|
|
บำรุงราษฎร์ชู Complete Heart Failure Care
เส้นทางการรักษาที่ครอบคลุม สู่โอกาสใหม่ของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว
พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีสาเหตุและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน แนวทางรักษาจึงเป็นการดูแลแบบเฉพาะบุคคล โดยเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต คือการส่งต่อผู้ป่วยมายังทีม Advanced Heart Failure ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Referral) โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการทรุดลง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน เพื่อให้ทีมแพทย์มีเวลาในการประเมินและพิจารณาทางเลือกการรักษาขั้นสูง ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญอื่น
โดยยกกรณีของคุณ Timothy ผู้ป่วยชายวัย 64 ปี ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงมานานกว่า 15 ปี แม้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตและต้องใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ ทั้งการใส่ Pacemaker การใช้ CRT-D การทำ MitraClip และการรักษาด้วยยา เมื่อประเมินว่าหัวใจไม่สามารถฟื้นตัวได้เพียงพอ การปลูกถ่ายหัวใจจึงเป็นทางเลือกสำคัญ โดยตลอดเส้นทางการรักษาต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่อายุรแพทย์โรคหัวใจด้านหัวใจล้มเหลว ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีม CCU วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาโรคหัวใจ รวมถึงทีมผู้ประสานงานภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงการดูแลและประสานข้อมูลกับครอบครัวและทีมรักษา เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
ด้าน ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤตหรือภาวะช็อก ทุกนาทีมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต ทีมแพทย์จึงต้องประเมินและเลือกใช้เทคโนโลยีพยุงชีพในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาใช้ ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ร่วมกับ pVAD หรือ Impella ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานและความดันภายในหัวใจ หรือที่เรียกว่า ECPELLA เพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ และเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ทีม CCU และบุคลากรทุกฝ่ายที่ร่วมกันติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยในกรณีที่หัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้เพียงพอ เทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่การปลูกถ่ายหัวใจ (Bridge to Transplant) เพื่อประคับประคองระบบไหลเวียนเลือด เปิดโอกาสให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว และเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยว่า มีหัวใจบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการทำงานแข่งกับเวลาทันที เนื่องจากหัวใจที่นำออกจากร่างผู้บริจาคมีระยะเวลาเก็บรักษานอกร่างกายโดยทั่วไปไม่เกิน 4 ชั่วโมง ขณะที่ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดนำหัวใจจากผู้บริจาค อีกทีมจะเตรียมผู้ป่วยและห้องผ่าตัดให้พร้อม โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อ รวมถึงการประสานด้านการเดินทางกับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เพื่อให้หัวใจบริจาคมาถึงผู้ป่วยภายในระยะเวลาที่กำหนด
การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่ภารกิจของศัลยแพทย์เพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์เฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมพยาบาลห้องผ่าตัด และบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี โดยได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้เป็นศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจ และได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI Heart Failure จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและศัลยศาสตร์หัวใจ เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย
โดยผลลัพธ์การรักษา มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเป็น 0 (30-day mortality = 0) ขณะที่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูงที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจมีอัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดประมาณ 8590% ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ อาจมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 12 ปี
รุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ทีมผู้ประสานงานการปลูกถ่ายหัวใจมีบทบาทสำคัญตลอดเส้นทางการรักษา โดยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมสำคัญของ Integrated Patient Journey ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีม Heart Failure ทีม ICU และทีมปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงรอรับบริจาคหัวใจที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อใด ทุกฝ่ายจึงต้องมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทีมแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับข้อมูลตรงกัน สามารถตัดสินใจร่วมกัน และพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
หลังการปลูกถ่ายหัวใจ ผู้ป่วยจะเข้าสู่โปรแกรม Cardiac Rehabilitation โดยทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแลทั้งด้านการฟื้นฟูร่างกาย โภชนาการ การใช้ยา และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและครอบครัวสำหรับการดูแลตนเองหลังกลับบ้าน ภายใต้แนวคิด Family-centered Care ที่ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการรักษา เพราะความสำเร็จของการปลูกถ่ายหัวใจไม่ได้หมายถึงเพียงการรอดชีวิตหรือผ่านการผ่าตัด แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิต ทำกิจวัตรประจำวัน และมีช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง
การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ขณะที่การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม และการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ คือองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันโรคหัวใจ ชั้น 14 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 065 509 9198 (8:00-20:00 น.) หรือ 02 066 8888 (20:00-8:00 น.)
Go To Lead
|
|
เปิดเวที Future Education Forum มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุค AI
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) จัดงาน ABAC CONNEXT 2026 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครอง นักเรียนระดับมัธยมศึกษา และผู้ที่กำลังวางแผนศึกษาต่อ ได้ร่วมค้นหาคำตอบเกี่ยวกับอนาคตของการศึกษาและโลกการทำงาน ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน ผ่านเวทีเสวนา กิจกรรมแนะแนว และประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมค้นพบเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง
สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานคือเวที The Future of University Forum ที่จะชวนทุกคนร่วมถกประเด็นสำคัญของโลกการศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุค AI ป็นคำถามที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ประเด็น Degree Inflation หรือ ปริญญาใบเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ก็สะท้อนให้เห็นว่า การเลือกมหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกคณะ แต่คือการเลือกเส้นทางที่จะช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับโลกการทำงานในอนาคต เด็กจบใหม่แบบไหนที่องค์กรต้องการ? เด็ก Gen Alpha ควรเตรียมตัวอย่างไรสำหรับโลกอนาคต? ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารองค์กรชั้นนำของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ดำเนินรายการโดย คุณชลวิศว์ วงษ์ศรีวอ
นอกจากเวทีเสวนาแล้ว ภายในงานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นหาเส้นทางที่เหมาะกับตนเองผ่านกิจกรรม AI Career Match & Entrepreneurial DNA Test ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ศักยภาพ ความถนัด บุคลิกภาพ และความสนใจ พร้อมแนะนำหลักสูตร สาขาวิชา และแนวทางการเรียนที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละบุคคล รวมถึงเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกับทีม Admission และคณาจารย์จากทุกคณะ เพื่อรับคำปรึกษาในการวางแผนการศึกษาต่อและการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคตแมชชีนเลิร์นนิงและปัญญาประดิษฐ์ ผู้เข้าร่วมยังจะได้พบกับเวทีแบ่งปันประสบการณ์จากคณาจารย์ ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันของ ABAC ที่จะถ่ายทอดเส้นทางจาก ความหลงใหล สู่ อาชีพ ในหลากหลายสาขา ตั้งแต่ธุรกิจ เทคโนโลยี วิศวกรรม นิเทศศาสตร์ ดนตรี สถาปัตยกรรม จนถึงสายสุขภาพและนวัตกรรมชีวภาพ พร้อมกิจกรรม Showcase และพื้นที่ให้คำปรึกษาตลอดทั้งวัน
Go To Lead
|
|
เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ เดินเกม Health & Wellbeing
สุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี ที่กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ดำเนินธุรกิจภายใต้ภายใต้ปรัชญา The Promise of Health หรือ พันธสัญญาแห่งสุขภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมสุขภาพที่ดีจากทั่วทุกมุมโลกให้ถึงมือคนไทย อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน บริษัท ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย (Distributor) เท่านั้น แต่เอ็มมีเน้นซ์ มุ่งมั่นที่จะเป็น Solution Partner ที่พร้อมใช้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ในการแสวงหานวัตกรรมสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกมาสู่มือคนไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพอย่างเท่าเทียมในราคาที่จับต้องได้ ขณะเดียวกันในโอกาสที่จะก้าวสู่ปีที่ 55 บริษัทฯ มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความจริงใจ ใส่ใจสังคม โดยมีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมต่างๆ อย่างดีที่สุด ภายใต้แนวคิด Wellbeing For All ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ดำเนินธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มธุรกิจทันตกรรม (Dental) ที่มุ่งเป็นโซลูชั่นครบวงจรสำหรับทันตแพทย์ ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์และเครื่องมือในห้องทันตกรรม (2) กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาล (Medical) ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในห้องธนาคารเลือด ฝ่ายการพยาบาล และห้องปฏิบัติการ (3) กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพในครัวเรือน และ (4) กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย (Industrial) มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมยาผ่านเครื่องจักรคุณภาพมาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิตและการบรรจุ โดยมีไฮไลต์คือเครื่องตอกเม็ดยา JCMCO ที่โรงงานยาทั้งในไทยและทั่วโลกให้การยอมรับด้านคุณภาพ
นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่ม Health-Tech พร้อมจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก สอดรับกับทิศทางของบริษัทที่ปรับบทบาทจากการนำเสนอสินค้า สู่การนำเสนอโซลูชันด้านสุขภาพที่ครอบคลุม โดยตั้งงบลงทุนสำหรับจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center, งบการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Own Brand ตลอดจนงบพัฒนาทักษะบุคลากรและระบบงาน เพื่อรองรับการขยายตัวด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง
Go To Lead
|
|
'วชิรพยาบาล' ผนึก 5 บริษัทประกัน ยกระดับ Fax Claim OPD
ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ร่วมกับบริษัทประกันชีวิตและประกันภัยชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท เอไอเอ จำกัด บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวความร่วมมือในการให้บริการ Fax Claim สำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนการสำรองจ่ายค่ารักษา และเพิ่มความคล่องตัวในการใช้สิทธิประกันสุขภาพ
ปัจจุบันการพัฒนาระบบบริการสุขภาพไม่ได้มุ่งเน้นเพียงคุณภาพการรักษา แต่ต้องตอบโจทย์ด้านความสะดวกในการเข้าถึงบริการของประชาชนควบคู่กัน ความร่วมมือกับบริษัทประกันทั้ง 5 แห่งครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการแพทย์และภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการ และสนับสนุนวิสัยทัศน์การเป็น สถาบันแพทยศาสตร์เพื่อสุขภาวะของคนเมือง
ด้าน ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า บริการ Fax Claim OPD ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ การประสานงานกับบริษัทประกัน ไปจนถึงการชำระค่ารักษาพยาบาล ลดภาระด้านเอกสารและขั้นตอนการดำเนินการของผู้รับบริการ ทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ถือกรมธรรม์ของบริษัทประกันพันธมิตรที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครอง สามารถแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิ Fax Claim ผ่านโรงพยาบาลได้โดยตรง โดยเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ตรวจสอบสิทธิและประสานงานกับบริษัทประกันแทน ช่วยลดภาระการสำรองจ่าย ลดความยุ่งยากด้านเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ โดยครอบคลุมทั้งคลินิกในเวลาราชการและคลินิกพิเศษ (นอกเวลาราชการ)
Go To Lead
|
|
แพทย์เตือน ไม่สูบบุหรี่ ก็เป็นมะเร็งปอดได้
นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมะเร็งปอดไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ขณะเดียวกัน อายุของผู้ป่วยก็ลดลง จากเดิมที่มักพบในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี วันนี้เริ่มพบในวัยทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จึงเป็นโรคที่ทุกคนควรตระหนัก ไม่ใช่เฉพาะผู้สูบบุหรี่ มะเร็งปอด แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) ซึ่งพบประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า พบได้ทั้งในผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ส่วน มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) พบประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วย มีความรุนแรงและลุกลามรวดเร็ว มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ และส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคแพร่กระจายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก
ในปัจจุบัน มะเร็งปอด เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ทั้งในเพศชายและเพศหญิง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 70 มักมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามหรือแพร่กระจายแล้ว ทำให้โอกาสรักษาหายขาดลดลงอย่างมาก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 การรักษาด้วยการผ่าตัดยังมีโอกาสหายขาดได้สูง นี่คือช่วงเวลาทอง (Golden Period) ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป
ความน่ากลัวของ มะเร็งปอด คือ ระยะเริ่มต้นแทบไม่มีอาการ เพราะเนื้อปอดไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ก้อนมะเร็งจึงสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มมีอาการมักหมายความว่าโรคเริ่มลุกลามแล้ว อาการที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม มีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า รวมถึงเสียงแหบ ปวดหลัง ปวดกระดูก หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเข้าใจว่า ไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค เพราะผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบมะเร็งในขณะที่ยังรู้สึกแข็งแรงดี ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถตรวจพบก้อนหรือจุดผิดปกติขนาดเล็กเพียง 1-2 มิลลิเมตรได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ใช้เวลาตรวจประมาณ 10-15 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ไม่ควรเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีการใช้รังสี
Go To Lead
|
สธ. เร่งรับมือมะเร็งปอด-โรคปอดเรื้อรัง
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนทิศทางนโยบายสุขภาพปอดของประเทศไทย ผ่านเวทีเสวนาเชิงนโยบาย Lung Health Policy Forum: เรื่องช่วยหายใจ นโยบายในฝันที่จะทำให้สุขภาพปอดคนไทยแข็งแรงขึ้น มุ่งเป้าลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พร้อมสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงนวัตกรรมการคัดกรองและการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไทยอย่างยั่งยืน นโยบายสุขภาพ โดยสถานการณ์โรคมะเร็งทั่วโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่มีแนวโน้มเพิ่มจาก 20 ล้านรายเป็นเกือบ 35 ล้านรายต่อปีภายในปี 2593 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และมะเร็งปอดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก รวมถึงประเทศไทย
รศ. นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เน้นย้ำถึงความรุนแรงของมะเร็งปอดว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย คร่าชีวิตกว่า 20,000 คนต่อปี แม้ปัจจุบันจะมีนวัตกรรมการรักษาที่ก้าวหน้าขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย แต่แต่ประเทศไทยยังคงมีอัตราการเสียชีวิตสูง เนื่องจากความท้าทายสำคัญคือโรคมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก ขณะเดียวกัน ภาพของผู้ป่วยมะเร็งปอดในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูบบุหรี่เท่านั้น งานวิจัยพบว่า มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในผู้หญิงและคนอายุน้อยที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยมีสาเหตุจากการกลายพันธุ์ของยีน EGFR สูงถึง 50-60% และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยมะเร็งปอดในไทยมากกว่า 70% ถูกวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับการคัดกรองและการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก
ศ. พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งปอด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มะเร็งปอดเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ ควรเข้ารับการคัดกรองด้วย Low-Dose CT Scan เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้าและแม่นยำขึ้นมาก ทั้งการผ่าตัด การรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยแต่ละรายเข้าถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า หากพบสัญญาณเตือน เช่น ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หรือความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ควรรีบพบแพทย์ใกล้บ้านเพื่อรับการประเมินอย่างถูกต้อง เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว โอกาสในการรักษาให้หายหรือควบคุมโรคได้ก็ยิ่งมากขึ้น
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|