เห็นว่า Weight Management คือการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน
รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด ภัยเงียบ หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด ผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก
นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา
พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง และการสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูงแม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม
แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน การดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนับเป็น Health Resolution ที่สำคัญสำหรับปีใหม่ เพราะเป็นการลงทุนให้ตัวเองที่จะนำมาซึ่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
|
สธ.ตั้งเป้าลดอัตราคลอดก่อนกำหนดไม่เกินร้อยละ 8
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9.91 ซึ่งอยู่ในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่ายจึงกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดให้ต่ำกว่า ร้อยละ 8 การคลอดก่อนกำหนดก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งเรื่องความพิการความบกพร่องของทารก ส่งผลต่อสติปัญญาและการเจริญเติบโตของทารกในชีวิตระยะยาว ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว และยังมีาการสูญเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น การต้องอยู่ในโรงพยาบาลของทารกและคลอดก่อนกำหนดยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี จะส่งผลให้ครอบครัวสูญเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 บาท ทั้งนี้ ภาวะคลอดก่อนกำหนดสามารถป้องกันได้ หัวใจสำคัญที่สุดคือ การฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด ก่อน 12 สัปดาห์และสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง รวมทั้ง การระมัดระวังหากมีภาวะเสี่ยง 5 ประการ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง การติดเชื้อทางช่องคลอดทางเดินปัสสาวะหรือโรคทางช่องปาก ซึ่งจะต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว สำหรับการประชุมติดตามผลการดำเนินงานครั้ง กรมอนามัยและภาคีเครือข่ายยังมีเป้าหมายป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยได้นำเสนอความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้โครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดปี 2567 2568 กรมอนามัยมีแผนพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขในหน่วยบริการ (Hospital Based) ปี 2569 โดยดูแลสุขภาพหญิงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ หลังคลอด และการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด รวมถึงการติดตามพัฒนาการเด็กจนถึงอายุ 2 ปี สำหรับกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร ได้รายงานความก้าวหน้าและนำเสนอแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ทั้งรูปแบบ Community Based และ Hospital Based เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง
Go To Lead
|
ฟาสซิโน เปิด ศูนย์ยาฟาสซิโน สาขา BTS ศาลาแดง
ญาณิน พิศาลวาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรฟาสซิโน จำกัด เปิดเผยว่า จากความสำเร็จตลอดกว่า 43 ปี และเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็น Healthcare Destination ฟาสซิโนเดินหน้ายกระดับการดูแลสุขภาพของคนเมือง ด้วยการเปิดตัว ศูนย์ยาฟาสซิโน สาขา BTS ศาลาแดง แลนด์มาร์กด้านสุขภาพแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 230 ตารางเมตร ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดจากศูนย์ยาต้นแบบสาขาศิริราช ที่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันควบคู่กับการรักษา โดยฟาสซิโนไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นพื้นที่สุขภาพที่ทุกคนสามารถเข้ามาปรึกษาเภสัชกรได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เจ็บป่วยก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันมีบทบาทสำคัญ ทั้งการเลือกวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควบคู่ความเชี่ยวชาญด้านยาเฉพาะทาง เวชภัณฑ์ ยาที่ต้องใช้ต่อเนื่อง และอุปกรณ์การแพทย์ รองรับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยพักฟื้น และผู้สูงอายุอย่างครบวงจร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามมากกว่า 25,000 รายการ
วีริศ หิรัญเมฆาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท เรียลเมดคอร์ป จำกัด เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับฟาสซิโนในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์และสินค้ากลุ่มโฮมแคร์ครบวงจรภายใต้แบรนด์ Realmedstore ซึ่งเป็นสาขาที่ 4 และเป็นสาขาแรกที่ร่วมมือกับฟาสซิโนเพื่อให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้กว้างขึ้น โดยเรียลเมดคอร์ปในฐานะผู้นำเข้า จัดจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญครุภัณฑ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ครบวงจร ได้รับความไว้วางใจจากโรงพยาบาลชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ด้วยสินค้ามาตรฐานคุณภาพกว่า 2,000 รายการ อาทิ เครื่องผลิตออกซิเจน เตียงผู้ป่วย เครื่องดูดเสมหะ หน้ากากให้ออกซิเจน ชุดพ่นยา ชุดสายให้ออกซิเจน สายดูดเสมหะระบบปิด รถเข็นไฟฟ้า และสินค้าอุปกรณ์การแพทย์อื่นๆ
นอกจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์แล้ว ยังสร้างความต่างด้วยการบริการหลังการขาย ศูนย์ซ่อมมาตรฐาน บริการเครื่องผลิตออกซิเจนสำรอง และการบริการจัดส่งพร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำถึงบ้าน รวมถึงบริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจด้านความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้งาน ความร่วมมือครั้งนี้จึงช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการกระจายสินค้าและบริการหลังการขาย รองรับสังคมผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน ฟาสซิโน (Fascino) มีศูนย์ยาหลัก 4 แห่ง ได้แก่ สาขาท่าน้ำศิริราช, สาขาพัทยา, สาขาเชียงใหม่ และ ศูนย์ยาฟาสซิโน สาขา BTS ศาลาแดง ซึ่งนับเป็นศูนย์ยาแห่งที่ 4 ของบริษัท ควบคู่เครือข่ายร้านยาฟาสซิโนรวม 115 สาขาทั่วประเทศ และร้านยาแฟรนไชส์อีก 8 สาขา พร้อมแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในทำเลสำคัญ รองรับเทรนด์การดูสุขภาพของผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ทั้งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ควบคู่การยกระดับมาตรฐาน ร้านขายยา ให้เป็นศูนย์รวมด้านสุขภาพแบบครบวงจร
Go To Lead
|
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนา บุคลากรสินทรัพย์ดิจิทัล
ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ BINANCE TH by Gulf Binance ผู้นำแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการกำกับดูแลภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมและเพิ่มพูนทักษะให้กับบุคลากร พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็น Digital Asset Hub แห่งอาเซียน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชนไม่น้อยกว่า 1,000 คนต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการเป็น Smart University และการปรับตัวสู่ยุค Thailand 4.0 รวมถึงการสนับสนุนแผนพัฒนาบุคลากรดิจิทัลระดับชาติ การร่วมมือกับ GULF และ BINANCE TH จะช่วยให้นักศึกษาของเราได้รับความรู้ที่ทันสมัยและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ในด้านทฤษฎี แต่ยังรวมถึงการประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก และช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ ทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่ครอบคลุมเนื้อหาหลักดังนี้: เทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการพัฒนาโซลูชันบล็อกเชน การเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล เรียนรู้การลงทุน การซื้อขาย และการจัดการพอร์ตโฟลิโอ กฎหมายและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ศึกษากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ความปลอดภัยไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนานวัตกรรม นวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล (FinTech Innovation)
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่การลงนาม โดยทั้งสามองค์กรจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Digital Asset Hub แห่งอาเซียน และจำนวนผู้ใช้งานในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนคาดว่าจะแตะ 108.79 ล้านคนภายในปี 2026
Go To Lead
|
วัฒนาวิทยาลัย ตอกย้ำผู้นำโรงเรียนปลอดโทรศัพท์
อาจารย์ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กล่าวว่า ด้วยข้อตกลงที่ชัดเจนระหว่างโรงเรียนกับนักเรียนทุกคน ทางโรงเรียนได้กำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดโทรศัพท์มือถือ สำหรับนักเรียนทุกคนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงมัธยมศึกษา โดยใช้มาตรการนี้มานานกว่า 35 ปีแล้ว ตอกย้ำความเป็นผู้นำโรงเรียนปลอดโทรศัพท์อย่างแท้จริงนี่อาจเป็นความท้าทายเล็กน้อยสำหรับนักเรียนบางคน ที่ต้องปรับตัวจากการมีโทรศัพท์คู่ใจที่บ้านสู่การใช้ชีวิตในโรงเรียนที่ปราศจากหน้าจอ แต่ที่นี่พวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว มีคุณครูที่เปรียบเสมือนแม่คนที่สอง รุ่นพี่ที่เข้าใจ และเพื่อน ๆ ที่พร้อมจะดูแล ได้ผนึกกำลังกันสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น เพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้ชีวิตร่วมกันแบบไม่พึ่งพาโทรศัพท์นั้น คือกุญแจสำคัญที่เติมเต็ม คุณค่า ความสนุก และการเรียนรู้ ได้อย่างไม่ขาดหายอย่างแท้จริง
โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเล็งเห็นถึงผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสมาธิที่ลดลงจากการแจ้งเตือนหรือความเคยชินในการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งาน การขาดความต่อเนื่องในการเรียนรู้เนื่องจากถูกรบกวนจากโลกออนไลน์ รวมถึงการลดลงของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เมื่อนักเรียนเลือกใช้เวลาว่างกับหน้าจอมากกว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน
ในบริบทของโรงเรียนประจำ มาตรการงดนำโทรศัพท์เข้ามาในโรงเรียนยังช่วยควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น สื่อลามกอนาจาร เนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักเรียน อีกทั้งยังเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะในพื้นที่หอพัก ลดความเสี่ยงจากการถ่ายภาพหรือวิดีโอส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต และช่วยลดปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากในสังคมออนไลน์
Go To Lead
|
'มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ' เน้นย้ำให้ความรู้ไทรอยด์
เนื่องในเดือนตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ คณะแพทยศาสตร์ ประเทศเกรเนดา หมู่เกาะเวสต์อินดีส ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้คนไทยตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มักไม่ได้รับการวินิจฉัย แม้จะพบได้บ่อยในประชากรทั่วไป โรคไทรอยด์ โดยเฉพาะภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) และภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) จัดเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ถูกวินิจฉัยต่ำกว่าความเป็นจริงมากที่สุดทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยประมาณ 200 ล้านคน และมีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยมากกว่า 2,000 รายในปี 2563 เพียงปีเดียว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาการมักไม่ชัดเจนและคลุมเครือ เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ผมร่วง หรืออารมณ์แปรปรวน ทำให้หลายคนใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานานโดยไม่รู้ว่าตนเองมีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแนะนำให้ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไทรอยด์ เข้ารับการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจเลือดเหล่านี้ช่วยวัดระดับฮอร์โมน และทำให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่โรคจะลุกลาม ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคไทรอยด์อย่างทันท่วงทีสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก หากตรวจพบและรักษาเร็ว ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะมีบุตรยาก โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
สำหรับหลักสูตรของ SGU ผสานความรู้ทางทฤษฎีเข้ากับประสบการณ์ทางคลินิกอย่างเข้มข้น ช่วยให้นักศึกษาแพทย์สามารถสังเกตสัญญาณเล็กน้อยที่อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของต่อมไทรอยด์หรือระบบต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ SGU สนับสนุนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพต่อมไทรอยด์ และร่วมกันส่งเสริมแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน โดยการใช้ชีวิตอย่างสมดุลและใส่ใจสุขภาพของตนเอง บุคคลสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไทรอยด์ และสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีในระยะยาว
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|