Education/Health/Culture
Hot News: ทบทวนกลุ่มเป้าหมาย 'ฉีดวัคซีน' //'ยันฮี' ทุ่มทุนขยายศูนย์ผู้สูงอายุ //จัดกิจกรรม 'วันไตโลก 2564'//'มช.' จับมือ 'ซีพีเอฟ' ผลักดันงานวิจัย นวัตกรรมแมลงทหารเสือ //ศธ.ปรับวิธีเรียนประวัติศาสตร์ดึงเด็กสนใจ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ทบทวนกลุ่มเป้าหมาย 'ฉีดวัคซีน'
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน “วัคซีนโควิด-19 คืนรอยยิ้มประเทศไทย” โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วัคซีนโควิด-19 ของซิโนแวคที่ได้รับเป็นงวดแรก จำนวน 200,000 โดส เมื่อผ่านการตรวจสอบโดยกรมศุลกากร เจ้าหน้าที่ อย. และเจ้าหน้าที่ขององค์การเภสัชกรรมแล้วจะขนส่งไปยังคลังสำรองวัคซีนโควิด-19 ที่ศูนย์กระจายสินค้าของบริษัท ดีเอชแอล (ประเทศไทย) จากนั้น องค์การเภสัชกรรม จะดำเนินการตรวจรับและกระจายให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบคุณภาพอีกครั้ง เมื่อผ่านทุกขั้นตอนแล้ว จะจัดส่งกระจายให้กับหน่วยบริการสถานพยาบาลให้เร็วที่สุด
สำหรับวัคซีนงวด 2 จำนวน 800,000 โดส จะส่งมอบในเดือน มี.ค. และงวด 3 จำนวน 1 ล้านโดส ในเดือน เม.ย.2564 รวมทั้งสิ้น 2 ล้านโดส โดยองค์การเภสัชกรรม ร่วมมือกับบริษัท ดีเอชแอล (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการจัดเก็บวัคซีนทั้ง 2 ล้านโดส ภายในห้องจัดเก็บความเย็น และจัดส่งกระจายภายใต้มาตรฐานสากล ควบคุมอุณหภูมิไม่เกิน 2-8 องศาเซลเซียส ไปยังโรงพยาบาลตามแผนการฉีดให้กับประชาชน ตามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งบริษัท ดีเอชแอล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้การสนับสนุนแก่รัฐบาลไทย โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สำหรับ เป้าหมายการฉีดวัคซีน ระยะแรก เดือน มีนาคม-พฤษภาคม จำนวน 2 ล้านโดส จะฉีดให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม พื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมใน 18 จังหวัด ได้แก่ จ.สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร (ฝั่งตะวันตก) ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ตาก (อ.แม่สอด) นครปฐม สมุทรสงคราม ราชบุรี ชลบุรี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) เชียงใหม่ กระบี่ ระยอง จันทรบุรี ตราด และเพชรบุรี โดยฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขด่านหน้า อสม. บุคลากรด่านหน้า เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย ประชาชนทั่วไป และแรงงานที่มีอายุ 18-59 ปี เน้นผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ ทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน โดยให้แพทย์ประเมินและคัดเลือกจากฐานข้อมูลการเข้ารักษาในโรงพยาบาล

Go To Lead


'ยันฮี' ทุ่มทุนขยายศูนย์ผู้สูงอายุ
นพ.สุธน พิศูทธินุศาสตร์ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลยันฮี เปิดเผยว่า ศูนย์ผู้สูงอายุ ยันฮี รองรับผู้สูงอายุได้ถึง 143 เตียง มีห้องให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ ห้องเดี่ยว และห้องรวม รองรับดูแลผู้สูงอายุทั้งแบบรายเดือนและรายวัน กรณีที่ต้องการใช้บริการรายวัน มีการออกแบบโปรแกรมสำหรับดูแลผู้สูงอายุแต่ละท่านในหนึ่งวันว่าต้องทำอะไรบ้าง อาทิ กิจกรรมร้องเพลง ออกกำลังกาย วาดรูป ซึ่งแต่ละกิจกรรมจะมีพยาบาลประจำและสามารถให้การดูแลช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน มีอายุรแพทย์เข้ามาเยี่ยมผู้สูงอายุเป็นประจำและมีนักโภชนาดูแลเรื่องอาหารแต่ละท่านทั้ง 3 มื้อ ที่สำคัญในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถส่งต่อไปยัง รพ.ยันฮีได้ตลอด 24 ชม.เช่นกัน
“นอกจากทีมแพทย์ พยาบาลที่ให้การดูแลช่วยเหลือแล้ว ยังพร้อมให้คำปรึกษาด้านสุขภาพอนามัยโดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ, มีนักโภชนาการคอยติดตามและจัดรายการอาหารที่ถูกหลัก และมีกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การจัดโซนนั่งเล่น โซนรับประทานอาหาร จัดให้มีการทำบุญตักบาตร กิจกรรมการออกกำลังกาย ทำงานฝีมือ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีกิจกรรมร่วมกัน” ผอ.ฝ่ายการแพทย์ กล่าว
นอกจากนี้ศูนย์ผู้สูงอายุ ยันฮี ให้บริการรถพยาบาลกรณีฉุกเฉิน พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัย สำหรับเคลื่อนย้ายและรับ-ส่งผู้สูงอายุไปยังบ้าน โรงพยาบาล หรือสถานที่ต่างๆ โดยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบัน ศูนย์ผู้สูงอายุยันฮี มีจำนวน 60 เตียง ได้ขยายไปที่Ward 12 ตึกรพ.ยันฮี จำนวน 29 เตียง Ward 13 จำนวน 28 เตียง และWard 14 จำนวน 26 เตียง เตรียมเปิดให้บริการ เร็วๆ นี้

Go To Lead


จัดกิจกรรม 'วันไตโลก 2564'
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า การจัดงานกิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกและสัปดาห์ลดการบริโภคเค็ม ประจำปี 2564 ในปีนี้ภาย ใต้คำขวัญ “ไตวายไม่ตายไว แค่ปรับใจและปรับตัว” โดยกิจกรรมวันไตโลกจะจัดในรูปแบบออนไลน์ ผ่าน Facebook Live ของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 12.30 น. เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม ซึ่งถือเป็นครั้งแรก หลังจากปีที่แล้ว เราไม่ได้จัดงานสืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ สถานการณ์ของโรคไตในปัจจุบันนั้นมีความรุนแรงต่อเนื่องสอดคล้องกับการทำวิจัยพฤติกรรมการบริโภคเค็มครั้งล่าสุดในปี 2564 พบว่าคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา เปรียบเทียบกับคนไทยบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเกือบ 2 เท่า (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม) โดยผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน, ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 3,316 มก./วัน ตามลำดับ จึงจำเป็นต้องจัดงานเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไตสู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
น.อ.หญิง พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เมื่อมีผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยและมีผู้มีภาวะเสี่ยงมากกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ มีการป่วยเป็น“โรคไตเรื้อรัง” เพิ่มสูงขึ้นและมีอายุน้อยลงทุก ๆปี ทำให้ภาครัฐและประชาชนที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น เมื่อเป็นแล้วต้องรักษาตลอดชีวิต แต่เราสามารถเลี่ยงความทรมานนี้ได้ เพราะโรคนี้ป้องกันได้โดยการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาสิ่งปกติในร่างกาย หากพบสัญญาณความผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น 1. ปัสสาวะผิดปกติ เช่น สีผิดปกติ มีลักษณะเหมือนน้ำล้างเนื้อ หรือสีเข้มกว่าปกติ ปัสสาวะมีฟองมาก 2. ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ 3-4 ครั้งขึ้นไป 3. ปัสสาวะแสบขัด กะปริบกะปรอย 4. มีอาการปวดหลัง ปวดเอว อาจมีความผิดปกติบริเวณนิ่วในไต ไตอักเสบ และ 5. มีความดันโลหิตสูงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยทันที

Go To Lead


'มช.' จับมือ 'ซีพีเอฟ' ผลักดันงานวิจัย นวัตกรรมแมลงทหารเสือ
รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “งานวิจัยนวัตกรรมแมลงทหารเสือเพื่ออุตสาหกรรม BCG” เพื่อต่อยอดและขยายผลในเชิงพาณิชย์ด้าน Biowaste หรือ Circular Feed ซึ่งสอดรับกับ Model BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG) เป็นโมเดลที่ประเทศไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และซีพีเอฟ มุ่งมั่นผลักดันให้เกิดความยั่งยืนตามแนวทาง SDGs
"มช. และซีพีเอฟ มีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาอุตสาหกรรม BCG ซึ่งเป็นแนวคิดในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างยั่งยืน ให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกรและชุมชน จึงเกิดความร่วมมือในครั้งนี้ขึ้น โดยซีพีเอฟสนับสนุนงบประมาณในการวิจัย และร่วมกันศึกษาเพื่อสร้างระบบต้นแบบการเลี้ยงหนอนแมลงทหารเสือแบบ Smart Farm ที่เหมาะสมสำหรับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดและสร้างอาชีพ โดยนำผลิตผลทางการเกษตรเหลือใช้มาสร้างมูลค่า ซึ่งจะเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและจะเป็นโมเดลในการเรียนรู้ของนักศึกษา เกษตรกร และชุมชนต่อไป” รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา กล่าว
ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับแมลงทหารเสือ เครือซีพี ได้เริ่มวิจัยมาในปี 2559 ในการศึกษาถึงการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในหลายๆ ด้าน แมลงทหารเสือ เป็นคำตอบหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกับวัสดุชีวภาพในประเทศ ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปของโปรตีนหรือไขมัน แต่ต้องมีรูปแบบการเลี้ยงที่เหมาะสมทั้งทางด้านการลงทุน และการควบคุมแมลงให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ทั้งนี้ที่มาของการผลิตแมลงก็ต้องสามารถสอบย้อนกลับได้ มีผลผลิตที่ดี ทั้งในทางด้านการผลิตและทางด้านค่าโภชนะต่างๆ รวมไปถึงการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ยังสนใจที่จะศึกษาการเพิ่มมูลค่า การหาสารสำคัญที่มีประโยชน์ รวมถึงการทดสอบผลข้างเคียง เพื่อพัฒนาไปสู่ในระดับอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนต่อไป

Go To Lead


ศธ.ปรับวิธีเรียนประวัติศาสตร์ดึงเด็กสนใจ
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่าใ นการประชุมคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ ที่ประชุมได้หารือและมีข้อสรุปถึงการเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยว่า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้มีความน่าสนใจและส่งเสริมความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้กับเด็กและเยาวชนมากขึ้น ดังนั้น การปรับปรุงการเรียนวิชาประวัติศาสตร์นี้จะผสมผสานเชื่อมโยงไปกับแผนบูรณาการการศึกษาในการสร้างโรงเรียนคุณภาพของชุมชน และโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง ซึ่งจำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)จะต้องวางรากฐานไว้ให้เข้มแข็ง รวมไปถึงคณะทำงานการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องนำไปพิจารณาด้วยว่าวิธีการปรับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จะสอดแทรกในศาสตร์การเรียนได้อย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ ศธ. ต้องการให้ครูผู้สอนได้มีการบูรณาการการเรียนประวัติศาสตร์ให้มีความทันสมัยเพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนประวัติศาสตร์มากขึ้นเพราะหากจะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศคงไม่มีอะไรที่มีเสน่ห์ไปมากกว่าประวัติศาสตร์ไทยเหมือนที่เราอยากไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆซึ่งที่ผ่านมาผมมองว่ามีการโปรโมตแล้วแต่ยังทำได้ไม่เข้มข้นและอาจยังสร้างแรงจูงใจได้ไม่เพียงพอดังนั้นหากเราจะยกระดับความสวยงามของประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้จะต้องผ่านกระบวนการการศึกษาซึ่งถือเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจของประเทศได้

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com