|
|
สธ. เปิดชื่อ 14 แบรนด์ดัง ร่วมแคมเปญ หวานปกติ = หวาน50%
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า หลังจากการประกาศแคมเปญ หวานปกติ = หวาน 50% ครบ 3 เดือน ผลตอบรับจากทั้งภาคเอกชนและผู้บริโภค เป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้น ถือเป็นความร่วมมือสำเร็จจากความร่วมมือสำคัญในการยกระดับความหวาน 50% ให้เป็นมาตรฐานความหวานปกติ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมแคมเปญแล้ว 14 แบรนด์ ประกอบด้วย คาเฟ่อเมซอน อินทนิล ออลล์คาเฟ่ คัดสรร เบลลินี่ แบล็คแคนยอน พันธุ์ไทย ชาวดอย อินเตอร์คอฟ ทรูคอฟฟี่ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มและโรงแรมในเครือเซ็นทรัล The Coffee Club และ GAGA ในเครือ MINOR Group รวมถึงแบรนด์น้องใหม่ ZUS Coffee ที่กำลังขยายสาขาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีจุดจำหน่ายเครื่องดื่มชงที่ปรับมาตรฐานแล้วกว่า 30,000 สาขาทั่วประเทศ
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แคมเปญ หวานปกติ = หวาน 50% ถือว่าเป็นแนวคิด Default Choice หรือการจัดวางทางเลือกพื้นฐานที่ดีต่อสุขภาพให้เป็นตัวเลือกเริ่มต้น โดยไม่ใช้มาตรการบังคับ แต่เป็นการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การติดตั้งสัญลักษณ์และสื่อประชาสัมพันธ์ของแคมเปญในร้านค้า ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงปริมาณน้ำตาลที่บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกเครื่องดื่มสูตรหวาน 25% และสูตรไม่เติมน้ำตาล (หวาน 0%) ในกลุ่มเมนูอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กรมอนามัยยังคงเดินหน้าขยายความร่วมมือไปยังภาคธุรกิจและร้านค้ารุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การบริโภคที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นได้จากความหวานที่ลดลง สำหรับร้านเครื่องดื่มที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์สำนักโภชนาการ กรมอนามัย https://nutrition2.anamai.moph.go.th นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายแคมเปญไปสู่กลุ่มอาหารและขนมภายใต้แนวทางลดหวาน มัน เค็ม ตามเกณฑ์เมนูชูสุขภาพและเมนูทางเลือกของกรมอนามัย เพื่อช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง กรมอนามัยจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกเครื่องดื่มหวานน้อย และยินดีต้อนรับผู้ประกอบการทุกระดับร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมไทยสุขภาพดีไปด้วยกัน รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว
Go To Lead
|
|
ร่วมบริจาค ฉีดวัคซีนปอดบวมแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส 1,000 ราย
สภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคในโครงการ ฉีดวัคซีนปอดบวมแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส 1,000 ราย เพื่อระดมทุน 2,347,000 บาท จัดซื้อวัคซีน PCV20 มอบให้กลุ่มเสี่ยงสูงภายในปี 2569 โดยผ่านการคัดกรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อย่างโปร่งใส เพื่อลดโอกาสป่วยหนัก และเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยยากไร้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อที่อาจลุกลามรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล เข้าห้องไอซียู หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก
ในแต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยโรคปอดอักเสบสูงถึงประมาณ 200,000 250,000 ราย และเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 30,000 ราย โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสาเหตุสำคัญของปอดอักเสบ คือ เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ซึ่งไม่ได้ก่อโรคเพียงที่ปอดเท่านั้น แต่ยังอาจลุกลามสู่กระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองจนเป็นภาวะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ อาการของโรคปอดบวมที่พบบ่อย ได้แก่ เป็นไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว และหายใจลำบาก ขณะที่ในผู้สูงอายุอาการอาจไม่ชัดเจนเหมือนวัยอื่น แต่มาในรูปของอาการ สับสน ซึมลง หรือรู้สึกตัวลดลงทำให้เข้ารับการรักษาช้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมากขึ้น สำหรับผู้สูงอายุที่ยากไร้ และผู้ป่วยเปราะบาง ความรุนแรงของโรคไม่ได้หมายถึงเพียงการติดเชื้อ แต่ยังหมายถึงโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงขึ้น การสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่มากขึ้น เพราะหลายคนไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะเข้าถึงการป้องกันที่เหมาะสมได้ทันเวลา
วัคซีนปอดอักเสบ ป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการป้องกันโรค และลดความรุนแรงจากการติดเชื้อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (DDC) แนะนำวัคซีนปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV20) สำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะเสี่ยงสูง เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดโรครุนแรงมากเป็นพิเศษ
Go To Lead
|
|
สถิติผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่-RSVพุ่งหลักแสน!
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กทม. และ กรมการแพทย์ จัดการประชุมความร่วมมือ "การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง" ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้
ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ "Bangkok Healthy City" ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม
ทั้งนี้ ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ "วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง" (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี
Go To Lead
|
|
อนามัยโพล เผย คนไทยดื่มนมมากขึ้น
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงผลสำรวจอนามัยโพล เรื่อง พฤติกรรมการดื่มนม ระหว่างวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2569 จำนวน 1,999 คน พบว่า คนไทยดื่มนมทุกวัน ร้อยละ 30.17 และดื่ม 2 แก้วต่อวัน ร้อยละ 24.01 สูงขึ้นกว่าผลสำรวจปี 2567 ที่การดื่มนมทุกวันเพียงร้อยละ 19.6 และดื่ม 2 แก้วต่อวัน เพียงร้อยละ 11.9 ทั้งนี้ ส่วนใหญ่นิยมดื่มนมจืดมากที่สุด ถึงร้อยละ 73.54 ส่วนสาเหตุที่ดื่มนมเพราะคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ ร้อยละ 76.69 นมเป็นสินค้าคุณภาพ ร้อยละ 42.07 และรสชาติของนม ร้อยละ 33.22 และหากมีนมติดบ้านจะช่วยให้คนไทย ร้อยละ 20.46 ดื่มนมมากขึ้น
การที่คนไทยดื่มนมเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและจัดกิจกรรมรณรงค์ดื่มนมเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันดื่มนมโลก และรณรงค์ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน เพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการดื่มนม เพราะนมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และวิตามินบี 2 ซึ่งนมโคยังมีโปรตีนคุณภาพและแคลเซียมที่สูงกว่านมจากพืช อีกทั้ง นมรสจืดยังเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากไม่มีการเติมน้ำตาลเพิ่ม เหมือนนมปรุงแต่งรสอื่นๆ ช่วยลดพฤติกรรมการติดหวาน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันไม่สามารถมุ่งผลิตเพียงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้อีกต่อไป เพราะโลกยุค AI และนวัตกรรมต้องการคนที่มีความรู้หลากหลายศาสตร์และสามารถบูรณาการองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาได้จริง จุฬาฯ จึงจัดตั้งวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ หรือ College of Interdisciplinary and Integrative Studies เพื่อผลักดันการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary) และสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญและความสามารถรอบด้าน พร้อมยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยจาก ผู้ตาม ไปสู่ ผู้กำหนดอนาคต ผ่านการออกแบบหลักสูตรและการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์แรงงานและสังคมโลกในอนาคต โดยมุ่งสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้เฉพาะทาง แต่ยังมีศักยภาพในการแก้ปัญหาระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างแท้จริง
Go To Lead
|
หลักสูตรทันตะอินเตอร์ ม.วลัยลักษณ์ ผ่านการรับรองสูงสุด 7 ปี
รองศาสตราจารย์ ดร.ทพ.พูนศักดิ์ ภิเศก คณบดีวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ทันตแพทยสภาได้มีมติรับรองหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ของมหาวิทยาลัยเป็นระยะเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569-2575) ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการรับรองขั้นสูงสุด โดยการประเมินในครั้งนี้ครอบคลุมใน 2 ส่วนสำคัญ คือ การประเมินโครงสร้างหลักสูตรฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2569 และความพร้อมของสถาบันที่ผ่านเกณฑ์ประเมินครบทั้ง 15 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพของผู้บริหารและคณาจารย์ แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่ทันสมัย พร้อมมุ่งสู่การผลิตทันตแพทย์คุณภาพในระดับสากล
สำหรับปัจจัยความสำเร็จสู่การรับรองระดับสูงสุดมาจาก 3 ประการ คือ หลักสูตรที่ทำให้นักศึกษาสอบใบประกอบวิชาชีพได้ 100%, คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญครอบคลุม 14 สาขาเฉพาะทาง และเครือข่ายนานาชาติที่ส่งนักศึกษาดูงานต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป อย่างน้อย 2 ครั้ง เสริมด้วยการเรียนในพหุวิทยาเขตทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้เข้าถึงบริบทวิชาชีพที่แตกต่างทั้งในสังคมเมืองและส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ วิทยาลัยฯ มุ่งเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีโดยการนำ ทันตกรรมดิจิทัล (Digital Dentistry) มาผสมผสานในหลักสูตรปริญญาตรีอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้นักศึกษาชั้นปีที่ 5 และ 6 ฝึกใช้เครื่องมือล้ำสมัยอย่างระบบพิมพ์ปากดิจิทัล (Digital Scanner) เพื่อผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ ที่เท่าทันเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21
สำหรับทิศทางและเป้าหมายในอนาคต วิทยาลัยฯ มุ่งขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยวิสัยทัศน์ Think Global, Act Local โดยบ่มเพาะนักศึกษาให้มีแนวคิดระดับสากลจากการเรียนรู้โลกกว้าง ควบคู่กับการรับใช้สังคมผ่านการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่นครศรีธรรมราชและภาคใต้ พร้อมทั้งผลักดันคณาจารย์ในการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับวงการทันตแพทย์
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|