Education/Health/Culture
Hot News: เผย! โรคตับภัยเงียบแต่ร้ายถึงชีวิต//'พญาไท 2' เปิดแอพพลิเคชั่น Phyathai Intouch //ป.ป.ช. เข้มปิดช่องเรียกแป๊ะเจี๊ยะ //'เอกชน' รับมือเด็กลด//ร่วมกำหนดนโยบายการสอบ 'PISA'
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
เผย! โรคตับภัยเงียบแต่ร้ายถึงชีวิต
นายแพทย์สอาด ตรีพงษ์กรุณา หัวหน้ากลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่างๆออกจากเลือด ซึ่งตับมีความสำคัญมากต่อร่างกาย ดังนั้นโรคเกี่ยวกับตับทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเรา อย่างเช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง เคยมีผู้ประเมินไว้ว่าโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คน ทุกปี จัดเป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 อีกด้วย ทั้งนี้ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จึงเป็นทางรอดเดียวของผู้ป่วยโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และผู้ป่วยตับวายเฉียบพลัน ซึ่งหากไม่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายให้ทันถ่วงทีนั้น จะมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
ส่วนสำคัญที่สุดในการปลูกถ่ายตับนั้น คือการได้รับบริจาคอวัยวะจากผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ ณ ขณะนี้คือศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยซึ่งทำหน้าที่ เป็นตัวกลางในการรับบริจาคอวัยวะ โดย เป็นผู้ประสานไปยังศูนย์การปลูกถ่ายตับต่างๆ ทั่วประเทศ และ จัดลำดับคิวในการรับอวัยวะของแต่ละศูนย์ ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยตับวายเฉียบพลันซึ่งเข้าเกณฑ์ที่สภากาชาดกำหนด จะได้จัดลำดับพิเศษเป็นคิวแรก เนื่องจาก ภาวะดังกล่าวเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิตหากไม่ได้รับการปลูกถ่ายตับทันเวลา
จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี "เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี" หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) หรือ สอบถามโทร 02 – 3548108 -37 ต่อ 3032 หรือกรอกข้อมูลผ่าน http://www.rajavithi.go.th

Go To Lead


'พญาไท 2' เปิดแอพพลิเคชั่น Phyathai Intouch
นายแพทย์อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคของดาต้าและแอพพลิเคชั่น บนสมาร์ทโฟน ที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค แอพ Phayathai Intouch นี้ จะช่วยผู้ใช้บริการ ทั้งในการนัดหรือเปลี่ยนแปลงการนัดหมายได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องโทรเข้ามาที่คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์เช็คและวินิจฉัยผลตรวจสุขภาพจากแพทย์ ที่ผู้ป่วยสามารถเข้ามาดูข้อมูลหลังการตรวจได้ เพราะเราเข้าใจว่าเรื่องของการดูแลรักษาสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ป่วยไม่ควรต้องรอ
"ผู้ใช้สามารถดูประวัติและตารางเวลาของแพทย์ แต่ละท่าน เพื่อนัดหมายหรือเปลี่ยนแปลงได้ ตลอด 24 ชั่วโมง มีระบบการแจ้งเตือนวันนัดผ่านแอพ SMS และอีเมล นอกจากนี้ยังให้บริการเช็คผลตรวจ สุขภาพหลังเข้ารับการตรวจภายใน 7 วัน มีการบันทึกและ เปรียบเทียบ ประวัติสุขภาพย้อนหลัง เช่น ค่า BMI ค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ผลการตรวจ Lab ต่างๆ ผลการวินิจฉัยโรค ประวัติการได้รับ วัคซีน เป็นต้นได้นานถึง 3 ปี" นายแพทย์อนันตศักดิ์ กล่าวและว่า
ในอนาคตเรามีแผนที่จะพัฒนาให้เป็นแอพพลิชั่นเพื่อสุขภาพเต็มรูปแบบ เช่น เก็บประวัติด้านต่างๆ และการเข้ารับบริการด้านสุขภาพ เชื่อมโยงข้อมูลกิจกรรมทางด้านสุขภาพโภชนาการของแต่ละบุคคล ผ่านทาง HealthKit และGoogleFit เช่น การจับกิจกรรมการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อนำมาวางแผน ปรับพฤติกรรมดูแลสุขภาพ (Total Lifestyle Modification) ฟีเจอร์Health Assesment เลือกซื้อโปรแกรม ตรวจดูแลสุขภาพและชำระเงินด้วยระบบ Online Payment รวมไปถึง My Queue ฟีเจอร์แจ้งคิวเข้าห้อง พบแพทย์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยไม่ต้องนั่งรอที่หน้าห้องตรวจนานเกินไป เป็นต้น

Go To Lead


ป.ป.ช. เข้มปิดช่องเรียกแป๊ะเจี๊ยะ
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ซึ่งที่ประชุมมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วม กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอของ ป.ป.ช.
สำหรับสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนัก เรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต นอกจากนี้ให้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการให้เด็กได้ศึกษาต่อยังสถานศึกษาใกล้บ้าน ส่วนข้อเสนอต่อ ศธ.นั้น ป.ป.ช.เห็นควรให้มีการสุ่มตรวจสอบรายได้ของสถานศึกษาทั้งก่อนและหลังช่วงเวลาการรับนักเรียน โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคของสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูงเป็นประจำทุกปี และเปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่ายของแต่ละสถานศึกษา

Go To Lead


'เอกชน' รับมือเด็กลด
ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคม คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แก้ไขหลักเกณฑ์รับนักเรียน ปีการศึกษา 2562 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะเรื่องการให้โรงเรียนรับนักเรียนชั้น ม.3 ที่ประสงค์จะเรียนต่อชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมเข้าเรียนทั้งหมดนั้น หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ในปีการศึกษา 2562 มีนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม. 4 โรงเรียนเอกชนที่สอนสายสามัญศึกษา และเข้าเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ในโรงเรียนอาชีวศึกษาลดลง รวมถึงอาชีวศึกษาของรัฐคาดจะลดลงเช่นกัน
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ควรรีบจัดประชุมทุกหน่วยงานเพื่อบูรณาการความชัดเจน เพราะนโยบายของ สพฐ.จะกระทบต่อทั้งสถานศึกษาภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และโรงเรียนเอกชนแน่นอน นอกจากนี้ ในหลักเกณฑ์การรับนักเรียนของสพฐ.ยังเปิดให้ขยายจำนวนเด็ก 40 คนต่อห้องเรียน ได้ถึง 45 คนต่อห้องเรียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียน และถ้าตราบใดที่ยังมีการจัดสรรเงินอุดหนุน รายหัวนักเรียนให้ตามจำนวนนักเรียนที่มีอยู่ในโรงเรียนก็คงไม่มีโรงเรียนไหนอยากปล่อยเด็กออกไป ขณะนี้อาชีวศึกษาเอกชนก็ต้องเตรียมรับมือเน้นเปิดสอน สาขาที่สำคัญ ลดจำนวนครูผู้สอนลง

Go To Lead


ร่วมกำหนดนโยบายการสอบ 'PISA'
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าว ว่า ตามที่ได้ไปหารือกับองค์การ เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ส่งผลให้ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในระดับการกำหนดนโยบายของโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานา ชาติ (PISA) ซึ่งจากนี้จะสามารถร่วมกำหนดทิศทางการสอบ PISA และได้รับทราบนโยบายของหน่วยงานดังกล่าวว่าจะใช้ข้อสอบในลักษณะไหนวัดความรู้เด็ก เพื่อที่จะได้วางแผนเตรียมความพร้อมของเด็กไทยได้ง่ายมากขึ้น
ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่อง PISA ระดับชาติ ซึ่งจะมี รมว.ศธ.เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการสอบ PISA ขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมประชุมกับ OECD ด้วย อีกทั้งเรื่องนี้ตนได้หารือร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้บริหารสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แล้ว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com