|
|
จุฬาฯ เปิดตัว Chula XL ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดตั้งวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) วิทยาลัยใหม่ของมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก ในการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 พร้อมยกระดับบทบาทจุฬาฯ สู่การเป็น มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม
Chula XL มีภารกิจในการจัดการและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทสังคม ผ่านหลักสูตร Non-Degree, Microcredentials การอบรม ตลอดจนการ Upskill และ Reskill ที่เชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิต พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบสหวิทยาการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การเปิดตัว Chula XL นับเป็นก้าวสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ และความยั่งยืนในอนาคต ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวและว่า
Chula XL ได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนสำคัญของประเทศ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน การบินไทย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน และเครือข่ายองค์กรต่าง ๆ สะท้อนพลังการบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตจริงของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในสถานที่ทำงาน บนการเดินทาง หรือในพื้นที่สาธารณะ โครงการ Chula XL คือหมุดหมายใหม่ของการศึกษาไทย ที่ยกระดับพื้นที่การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดย XL หมายถึงความยิ่งใหญ่ของบทบาทจุฬาฯ ในการสร้างพลังความรู้ให้ประชาชนไทยทั้งประเทศ ซึ่งพลังนี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ แต่ยังร่วมถึงการสร้างอนาคตของสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไปอีกด้วย
ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ประธานคณะกรรมการจัดตั้ง Chula XL เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดตั้ง วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน (Chula XL) ด้วยเป้าหมายสำคัญในการขยายบทบาทจากการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตของคนไทย ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งความรู้และทักษะจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Chula XL จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากทุกคณะและหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมทั่วไป แต่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้วิทยาลัยจะเชื่อมโยงระบบคลังหน่วยกิต ระบบบริหารการเรียนรู้ และระบบไมโครเครดิตเชียล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสม ต่อยอด และพัฒนาทักษะได้อย่างยืดหยุ่นตลอดชีวิต พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับการทำงานและการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
Go To Lead
|
EtonHouse เตรียมเปิดตัวโรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน
กลุ่มสถาบันการศึกษา EtonHouse International Education Group ประกาศเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) ในย่านปิ่นเกล้า หลังได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ โรงเรียนแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งครอบครัวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยนำเสนอหลักสูตรนานาชาติที่ได้มาตรฐานระดับโลกในอัตราค่าเล่าเรียนที่เหมาะสม ทำให้การศึกษานานาชาติเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมคงไว้ซึ่งมาตรฐานคุณภาพระดับสูงที่เป็นเอกลักษณ์ของ EtonHouse
โรงเรียน MISB ประกาศเปิดรับสมัครนักเรียนสำหรับระดับ Nursery 1 ถึง Grade 4 (อายุ 2.510 ปี) โดยมีแผนขยายการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับนักเรียนจนถึงอายุ 18 ปี ภายใต้แบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจอย่าง EtonHouse โดยจะมอบเส้นทางการศึกษาที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงช่วงก่อนมหาวิทยาลัย ด้วยหลักสูตรคุณภาพสูง เข้าถึงได้ง่าย และสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาไทย ค่าเล่าเรียนเริ่มต้นที่ 396,000 บาท โดยใบอนุญาตโรงเรียนอยู่ระหว่างกระบวนการอนุมัติตามมาตรฐาน โรงเรียน MISB จึงพร้อมมอบสิ่งที่ครอบครัวเคยมองหาแต่ยังขาดในปัจจุบัน นั่นก็คือการศึกษาคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เข้าถึงได้ สอดคล้องกับวัฒนธรรม และความพร้อมสำหรับอนาคต
วรงค์ วงศ์สินอุดม ผู้อำนวยการ EH Middleton Education (Thai) Co. Ltd กล่าวว่า ครอบครัวไทยกำลังมองหาโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและภาษาของเรา พร้อมเปิดโอกาสสู่โลกกว้าง โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน มอบสิ่งที่ตรงกับความต้องการนี้อย่างแท้จริง ด้วยโปรแกรมสามภาษาที่แข็งแกร่ง การส่งเสริมความเคารพต่อประเพณีไทย และเส้นทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ๆ สำหรับโอกาสในอนาคต เรามั่นใจว่าโรงเรียนแห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในประเทศไทย หลักสูตรเน้นการเรียนรู้แบบสืบค้นจากประสบการณ์ตรง (Inquiry-driven) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด จากนักการศึกษา Reggio Emilia เน้นทั้งความเข้มงวดทางวิชาการ ควบคู่ไปกับสุขภาวะทางอารมณ์ที่ดี และการเรียนรู้เพื่ออนาคต
สภาพแวดล้อมทันสมัย ครบครันด้วยทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยอดเยี่ยม พร้อมห้องเรียนและพื้นที่การเรียนรู้ที่สะท้อนแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทยอันหลากหลาย ซึมซับวัฒนธรรม พร้อมขยายมุมมองสู่โลกกว้าง
Go To Lead
|
รพ.วิมุต เปิด 5 โรคยอดฮิตปี 2568
นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ข้อมูลภาพรวมผู้ป่วยปี 2568 พบว่า คนไทยยังคงเข้ารับการรักษาจำนวนมากจากโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งไม่เพียงเป็นปัญหาสาธารณสุข แต่ยังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว จากข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในปี 2568 โรงพยาบาลวิมุตระบุว่า 5 โรคหรือกลุ่มโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ 1.โรคความดันโลหิตสูง 2.โรคเบาหวาน 3.ภาวะไขมันในเลือดสูง 4.โรคหวัดและโรคทางเดินหายใจ และ 5.กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม โดย 3 อันดับแรกเป็นกลุ่มโรค NCDs ซึ่งสะท้อนปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างชัดเจน ทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล การออกกำลังกายน้อย และความเครียดสะสม ขณะที่โรคหวัดและภูมิแพ้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่วน ออฟฟิศซินโดรม กลายเป็นโรคประจำตัวของคนวัยทำงานในยุคเศรษฐกิจเร่งรีบ ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานานและขาดการเคลื่อนไหว
ปัจจัยที่ทำให้โรคทั้ง 5 กลุ่มนี้กลายเป็นโรคยอดฮิตในปี 2568 มาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย คนเมืองต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานหลายบทบาท มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองน้อยลง ขณะเดียวกันพฤติกรรมการกินยังคงพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มหวานเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญของโรค NCDs ส่วนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกสลับร้อน และปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูหนาว ส่งผลโดยตรงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ ขณะที่ออฟฟิศซินโดรมสะท้อนต้นทุนสุขภาพของแรงงานยุคดิจิทัลที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอวันละหลายชั่วโมง และหากพฤติกรรมเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยน แนวโน้มในปี 2569 โรคดังกล่าวจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจพบผู้ป่วยในอายุน้อยลง นายแพทย์สุวาณิช กล่าว
Go To Lead
|
|
"แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น " ยกระดับการรักษาโรคอ้วนรุนแรง
รศ.นพ.สุริยะ พันธ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์การผ่าตัดโรคอ้วนแบบครบวงจรของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยก่อนผ่าตัดและการดูแลต่อเนื่องหลังผ่าตัด เพื่อให้ประชาชนภาคอีสานได้รับการรักษาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในระยะยาวด้วยความร่วมมือของทีมแพทย์สหสาขาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเป็นหนึ่งในแนวทางรักษาโรคอ้วนที่ให้ผลในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนรุนแรง หรือมีโรคร่วมที่ควบคุมได้ยาก การผ่าตัดแบบส่องกล้องช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดไม่ใช่ทางลัดหรือแนวทางเดียวในการรักษาโรคอ้วน ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกาย เพื่อให้การรักษาได้ผลอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ทีมแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์ยังได้ศึกษาการรักษาโรคเบาหวานด้วยการผ่าตัด หรือ Metabolic Surgery ซึ่งอาจฟังดูเป็นแนวคิดใหม่สำหรับหลายคน แต่มีที่มาจากการรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีเบาหวานร่วมด้วย โดยพบว่าเมื่อคนไข้กลุ่มนี้ได้รับการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนแล้วจำนวนมาก สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น หรือบางรายกลับเข้าสู่ระยะสงบได้(DM remission) จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีภาวะอ้วนไม่มาก แต่เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยากและต้องใช้ยาปริมาณสูง โดยมีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 ถือเป็นกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยการผ่าตัด เมื่อได้รับการผ่าตัดแล้ว ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งช่วยเพิ่มกลไกในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้การควบคุมโรคเบาหวานดีขึ้น นำไปสู่แนวทางการรักษาที่มีศักยภาพในอนาคต
Go To Lead
|
อย. FoSTAT เปิดตัว Smart Kids with Good Health
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) เพื่อขับเคลื่อนการเสริมสร้างความรู้ด้านอาหารและโภชนาการแก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรม Smart Kids with Good Health มุ่งส่งเสริมโรงเรียนต้นแบบ อย.น้อย ปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี วางรากฐานการดูแลสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเรียน และต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในอนาคต
การประกาศความร่วมมือระหว่าง อย. และ FoSTAT ในวันนี้ สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน มุ่งยกระดับทักษะชีวิตเพื่อสุขภาวะ (Life Skills for Wellbeing) ของเยาวชนไทย ผ่านการเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยอาหารและโภชนาการที่ถูกต้อง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อสุขภาวะอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ ถ่ายทอดต่อ และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการบริโภคอย่างมีความรู้ มีความรับผิดชอบ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายพัฒนา กล่าว
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียน อย.น้อย อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแก่เยาวชนไทย ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินกิจกรรม Smart Kids with Good Health นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกิจกรรม อย.น้อย ในโรงเรียน เพื่อขับเคลื่อนนำไปสู่การพัฒนาเป็นนักสื่อสารผลิตภัณฑ์สุขภาพรุ่นใหม่
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|