|
|
บำรุงราษฎร์ชู Complete Heart Failure Care
เส้นทางรักษาครอบคลุมสู่โอกาสใหม่ 'ผู้ป่วย' หัวใจล้มเหลว
พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีสาเหตุและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน แนวทางรักษาจึงเป็นการดูแลแบบเฉพาะบุคคล โดยเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต คือการส่งต่อผู้ป่วยมายังทีม Advanced Heart Failure ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Referral) โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการทรุดลง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน เพื่อให้ทีมแพทย์มีเวลาในการประเมินและพิจารณาทางเลือกการรักษาขั้นสูง ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญอื่น
โดยยกกรณีของ Timothy ผู้ป่วยชายวัย 64 ปี ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงมานานกว่า 15 ปี แม้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตและต้องใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ ทั้งการใส่ Pacemaker การใช้ CRT-D การทำ MitraClip และการรักษาด้วยยา เมื่อประเมินว่าหัวใจไม่สามารถฟื้นตัวได้เพียงพอ การปลูกถ่ายหัวใจจึงเป็นทางเลือกสำคัญ โดยตลอดเส้นทางการรักษาต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่อายุรแพทย์โรคหัวใจด้านหัวใจล้มเหลว ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีม CCU วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาโรคหัวใจ รวมถึงทีมผู้ประสานงานภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงการดูแลและประสานข้อมูลกับครอบครัวและทีมรักษา เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
ECPELLA เทคโนโลยีพยุงชีวิต ซื้อเวลาให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว ด้าน ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤตหรือภาวะช็อก ทุกนาทีมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต ทีมแพทย์จึงต้องประเมินและเลือกใช้เทคโนโลยีพยุงชีพในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาใช้ ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ร่วมกับ pVAD หรือ Impella ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานและความดันภายในหัวใจ หรือที่เรียกว่า ECPELLA เพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ และเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ทีม CCU และบุคลากรทุกฝ่ายที่ร่วมกันติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยในกรณีที่หัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้เพียงพอ เทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่การปลูกถ่ายหัวใจ (Bridge to Transplant) เพื่อประคับประคองระบบไหลเวียนเลือด เปิดโอกาสให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว และเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
ปลูกถ่ายหัวใจ ภารกิจแข่งกับเวลาภายในกรอบไม่เกิน 4 ชั่วโมง นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยว่า มีหัวใจบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการทำงานแข่งกับเวลาทันที เนื่องจากหัวใจที่นำออกจากร่างผู้บริจาคมีระยะเวลาเก็บรักษานอกร่างกายโดยทั่วไปไม่เกิน 4 ชั่วโมง ขณะที่ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดนำหัวใจจากผู้บริจาค อีกทีมจะเตรียมผู้ป่วยและห้องผ่าตัดให้พร้อม โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อ รวมถึงการประสานด้านการเดินทางกับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เพื่อให้หัวใจบริจาคมาถึงผู้ป่วยภายในระยะเวลาที่กำหนด การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่ภารกิจของศัลยแพทย์เพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์เฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมพยาบาลห้องผ่าตัด และบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี โดยได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้เป็นศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจ และได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI Heart Failure จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและศัลยศาสตร์หัวใจ เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย
โดยผลลัพธ์การรักษา มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเป็น 0 (30-day mortality = 0) ขณะที่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูงที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจมีอัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดประมาณ 8590% ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ อาจมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 12 ปี
การปลูกถ่ายหัวใจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปใช้ชีวิต รุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ทีมผู้ประสานงานการปลูกถ่ายหัวใจมีบทบาทสำคัญตลอดเส้นทางการรักษา โดยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมสำคัญของ Integrated Patient Journey ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีม Heart Failure ทีม ICU และทีมปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงรอรับบริจาคหัวใจที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อใด ทุกฝ่ายจึงต้องมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทีมแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับข้อมูลตรงกัน สามารถตัดสินใจร่วมกัน และพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม หลังการปลูกถ่ายหัวใจ ผู้ป่วยจะเข้าสู่โปรแกรม Cardiac Rehabilitation โดยทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแลทั้งด้านการฟื้นฟูร่างกาย โภชนาการ การใช้ยา และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและครอบครัวสำหรับการดูแลตนเองหลังกลับบ้าน ภายใต้แนวคิด Family-centered Care ที่ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการรักษา เพราะความสำเร็จของการปลูกถ่ายหัวใจไม่ได้หมายถึงเพียงการรอดชีวิตหรือผ่านการผ่าตัด แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิต ทำกิจวัตรประจำวัน และมีช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง
การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ขณะที่การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม และการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ คือองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันโรคหัวใจ ชั้น 14 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 065 509 9198 (8:00-20:00 น.) หรือ 02 066 8888 (20:00-8:00 น.)
Go To Lead
|
'Wall Street English' ชวนเด็กไทยอัปสกิลภาษาอังกฤษ
Wall Street English Thailand สถาบันสอนภาษาอังกฤษระดับพรีเมียมภายใต้ เวฟ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป จำกัด ส่งแคมเปญ Wall Street English ช่วยไทย ส่งโปรโมชัน คุ้มแล้ว คุ้มอีก มอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้มจาก Wall Street English และบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ* พร้อมรับสิทธิ์เรียนฟรีสูงสุดถึง 2 เดือน! เปิดโอกาสให้เด็กไทย นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ได้อัปสกิลภาษาอังกฤษแบบคุ้มค่า และพิชิตเป้าหมายในฝันได้อย่างมั่นใจตั้งแต่วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 เท่านั้น เพื่อตอกย้ำพันธกิจในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ Wall Street English จึงเดินหน้าส่งต่อโอกาสให้คนไทยได้อัปสกิลภาษาอังกฤษผ่านโปรโมชันที่ช่วยให้การเริ่มต้นเรียนเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น
โดยผู้ที่สมัครคอร์สเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป รับทันทีสิทธิพิเศษสุดคุ้ม 3 ต่อ จาก Wall Street English ได้แก่ คุ้มที่ 1 รับเวลาเรียนฟรีเพิ่ม 2 เดือน คุ้มที่ 2 รับส่วนลดสำหรับคอร์สเรียนภาษาอังกฤษทันที 5,000 บาท คุ้มที่ 3 รับสิทธิ์ชวนเพื่อนทดลองเรียนภาษาอังกฤษ 1 คลาส กับ Wall Street English 1 สิทธิ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คุ้มอีก! เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ* รับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด โดยโปรโมชัน คุ้มแล้ว คุ้มอีก เปิดให้รับสิทธิ์ตั้งแต่วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ผ่านลิงก์ https://www.wallstreetenglish.in.th/lp/supports-thailand-special-offers-th?lang=th หรือโทร 1211
Go To Lead
|
|
สสวท. เปิดรับสมัครอบรมครูออนไลน์ TeacherPD
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศสมัครอบรมออนไลน์TeacherPD สสวท. เพื่อเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาทักษะ และต่อยอดการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยมีหลักสูตรน่าสนใจหลากหลาย อาทิ การบุณราการ AI และ Gennerative AI เพื่อจัดการเรียนรู้ บอร์ดเกม โครงงานวิทยาศาสตร์ และหลักสูตรเสริมทักษะคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้จริง
ผู้เข้าอบรมสามารถเรียนออนไลน์ได้ฟรีทุกที่ ทุกเวลา จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของ สสวท. พร้อมรับวุฒิบัตรอิเล็กทรอนิกส์เมื่อผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ผู้สนใจสามารถสมัครอบรมผ่านระบบสมาชิก ENDB ได้ที่ https://endb.ipst.ac.th/activity/personnel หรือ ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมผ่านระบบ TeacherPD ได้ที่ https://learn.teacherpd.ipst.ac.th/courses
Go To Lead
|
'เอกชัยการแพทย์' รุกตลาด ดันรายได้ปี 69 เติบโตเข้าเป้า 20%
นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) (EKH) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2569 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569) ของบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 60.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27.88 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 47.06 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 342.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62 ล้านบาท หรือ 22.35 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 280.26 ล้านบาท กฎหมายสำหรับบริษัทห้างร้าน ปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาจากจำนวนผู้เข้ารับบริการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจสำคัญ ได้แก่ โรงพยาบาลคูน พระราม 2, ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเอกชัย รวมถึงศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก (EKI-IVF) ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการกลับมาของกลุ่มลูกค้าชาวจีน ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเปิดให้บริการโรงพยาบาลบลูมเต็มไตรมาส ซึ่งจะช่วยขยายฐานรายได้และกระจายแหล่งรายได้ของกลุ่มบริษัทในระยะยาว ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก EKI-IVF โรงพยาบาลคูน และ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือดที่เปิดดำเนินงานอยู่แล้ว
นายแพทย์อำนาจ กล่าวต่อว่า เพื่อยกระดับสู่การเป็นสถานพยาบาลระดับตติยภูมิและการเติบโตอย่างยั่งยืน ในครึ่งปีหลังบริษัทฯ ได้ขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากโรงพยาบาลคูน พระราม 2 สู่ทำเลที่มีศักยภาพ โดยการเปิดโรงพยาบาลคูน วัฒนแพทย์ ขนาด 36 เตียง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางสำหรับผู้สูงอายุ พร้อมแผนเปิดตัวบริการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อขยายฐานการให้บริการที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยังได้เปิดให้บริการโรงพยาบาลบลูม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวช ขนาด 50 เตียง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน รวมถึงในไตรมาสที่ 3 จะเปิดศูนย์ Premium Wellness และเวชศาสตร์ชะลอวัย ระดับพรีเมียมแห่งใหม่ ณ อาคาร C ซึ่งเป็นอาคารส่วนขยายขนาด 60 เตียงของโรงพยาบาลเอกชัย บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากทั้ง 3 โครงการใหม่นี้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป
Go To Lead
|
|
'ราชวิถี'โชว์ศักยภาพผ่าตัดผ่านกล้องและหุ่นยนต์
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงมาพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ จึงได้จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 12th MIS-UR International Congress 2026 ภายใต้แนวคิด Frontiers in Minimally Invasive Surgery: Endoscopic & Robotic Era โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะจากหลายประเทศทั่วโลก ร่วมถ่ายทอดเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์แบบสด (Live Surgery) ทั้งการผ่าตัดมะเร็งไต มะเร็งต่อมลูกหมาก การสร้างทางเดินปัสสาวะใหม่ด้วยหุ่นยนต์ รวมถึงการรักษาโรคนิ่วที่มีความซับซ้อน เป็นการพัฒนาศักยภาพศัลยแพทย์ไทย และยกระดับการรักษาผู้ป่วยให้ได้มาตรฐานสากล
นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลราชวิถีมุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็น ศูนย์กลางการฝึกอบรมด้าน Robotic Urology และ Minimally Invasive Surgery ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำทั่วโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อศัลยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ผู้เข้าร่วมงาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาของประเทศไทย และให้ประชาชนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยในระดับสากล
ผศ.(พิเศษ) นพ.ธเนศ ไทยดำรงค์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากหลากหลายประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และจีน อาทิ Prof. Olivier Traxer (France), Prof. Takaaki Inoue (Japan), Prof. Tae Hyo Kim และ Prof. Deok-Hyun Han (South Korea), Assoc. Prof. Kenneth Chen (Singapore), Assoc. Prof. Fam Xeng Inn (Malaysia) และ Prof. Ka Lun Lo (Hong Kong) โดยวิทยากรทุกท่านได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิคการผ่าตัด และนวัตกรรมใหม่ๆ จากศูนย์การแพทย์ชั้นนำของโลก เพื่อยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีระดับสากลต่อไป
Go To Lead
|
'นานาชาติ SISB' ลุยขยายสาขาแห่งที่ 7 จ.ปทุมธานี
นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) (SISB) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 638.16 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรก ปี 2569 มีรายได้รวม 1,275.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.41% และ 1.38% จากงวดเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ ปัจจัยที่สนับสนุนให้รายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจาก บริษัทฯ ยังคงรักษาระดับจำนวนนักเรียนได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นสุดไตรมาส 2/2569 กลุ่มบริษัทมีจำนวนนักเรียนรวมอยู่ที่ 4,587 คน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง ตั้งเป้าเป็นปีที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้ ยกระดับหลักสูตรนานาชาติของกลุ่มบริษัทฯ โดยการนำ Artificial Intelligence Literacy มาบูรณาการในการเรียนการสอน ปรับหลักสูตรภาษาจีน (Chinese Language) เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึง บริการแนะแนวการศึกษาเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ (University Counselling Services)
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายโรงเรียนนานาชาติแห่งที่ 7 ในจังหวัดปทุมธานี ภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่ Marina Singapore International School ตั้งเป้าเป็นโรงเรียนนานาชาติที่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น คาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม ปี 2570
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|