Education/Health
Hot News: ขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู
ผศ.ดร. อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ จึงได้ขับเคลื่อนการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community: E-PLC) ที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นไปสู่การนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการหลักจรรยาบรรณสู่การปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูและผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู โดยมีครูประจำการเป็นผู้นำกำกับ ดูแล และเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการพัฒนาครูเสมือนจริง ผู้นำต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ (Virtual Teacher Influencers) ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ภายใต้ชื่อ EduEthics by KruChanya – Bun มี “ครูจรรยา” และ “ครูบรรณ” ครู AI ของคุรุสภา เป็นผู้นำเสนอแนวปฏิบัติและเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติตนด้านจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านสื่อสังคมออนไลน์
นอกจากกิจกรรม E-PLC และ EduEthics by KruChanya – Bun แล้ว คุรุสภายังเดินหน้าจัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผ่านบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาออนไลน์ ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักในจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีกลุ่มเป้าหมายคือ ครู ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู (นิสิต/นักศึกษาครู)ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ เพื่อส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเนื้อหาบทเรียนประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ครอบคลุมจรรยาบรรณของวิชาชีพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ จรรยาบรรณต่อตนเอง ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ วิชาชีพ สังคมและผู้รับบริการ พร้อมแบบทดสอบก่อนและหลังบทเรียน รวมชั่วโมงการเรียนรู้ทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง ซึ่งเปิดให้เข้ารับการพัฒนาได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2569 ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาวิถีชีวิตครูไทยในศตวรรรษที่ 21 (khuruplatform.ksp.or.th)

Go To Lead


ศศินทร์ติด Top 100 Global MBA Ranking 2026
ศาสตราจารย์เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลักสูตร MBA ของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 100 หลักสูตร MBA ที่ดีที่สุดในโลก (อันดับที่ 97) จากการจัดอันดับ Financial Times Global MBA Ranking 2026 และยังติดอันดับ Top 20 ของเอเชีย Top 5 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย สำหรับการจัดอันดับในด้าน Career Progress หลักสูตร MBA ของศศินทร์ติดอันดับ 5 ของโลก ส่วนด้าน International Course Experience ได้อันดับ 13 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ การจัดอันดับในด้านการเรียนการสอนเรื่อง ESG และ Net Zero ศศินทร์ได้อันดับ 5 ของเอเชีย ส่วนทางด้านงานวิจัย (Financial Times Research Rank) ได้อันดับ 9 ของเอเชีย ในปีที่ผ่านมา หลักสูตร Executive MBA ของศศินทร์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Financial Times Global Top 100 เช่นเดียวกัน ทำให้ศศินทร์เป็นสถาบันสอนบริหารธุรกิจแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Financial Times Global Top 100 ทั้งหลักสูตร MBA และ Executive MBA
“การจัดอันดับครั้งนี้ยืนยันให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านอาชีพการงานและความสำเร็จของบัณฑิตศศินทร์ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของเราอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านประสบการณ์การเรียนรู้แบบนานาชาติ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากการสอนของคณาจารย์ ความหลากหลายของนิสิตและนิสิตเก่า และความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ของเรา ที่น่ายินดีไม่แพ้กันคือ การที่การเรียนการสอนด้าน ESG และ Net Zero รวมถึงงานวิจัยของเราก็ได้รับการจัดอันดับที่ดีเช่นกัน” ศาสตราจารย์ เอียน กล่าว
สำหรับหลักสูตร MBA ของศศินทร์ได้รับการออกแบบตามแนวคิด Transformative Action Learning ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นิสิตจะได้แก้ไขโจทย์ธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง หาแนวทางแก้ไข และวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้ พร้อมทั้งได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนการสอนแบบนานาชาติ ผ่านการมีส่วนร่วมกับองค์กรชั้นนำทั่วโลก แก้ไขปัญหาธุรกิจที่ซับซ้อนในชั้นเรียน Action Learning Labs รวมถึงได้รับโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสถาบันพันธมิตรกว่า 50 แห่งทั่วโลก ศศินทร์เปิดรับสมัครนักศึกษาสำหรับหลักสูตร MBA และ Executive MBA จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้

Go To Lead


HL Hub เผยผลสำรวจความรอบรู้สุขภาพ 4 กลุ่ม
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า กรมอนามัยดำเนินการขับเคลื่อนความรอบรู่สุขภาพคนไทย เพื่อให้คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอ ส่งผลต่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง นำไปสู่การมีสุขภาพดี จากการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในศูนย์ข้อมูลและกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของประเทศไทย หรือระบบ HL Hub ซึ่งเป็นระบบเรียลไทม์ เดือนมกราคม ปี 2569 พบว่า วัยทำงาน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอ ร้อยละ 93.08 ซึ่งสูงที่สุด ทั้งด้านการเข้าถึงข้อมูลร้อยละ 91.68 และด้านการนำข้อมูลไปใช้เพื่อตัดสินใจร้อยละ 94.59 แต่เมื่อสำรวจพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ยังมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs คือ การกินอาหารไขมันสูง กินของหวาน และขนมที่มีแป้งและน้ำตาลมาก กินอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำจิ้ม น้ำพริก น้ำแกง น้ำซุป ส้มตำ กลุ่มวัยเรียนวัยรุ่น มีความรอบรู้สุขภาพเพียงพอ ร้อยละ 90.55 โดยมีความรอบรู้ด้านสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 มากที่สุด ร้อยละ 98.10 แต่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอน้อยที่สุด ด้านการประเมินข้อมูลจากสื่อ ร้อยละ 46.10 ด้านการค้นหาข้อมูลสุขภาพร้อยละ 45.80 และมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ร้อยละ 19.30 เท่านั้น
กลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 15-49 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์เพียงพอร้อยละ 87.38 โดยทราบปัญหาด้านสุขภาพจิต/จิตเวช ผู้ที่ใช้สารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ จะส่งผลกระทบต่อทารกหากเกิดการตั้งครรภ์ ร้อยละ 93.80 แต่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับผู้ที่ติดเชื้อ HIV และซิฟิลิส กับการมีบุตรได้ เพียงร้อยละ 8.20 ซึ่งกลุ่มนี้หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ โอกาสมีบุตรที่ปลอดภัยและไม่ติดเชื้อสูงมาก สิ่งสำคัญ คือ ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ การฝากครรภ์เร็ว พบแพทย์ตามนัด และรับประทานยาอย่างเคร่งครัด กลุ่มผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอร้อยละ 87.45 โดยมีความรอบรู้ด้านการค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง เมื่อมีอาการอ่อนแรง เหนื่อยง่าย การทรงตัวไม่ดี การหกล้ม เพียงร้อยละ 82.40

Go To Lead


รพ.วิมุต ชูแคมเปญ “Health for Her”
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เปิดตัวแคมเปญ “Health for Her” รับเมกะเทรนด์ระดับโลกอย่างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของผู้หญิง (Womenomics) สุขภาพผู้หญิง เป็นประเด็นสังคมที่ต้องนำมาพูดถึงให้มากขึ้น เพราะเชื่อมโยงโดยตรงกับศักยภาพขององค์กร ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว หลังพบผู้หญิงไทยมักตรวจเจอสารพัดโรคร้ายของสตรีในวันที่อาการรุนแรง จนฟื้นตัวได้ช้า หรือโรคลุกลามจนเสี่ยงต่อการสูญเสีย ชวนสังคมยกระดับการพูดถึงสุขภาพผู้หญิงอย่างเป็นระบบ ย้ำต้องมองไกลกว่าการรักษาเฉพาะจุด สู่การวางรากฐานสุขภาพผู้หญิงในทุกช่วงชีวิตตั้งแต่การป้องกัน วินิจฉัย รักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู รพ.วิมุต เร่งนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ทันสมัย โดยเฉพาะนวัตกรรมการผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) รวมถึง การผ่าตัดส่องกล้องผ่านช่องคลอดไร้แผล V-NOTES และ การผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเดียว Single-Port Laparoscopy มาใช้เป็นทางเลือกการรักษาที่ช่วยลดการเจ็บปวดและสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว เพื่อให้ผู้หญิงกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างไม่สะดุด
“เทรนด์ Womenomics สะท้อนว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภค แต่เป็นผู้นำและผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ โดยท่ามกลางบทบาทที่เพิ่มขึ้น การดูแลสุขภาพผู้หญิงกลับไม่ได้รับการพูดถึงอย่างจริงจัง จากความเข้าใจในความซับซ้อนของสุขภาพผู้หญิง โรงพยาบาลวิมุต จึงเดินหน้าสร้างแพลตฟอร์ม One-Stop Women Health อย่างเต็มรูปแบบ เรามองสุขภาพผู้หญิงเป็นการดูแลระยะยาว ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเกิดโรค แต่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรอง การรักษา ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตและศักยภาพในการใช้ชีวิต รพ.วิมุต เล็งเห็นว่าการดูแลที่เหมาะสมต้องสอดรับกับเทรนด์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสุขภาพดี ให้ทุกคนในสังคมได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ได้จริง ๆ” นพ.นิพัฒน์ กล่าว
จากสถิติผู้ป่วยหญิงที่รพ. วิมุต ระหว่างปี 2565–2568 พบ 5 กลุ่มโรคที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง ดังนี้ 1) เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (Leiomyoma) ก้อนเนื้อไม่ร้ายที่เกิดจากอิทธิพลฮอร์โมนเพศหญิง พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ อาการหลักคือประจำเดือนมามากหรือนานเกิน 7 วัน มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ เหนื่อยง่ายจากภาวะซีด 2) เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญนอกมดลูก ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและพังผืด หรือที่เรียกกันบ่อยๆว่า ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) อาการที่พบบ่อยคือปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ บางรายไม่มีอาการชัดเจน และตรวจพบเมื่อมีปัญหาการมีบุตร 3) ภาวะเลือดออกผิดปกติจากมดลูกและช่องคลอด (Abnormal uterine and vaginal bleeding) อาจสะท้อนความผิดปกติของฮอร์โมนหรือโรคในระบบสืบพันธุ์ อาการได้แก่ เลือดออกนอกช่วงมีประจำเดือน เลือดออกกะปริบกะปรอย รอบเดือนถี่หรือห่างผิดปกติ หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในวัยหมดประจำเดือนควรรีบพบแพทย์ทันที 4) ก้อนที่เต้านม (Unspecified lump in breast) มักตรวจพบได้ด้วยตนเอง ลักษณะก้อนอาจแข็งหรือนิ่ม ขยับได้หรือยึดติดเนื้อเยื่อ สัญญาณอันตราย ได้แก่ ก้อนแข็ง โตเร็ว เต้านมบวมแดงหรือผิดรูป ผิวหนังย่นคล้ายผิวส้ม หรือมีของเหลว/เลือดออกจากหัวนม ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์ตามช่วงอายุ 5) เนื้องอกไม่ร้ายของเต้านม (Benign breast neoplasm) ก้อนที่ไม่ใช่มะเร็ง พบบ่อยในวัยทำงานและวัยที่ฮอร์โมนแปรปรวน ลักษณะมีขนาดเล็ก ขอบชัด และขยับได้ บางรายปวดตึงก่อนมีประจำเดือน และขนาดก้อนเปลี่ยนตามรอบเดือน แม้ไม่ร้ายแรงแต่ต้องติดตามสม่ำเสมอ

Go To Lead


เดินหน้าสร้างการตระหนักรู้โรคหายาก 'XLH'
สมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ DKSH ประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก และชมรมผู้ป่วยโรค XLH ร่วมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค XLH ซึ่งเป็นโรคกระดูกหายากทางพันธุกรรมที่เกิดจากการมีภาวะฟอสเฟตในเลือดต่ำ ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกอ่อนและมีกระดูกผิดรูป ตัวเตี้ย ขาโก่งหรือบิดเบี้ยว และอาจมีอาการปวดกระดูกเรื้อรัง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจพบอาการของโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที และเผยถึงความก้าวหน้าด้านการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งช่วยจุดประกายความหวังใหม่ให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
XLH เป็นโรคกระดูกหายากที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน PHEX ส่งผลให้ระดับไฟโบรบลาสต์โกรทแฟกเตอร์ 23 (FGF 23) สูงขึ้น ทำให้มีการสูญเสียฟอสเฟตทางปัสสาวะ ส่งผลให้มีระดับฟอสเฟตในเลือดต่ำ หากไม่ได้รับการรักษา จะส่งผลให้มีกระดูกผิดรูป ขาโก่ง ตัวเตี้ย ฟันผิดปกติ และมีอาการปวดกระดูกเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต จิตใจ และการเข้าสังคมเนื่องจาก XLH เป็นโรคที่พบได้น้อยและยากต่อการวินิจฉัย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงได้รับการวินิจฉัยล่าช้า ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้กระดูกผิดรูป ดังนั้น หากบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปมีความรู้และความเข้าใจโรคนี้มากขึ้น จะช่วยให้ตรวจพบอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและให้การดูแลที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการตรวจทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม ยังคงทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิและโรงเรียนแพทย์ อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจทางพันธุกรรมยังมีราคาสูงและไม่ครอบคลุมจากระบบสุขภาพหลักของประเทศ ในด้านการดูแลรักษา ปัจจุบันมีกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวนอกเขตเมืองใหญ่สามารถเข้าถึงการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญได้มากขึ้น ส่วนการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ได้แก่ ยาน้ำฟอสเฟต ยาเม็ดวิตามินดีชนิดพร้อมออกฤทธิ์ และยาที่มีฤทธิ์ต้าน FGF 23 ภายในปี 2569 จะมีการนำยาฟอสเฟตชนิดเม็ดมาใช้แทนยาน้ำเนื่องจากยาน้ำฟอสเฟตอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก เพราะยามีรสชาติไม่ดีและต้องรับประทานวันละหลายครั้ง ส่วนยาเม็ดฟอสเฟตจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการรับประทานยา เพราะจำนวนการรับประทานยาในแต่ละวันลดน้อยลง นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรค XLH จำนวน 2 คน ที่เคยได้รับการรักษาด้วยยาต้าน FGF 23 ได้มาเล่าประสบการณ์ภายในงานสัมมนา กล่าวว่าการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว ส่งผลดีต่อการเคลื่อนไหว กระดูกมีรูปร่างปกติ ความหนาแน่นของกระดูกปกติ และช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยโรค XLH ทางสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การทำระบบลงทะเบียนผู้ป่วยโรค XLH (XLH registration) การพัฒนาด้านการส่งต่อผู้ป่วยและการแพทย์ทางไกล เพื่อลดภาระการเดินทางของผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกล นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญต่อการขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมการตรวจทางพันธุกรรมและยาใหม่ที่ใช้ในการรักษาโรค XLH เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาในอนาคตอย่างยั่งยืน

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com