Education/Health
Hot News: 'เมดพาร์ค' เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิก
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'เมดพาร์ค' เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิก
ดร.วิสิตศักดิ์ สุขสะอาดพสุ ผู้อำนวยการฝ่ายห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยา กล่าวว่า ความสำคัญของการตรวจยีนเพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม นอกจากการรักษาแล้ว เวชศาสตร์จีโนมยังมีบทบาทสำคัญในมิติของการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ และสนับสนุนการดูแลระยะยาวอย่างเหมาะสม ปัจจุบันโรงพยาบาลเมดพาร์ค มีบริการตรวจคัดกรองยีนมะเร็ง ที่ครอบคลุมยีนสำคัญหลายชนิด การตรวจนี้ช่วยเพิ่มโอกาสการป้องกันโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งไต มะเร็งไทรอยด์ เป็นต้น การตรวจคัดกรองยีนมะเร็งนี้ เหมาะทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็ง ผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามียีนผิดปกติถ่ายทอดจากพ่อหรือแม่ หรือผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการทราบสาเหตุทางพันธุกรรม รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรม แต่ต้องการตรวจสุขภาพเชิงลึก ก็สามารถเข้ารับการตรวจดังกล่าวได้เช่นกัน
ห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์ โรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันตามหลักการ Unidirectional Flow เพื่อควบคุมทิศทางการทำงานในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนข้ามกระบวนการ และยกระดับความถูกต้องของผลการตรวจวิเคราะห์ ระบบสิ่งแวดล้อมภายในห้องปฏิบัติการได้รับการควบคุมด้วยระบบกรองอากาศเฉพาะในแต่ละพื้นที่การทำงาน เพื่อควบคุมอนุภาคขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของทั้งบุคลากรและสิ่งส่งตรวจ
ปัจจุบันห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์ ดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับ Northwestern Medicine ของ Northwestern University ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยให้คำปรึกษาในการออกแบบห้องปฏิบัติการ และกระบวนการตรวจวิเคราะห์ เพื่อรองรับทั้งการตรวจเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) รวมถึงได้เข้าร่วมโครงการทดสอบความชำนาญ (Proficiency Testing) ของ CAP (College of American Pathologists) เพื่อยืนยันคุณภาพระบบการทำงานและความน่าเชื่อถือของผลการตรวจในระดับสากล

Go To Lead


“HANN” รุกขยายตลาด รับกลุ่มผู้ป่วยใช้สิทธิภาครัฐเพิ่ม
นางประภาศรี สุฉันทบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ HANN เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีนโยบายร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนในการสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขแก่ประชาชน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ และโรงพยาบาลในเครือบริษัท โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของนโยบายดังกล่าว จึงมีความประสงค์เข้าร่วมดำเนินงานตามแนวทางที่ สปสช. กำหนด
ในการรับส่งต่อประชาชนในการเข้าถึงการรักษาจากหน่วยบริการปฐมภูมิ และหน่วยบริการประจำในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้ารับบริการให้กับประชาชน ผู้ใช้สิทธิบัตรทองซึ่ง โรงพยาบาลนายแพทย์หาญและโรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร จ.ยโสธร ภายใต้เครือบริษัท โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ “HANN” ซึ่งจากเดิมทั้งสองรพ. ได้เข้าร่วมกับ สปสช. ในการเป็น รพ.เอกชน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการสำหรับสิทธิบัตรทอง สำหรับประชาชนในพื้นที่ จ.ยโสธร มาตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งที่ผ่านมามีจำนวนผู้เข้ารับการรักษาด้วยสิทธิบัตรทองรวมแล้วมากกว่า 50,000 คน จึงได้ต่อยอดขยายพื้นที่สู่จังหวัดข้างเคียง ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ จ.มุกดาหาร และ จ.อำนาจเจริญ ทั้งนี้ HANN มีผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้ 356.65 ล้านบาท คิดอัตราเติบโตลดลงเป็น 3.9 % เมื่อเทียบกับงวดเก้าเดือนของปี 2567 และมีกำไรสุทธิ 24.4 ล้านบาท คิดอัตราเติบโตเป็น 48.78 % เมื่อเทียบกับ งวดเก้าเดือนของปี 2567

Go To Lead


'kdms' ตอกย้ำ ผู้นำโรงพยาบาลกระดูกและข้อ
นพ.ธนพล หวังธีระประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms (ข้อดีมีสุข) เปิดเผยว่า ในฐานะที่ kdms เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน “กระดูกและข้อ” รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วยโรคทางกระดูกสันหลัง ได้เปิดให้บริการด้าน “Endoscopic Spine Surgery ที่มีความเชี่ยวชาญของแพทย์และทีมงานในการดูแลผู้ป่วยโรคทางกระดูกสันหลังด้วยการส่องกล้อง โดยเฉพาะในเคสที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ การตัดสินใจทางคลินิก และการทำงานร่วมกันของทีม” ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องที่ kdms ถือเป็นมิติใหม่ของการรักษาด้านกระดูกและข้อโดยเฉพาะกระดูกสันหลัง เนื่องจาก kdms ยึดแนวคิด MIS (Minimally Invasive Surgery) หรือการผ่าตัดแผลเล็ก เป็นมาตรฐานหลัก ผลลัพธ์คือ แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวไว และกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วกว่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม มีความแม่นยำ การลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ และการฟื้นตัวที่รวดเร็วของผู้ป่วย ซึ่งเทคโนโลยี Endoscopic Spine Surgery ได้กลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานการรักษาสมัยใหม่ โดยโรงพยาบาล kdms เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่สามารถใช้ กล้อง Endoscope ช่วยในการผ่าตัดกระดูกสันได้ครอบคลุมทุกส่วน เนื่องจากความพร้อมครบทั้งด้านเทคโนโลยีและทีมแพทย์เฉพาะทาง ทำให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ลดระยะเวลาการพักฟื้นของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลังเหลือเพียงประมาณ 1–3 วัน โดยขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ความซับซ้อนของการรักษา และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
สำหรับการยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้าน Endoscopic Spine Surgery เป็นการรองรับการเติบโตของผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่ม Aging Society แต่ยังครอบคลุมวัยทำงานที่อายุ 30 – 45 ปี โดยเฉพาะปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่หันมาใช้ชีวิตแบบ Active Lifestyle คือการทำงานเต็มที่ ออกกำลังกายเต็มที่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุของการเสื่อมของกระดูกและข้อ ทั้งนี้ จากข้อมูลของ kdms พบว่า ในช่วงตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2565 ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2568) มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษามากกว่า 120,000 ราย คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมในช่วงกว่า 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่ผู้ป่วยหันมาใช้บริการโรงพยาบาลเฉพาะทางมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกและการดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

Go To Lead


'มหิดล' เปิดเทรนด์โลก 2026 รับกระแส Longevity
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) ม.มหิดล เปิดเผยว่า โลกในปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการถอดรหัสการใช้ชีวิตของมนุษย์ให้มีคุณภาพและยืนยาวขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับจากการเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในด้านคุณภาพชีวิตและ Longevity สถาบัน INT มหิดล จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ที่จะเป็นประตูสู่โอกาสในการเชื่อมโยงและผลักดันงานวิจัยเชิงลึกจากห้องปฏิบัติการสู่ตลาดจริง โดยมุ่งเน้น 3 แกนนวัตกรรมหลักที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก ได้แก่เทคโนโลยีการแพทย์ด้านเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy), การเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเท่าเทียม และ เวชศาสตร์ชะลอวัยและความงาม
“ทุกวันนี้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง Wellness และ Longevity ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Aged Society) แล้ว โดยมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น นวัตกรรมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นทั้งโอกาสและความหวัง ในการทำให้คนไทย ‘ป่วยน้อยลง หายเร็วขึ้น และมีความสุขมากขึ้น นอกจากมิติด้านคุณภาพชีวิต นวัตกรรมยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์และการรักษาที่มีมาตรฐานอย่างเท่าเทียมโดย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เพราะโลกธุรกิจยุคใหม่จะวัดผลแพ้ชนะกันด้วยนวัตกรรม” รศ.วิริยะกล่าว
นอกจากนี้ ทีมวิจัยไทยยังประกาศความสำเร็จในการผลิต Viral Vector Technology ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการใช้ไวรัสนำพายีนเข้าสู่เซลล์เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และ CRISPR/Cas9 Technology หรือเครื่องมือการตัดต่อดีเอ็นเอ ซึ่งช่วยให้สามารถดัดแปลงลำดับดีเอ็นเอในเซลล์ได้ตามความต้องการโดยเทคโนโลยีการตัดต่อยีนนี้จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษามะเร็ง แต่ในอนาคตอันใกล้จะถูกขยายผลไปสู่การรักษา โรคทางพันธุกรรมอื่นๆ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ให้หายขาดได้เช่นกัน ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้โรคซับซ้อนสามารถถูกรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Go To Lead


'คุรุสภา' ชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครู
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากที่คุรุสภาออกข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการจัดทำข้อบังคับดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยและบริบทการจัดการศึกษาพิเศษที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการยกระดับคุณภาพและกำหนดแนวทางสำหรับครูที่สอนนักเรียนพิเศษโดยเฉพาะ อีกทั้งเป็นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้ชัดเจนสำหรับครูการศึกษาพิเศษที่ครอบคลุมมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และที่สำคัญเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพโดยคุรุสภา เพื่อให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ดียิ่งขึ้นด้วย
สำหรับสาระสำคัญของข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการกำหนดคุณวุฒิผู้ประกอบวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ต้องมีคุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาพิเศษ หรือเทียบเท่า พร้อมการอบรมตามที่คุรุสภารับรอง มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ โดยมาตรฐานความรู้ต้องมีความรอบรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและสังคม แนวคิดของการจัดการศึกษาพิเศษ และแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง,จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการให้คำปรึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยคำนึงถึงสุขภาวะทางกายและจิตของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ การวัดประเมินผลการเรียนรู้ และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาและการศึกษาพิเศษ และการดำเนินการเกี่ยวกับงานประกันคุณภาพการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com