|
|
เตรียมเปิดงาน International Healthcare Week 2026
นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก Medical Hub เปิดเผยว่า โลกในยุคหลังวิกฤตสุขภาพและในยุคปี 2026 ได้เปลี่ยนนิยามของคำว่า ความมั่นคง ไปอย่างสิ้นเชิง ความมั่นคงที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงทางการทหารหรือการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือ ความมั่นคงทางสุขภาพ และการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ซึ่งประเทศไทยยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของระบบสาธารณสุขโลกมาโดยตลอด และในวันนี้พร้อมแล้วที่จะก้าวไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่การดูแลคนในประเทศเท่านั้น แต่คือการปักหมุดประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก หรือ Medical Hub อย่างเต็มภาคภูมิ โดยทางกรมตรียมนับถอยหลังเปิดงาน International Healthcare Week 2026 แพลตฟอร์มด้านสุขภาพที่รวมงาน 4 แสดงสินค้าระดับนานาชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการประชุมระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเภสัชกรรม เครื่องมือแพทย์ และการบริการทางสุขภาพ CPHI South East Asia, World Health Expo (WHX) Bangkok, Medtec Southeast Asia พร้อมด้วยงานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพและความงามอย่าง Thailand Medical and Wellness Expo 2026 ที่จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2026 ฮอลล์ 1-3 และฮอลล์ 5-8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า ความท้าทายเดิมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ คือการที่ซัพพลายเชนแยกขาดจากกัน งาน International Healthcare Week 2026 ที่เป็นการรวม 4 งานสำคัญอย่าง CPHI South East Asia, WHX Bangkok, Medtec Southeast Asia และ Thailand Medical and Wellness Expo 2026 ไว้ที่เดียวจึงเข้ามาแก้ปัญหานั้นโดยตรง เพราะนี่คือจุดนัดพบในการมองหาดีลร่วมทุน สตาร์ตอัปสาย DeepTech/MedTech และกลุ่มทุนที่ต้องการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อใช้ไทยเป็นประตู กระจายสินค้าสู่ตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตสูง งาน International Healthcare Week 2026 ไม่ได้เอื้อประโยชน์แค่การซื้อ-ขายเครื่องมือแพทย์ แต่เป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุน เห็นภาพกว้าง เห็นห่วงโซ่อุปทาน และเห็นคู่ค้าในที่เดียว เพื่อคว้าโอกาสจากตลาด MedTech ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 7.31% ต่อปี และมีมูลค่าทะยานสู่ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ สามารถหาวัตถุดิบทางยา (จากงาน CPHI) พร้อม ๆ กับการจัดหาชิ้นส่วน เทคโนโลยีการออกแบบ หรือเครื่องจักรผลิตอุปกรณ์การแพทย์ (จากงาน Medtec) และยังได้เห็นความต้องการปลายน้ำของระบบโรงพยาบาลและห้องแล็บ (จากงาน WHX) ภายในคราวเดียว
Go To Lead
|
|
เจาะลึก Smart Hospital รามาธิบดี
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า ภายใต้แนวคิด Smart Hospital เทคโนโลยีเข้ามาเป็น ผู้ช่วย สำคัญของบุคลากร ทางการแพทย์ ตั้งแต่ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล หุ่นยนต์ที่ช่วยลดภาระงาน ไปจนถึงอุปกรณ์ IoT ที่ช่วยติดตามอาการผู้ป่วยแบบ Real-Time โดยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกัน คือการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการรอคอย เพิ่มความแม่นยำในการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
หนึ่งในตัวอย่างที่เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ ระบบหุ่นยนต์ช่วยจัดยา และการใช้ระบบ Automated Dispensing Pharmacy System ที่ใช้งานอยู่ที่ห้องจัดยาผู้ป่วยนอกระบบอัติโนมัติ ชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ช่วยลดระยะเวลารอรับยาของผู้ป่วยจากเดิมเฉลี่ยมากกว่า 1 ชั่วโมง เหลือประมาณ 20 นาที ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น หลังพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่ต้องเดินทางไกล ช่วยลดความเหนื่อยล้า และลดความแออัดภายในโรงพยาบาลลงได้ และยังมีแผนนำ Humanoid Robot หรือ หุ่นยนต์ที่ออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มาช่วยดูแลผู้ป่วย และช่วยงานในโรงพยาบาลให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน โรงพยาบาลรามาธิบดีนำ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่มโรคมะเร็งตับอ่อน ท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความละเอียดและความแม่นยำสูง หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) ที่ช่วยลดข้อจำกัดของการผ่าตัดผ่านกล้องแบบเดิม โดยสามารถเข้าถึงอวัยวะภายในที่มีพื้นที่จำกัดและมองเห็นได้ยาก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดผ่านระบบภาพที่ขยายได้มากกว่าสายตามนุษย์ถึง 10 เท่า ช่วยให้การเย็บแผลและห้ามเลือดมีความแม่นยำมากขึ้น และยังช่วยลดความเหนื่อยล้าของศัลยแพทย์ เนื่องจากสามารถทำการผ่าตัดในท่านั่ง แตกต่างจากการผ่าตัดทั่วไป หรือการผ่าตัดผ่านกล้องที่ต้องยืนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้แพทย์สามารถควบคุมการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ในการรักษาพยาบาล แต่คือการวางรากฐานของระบบการแพทย์ แห่งอนาคต ที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้รวดเร็ว แม่นยำ และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกการสนับสนุนจากเราทุกคน คือการช่วย เพิ่มเวลา เพิ่มโอกาส และเพิ่มความหวัง ให้กับผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
Go To Lead
|
กรมอนามัย หนุน 10 เสาหลักสุขภาพดี ทุกเพศเข้าถึงได้
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สุขภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค แต่รวมถึงสุขภาวะทางกาย จิตใจ และสังคม การสร้างสภาพแวดล้อมและบริการสุขภาพที่เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการดูแลรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยประยุกต์ใช้หลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตผ่าน 10 เสาหลักสุขภาพดี ได้แก่ การรับประทานอาหารที่เหมาะสมการมีกิจกรรมทางกาย การนอนหลับเพียงพอ การจัดการความเครียด การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ การดูแลสุขภาพช่องปาก การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทุกเพศและการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เพื่อดูแลสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมอนามัย ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ ความหลากหลายทางเพศกับปัจจัยกำหนดสุขภาพ สุขภาพจิตและการให้คำปรึกษา การสื่อสารและการออกแบบพื้นที่บริการที่เป็นมิตร การดูแลผู้มีภาวะ Gender Dysphoria สุขภาพทางเพศและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มาตรฐานการดูแลตลอดช่วงชีวิตสิทธิด้านสุขภาพ กฎหมายและเครือข่ายในชุมชน ตลอดจนการใช้มาตรฐานในการกำกับหลักสูตรการให้บริการส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ความเท่าเทียมด้านสุขภาพไม่ได้หมายถึงการให้บริการแบบเดียวกันแก่ทุกคน แต่หมายถึงการจัดบริการที่เหมาะสมกับความต้องการและบริบทของแต่ละคน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ กรมอนามัย มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข สร้างระบบบริการส่งเสริมสุขภาพที่เป็นมิตร และไม่ตีตรา และเพื่อยกระดับการให้บริการที่มีความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและยั่งยืนต่อไป
Go To Lead
|
มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย
ดล จุฬาฯ เชียงใหม่ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต ที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ข้ามมหาวิทยาลัย สะสมผลการเรียนรู้ เทียบโอนหน่วยกิตได้อย่างไร้รอยต่อ เริ่มประเดิมปีการศึกษา 2569 โดยคาดว่าจะมีนิสิตนักศึกษาลงทะเบียนในโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย สู่รูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง และเชื่อมโยงองค์ความรู้ข้ามมหาวิทยาลัย มุ่งสร้าง Shared Learning Ecosystem หรือระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วม ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้กับเพื่อนต่างสถาบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งอนาคต ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
MC? GenEd ยังนับเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาการศึกษาในรูปแบบ Flexible Education และ Credit Mobility ของประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างยืดหยุ่น ไม่จำกัดอยู่เพียงรายวิชาที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด นับเป็นการลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความถนัด และเป้าหมายวิชาชีพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น
ในระยะแรก โครงการเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปนำร่องจำนวน 24 รายวิชาจากทั้งสามมหาวิทยาลัย ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายด้าน ทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และทักษะแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสามสถาบัน สามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อรองรับบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายในยุคดิจิทัล ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย พัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ พร้อมสร้างกำลังคนคุณภาพ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
'ศรีปทุม' จับมือ 'ม.ปูซาน' แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยาสุมาสา โมริ ที่ปรึกษาคณบดีคณะศิลปะศาสตร์ ด้านการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ได้จัดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านระบบออนไลน์ในกิจกรรม การแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1 ร่วมกับนักศึกษาเอกวิชาภาษาญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยปูซานต่างประเทศ (Busan University of Foreign Studies: BUFS) ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้นักศึกษาผู้เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับต้นของทั้งสองมหาวิทยาลัยได้มีโอกาสใช้ภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริง โดยนักศึกษาไทยและนักศึกษาเกาหลีใต้ได้ร่วมกันนำเสนอข้อมูลภายใต้หัวข้อ ของดีบ้านฉัน (Oku-ni Jiman) เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ อาหาร เทศกาล และขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศตนเอง และหลังจากจบช่วงการนำเสนอ นักศึกษาได้แยกย้ายเข้าสู่ห้องสนทนากลุ่มย่อย (Breakout Room) เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมจากเนื้อหาที่ได้นำเสนอไป ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง
สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับเริ่มต้น การสื่อสารกับเจ้าของภาษา (ชาวญี่ปุ่น) โดยตรงทันทีอาจเป็นเรื่องที่ยากและสร้างความกดดันในบางส่วน แต่การได้พูดคุยกับเพื่อนนักศึกษาในระดับเดียวกันที่เรียนภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน จะช่วยลดความกังวลและกลายเป็นการฝึกฝนทักษะการฟังและการพูดที่ใช้งานได้จริง ซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนรู้อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การไม่ได้จำกัดว่าภาษาญี่ปุ่นต้องใช้พูดคุยกับคนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่สามารถใช้เป็น ภาษากลาง ในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาวต่างชาติชาติอื่นได้นั้น ถือเป็นเสน่ห์และความน่าสนใจอย่างมาก กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นให้แก่ตัวนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีในการเผยแพร่เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของไทยให้ต่างชาติได้รับรู้ พร้อมทั้งเปิดโลกทัศน์จากการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศอื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันและสร้างแรงจูงใจที่ดีเยี่ยมในการเรียนภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ ความสำเร็จในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ Kihoko MIKUNI จากมหาวิทยาลัยปูซานต่างประเทศ (BUFS) และอาจารย์ Aki TAKAHASHI อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจริง
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|