Education/Health
Hot News: 'มทร.ธัญบุรี' ขานรับนโยบายรัฐคุมเข้มประหยัดพลังงาน
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'มทร.ธัญบุรี'
ขานรับนโยบายรัฐคุมเข้มประหยัดพลังงาน
รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการเวิร์ก ฟอร์ม โฮม (Work from Home หรือ WFH) เพื่อแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนพลังงาน นั้น ในส่วนของ มทร.ธัญบุรี ตนได้ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงานนอกสถานที่ หรือการเวิร์ก ฟอร์ม โฮม เช่นกัน โดยหัวหน้าหน่วยงานจะเป็นผู้มอบหมายงาน และติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม ส่วนหน่วยงานที่มีภารกิจบริการประชาชนและนักศึกษา เช่น งานทะเบียนหรือระบบเทคนิคที่จำเป็น ให้จัดบุคลากรปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยเท่าที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือให้งดการเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างประเทศเป็นการชั่วคราว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนซึ่งจะมีการพิจารณาเป็นรายกรณี เพื่อให้สอดรับกับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ
นอกจากการส่งเสริมให้เวิร์ก ฟอร์ม โฮมแล้ว ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มทร.ธัญบุรี ยังได้เริ่มโครงการนำร่องเพื่อการลดการใช้พลังงาน โดยได้กำหนดแนวทางให้ทุกหน่วยงานปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส พร้อมกำหนดเวลาเปิดและปิดแอร์ในพื้นที่สำนักงานและห้องเรียนอย่างเคร่งครัดออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือ เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00-16.00 น. สำหรับห้องเรียนนั้นได้มอบหมายให้หัวหน้าหน่วยงานพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังมีการจัดการเรื่องลิฟต์โดยสาร โดยอาคารที่มีลิฟต์ 2 ตัวให้สลับใช้งานวันละ 1 ตัว และกำหนดชั้นจอดรับ-ส่งเฉพาะชั้นที่จำเป็น เช่น ชั้น 3 และชั้น 6 เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้า โดยขอความร่วมมือให้ผู้สัญจรระหว่างชั้น 1 และชั้น 2 ใช้บันไดแทน ซึ่งจะมีข้อยกเว้นสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีความจำเป็นทางสุขภาพ อีกทั้งมีกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ลิฟต์ เพื่อความปลอดภัยและคล่องตัวด้วย

Go To Lead


'คุรุสภา' อบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ภ
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภาลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีนกับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) กำหนดระยะเวลาความร่วมมือเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 – มีนาคม 2572 โดยคุรุสภาจะสนับสนุนบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ และสนับสนุนแพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการจัดอบรมหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ ภาคภาษาจีน รวมทั้งสนับสนุนและดำเนินการอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูสำหรับครูที่ใช้ภาษาจีน ส่วนสมาคมครูจีนก็จะดำเนินการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรการอบรม และประสานงานกับหน่วยงานในประเทศจีน และสนับสนุนบุคลากรในการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้อง
ความร่วมมือทางวิชาการของคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการสอนภาษาจีนในประเทศไทยมีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทักษะภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในเชิงวัฒนธรรมระหว่างกัน โดยคุรุสภายังได้เตรียมการเปิดการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน ในหน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 – 7 ครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ โดยจะเปิดรับลงทะเบียนในเดือนเมษายน 2569 และกำหนดเปิดอบรมในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

Go To Lead


เปิดตัว “SALYWA”
นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสภากาชาดไทย และบริษัทสเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยและเปิดตัวนวัตกรรม “SALYWA” (ซาลีวาร์) ผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะปากแห้งและน้ำลายน้อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีและผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม”
“SALYWA” นวัตกรรม “น้ำลายเทียม” พัฒนาขึ้นจากผลงานวิจัยของ รศ.พญ.คนึงนิจ กิ่งเพชร และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสิทธิบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทย พัฒนาจากสารสกัดสมุนไพรไทย โดยเฉพาะสารสกัดจากขิงที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ และออกแบบด้วยแนวคิด Dual-Action ที่ช่วยทั้งเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก ทำให้รู้สึกสบายและสดชื่นหลังใช้ โดยภาวะปากแห้งเรื้อรัง (Xerostomia) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการฉายรังสี ซึ่งมากกว่า 70–80% มักประสบภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการรับประทานอาหาร การกลืน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ภาวะน้ำลายน้อยและปากแห้งเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก
ผลิตภัณฑ์ SALYWA ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ไม่จัดเป็นยาและไม่มีส่วนผสมน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่มีภาวะน้ำลายน้อย โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ เจลน้ำลายเทียม ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 300 บาท และ สเปรย์น้ำลายเทียม ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 275 บาท ซึ่งสามารถใช้กลั้วหรือฉีดพ่นในช่องปากวันละ 3–4 ครั้งเมื่อมีอาการปากแห้งหรือเมื่อต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการได้โดยบริจาคผ่านกองทุน “เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนน้ำลายเทียมให้กับผู้ป่วย” ณ ศูนย์รับบริจาค ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4000 ต่อ 4397 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมไทยแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุทั่วประเทศ

Go To Lead


รพ.พระรามเก้า
เปิดบริการ “ล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ”
นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมกับ บริษัท แวนทีฟ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Vantive) ผู้นำนวัตกรรมด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตระดับโลก ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาและเปิดให้บริการ “หน่วยบริการล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (Automated Peritoneal Dialysis: APD)” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทย พร้อมนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาเพิ่มทางเลือกในการรักษา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ป่วย
ปัจจุบันโรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคไตแบบครบวงจร เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน และมีทางเลือกที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละคน การเปิดหน่วยบริการล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ามาเสริมศักยภาพการรักษา ช่วยลดภาระของผู้ป่วย และเพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษาในระยะยาว
นพ.วิรุฬห์ มาวิจักขณ์ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส และผู้อำนวยการสถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว การรักษาจึงต้องคำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพทางการแพทย์และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยยุคใหม่ เพราะสามารถล้างไตที่บ้านในช่วงกลางคืนขณะนอนหลับ ใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยยังใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ โดยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลสัปดาห์ละหลายครั้งเหมือนการฟอกเลือด
ในด้านประสิทธิภาพ APD เป็นการล้างไตแบบต่อเนื่องทุกวัน ใกล้เคียงการทำงานตามธรรมชาติของไต ช่วยควบคุมระดับของเสียและสมดุลน้ำในร่างกายได้สม่ำเสมอ ลดความผันผวนของความดันโลหิต และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยรักษาการทำงานของไตที่เหลืออยู่ได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เครื่อง APD สามารถตั้งโปรแกรมควบคุมการรักษาได้อย่างแม่นยำ ลดความผิดพลาดและลดจำนวนครั้งของการเชื่อมต่อสาย จึงช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในช่องท้อง นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามผลการรักษาแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์สามารถประเมินและปรับแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

Go To Lead


คร. ติดตาม “ไข้กาฬหลังแอ่น”
พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่นว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่หลายคนกำลังกังวล เนื่องจากสถานการณ์ระบาดที่มณฑลเคนต์ (Kent) ประเทศอังกฤษ โดยมีผู้ป่วยสะสม 29 ราย กลุ่มอายุ 16-24 ปี ค่ามัธยฐานอายุ 19 ปี โดยสายพันธุ์ที่พบ คือ Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุไข้กาฬหลังแอ่น มีอยู่หลาย Serogroup โดยที่อังกฤษเป็น SerogroupB หรือ MenB มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยมีมาตรการติดตามผู้สัมผัส คัดกรองและเฝ้าระวังเชิงรุกรวมกว่า 3 หมื่นคนในพื้นที่มณฑลเคนต์ และให้ยาปฏิชีวนะป้องกัน (PEP) ให้กับกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดและผู้ที่ไปใช้บริการไนต์คลับแล้วกว่า 1 หมื่นโดส และฉีดวัคซีนป้องกันสำหรับสายพันธุ์ B แบบเจาะจงในสถานศึกษาที่พบป่วย 4,500 ราย
สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่โรคใหม่ โดยข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง เราพบไข้กาฬหลังแอ่นทุกปีประมาณ 20 คนต่อปี โดยปี 2568 มีผู้ป่วยมากขึ้นอยู่ที่ 39 ราย ที่ต้องระวังคือ เมื่อรับเชื้อแล้วจะเสียชีวิตเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง แม้ได้รับการรักษา โดยเฉพาะรับยาปฏิชีวนะช้า โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 มี.ค.2569 มีผู้ป่วยสะสม 5 ราย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 60 ไม่พบรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อน กลุ่มผู้ป่วยพบมากอยู่ที่อายุ 0-4 ปี,40-49 ปี และ 20-29 ปีตามลำดับ “กรณีผู้ป่วยเราพบทุกปี และผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 3 ราย มีปี 2568 ที่ผ่านมาพบเสียชีวิต 5 ราย โดยอัตราป่วยและเสียชีวิตของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 13 ใกล้เคียงตัวเลขประเทศอื่นๆ ที่ระบาดทั่วโลก

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com