|
|
บำรุงราษฎร์ ก้าวสู่อันดับ 96 โลก ร.พ.แห่งเดียวจากไทยติด Top 100 ดีที่สุดในโลก ปี 2569 โดย Newsweek
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับที่สำคัญในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขอถือโอกาสนี้มอบคำชื่นชมและคำขอบคุณให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และพนักงานฝ่ายสนับสนุนทุกคนสำหรับความเชี่ยวชาญ ความเห็นอกเห็นใจ และความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละในการดูแลผู้ป่วยอย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงของชื่อเสียงระดับโลกของบำรุงราษฎร์ สิ่งที่น่าสังเกตคือหลักเกณฑ์การประเมินในปี 2569 นั้นมีความเข้มข้นมากกว่าปีก่อน ๆ โดยเพิ่มน้ำหนักตัวชี้วัดด้านคุณภาพของโรงพยาบาล เพิ่มเกณฑ์การรับรองมาตรฐานและความปลอดภัย ประสบการณ์อันน่าประทับใจของผู้ป่วย รวมถึงกรอบการประเมิน PROMs ที่ละเอียดรัดกุมกว่าเดิม แม้ว่ามาตรฐานจะสูงขึ้น แต่เรายังคงสามารถพัฒนาอันดับของเราให้ดีขึ้นได้จากอันดับ 182 สู่ 134 สู่ 100 และล่าสุด 96 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน รวมถึงเป็นภาพสะท้อนของความไว้วางใจจากประชาคมการแพทย์ทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นหมุดหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สำคัญของโลก
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับชื่อเสียงให้แก่วงการสาธารณสุขไทยบนเวทีโลก และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์การรักษาด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย การใช้นวัตกรรมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบการบริบาลที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ที่มารับบริการทุกคน
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลอันดับ 1 ในประเทศไทย 6 ปีซ้อน และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด 1 ใน 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการสำรวจของนิตยสาร Newsweek และ Statista ประจำปี 2569 ความสำเร็จที่ต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการส่งมอบการบริบาลทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่ผู้ที่มารับบริการทุกคน โดยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาสหรัฐอเมริกา) Newsweek นิตยสารและเว็บไซต์ข่าวชั้นนำ ร่วมกับ Statista บริษัทสำรวจวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านตลาดและผู้บริโภคเชิงลึกที่น่าเชื่อถือระดับโลกของประเทศเยอรมนี ได้ประกาศผลการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 (Worlds Best Hospitals 2026) จำนวน 250 อันดับ ผ่านทาง www.newsweek.com โดยมีโรงพยาบาลกว่า 2,530 แห่ง ใน 32 ประเทศทั่วโลกเข้ารับการประเมิน โดยมีผลประกาศและใจความสำคัญว่า
? บำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับที่ 96 จาก 250 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งขยับขึ้นจากอันดับที่ 100 ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและเป็นไปตามเป้าหมายที่โรงพยาบาลฯ ได้ตั้งไว้
? บำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลของไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
? บำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 (2021-2026) ด้วยคะแนน 91.80% ในขณะที่โรงพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับที่ 2 ได้คะแนน 87.80% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในคุณภาพของการรักษา
การจัดอันดับของ Newsweek และ Statista ได้รับการยอมรับในระดับสากลถึงความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพระหว่างประเทศร่วมพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1.ตัวชี้วัดคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Quality Metrics): ข้อมูลคุณภาพการดูแลรักษาเฉพาะทาง ความปลอดภัยของผู้ป่วย มาตรการด้านสุขอนามัย และอัตราส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ต่อผู้ป่วย
2.คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ (Hospital Recommendations from Peers): การสำรวจออนไลน์จากแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 100,000 ราย จาก 32 ประเทศ
3. ข้อมูลจากประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience): ความพึงพอใจทั่วไป การแนะนำบอกต่อ และความพึงพอใจต่อการรักษาพยาบาล
4.PROMs (PROMs Implementation): การใช้แบบประเมินผลลัพธ์ด้านการรักษาจากมุมมองของผู้ป่วย เพื่อวัดผลด้านสุขภาวะและคุณภาพชีวิต
Go To Lead
|
แนะสังเกตอาการเตือน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
นพ.อุฬาร วงศ์แกล้ว แพทย์ประจำศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภาวะที่เกิดจากการสะสมของคราบไขมันภายในผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าจะมีเพียงอาการเจ็บแน่นหน้าอกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มาตรฐานสากลด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด (AHA/ACC) ระบุว่า อาการเตือนอาจส่งผ่านไปยังบริเวณไหล่ แขน คอ กราม หรือหลัง รวมถึงมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่มร่วมด้วย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สังเกตสัญญาณเตือน อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ ทั้งนี้ การตรวจหาความผิดปกติไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว และไม่จำเป็นต้องตรวจทุกรายการ อ้างอิงตามแนวทางสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (ESC Guidelines 2024) แพทย์จะประเมินจากปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ประวัติครอบครัว พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และอายุ เพื่อเลือกแนวทางการตรวจวินิจฉัยที่ตรงจุด อาทิ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG / ECG) ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram) การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) การตรวจภาพหลอดเลือดหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CCTA) เป็นต้น
ทั้งนี้ หากมีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก หรือหน้ามืด ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาทันที ปัจจุบันศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ มีความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีม Heart Rescue Team ที่ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล และบุคลากรวิกฤต พร้อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือทางการแพทย์ ห้องปฏิบัติการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab) และห้องฉุกเฉิน (ER) ที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้การช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด
Go To Lead
|
เครือ รพ.พญาไทและเครือ รพ.เปาโล เปิดตัว Addwise Comorbid
นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เปิดตัว Addwise Comorbid แพลตฟอร์มผู้ช่วยแพทย์อัจฉริยะ หรือ Clinical Intelligence Platform ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแพทย์ประเมินและค้นหาความเสี่ยงของโรคร่วม (Comorbidity) อย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 9 ระบบสำคัญของร่างกาย ช่วยให้แพทย์มองเห็นข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยได้รอบด้านยิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมต่อการดูแลไปยังแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team: MDT) ตามความเหมาะสม เพื่อยกระดับการดูแลให้แม่นยำ ปลอดภัย และต่อเนื่องมากขึ้น การเปิดตัว Addwise Comorbid ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพที่เครือโรงพยาบาลฯ ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกพัฒนาการสำคัญของวงการแพทย์ไทย โดยต่อยอดจากรากฐาน Digital Health Ecosystem ที่เชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ Health Up ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพในโรงพยาบาลเครือข่ายได้สะดวกและต่อเนื่องยิ่งขึ้น ไปจนถึง Telecare ที่ขยายการเข้าถึงแพทย์ผ่านบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ทำให้การดูแลสุขภาพสามารถเชื่อมต่อกับผู้ป่วยได้ทั้งในและนอกโรงพยาบาล
"ปัจจุบันโจทย์สุขภาพมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้ป่วยหนึ่งคนอาจไม่ได้มีเพียงโรคเดียว แต่อาจมีโรคร่วมหรือปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน และบางความเสี่ยงอาจยังไม่แสดงอาการอย่างชัดเจน การดูแลจึงต้องก้าวข้ามการมองเฉพาะโรคหรืออาการตรงหน้า ไปสู่การเข้าใจสุขภาพของผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทาง Value-Based Healthcare ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งกว่า 40 ปีของการดูแลผู้ป่วย ทำให้เรามีทั้งประสบการณ์ทางการแพทย์ ความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ และความเข้าใจ Patient Journey วันนี้เรากำลังนำรากฐานเหล่านั้นมาเชื่อมกับข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อให้เรารู้จักผู้ป่วยได้ดีขึ้น มองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่การดูแลที่เหมาะสมยิ่งขึ้น Addwise Comorbid จึงไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มใหม่ แต่เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการยกระดับ Healthcare Ecosystem สู่ New Standard of Care นพ.อนันตศักดิ์ กล่าว
ด้าน นพ.เจตน์ จอห์น เทพทรงวัจจ ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลและสารสนเทศทางการแพทย์ รพ.พญาไท 2 และที่ปรึกษาฝ่ายข้อมูลและสารสนเทศทางการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า Addwise Comorbid ถูกพัฒนาขึ้นจากโจทย์สำคัญที่ต้องการยกระดับ software ที่ใช้ตรวจรักษาคนไข้ เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นข้อมูลสุขภาพและประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบและรอบด้านยิ่งขึ้น Software พัฒนาจากการใช้ Review of Systems (ROS) มาช่วยในการประเมินอาการและความเสี่ยงของโรคร่วมอย่างเป็นระบบ โดย Algorithm ของ Software พัฒนาโดยยึดหลักการของ Evidence-Based Medicine โดยใช้ Clinical Practice Guideline ที่มีการตีพิมพ์และประกาศใช้ในปัจจุบัน เพื่อช่วยจัดระบบข้อมูล และชี้ให้แพทย์เห็นประเด็นความเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม ก่อนนำไปประกอบการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
Go To Lead
|
'EKH' ทุ่ม 270 ลบ. สร้างโรงพยาบาล คูน บางนา
นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) (EKH) ผู้ประกอบธุรกิจสถานพยาบาลเอกชนชั้นนำ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ารุกธุรกิจบริการด้านสุขภาพ (Healthcare) อย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่วางไว้ โดยล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 4/2569 มีมติอนุมัติจัดตั้ง บริษัท คูน บางนา จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจ โรงพยาบาลคูน บางนา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) โดยทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งเชื่อว่าจะเข้ามาเสริมศักยภาพทางธุรกิจ และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รายได้และกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
สำหรับโรงพยาบาลคูน บางนา เป็นโรงพยาบาลขนาด 4550 เตียง มีมูลค่าการลงทุนรวม 270 ล้านบาท ทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท โดยจดทะเบียนเริ่มต้น 30 ล้านบาท โครงสร้างการถือหุ้นประกอบด้วย บริษัท เอกชัย เนอร์สซิ่งโฮม จำกัด (บริษัทย่อยที่ EKH ถือหุ้น 100%) ถือหุ้นสัดส่วน 7580% บริษัท นารายณ์ พร็อพเพอตี้ จำกัด ถือหุ้นสัดส่วน 15% และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ถือหุ้นสัดส่วน 510% สำหรับแหล่งเงินทุนมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ภายในปี 2571
Go To Lead
|
'LSP School' ขยาย International Pathway
LSP School หรือโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา ภายใต้ LEARN Corporation เตรียมเปิดหลักสูตร International Signature Program (ISP) ระดับประถมศึกษา ในปีการศึกษา 2570 ขยาย International Pathway ที่มีอยู่ในระดับมัธยมให้เริ่มวางพื้นฐานตั้งแต่ช่วงประถม สำหรับครอบครัวที่ต้องการประสบการณ์การเรียนรู้แบบสากลควบคู่กับความแข็งแรงด้านภาษาไทยและความเข้าใจบริบทไทย
ดร.กาญจน์วรินทร์ ผลอนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายประถม กล่าวว่า หลักสูตร ISP พัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์ในการจัด Signature Program ซึ่งมีนักเรียนระดับประถมศึกษากว่า 900 คนต่อปี โดยยังคงแนวคิด Self-Exploration และการดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล พร้อมเพิ่มสัดส่วนการเรียนรู้ผ่านภาษาอังกฤษจาก 45% เป็น 70% ของเวลาเรียน นักเรียนจึงไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเฉพาะในวิชาภาษา แต่ใช้ภาษาเพื่ออ่าน ทำความเข้าใจเนื้อหา ตั้งคำถาม อภิปราย ทำงานร่วมกัน และนำเสนอความคิดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หลักสูตร ISP ยังมุ่งพัฒนา Global Competencies หรือสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการเรียนและการทำงานในระดับสากล ผ่านรายวิชา Capstone และ Mini Research ซึ่งส่งเสริมให้นักเรียนตั้งคำถามจากประเด็นที่สนใจ ค้นคว้าข้อมูลอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ปัญหาจากหลากหลายมุมมอง และพัฒนาแนวคิดหรือผลงานของตนเอง พร้อมฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการนำเสนออย่างมั่นใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อค่อย ๆ พัฒนานักเรียนจากความมั่นใจในการสื่อสารไปสู่การใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาภาษาไทย และความเข้าใจสังคมไทยอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย
ด้านโครงสร้างวิชาการ ISP ระดับประถม ใช้กรอบ UK Curriculum เป็นแกน เนื่องด้วยมีลำดับการเรียนรู้ที่ชัดเจน ช่วยวางพื้นฐานด้านการอ่าน การคิดคำนวณ และการใช้ภาษาเชิงวิชาการอย่างเป็นระบบ จากนั้นจึงเสริมแนวทางการเรียนรู้แบบอเมริกันในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ผ่านการตั้งคำถาม การอภิปราย การแก้ปัญหา และการทำโครงงาน เพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับช่วงมัธยมซึ่งต้องเริ่มสำรวจความสนใจ เลือกวิชา และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้น การผสานทั้งสองแนวทางจึงไม่ได้เกิดจากการนำหลักสูตรต่างประเทศมารวมกัน แต่เป็นการเลือกใช้จุดแข็งของแต่ละระบบให้เหมาะกับพัฒนาการของนักเรียนในแต่ละช่วง ขณะเดียวกัน Global Competencies ถูกวางไว้ในตารางเรียนจริงผ่าน 4 Learning Areas รวม 5 คาบต่อสัปดาห์ ได้แก่ Primary Humanities, Library (Reading Club), Financial Literacy & Entrepreneurial Skills และ Primary Wellbeing (PSHE) & Homeroom เพื่อพัฒนาความเข้าใจโลกและผู้คน พื้นฐานการอ่าน การตัดสินใจเรื่องเงินและคุณค่า ตลอดจนการเข้าใจและจัดการตนเอง โดยมีครูไทยและครูต่างชาติร่วมกันดูแลผ่านระบบ Co-IDP เพื่อติดตามพัฒนาการทั้งด้านวิชาการ ภาษา ความเป็นอยู่ และศักยภาพเฉพาะบุคคล องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ ISP ระดับประถมทำหน้าที่เป็น Academic Bridge ที่เชื่อมจากการวางพื้นฐานไปสู่ Junior High School ISP อย่างเป็นลำดับ
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|