Education/Health
Hot News: 'จุฬาฯ' ครองอันดับ 1 ของไทย THE Asia University Rankings 2026
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'จุฬาฯ' ครองอันดับ 1 ของไทย
THE Asia University Rankings 2026
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จากผลการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีที่สุดในเอเชีย โดย THE Asia University Rankings 2026 ซึ่งประกาศผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการจัดอันดับจำนวน 929 แห่ง นอกจากนี้จุฬาฯ ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 12 ของอาเซียน Top 5 มหาวิทยาลัยไทยที่ได้รับการจัดอันดับจาก Times Higher Education (THE)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับ 134) มหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับ 146) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (อันดับ 201-250) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับ 251-300) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (อันดับ 401-500) THE Asia University Rankings 2026 พิจารณาจาก 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ การเรียนการสอน (Teaching) 24.5% การจัดการระบบนิเวศการวิจัย (Research Environment) 28% คุณภาพการวิจัย (Research Quality) 30% รายได้จากผลงานลิขสิทธิ์และนวัตกรรม (Industry) 10% และความเป็นสากล (International outlook) 7.5%

Go To Lead


อบรม “AI สำหรับมัคคุเทศก์ภาษาญี่ปุ่น”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ร่วมกับสมาคมพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น (ATJT) จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้เทคโนโลยี AI สำหรับมัคคุเทศก์ภาษาญี่ปุ่น” ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่มัคคุเทศก์ในการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้กับการบริการนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นอย่างมีประสิทธิภาพและมีนัยสำคัญ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง คุณกุสุมา นงค์พรหมมา นายกสมาคม ATJT และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยาสุมาสา โมริ (Asst. Prof. Dr. Yasumasa MORI) ที่ปรึกษาคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ด้านการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ (JBC) ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
การจัดสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากลต่อไป ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม:เว็บไซต์: https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/category/language-bank-jbc/เฟซบุ๊กสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ (SPU-Japanese): https://www.facebook.com/spu.japanese

Go To Lead


รพ.เกาะเต่า
เปิดประสบการณ์ใช้ AI Chest X-ray
นพ.อาทิตย์ คำจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หนึ่งในโรงพยาบาลที่นำร่องใช้บริการอ่านภาพถ่ายรังสีเอกซเรย์ทรวงอกด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Chest X-ray) กล่าวถึงประสบการณ์การใช้งานบริการดังกล่าวว่า เมื่อศึกษาแล้วก็พบระบบนี้เป็นเหมือนหมอรังสีแพทย์มาอ่านผลเอกซเรย์ ใช้งานง่ายและได้รับการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ จึงเปิดใจลองใช้ดู ในช่วงที่ศึกษาระบบนี้ มีข้อมูลว่า AI ตัวนี้อ่านผลเอกซเรย์ Negative Predictive Value (NPV) ได้ 98.6% แปลว่าอาจจะผิดพลาดได้ 1.4% ซึ่ง 1.4% สำหรับตนแล้วไม่ชอบเลย ความผิดพลาดกับคนไข้เพียงนิดเดียวก็ไม่ชอบ พอลองใช้แล้วต้องบอกว่า AI คล้าย ๆ การจับผิดภาพ 2 ภาพ ดูบางอย่างที่สายตาเราอาจมองเห็นไม่ชัด เวลาหมออ่านเอกซเรย์ก็จะดูคร่าว ๆ เบื้องต้นว่าปกติดีหรือไม่ แต่พอกดให้ AI อ่าน AI จะอ่านขึ้นเป็นรังสีมากกว่า เช่น AI บอกว่าเป็นรังสีที่อยู่ในภาพและจะบอกว่าคืออะไร
“ดังนั้นเวลาใช้งานจริง เบื้องต้นเราอ่านคร่าว ๆ ตามปกติ แล้วใช้ AI ตรวจสอบความผิดปกติ ถ้า AI บอกว่าผิดปกติก็ไปดูว่ามีจริงหรือไม่ ซึ่งพอไปซูมดูแล้วก็ผิดปกติจริง ทีนี้พอดูหลาย ๆ เคส ดูด้วยสายตาคร่าว ๆ แล้วปกติดี แต่พอสั่งให้ AI ตรวจสอบพบว่าผิดปกติ ซูมดูก็มีความผิดปกติจริง มีเคสหนึ่งที่เซอร์ไพรส์มาก คือ ภาพเอกซเรย์เป็นปอดติดเชื้อชัดเจน วินิจฉัยว่าเป็น Pneumonia แต่พอให้ AI อ่าน AI บอกว่าเป็นวัณโรคประมาณ 86% เราดูแล้วไม่เหมือน TB เพราะ CXR เป็น alveolar infiltration left upper lung แต่ AI บอกเป็น TB 86% จึงลองส่งตรวจ ปรากฏว่าเป็น TB positive เลยรู้สึกว่าการที่บอกว่า Negative Predictive Value 98.6% ผิดพลาดได้แค่ 1.4% ซึ่งตอนแรกเราไม่ยอมรับเพราะเราค่อนข้างมั่นใจกับการอ่านผลเอกซเรย์ตามที่ได้รับการฝึกมา แต่หลังจากใช้งาน AI แล้ว รู้สึกว่าถ้าไม่ใช้ AI เราอาจจะอ่านผิดพลาดค่อนข้างเยอะ ถ้า AI ผิดพลาด 1.4% แต่ใช้สายตาดูอาจผิดพลาด 30-40% ได้” ผอ.รพ.เกาะเต่า กล่าว
โดยรวมแล้ว ตั้งแต่ใช้ AI Chest X-ray มาค่อนข้างดีเยี่ยม แม่นยำ ไม่ผิดปกติอะไร ซึ่งในการใช้งานจริง ตนแบ่งเป็น one to one กับ one to many โดยในส่วนของ one to one คือตรวจคนไข้ 1 ต่อ 1 ถ้าดูฟิล์มแล้วปกติและให้ AI อ่านผลแล้วไม่พบความผิดปกติก็ค่อนข้างมั่นใจในการอ่านผล ขณะที่ one to many จะใช้ในลักษณะการตรวจคัดกรอง เช่น การคัดกรองแรงงานต่างด้าว ในปีหน้าโรงพยาบาลจะมีการตรวจคัดกรองแรงงานสัญชาติเมียนมาร์ประมาณ 4,000-5,000 คน ถ้าใช้เทคโนโลยีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเอกซเรย์เองทุกเคส ให้ AI อ่าน ถ้าผลปกติก็สามารถปล่อยผ่านได้เลย จากที่หมอต้องตรวจประมาณ 4,000-5,000 คน ก็อาจจะเหลือคนที่ AI บอกว่าผิดปกติแค่ประมาณ 20-50 คน ที่ต้องตรวจซ้ำซึ่งค่อนข้างช่วยลดภาระไปได้เยอะและผู้รับการตรวจก็ไม่ต้องรอนาน

Go To Lead


ขับเคลื่อนนวัตกรรม AI
เพื่อยกระดับระบบสุขภาพ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ “Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026” เวทีนวัตกรรมด้านระบบสุขภาพระดับนานาชาติที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ธีม “การสร้างระบบสุขภาพที่มีคุณค่าสูง: การใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะ Local Hub และ Harvard Health Systems Innovation Lab โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา นักนวัตกรรม บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่สนใจจากหลากหลายสาขามาร่วมกันพัฒนาโซลูชันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับระบบสุขภาพ ผ่านการแข่งขัน Hackathon ระยะเวลา 2 วันในประเทศไทย ก่อนต่อยอดสู่โปรแกรมบ่มเพาะนวัตกรรมระดับโลกกับ Harvard ระยะเวลา 8 สัปดาห์ พร้อมโอกาสนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน Venture Capital ระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันไอเดียสู่การใช้งานจริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
"Health Systems Innovation Lab (HSIL) Global Hackathon คือเวทีนวัตกรรมระดับโลกประจำปีที่รวบรวมนักนวัตกรรมจากหลากหลายสาขาทั่วโลกมาร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพ ผ่านนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพ โดย Hackathon ครั้งที่ 7 นี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม ‘การสร้างระบบสุขภาพที่มีคุณค่าสูง: การใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์" ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กล่าวและว่า
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ริเริ่มโครงการ ‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ จากวิสัยทัศน์ในการยกระดับบทบาทจากสถาบันวิชาการสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงนักนวัตกรรมไทยเข้าสู่เครือข่ายการวิจัยและพัฒนาระดับโลก โดยการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็น Local Hub เป็นครั้งแรก สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพของไทย รวมถึงบทบาทของนักนวัตกรรมไทยในเวทีสากล โครงการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา นักนวัตกรรม บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่สนใจร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไขความท้าทายด้านระบบสุขภาพ ผ่านการแข่งขัน Hackathon ระยะเวลา 2 วัน โดยการประยุกต์ใช้ AI ในระบบสุขภาพ นับเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของโลกในทศวรรษนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงมุ่งมั่นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดังกล่าวทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค โดยทีมผู้ชนะจาก Hackathon จะได้รับโอกาสเข้าร่วมโปรแกรมบ่มเพาะนวัตกรรมเชิงธุรกิจระดับโลกกับ Harvard ในรูปแบบออนไลน์ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ซึ่งประกอบด้วย Bootcamp และ Venture Building Immersion ก่อนคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน Venture Capital ระดับนานาชาติ และผู้นำจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อโอกาสในการได้รับเงินทุนและความร่วมมือในอนาคต มหาวิทยาลัยมหิดลขอขอบคุณบริษัทซันโทรี่เป็นอย่างยิ่ง ที่ร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและนักนวัตกรรมไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับสากล โดยความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนโครงการ หากยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขและสังคมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com