Education/Health
Hot News: มธ. เปิดหลักสูตร “AI-Ready Leaders for CEOs & Executives”
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
มธ. เปิดหลักสูตร
“AI-Ready Leaders for CEOs & Executives”
สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับบริษัท ที่ปรึกษา ซี เอส อาร์ กรุ๊ป จำกัด เปิดตัวหลักสูตร “Mini MBA: AI-Ready Leaders for CEOs & Executives” ภายใต้แนวคิด “Driving AI-Powered Organizational Transformation for Sustainable Impact” พร้อมวิทยากรเครือข่ายผู้นำระดับประเทศและผู้บริหารองค์กรชั้นนำ หลักสูตรเข้มข้นที่ออกแบบมาเพื่อติดอาวุธให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุค AI ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของหลักสูตรนี้ คือ ผู้เข้าอบรมจะไม่ได้กลับไปเพียงแค่ “ความรู้” และ “Connection” เท่านั้น แต่ยังจะได้กลับไปพร้อม “Transformation Blueprint” หรือพิมพ์เขียวที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้ทันที ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ และเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับยุค AI อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่เราตั้งใจออกแบบในหลักสูตรนี้ คือการทำให้ผู้บริหารไม่ได้แค่ “ฟัง” แต่ได้ “ลงมือทำจริง” ตลอดทั้ง 11 วัน ทุกเนื้อหาถูกร้อยเรียงให้เชื่อมโยงตั้งแต่กลยุทธ์ระดับ Macro ไปจนถึง Workshop เชิงปฏิบัติการที่ผู้เข้าอบรมจะได้ Action Plan ขององค์กรตัวเองกลับไปจริง สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาผู้นำที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้” ศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำหรับหลักสูตรนี้ออกแบบมาสำหรับผู้บริหารระดับสูง (C-Level / Executive / Director) ผู้นำองค์กร และ Successor รุ่นใหม่ ทั้งจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ และภาคเอกชน ที่ต้องการเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตในยุค AI รายละเอียดหลักสูตร ระยะเวลา 10 กรกฎาคม – 18 กันยายน 2569 (รวม 11 วัน เรียนทุกวันศุกร์) | ค่าลงทะเบียน ราคาปกติ 129,000 บาท Early Bird 116,100 บาท / ท่าน (ไม่รวมทริปศึกษาดูงานที่ประเทศจีน)

Go To Lead


Crest School จับมือ CMKL University
เปิดเส้นทางนักเรียนมัธยม
Crest School สถานศึกษาแนว Modern School ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ซึ่งจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยหลักสูตรนานาชาติ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้ การวิจัย และนวัตกรรมระดับมหาวิทยาลัย พร้อมสร้างเส้นทางการเรียนรู้สู่ระดับอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง
CMKL University เป็นมหาวิทยาลัยที่มีจุดแข็งด้าน AI และนวัตกรรม ก่อตั้งจากความร่วมมือระหว่าง Carnegie Mellon University และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นักเรียนของ Crest School จะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการวิจัย พัฒนางานวิจัยร่วม (Joint Research) กับคณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัย เข้าถึงห้องปฏิบัติการและทรัพยากรทางการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ อาทิ การสัมมนา การประชุมวิชาการ และหลักสูตรระยะสั้น เพื่อเปิดมุมมองสู่โลก AI นวัตกรรม และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน CMKL University จะพิจารณานักเรียนจาก Crest School ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การรับเข้า เพื่อศึกษาต่อในรูปแบบ Credit Transfer และ Pathway Program ซึ่งจะช่วยเชื่อมต่อเส้นทางการเรียนรู้จากระดับมัธยมศึกษาสู่ระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายโทนี่ คันธาภัสระ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โจทย์ของการศึกษาระดับมัธยมในวันนี้ไม่ใช่เพียงการพาเด็กไปถึงมหาวิทยาลัย แต่คือการช่วยให้เด็กเข้าใจว่าตนเองสนใจอะไร ถนัดอะไร และอยากสร้างคุณค่าในเรื่องใด ความร่วมมือกับ CMKL University จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้สัมผัสวิธีคิดแบบนักวิจัย ทำงานกับโจทย์จริง และเห็นภาพการเรียนรู้ระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้การตัดสินใจเรื่องอนาคตไม่ได้ตั้งอยู่บนการคาดเดา แต่เกิดจากประสบการณ์จริง ความเข้าใจตนเอง และเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น” สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ของ Crest School Bangkok สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.crestschool.ac.th โทร. 065-954-3645 หรือ LINE: @crestschool

Go To Lead


กรมการแพทย์เปิดรายชื่อ
Premium Clinic
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ดำเนินการตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข คลินิกพรีเมียม (Premium Clinic) ซึ่งเป็นนโยบายของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการเพิ่มทางเลือกในการรับบริการทางการแพทย์ เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับบริการการแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และยังช่วยลดความแออัด และลดระยะเวลารอคอยในโรงพยาบาล ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทันเวลา ยกระดับระบบบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้หลากหลายมากขึ้น
การพัฒนาคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) มุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้ที่ต้องการทางเลือกในการรับบริการ กลุ่มผู้มีสิทธิประกันชีวิตและประกันสุขภาพ และชาวต่างชาติ เนื่องจากการให้บริการคลินิกพิเศษอาจมีค่าบริการแตกต่างจากเวลาทำการปกติ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้หน่วยบริการในสังกัดสามารถจัดระบบบริการรูปแบบดังกล่าว และจัดเก็บรายได้เพื่อใช้จ่ายในการพัฒนาโรงพยาบาล อาทิ การพัฒนาระบบบริการส่วนที่ขาดแคลน การเพิ่มศักยภาพรองรับความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงจ่ายเป็นค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามประกาศหลักเกณฑ์ที่กำหนด
โดยปัจจุบันกรมการแพทย์มี Premium Clinic ของหน่วยงานในสังกัด รวม 16 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลเลิดสิน สถาบันทันตกรรม สถาบันประสาทวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันโรคทรวงอก สถาบันโรคผิวหนัง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น และโรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการขยายบริการ Premium Clinic ในสังกัดกรมการแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานและส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

Go To Lead


'ไทยนครินทร์'
ต่อยอดความเป็นเลิศทางการแพทย์
นายแพทย์เจริญ มีนสุข ประธานกรรมการบริษัท บริษัท โรงพยาบาลไทยนครินทร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความเป็นเลิศทางการแพทย์คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรมาตลอด 33 ปี โดยโรงพยาบาลได้พัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง (Center of Excellence) อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาสู่มาตรฐานระดับสากล หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ ศูนย์โรคมะเร็งเต้านม และศูนย์ปลูกถ่ายไต ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพการรักษา จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่ผู้รับบริการมีต่อโรงพยาบาลมาอย่างยาวนาน
ฐิติ สิหนาทกถากุล ประธานบริหาร บริษัท โรงพยาบาลไทยนครินทร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญขององค์กรในอนาคต คือการสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ (Healthcare Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง เพื่อขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และส่งต่อความไว้วางใจที่องค์กรได้รับตลอด 33 ปีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน เครือข่ายการดูแลสุขภาพของไทยนครินทร์ประกอบด้วย โรงพยาบาลเต้านมและนรีเวชไทยนครินทร์ ไทยนครินทร์สหคลินิก ฉะเชิงเทรา ไทยนครินทร์คลินิก ตลาดทิพย์เกสร และโรงพยาบาลภัทรินทร์ ซึ่งร่วมเสริมศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์อย่างครบวงจร ขณะเดียวกันองค์กรยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ “ไทยนครินทร์ 2” ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายศักยภาพการรักษาพยาบาล รองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร
นอกจากการพัฒนาด้านการรักษาพยาบาลแล้ว โรงพยาบาลไทยนครินทร์ยังให้ความสำคัญกับบุคลากรในฐานะหัวใจสำคัญขององค์กรและผู้ส่งต่อความไว้วางใจสู่ผู้รับบริการในทุกวัน โดยภายในงานได้จัดพิธีมอบรางวัลบุคลากรดีเด่น และรางวัล Long Service Awards เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทและสร้างคุณูปการต่อองค์กรมาอย่างยาวนาน พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่บุตรของบุคลากร จำนวน 10 ทุน มูลค่ารวม 33,000 บาท เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อคุณค่าและโอกาสที่ดีสู่คนรุ่นต่อไป

Go To Lead


'PwC' ชี้เทรนด์เฮลแคร์ไทย
พลิกสู่การป้องกันและการดูแล
นางสาวศนิชา อัครกิตติลาภ หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดการดูแลสุขภาพ (healthcare) ของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีด้านสุขภาพ และการดูแลสุขภาพให้มีอายุยืนยาว (longevity) โดยได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ผลกระทบจากโควิด–19 ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพผ่านช่องทางดิจิทัลที่สะดวกขึ้น
“ทุกวันนี้โครงสร้างของอุตสาหกรรมด้านสุขภาพกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่แค่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากผู้บริโภค เทคโนโลยี และเม็ดเงินลงทุน ซึ่งกำลังเร่งให้ระบบด้านสุขภาพขยับจากการรักษา ไปสู่การป้องกันและการดูแลแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในวันนี้มีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการเข้าถึงข้อมูล การเปรียบเทียบบริการ และการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำได้สะดวกและรวดเร็ว ส่งผลให้ ‘ผู้บริโภคสุขภาพ’ มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น และคาดหวังประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ให้บริการจึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับทั้งคุณภาพการดูแลและประสบการณ์ผู้ป่วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปได้อย่างแท้จริง” นางสาวศนิชา กล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงาน Global Health Report ของ PwC ระบุว่า อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก AI ข้อมูล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้โมเดลการดูแลสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อป่วย (reactive care) ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า (preventive care) และการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการเพิ่มคุณภาพชีวิต (healthspan) ที่ดีในระยะยาว
นางสาวศนิชา กล่าวต่อว่า ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมเฮลแคร์ของไทยจะพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี ค้าปลีก ประกันภัย หรือการขนส่ง โดยรูปแบบบริการจะผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างชัดเจน เช่น การดูแลสุขภาพที่บ้านผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีและระบบการสื่อสารเพื่อบริการด้านสุขภาพ การแพทย์ทางไกล (telehealth) และบริการสุขภาพแบบครบวงจร ในอนาคต การแข่งขันจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ให้บริการด้านสุขภาพแบบดั้งเดิม แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้เล่นในระบบนิเวศที่หลากหลาย ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องปรับโมเดลธุรกิจเดิมจาก hospital-centric มาลงทุนในเทคโนโลยี ข้อมูล และการสร้างพันธมิตร เพื่อขยายระบบนิเวศของธุรกิจเฮลแคร์ และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวมากขึ้น

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com