Education/Health
Hot News: เปิดเวที Future Education Forum “มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุค AI?”
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
เปิดเวที Future Education Forum “มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุค AI?”
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) จัดงาน ABAC CONNEXT 2026 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครอง นักเรียนระดับมัธยมศึกษา และผู้ที่กำลังวางแผนศึกษาต่อ ได้ร่วมค้นหาคำตอบเกี่ยวกับอนาคตของการศึกษาและโลกการทำงาน ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน ผ่านเวทีเสวนา กิจกรรมแนะแนว และประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมค้นพบเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง
สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานคือเวที “The Future of University Forum” ที่จะชวนทุกคนร่วมถกประเด็นสำคัญของโลกการศึกษา อาทิ “มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุค AI?” ป็นคำถามที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ประเด็น “Degree Inflation” หรือ “ปริญญาใบเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป” ก็สะท้อนให้เห็นว่า การเลือกมหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกคณะ แต่คือการเลือกเส้นทางที่จะช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับโลกการทำงานในอนาคต เด็กจบใหม่แบบไหนที่องค์กรต้องการ? เด็ก Gen Alpha ควรเตรียมตัวอย่างไรสำหรับโลกอนาคต? ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารองค์กรชั้นนำของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ดำเนินรายการโดย คุณชลวิศว์ วงษ์ศรีวอ
นอกจากเวทีเสวนาแล้ว ภายในงานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นหาเส้นทางที่เหมาะกับตนเองผ่านกิจกรรม AI Career Match & Entrepreneurial DNA Test ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ศักยภาพ ความถนัด บุคลิกภาพ และความสนใจ พร้อมแนะนำหลักสูตร สาขาวิชา และแนวทางการเรียนที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละบุคคล รวมถึงเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกับทีม Admission และคณาจารย์จากทุกคณะ เพื่อรับคำปรึกษาในการวางแผนการศึกษาต่อและการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคตแมชชีนเลิร์นนิงและปัญญาประดิษฐ์ ผู้เข้าร่วมยังจะได้พบกับเวทีแบ่งปันประสบการณ์จากคณาจารย์ ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันของ ABAC ที่จะถ่ายทอดเส้นทางจาก “ความหลงใหล” สู่ “อาชีพ” ในหลากหลายสาขา ตั้งแต่ธุรกิจ เทคโนโลยี วิศวกรรม นิเทศศาสตร์ ดนตรี สถาปัตยกรรม จนถึงสายสุขภาพและนวัตกรรมชีวภาพ พร้อมกิจกรรม Showcase และพื้นที่ให้คำปรึกษาตลอดทั้งวัน

Go To Lead


‘เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ’ เดินเกม Health & Wellbeing
สุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี ที่กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ดำเนินธุรกิจภายใต้ภายใต้ปรัชญา ‘The Promise of Health’ หรือ พันธสัญญาแห่งสุขภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมสุขภาพที่ดีจากทั่วทุกมุมโลกให้ถึงมือคนไทย อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน บริษัท ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย (Distributor) เท่านั้น แต่เอ็มมีเน้นซ์ มุ่งมั่นที่จะเป็น Solution Partner ที่พร้อมใช้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ในการแสวงหานวัตกรรมสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกมาสู่มือคนไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพอย่างเท่าเทียมในราคาที่จับต้องได้ ขณะเดียวกันในโอกาสที่จะก้าวสู่ปีที่ 55 บริษัทฯ มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความจริงใจ ใส่ใจสังคม โดยมีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมต่างๆ อย่างดีที่สุด ภายใต้แนวคิด Wellbeing For All ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ดำเนินธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มธุรกิจทันตกรรม (Dental) ที่มุ่งเป็นโซลูชั่นครบวงจรสำหรับทันตแพทย์ ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์และเครื่องมือในห้องทันตกรรม (2) กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาล (Medical) ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในห้องธนาคารเลือด ฝ่ายการพยาบาล และห้องปฏิบัติการ (3) กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพในครัวเรือน และ (4) กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย (Industrial) มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมยาผ่านเครื่องจักรคุณภาพมาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิตและการบรรจุ โดยมีไฮไลต์คือเครื่องตอกเม็ดยา JCMCO ที่โรงงานยาทั้งในไทยและทั่วโลกให้การยอมรับด้านคุณภาพ
นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่ม Health-Tech พร้อมจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก สอดรับกับทิศทางของบริษัทที่ปรับบทบาทจากการนำเสนอสินค้า สู่การนำเสนอโซลูชันด้านสุขภาพที่ครอบคลุม โดยตั้งงบลงทุนสำหรับจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center, งบการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Own Brand ตลอดจนงบพัฒนาทักษะบุคลากรและระบบงาน เพื่อรองรับการขยายตัวด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง

Go To Lead


'วชิรพยาบาล' ผนึก 5 บริษัทประกัน ยกระดับ Fax Claim OPD
ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ร่วมกับบริษัทประกันชีวิตและประกันภัยชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท เอไอเอ จำกัด บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวความร่วมมือในการให้บริการ Fax Claim สำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนการสำรองจ่ายค่ารักษา และเพิ่มความคล่องตัวในการใช้สิทธิประกันสุขภาพ
ปัจจุบันการพัฒนาระบบบริการสุขภาพไม่ได้มุ่งเน้นเพียงคุณภาพการรักษา แต่ต้องตอบโจทย์ด้านความสะดวกในการเข้าถึงบริการของประชาชนควบคู่กัน ความร่วมมือกับบริษัทประกันทั้ง 5 แห่งครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการแพทย์และภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการ และสนับสนุนวิสัยทัศน์การเป็น “สถาบันแพทยศาสตร์เพื่อสุขภาวะของคนเมือง
ด้าน ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า บริการ Fax Claim OPD ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ การประสานงานกับบริษัทประกัน ไปจนถึงการชำระค่ารักษาพยาบาล ลดภาระด้านเอกสารและขั้นตอนการดำเนินการของผู้รับบริการ ทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ถือกรมธรรม์ของบริษัทประกันพันธมิตรที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครอง สามารถแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิ Fax Claim ผ่านโรงพยาบาลได้โดยตรง โดยเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ตรวจสอบสิทธิและประสานงานกับบริษัทประกันแทน ช่วยลดภาระการสำรองจ่าย ลดความยุ่งยากด้านเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ โดยครอบคลุมทั้งคลินิกในเวลาราชการและคลินิกพิเศษ (นอกเวลาราชการ)

Go To Lead


แพทย์เตือน “ไม่สูบบุหรี่” ก็เป็นมะเร็งปอดได้
นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมะเร็งปอดไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ขณะเดียวกัน อายุของผู้ป่วยก็ลดลง จากเดิมที่มักพบในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี วันนี้เริ่มพบในวัยทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จึงเป็นโรคที่ทุกคนควรตระหนัก ไม่ใช่เฉพาะผู้สูบบุหรี่ มะเร็งปอด แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) ซึ่งพบประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า พบได้ทั้งในผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ส่วน มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) พบประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วย มีความรุนแรงและลุกลามรวดเร็ว มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ และส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคแพร่กระจายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก
ในปัจจุบัน “มะเร็งปอด” เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ทั้งในเพศชายและเพศหญิง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 70 มักมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามหรือแพร่กระจายแล้ว ทำให้โอกาสรักษาหายขาดลดลงอย่างมาก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 การรักษาด้วยการผ่าตัดยังมีโอกาสหายขาดได้สูง นี่คือช่วงเวลาทอง (Golden Period) ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป
ความน่ากลัวของ “มะเร็งปอด” คือ ระยะเริ่มต้นแทบไม่มีอาการ เพราะเนื้อปอดไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ก้อนมะเร็งจึงสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มมีอาการมักหมายความว่าโรคเริ่มลุกลามแล้ว อาการที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม มีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า รวมถึงเสียงแหบ ปวดหลัง ปวดกระดูก หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเข้าใจว่า “ไม่มีอาการ” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค เพราะผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบมะเร็งในขณะที่ยังรู้สึกแข็งแรงดี ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถตรวจพบก้อนหรือจุดผิดปกติขนาดเล็กเพียง 1-2 มิลลิเมตรได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ใช้เวลาตรวจประมาณ 10-15 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ไม่ควรเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีการใช้รังสี

Go To Lead


สธ. เร่งรับมือมะเร็งปอด-โรคปอดเรื้อรัง
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนทิศทางนโยบายสุขภาพปอดของประเทศไทย ผ่านเวทีเสวนาเชิงนโยบาย “Lung Health Policy Forum: เรื่องช่วยหายใจ นโยบายในฝันที่จะทำให้สุขภาพปอดคนไทยแข็งแรงขึ้น” มุ่งเป้าลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พร้อมสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงนวัตกรรมการคัดกรองและการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไทยอย่างยั่งยืน นโยบายสุขภาพ โดยสถานการณ์โรคมะเร็งทั่วโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่มีแนวโน้มเพิ่มจาก 20 ล้านรายเป็นเกือบ 35 ล้านรายต่อปีภายในปี 2593 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และมะเร็งปอดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก รวมถึงประเทศไทย
รศ. นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เน้นย้ำถึงความรุนแรงของมะเร็งปอดว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย คร่าชีวิตกว่า 20,000 คนต่อปี แม้ปัจจุบันจะมีนวัตกรรมการรักษาที่ก้าวหน้าขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย แต่แต่ประเทศไทยยังคงมีอัตราการเสียชีวิตสูง เนื่องจากความท้าทายสำคัญคือโรคมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก ขณะเดียวกัน ภาพของผู้ป่วยมะเร็งปอดในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูบบุหรี่เท่านั้น งานวิจัยพบว่า มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในผู้หญิงและคนอายุน้อยที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยมีสาเหตุจากการกลายพันธุ์ของยีน EGFR สูงถึง 50-60% และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยมะเร็งปอดในไทยมากกว่า 70% ถูกวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับการคัดกรองและการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก
ศ. พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งปอด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มะเร็งปอดเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ ควรเข้ารับการคัดกรองด้วย Low-Dose CT Scan เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้าและแม่นยำขึ้นมาก ทั้งการผ่าตัด การรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยแต่ละรายเข้าถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า หากพบสัญญาณเตือน เช่น ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หรือความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ควรรีบพบแพทย์ใกล้บ้านเพื่อรับการประเมินอย่างถูกต้อง เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว โอกาสในการรักษาให้หายหรือควบคุมโรคได้ก็ยิ่งมากขึ้น

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com