|
|
|
เปิดตัว CHULA XL HUB พลิกโฉมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Chula XL Hub ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย สำรวจมหาวิทยาลัย โดยในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทักษะและความรู้ที่เคยเรียนมาในระบบการศึกษาแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานทั้งชีวิตอีกต่อไป การเรียนรู้จึงไม่อาจจบลงเพียงแค่วันที่ได้รับปริญญา แต่มหาวิทยาลัยต้องเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถกลับมาพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill-Reskill) ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยหรืออาชีพใดก็ตาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้พลิกบทบาทครั้งสำคัญ จากการเป็นสถาบันที่เน้นเฉพาะการผลิตบัณฑิตในระบบปริญญา สู่การเป็น มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน เรามุ่งมั่นที่จะปลดล็อกองค์ความรู้และงานวิจัยอันทรงคุณค่าที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและคณะต่างๆ ออกไปสู่สังคมในวงกว้าง โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก การสอนแบบเดิม สู่ การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เส้นทางชีวิตอันหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน
ทั้งนี้ ทุกคนสามารถเริ่มต้นการเป็นผู้เรียนในระบบได้ทันที เพียงแค่สมัครสมาชิกบนแพลตฟอร์ม Chula XL Hub และค้นหาคอร์สเรียนที่สนใจผ่าน 6 หมวดได้แก่ (1) Digital & AI ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (2) Engineering & Technology วิศวกรรมและเทคโนโลยี (3) Languages & Global Communication ภาษาและการสื่อสารสากล (4) Life Skills & Society ทักษะชีวิตและสังคม (5) Health & Well-being สุขภาพและสุขภาวะ และ (6) Creative & Culture ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยปัจจุบันคอร์สทั้งหมดเป็นแบบ On-Demand ที่เรียนด้วยตนเองตามจังหวะของผู้เรียน มีทั้งแบบเปิดลงทะเบียนได้ตลอดเวลาและแบบกำหนดรอบลงทะเบียน และมีทั้งคอร์สเรียนฟรีและคอร์สที่มีค่าใช้จ่าย สำรวจมหาวิทยาลัย โดยคอร์สเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท General Course คือคอร์สความรู้จากคณาจารย์จุฬาฯ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาการของมหาวิทยาลัย และ Signature Course คือคอร์สจากผู้เชี่ยวชาญและศิษย์เก่าตัวจริงในแต่ละวงการ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแพลตฟอร์ม โดยวิทยากรทุกคนได้รับการคัดเลือกผ่านเครือข่ายศิษย์เก่าและคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้นโดยตรง
สำหรับจุดหมายถัดไปของ Chula XL Hub จุฬาฯ คาดหวังผลลัพธ์จาก Chula XL Hub ใน 3 ระดับ สำหรับผู้เรียน คือการที่คนไทยทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้คุณภาพของจุฬาฯ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือช่วงวัยใด สำหรับสังคม คือระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมผู้เรียน องค์กร และสมาคมวิชาชีพเข้าด้วยกัน ให้คนไทย Upskill และ Reskill ได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และสำหรับภาคการศึกษา คือต้นแบบของมหาวิทยาลัยที่ขยายบทบาทจากการผลิตบัณฑิต สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ สำรวจมหาวิทยาลัย
Go To Lead
|
|
คนไทยอ่านหนังสือ 'อิเล็กทรอนิกส์ (E-Reader)' พุ่งสูง 66%
มร. จูเลียน โจว ผู้จัดการทั่วไป ราคุเทน โคโบ เอเชีย กล่าวว่า การเปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊ก Rakuten Kobo อย่างเป็นทางการร่วมกับ MEB Corporation ในช่วงต้นปี 2026 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กของไทยก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับตลาดอีบุ๊กของไทยที่จะยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไปอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับทิศทางของตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของประเทศไทย คือ กลุ่มประชากรคนรุ่นใหม่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล รักการอ่าน ตื่นตัวและกระตือรือร้นต่อการเสพเนื้อหาดิจิทัล สิ่งนี้นับเป็นปัจจัยเร่งชั้นดีต่อการผลักดันและนำเสนอเครื่องอ่านอีบุ๊กในฐานะอุปกรณ์การอ่านชั้นดี ที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และปกป้องสายตาด้วยเทคโนโลยี ComfortLight PRO ที่ช่วยลดแสงสีฟ้าโดยอัตโนมัติตลอดทั้งวัน ทำให้สามารถอ่านหนังสือได้นานขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และปราศจากสิ่งรบกวนเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นอกจากนั้นในเชิงกลยุทธ์ ราคุเทน โคโบ ได้วางตำแหน่งให้ประเทศไทยให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวเครื่องอ่านอีบุ๊กในระดับอาเซียนและเอเชียด้วย
ส่วนความร่วมมือกับ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายและเป็นกุญแจสำคัญที่นำแบรนด์ ราคุเทน โคโบ สู่นักอ่านชาวไทยได้อย่างตรงจุด โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกของตลาดประเทศไทยมาช่วยสนับสนุนการขยายตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกในประเทศ รวมถึงยังได้ขยายช่องทางในการเข้าถึงเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ ผ่านจุดให้บริการค้าปลีกทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์เพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนการสร้างการรับรู้ในแบรนด์นั้น ได้ร่วมกันสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าและนักอ่านผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งงานสัปดาห์หนังสือ กลุ่มคอมมูนิตี้ต่างๆ ในประเทศไทย และช่องทางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนะนำคลังหนังสือสู่กลุ่มผู้อ่านภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ของ ราคุเทน โคโบ กว่า 8 ล้านเล่ม โดยวางเป้าเจาะกลุ่มโรงเรียนนานาชาติทั่วประเทศไทยที่มีมากถึง 280 แห่ง และมีเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ปรึกษาทนายธุรกิจ
Go To Lead
|
|
'กรมอนามัย' รณรงค์ตุลาคมเดือนแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ
นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างครอบคลุมทั้งระดับชาติ องค์กร และชุมชน เพื่อให้คนไทยมีอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี (Health Adjusted Life Expectancy: HALE) ไม่น้อยกว่า 75 ปี และมีอายุคาดเฉลี่ย (Life Expectancy: LE) ไม่น้อยกว่า 85 ปี โดยเฉพาะการป้องกันโรค NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย การป้องกันโรคจึงต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การส่งเสริมโภชนาการที่ดี ลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม และการมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ โดยมีการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงและนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารหวานจัดและเค็มจัด รวมถึงเพิ่มการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
นายแพทย์อัครวัฒน์ เพียวพงภควัต ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กล่าวเสริมว่า กรมอนามัยได้จัดกิจกรรมประกวดออกแบบอินโฟกราฟิก ภายใต้แนวคิด ตระหนัก รอบรู้ ลงมือทำ ลดเสี่ยง NCDs เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงาน ได้ร่วมสร้างสรรค์สื่อสุขภาพที่ช่วยสร้างความเข้าใจและแรงจูงใจในการดูแลตนเอง รวมถึงส่งต่อข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องไปยังครอบครัวและชุมชน โดยนำเสนอความรู้ที่ถูกต้อง และเข้าใจง่ายเกี่ยวกับการป้องกันและลดความเสี่ยงโรค NCDs อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคไต และภาวะอ้วนลงพุง เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจกองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ
Go To Lead
|
|
เผย 'T-Beauty' ขาขึ้น ต่างชาติแห่ใช้บริการคลินิกไทยพุ่ง 70%
เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ Merchant Digital Solutions, LINE MAN Wongnai ผู้บริหาร JERA Cloud ผู้พัฒนาระบบ Cloud และ POS สำหรับบริหารจัดการธุรกิจความงามและสุขภาพ ภายใต้การบริหารของ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า ภาพรวม T-Beauty จากข้อมูลการใช้บริการจริงของลูกค้ากว่า 960,000 คน ในคลินิกความงามที่ใช้ JERA Cloud กว่า 850 แห่งทั่วประเทศ ช่วงมกราคมกันยายน 2569 พบลูกค้าต่างชาติใช้บริการคลินิกความงามไทยเพิ่มขึ้น 70% ในรอบ 2 ปี สะท้อนศักยภาพตลาด T-Beauty และโอกาสของคลินิกไทยในการขยายฐานลูกค้าต่างชาติที่บินมาใช้บริการ ยกกระชับด้วยเครื่องและศัลยกรรม เติบโตสูงสุด ทั้งนี้ มาตรฐานคลินิกความงามไทยได้รับการยอมรับในระดับโลกมากขึ้น สังเกตได้จากจำนวนลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 70% ภายใน 2 ปี (ระหว่างปี 2567 ถึงปี 2569) ในขณะที่ลูกค้าชาวไทยเติบโตเพียง 23%
สำหรับบริการที่ลูกค้าต่างชาติใช้จ่ายมากที่สุดเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือบริการกลุ่ม ดูแลรูปร่างและงานผิว อย่างการกระชับสัดส่วนและ Skin Booster (ฉีดบำรุงผิว) เทรนด์ความงามมาแรงในกลุ่มลูกค้าต่างชาติปี 2569 ได้แก่ ยกกระชับด้วยเครื่อง ที่มียอดใช้จ่ายเติบโต 29% ศัลยกรรม เติบโต 26% และ ทรีตเมนต์ผิวหน้า เติบโต 19% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี สะท้อนความนิยมในบริการที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ในคลินิกความงามไทย สวนทางกับบริการ กายภาพบำบัดและแพทย์แผนไทย ที่มียอดใช้จ่ายลดลง 38% และ IV Drip วิตามิน ลดลง 22% ตลาดคนไทยชะลอตัว แต่บริการ งานผิวธรรมชาติ-ปลูกผม ยังคงเติบโตสวนกระแส
ในปีที่ตลาดชะลอ คลินิกไม่จำเป็นต้องเร่งหาลูกค้าใหม่ให้มากขึ้นเสมอไป แต่ต้องทำให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาแล้วกลับมาอีก ข้อมูลชี้ว่าวันแรกที่ลูกค้าเข้าร้านคือจังหวะที่สำคัญที่สุด เพราะสมาชิก 87% สมัครตั้งแต่ครั้งแรกที่มาคลินิก และเมื่อสมัครแล้ว ยอดใช้จ่ายใน 6 เดือนถัดมาเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ทั้งนี้ JERA Cloud ได้เชื่อมระบบ POS ของคลินิกเข้ากับ LINE OA ให้ลูกค้าสมัครสมาชิก นัดหมาย และเช็กแต้มได้เองโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอป ขณะที่คลินิกกำหนดระดับสมาชิก ส่วนลด และกติกาการสะสมแต้มได้เอง โดยข้อมูลทั้งหมดเชื่อมกับยอดขายหน้าร้านแบบเรียลไทม์
Go To Lead
|
|
ผสาน HealthTech AI และนวัตกรรมรักษาโรคจอตา
ข้อมูลจากรายงาน Thailand Country Aging Report: A Contract Across Generations โดยกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ภายในปี พ.ศ. 2576 โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรที่รวดเร็วอย่างยิ่งในเวลาเพียง 18 ปี จากระดับเริ่มสูงวัยจนถึงระดับสูงวัยแบบสมบูรณ์ นอกจากความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรแล้ว ในมิติด้านสุขภาพ รายงานฉบับดังกล่าวยังสะท้อนข้อมูลจากการตรวจคัดกรองสมรรถภาพร่างกายผู้สูงอายุจำนวน 7.7 ล้านคนของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัญหาสายตาและการมองเห็น เป็นภาวะความเสื่อมถอยอันดับ 1 ที่พบในผู้สูงอายุไทย สูงถึงร้อยละ 27 ตามด้วยปัญหาสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 25 และความเสี่ยงต่อการหกล้ม ร้อยละ 17
ความเสื่อมถอยด้านสายตานี้ไม่เพียงบั่นทอนคุณภาพชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยผลการศึกษาวิจัยทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขโดย สถาบันวิจัย WifOR (WifOR Institute) เปิดเผยว่า โรคจอตาเรื้อรัง ซึ่งครอบคลุมทั้ง โรคจุดภาพชัดที่จอตาบวมน้ำจากเบาหวาน (Diabetic Macular Edema: DME) ในกลุ่มวัยทำงาน และ โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมแบบเปียก (Wet Age-related Macular Degeneration: nAMD) ในผู้สูงอายุ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท (1.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระหว่างปี พ.ศ. 2560 2570 คิดเป็นจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (DALYs) รวมกว่า 235,539 ปี
นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาภูมิคุ้มกันและการอักเสบ และอาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ว่า ในอดีตผู้สูงอายุและคนไข้โรคจอตาจำนวนมากต้องสูญเสียการมองเห็นอย่างน่าเสียดายเนื่องจากขาดเทคโนโลยีคัดกรองและทางเลือกการรักษาที่จำกัด แต่ในปัจจุบันวงการจักษุวิทยาไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก มี AI ช่วยคัดกรองภาพถ่ายจอตาและเครื่องสแกน OCT ความละเอียดสูงที่ช่วยให้ตรวจพบโรคจอตาเสื่อมแบบเปียก (nAMD) ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนสายตาเสียหายถาวร ซึ่ง AI มีส่วนช่วยแพทย์ให้สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้นและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะกับคนไข้ในแต่ละราย นวัตกรรมการรักษาแบบปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่องจะเข้ามาช่วยลดภาระความถี่ในการเดินทางมาโรงพยาบาลของคนไข้และครอบครัวได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือแม้คนไข้จะมีอาการดีขึ้นแล้วหลังจากได้รับการรักษา คนไข้ก็ยังคงต้องมารับยาตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงสภาวะการมองเห็นไว้
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|