|
|
'สอศ.BSA' ปั้นกำลังคนอาชีวะป้อนธุรกิจตลาดค้าปลีก-บริการ
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด (BSA) บริษัทในกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การฝึกอบรมวิชาชีพ และการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนร่วมพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะและทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและตลาดแรงงานในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการดำเนินงานร่วมกัน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเพื่อรองรับธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท การร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท การร่วมกันจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและการฝึกอบรมวิชาชีพในทุกระดับ การร่วมกันพัฒนาครู บุคลากรอาชีวศึกษา และครูฝึกในสถานประกอบการ ตลอดจนการเพิ่มทักษะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทให้แก่นักเรียน นักศึกษา โดยอาศัยประสบการณ์และองค์ความรู้จากธุรกิจของ BSA ทั้งสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-Eleven ร้านกาแฟ Caf? Amazon และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มาเป็นฐานในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง สามารถนำสมรรถนะไปใช้ประกอบอาชีพและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนของประเทศ เพราะเป็นการเชื่อมโยงการศึกษา ทักษะ และโลกการทำงานเข้าด้วยกัน โดย สอศ. ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาเชิงสมรรถนะและการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งสถานศึกษาและสถานประกอบการต้องร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการกำลังคน การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติงานจริง จนถึงการประเมินสมรรถนะ ทั้งนี้ สอศ. และ BSA เคยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับแรกมาแล้ว 2 ครั้ง โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นการต่ออายุความร่วมมือต่อเนื่องครั้งที่ 3 เพื่อให้การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาระหว่างสองหน่วยงานดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป อาชีวะและการศึกษาต่อเนื่อง
Go To Lead
|
NIDA จับมือ Zhejiang University เปิดตัวหลักสูตร AIMM
สถาบันนิด้า (NIDA) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดตัวหลักสูตร วิทยาการการจัดการนวัตกรรมสำหรับนักบริหารระดับสูง (Advanced Innovation & Artificial Intelligence Master of Management Program: AIMM) มุ่งเน้นพัฒนาผู้บริหารทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของกิจการ เปลี่ยนผ่านจากการเพียงแค่ รับรู้ สู่การนำ AI และนวัตกรรมมาใช้วางยุทธศาสตร์ เพิ่มมูลค่า และบริหารจัดการองค์กรให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับวุฒิบัตร 2 ใบ ได้แก่ AIMM จาก NIDA และ AISU จาก Zhejiang University สำหรับเนื้อหาเข้มข้น: ครอบคลุม AI Strategy, Data Economy, AI Governance และ Generative AI พร้อมฝึกทำ AI Strategic Blueprint & Innovation Roadmap สำหรับองค์กร ถอดบทเรียนองค์กรระดับโลก: ศึกษาเคสความสำเร็จจากยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, DeepSeek และ Deep Robotics ขยายเครือข่ายธุรกิจ: กิจกรรม Business Matching กับ Startup และ Unicorn ของจีน พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม การวิเคราะห์ธุรกิจ
หลักสูตรดังกล่าวรอบรม: วันที่ 9 ตุลาคม 2569 12 กุมภาพันธ์ 2570 (รวม 120 ชั่วโมง) อบรมทุกวันศุกร์ เวลา 13:30 18:30 น. ณ สถาบันนิด้า ศึกษาดูงาน และ Business Matching ณ Zhejiang University สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 3 9 พฤศจิกายน 2569 ค่าธรรมเนียม: 268,000 บาท (รวมค่าเดินทางและศึกษาดูงาน ณ ประเทศจีน) สิทธิพิเศษ Early Bird (สมัครและชำระเงินภายใน 9 ก.ย. 2569): บุคคลทั่วไปรับส่วนลด 10,000 บาท และศิษย์เก่า วบส. NIDA รับส่วนลด 20,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 กันยายน 2569 (รับจำนวนจำกัด และผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ)
Go To Lead
|
'บำรุงราษฎร์' คว้า โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2569
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับจากการสำรวจของนิตยสาร Newsweek และ Statista ให้เป็น โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2569 (Best Specialized Hospitals Asia Pacific 2026) ครบทั้ง 10 สาขาเฉพาะทาง จากการสำรวจโรงพยาบาลชั้นนำใน 11 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม โดยสามารถครองอันดับ 1 ของประเทศไทยได้ถึง 8 สาขา ได้แก่ อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ได้รับการจัดอันดับที่ 15 จาก 125 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) ศัลยศาสตร์หัวใจ ได้รับการจัดอันดับที่ 29 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ ได้รับการจัดอันดับที่ 44 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย)
พร้อมด้วยสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ ได้รับการจัดอันดับที่ 10 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) ประสาทวิทยา ได้รับการจัดอันดับที่ 82 จาก 100 อันดับ ประสาทศัลยศาสตร์ ได้รับการจัดอันดับที่ 52 จาก 75 อันดับ มะเร็งวิทยา ได้รับการจัดอันดับที่ 58 จาก 125 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ ได้รับการจัดอันดับที่ 31 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) กุมารเวชศาสตร์ ได้รับการจัดอันดับที่ 31 จาก 125 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจ ได้รับการจัดอันดับที่ 57 จาก 75 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย) โดยพิจารณาจาก 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่ การแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กว่า 1,000 รายทั่วภูมิภาค (83.5%) การรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล (10%) และการประเมินผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วย หรือ PROMs (6.5%)
Go To Lead
|
คนไทยกว่า 1.6 ล้านคน มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า โรงพยาบาลเดินหน้าพัฒนาบริการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด นำเทคโนโลยี Pulsed Field Ablation (PFA) นวัตกรรมการจี้ไฟฟ้าหัวใจรูปแบบใหม่ มาใช้เป็นอีกทางเลือกในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ รองรับผู้ป่วย AF ในไทยที่มีมากกว่า 1.6 ล้านคน สอดคล้องกับทิศทางของศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต ที่มุ่งเสริมความเชี่ยวชาญในการดูแลโรคหัวใจที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามการฟื้นฟูของผู้ป่วยในระยะยาว ค้นหาโรงพยาบาลเฉพาะทาง
การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น PFA เป็นอีกเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับผู้ป่วย AF ที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ โดยใช้สนามไฟฟ้าส่งพลังงานช่วงสั้นไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย โดยไม่ใช้ความร้อนหรือความเย็นเป็นกลไกหลัก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของการรักษา การทำหัตถการต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ทีมพยาบาล บุคลากรในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และทีมที่ดูแลผู้ป่วยหลังทำหัตถการ โรงพยาบาลวิมุต จึงให้ความสำคัญกับทั้งการทำงานร่วมกันของทีม และการเลือกใช้เทคโนโลยีตามความเหมาะสม เพื่อให้แนวทางรักษาสอดคล้องกับภาวะและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย นพ.สุวาณิช กล่าวและว่า
จำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น กำลังดันดีมานด์ในตลาดบริการสุขภาพให้ขยับจากการตรวจรักษาทั่วไปสู่การดูแลโรคเฉพาะทางมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย NCDs โรงพยาบาลในปัจจุบันจึงต้องพร้อมดูแลคนในสังคมด้วยการรองรับโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งระบบตรวจวินิจฉัย ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ เทคโนโลยีสำหรับการทำหัตถการ และการทำงานร่วมกันของแพทย์และบุคลากรหลายสาขา การนำ PFA เข้ามาใช้ของโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงเป็นการวางตำแหน่งศูนย์หัวใจและหลอดเลือดให้พร้อมรับผู้ป่วย AF ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุประชากรและการขยายตัวของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ทั้งนี้ การทำ PFA ต้องอาศัยระบบตรวจและรักษาที่เกี่ยวข้องกับสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจและการสวนหัวใจ โดยแพทย์ต้องประเมินตำแหน่งของสัญญาณไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับภาวะผิดจังหวะก่อนส่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้บริการตั้งแต่การตรวจประเมิน วินิจฉัย พิจารณาแนวทางรักษาตามข้อบ่งชี้ และติดตามผู้ป่วยหลังการรักษา รองรับทั้งผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ ผู้ที่ต้องติดตามจังหวะหัวใจ รวมถึงผู้ป่วยที่ยังมีอาการหลังการใช้ยาหรือแพทย์เห็นว่าควรพิจารณาการทำหัตถการ สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการทำ PFA แพทย์จะนัดติดตามอาการและผลการรักษา รวมถึงกำหนดแนวทางดูแลต่อเนื่อง ทั้งการดูแลแผล การใช้ยา และระยะเวลาพักรักษาตัวตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรหยุดหรือปรับยาเองแม้จะไม่มีอาการใจสั่นแล้วก็ตาม
Go To Lead
|
'Hospital Management Asia 2026' ปักหมุดกรุงเทพฯ
ความเปลี่ยนแปลง สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยจะมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายที่โรงพยาบาลต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันทั้งในมิติเชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติงาน ครอบคลุมตั้งแต่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคน และความปลอดภัยของผู้ป่วย ไปจนปัญญาประดิษฐ์ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ประสบการณ์ผู้ป่วย การพัฒนาคุณภาพบริการ และการจัดบริการสาธารณสุขที่ยั่งยืน
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า อนาคตระบบสาธารณสุขของประเทศไทยต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพของการดูแล ความคาดหวังของผู้ป่วย ความสามารถในการบริหารจัดการ และให้บริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ โรงพยาบาลเอกชน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานบริการสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในระบบนิเวศด้านสุขภาพ HMA 2026 สร้างโอกาสสำคัญให้กับประเทศไทย ได้แบ่งปันประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการและบริการสาธารณสุข กับผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ของภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากแนวทางและแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย
นายฟาบริซ เลอเกต์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท Siemens Healthineers กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีจะต้องก้าวข้ามการสร้างนวัตกรรมเพียงเพื่อความแปลกใหม่ และสามารถแสดงให้เห็นถึง คุณค่าที่ชัดเจนในด้านการรักษาพยาบาล ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเห็นโอกาสสำคัญเรื่องการใช้งานข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการปรับปรุงความสามารถในการตัดสินใจ ลดกระบวนการทำงาน และสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ หัวใจสำคัญก็คือ การผสานเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการที่ถูกต้อง ทักษะ และความเป็นผู้นำ เพื่อแปลงนวัตกรรมไปสู่ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อโรงพยาบาลและผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของผู้ป่วย ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญลำดับต้นๆ ที่องค์กรด้านสาธารณสุขกำลังทบทวนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการดูแลรักษา ซึ่งงาน HMA 2026 จะมุ่งสำรวจรูปแบบการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การสื่อสาร กระบวนการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพระบบคัดแยกผู้ป่วย (Triage Optimization) การบริหารจัดการเตียง การดูแลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยีในการสร้างเส้นทางการรับบริการของผู้ป่วยที่ไร้รอยต่อและราบรื่นยิ่งขึ้น ในวาระฉลองครบรอบ 25 ปีของ Hospital Management Asia เวทีนี้จะตอกย้ำบทบาทของการเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคสำหรับผู้นำด้านสาธารณสุข ในการทำงานร่วมกัน แบ่งปันองค์ความรู้เชิงประจักษ์ และสร้างแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อรับมือความท้าทายความเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขในอนาคต
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|