Education/Health
Hot News: 'สอศ.–BSA' ปั้นกำลังคนอาชีวะป้อนธุรกิจตลาดค้าปลีก-บริการ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'สอศ.–BSA'
ปั้นกำลังคนอาชีวะป้อนธุรกิจตลาดค้าปลีก-บริการ
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด (BSA) บริษัทในกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การฝึกอบรมวิชาชีพ และการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนร่วมพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะและทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและตลาดแรงงานในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการดำเนินงานร่วมกัน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเพื่อรองรับธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท การร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท การร่วมกันจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและการฝึกอบรมวิชาชีพในทุกระดับ การร่วมกันพัฒนาครู บุคลากรอาชีวศึกษา และครูฝึกในสถานประกอบการ ตลอดจนการเพิ่มทักษะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทให้แก่นักเรียน นักศึกษา โดยอาศัยประสบการณ์และองค์ความรู้จากธุรกิจของ BSA ทั้งสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-Eleven ร้านกาแฟ Caf? Amazon และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มาเป็นฐานในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง สามารถนำสมรรถนะไปใช้ประกอบอาชีพและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนของประเทศ เพราะเป็นการเชื่อมโยงการศึกษา ทักษะ และโลกการทำงานเข้าด้วยกัน โดย สอศ. ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาเชิงสมรรถนะและการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งสถานศึกษาและสถานประกอบการต้องร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการกำลังคน การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติงานจริง จนถึงการประเมินสมรรถนะ ทั้งนี้ สอศ. และ BSA เคยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับแรกมาแล้ว 2 ครั้ง โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นการต่ออายุความร่วมมือต่อเนื่องครั้งที่ 3 เพื่อให้การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาระหว่างสองหน่วยงานดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป อาชีวะและการศึกษาต่อเนื่อง

Go To Lead


NIDA จับมือ Zhejiang University
เปิดตัวหลักสูตร “AIMM”
สถาบันนิด้า (NIDA) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดตัวหลักสูตร “วิทยาการการจัดการนวัตกรรมสำหรับนักบริหารระดับสูง” (Advanced Innovation & Artificial Intelligence Master of Management Program: AIMM) มุ่งเน้นพัฒนาผู้บริหารทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของกิจการ เปลี่ยนผ่านจากการเพียงแค่ “รับรู้” สู่การนำ AI และนวัตกรรมมาใช้วางยุทธศาสตร์ เพิ่มมูลค่า และบริหารจัดการองค์กรให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับวุฒิบัตร 2 ใบ ได้แก่ AIMM จาก NIDA และ AISU จาก Zhejiang University สำหรับเนื้อหาเข้มข้น: ครอบคลุม AI Strategy, Data Economy, AI Governance และ Generative AI พร้อมฝึกทำ AI Strategic Blueprint & Innovation Roadmap สำหรับองค์กร ถอดบทเรียนองค์กรระดับโลก: ศึกษาเคสความสำเร็จจากยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, DeepSeek และ Deep Robotics ขยายเครือข่ายธุรกิจ: กิจกรรม Business Matching กับ Startup และ Unicorn ของจีน พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม การวิเคราะห์ธุรกิจ
หลักสูตรดังกล่าวรอบรม: วันที่ 9 ตุลาคม 2569 – 12 กุมภาพันธ์ 2570 (รวม 120 ชั่วโมง) อบรมทุกวันศุกร์ เวลา 13:30 – 18:30 น. ณ สถาบันนิด้า ศึกษาดูงาน และ Business Matching ณ Zhejiang University สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 3 – 9 พฤศจิกายน 2569 ค่าธรรมเนียม: 268,000 บาท (รวมค่าเดินทางและศึกษาดูงาน ณ ประเทศจีน) สิทธิพิเศษ Early Bird (สมัครและชำระเงินภายใน 9 ก.ย. 2569): บุคคลทั่วไปรับส่วนลด 10,000 บาท และศิษย์เก่า วบส. NIDA รับส่วนลด 20,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 กันยายน 2569 (รับจำนวนจำกัด และผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ)

Go To Lead


'บำรุงราษฎร์'
คว้า “โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2569”
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับจากการสำรวจของนิตยสาร Newsweek และ Statista ให้เป็น “โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2569” (Best Specialized Hospitals Asia Pacific 2026) ครบทั้ง 10 สาขาเฉพาะทาง จากการสำรวจโรงพยาบาลชั้นนำใน 11 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม โดยสามารถครองอันดับ 1 ของประเทศไทยได้ถึง 8 สาขา ได้แก่ อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ได้รับการจัดอันดับที่ 15 จาก 125 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) ศัลยศาสตร์หัวใจ ได้รับการจัดอันดับที่ 29 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ ได้รับการจัดอันดับที่ 44 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย)
พร้อมด้วยสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ ได้รับการจัดอันดับที่ 10 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) ประสาทวิทยา ได้รับการจัดอันดับที่ 82 จาก 100 อันดับ ประสาทศัลยศาสตร์ ได้รับการจัดอันดับที่ 52 จาก 75 อันดับ มะเร็งวิทยา ได้รับการจัดอันดับที่ 58 จาก 125 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ ได้รับการจัดอันดับที่ 31 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) กุมารเวชศาสตร์ ได้รับการจัดอันดับที่ 31 จาก 125 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจ ได้รับการจัดอันดับที่ 57 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) โดยพิจารณาจาก 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่ การแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กว่า 1,000 รายทั่วภูมิภาค (83.5%) การรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล (10%) และการประเมินผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วย หรือ PROMs (6.5%)

Go To Lead


คนไทยกว่า 1.6 ล้านคน
มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า โรงพยาบาลเดินหน้าพัฒนาบริการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด นำเทคโนโลยี Pulsed Field Ablation (PFA) นวัตกรรมการจี้ไฟฟ้าหัวใจรูปแบบใหม่ มาใช้เป็นอีกทางเลือกในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ รองรับผู้ป่วย AF ในไทยที่มีมากกว่า 1.6 ล้านคน สอดคล้องกับทิศทางของศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต ที่มุ่งเสริมความเชี่ยวชาญในการดูแลโรคหัวใจที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามการฟื้นฟูของผู้ป่วยในระยะยาว ค้นหาโรงพยาบาลเฉพาะทาง
“การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น PFA เป็นอีกเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับผู้ป่วย AF ที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ โดยใช้สนามไฟฟ้าส่งพลังงานช่วงสั้นไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย โดยไม่ใช้ความร้อนหรือความเย็นเป็นกลไกหลัก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของการรักษา การทำหัตถการต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ทีมพยาบาล บุคลากรในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และทีมที่ดูแลผู้ป่วยหลังทำหัตถการ โรงพยาบาลวิมุต จึงให้ความสำคัญกับทั้งการทำงานร่วมกันของทีม และการเลือกใช้เทคโนโลยีตามความเหมาะสม เพื่อให้แนวทางรักษาสอดคล้องกับภาวะและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย” นพ.สุวาณิช กล่าวและว่า
จำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น กำลังดันดีมานด์ในตลาดบริการสุขภาพให้ขยับจากการตรวจรักษาทั่วไปสู่การดูแลโรคเฉพาะทางมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย NCDs โรงพยาบาลในปัจจุบันจึงต้องพร้อมดูแลคนในสังคมด้วยการรองรับโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งระบบตรวจวินิจฉัย ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ เทคโนโลยีสำหรับการทำหัตถการ และการทำงานร่วมกันของแพทย์และบุคลากรหลายสาขา การนำ PFA เข้ามาใช้ของโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงเป็นการวางตำแหน่งศูนย์หัวใจและหลอดเลือดให้พร้อมรับผู้ป่วย AF ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุประชากรและการขยายตัวของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ทั้งนี้ การทำ PFA ต้องอาศัยระบบตรวจและรักษาที่เกี่ยวข้องกับสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจและการสวนหัวใจ โดยแพทย์ต้องประเมินตำแหน่งของสัญญาณไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับภาวะผิดจังหวะก่อนส่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้บริการตั้งแต่การตรวจประเมิน วินิจฉัย พิจารณาแนวทางรักษาตามข้อบ่งชี้ และติดตามผู้ป่วยหลังการรักษา รองรับทั้งผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ ผู้ที่ต้องติดตามจังหวะหัวใจ รวมถึงผู้ป่วยที่ยังมีอาการหลังการใช้ยาหรือแพทย์เห็นว่าควรพิจารณาการทำหัตถการ สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการทำ PFA แพทย์จะนัดติดตามอาการและผลการรักษา รวมถึงกำหนดแนวทางดูแลต่อเนื่อง ทั้งการดูแลแผล การใช้ยา และระยะเวลาพักรักษาตัวตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรหยุดหรือปรับยาเองแม้จะไม่มีอาการใจสั่นแล้วก็ตาม

Go To Lead


'Hospital Management Asia 2026'
ปักหมุดกรุงเทพฯ
ความเปลี่ยนแปลง สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” โดยจะมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายที่โรงพยาบาลต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันทั้งในมิติเชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติงาน ครอบคลุมตั้งแต่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคน และความปลอดภัยของผู้ป่วย ไปจนปัญญาประดิษฐ์ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ประสบการณ์ผู้ป่วย การพัฒนาคุณภาพบริการ และการจัดบริการสาธารณสุขที่ยั่งยืน
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า อนาคตระบบสาธารณสุขของประเทศไทยต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพของการดูแล ความคาดหวังของผู้ป่วย ความสามารถในการบริหารจัดการ และให้บริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ โรงพยาบาลเอกชน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานบริการสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในระบบนิเวศด้านสุขภาพ HMA 2026 สร้างโอกาสสำคัญให้กับประเทศไทย ได้แบ่งปันประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการและบริการสาธารณสุข กับผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ของภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากแนวทางและแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย
นายฟาบริซ เลอเกต์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท Siemens Healthineers กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีจะต้องก้าวข้ามการสร้างนวัตกรรมเพียงเพื่อความแปลกใหม่ และสามารถแสดงให้เห็นถึง คุณค่าที่ชัดเจนในด้านการรักษาพยาบาล ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเห็นโอกาสสำคัญเรื่องการใช้งานข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการปรับปรุงความสามารถในการตัดสินใจ ลดกระบวนการทำงาน และสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ หัวใจสำคัญก็คือ การผสานเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการที่ถูกต้อง ทักษะ และความเป็นผู้นำ เพื่อแปลงนวัตกรรมไปสู่ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อโรงพยาบาลและผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของผู้ป่วย ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญลำดับต้นๆ ที่องค์กรด้านสาธารณสุขกำลังทบทวนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการดูแลรักษา ซึ่งงาน HMA 2026 จะมุ่งสำรวจรูปแบบการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การสื่อสาร กระบวนการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพระบบคัดแยกผู้ป่วย (Triage Optimization) การบริหารจัดการเตียง การดูแลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยีในการสร้างเส้นทางการรับบริการของผู้ป่วยที่ไร้รอยต่อและราบรื่นยิ่งขึ้น ในวาระฉลองครบรอบ 25 ปีของ Hospital Management Asia เวทีนี้จะตอกย้ำบทบาทของการเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคสำหรับผู้นำด้านสาธารณสุข ในการทำงานร่วมกัน แบ่งปันองค์ความรู้เชิงประจักษ์ และสร้างแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อรับมือความท้าทายความเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขในอนาคต

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com