Education/Health
Hot News: ส่องเทรนด์ 'Longevity-Healthy Ageing' ชวนสูงวัยแอคทีฟ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ส่องเทรนด์ 'Longevity-Healthy Ageing' ชวนสูงวัยแอคทีฟ
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับพื้นที่ Blue Zone หรือพื้นที่ที่มีประชากรอายุยืนจำนวนมาก ซึ่งประชากรในพื้นที่เหล่านี้มีวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน คือ การใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ ขยับร่างกายสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ทำสวน หรือทำงานบ้าน รวมถึงการกินอาหารเหมาะสม พักผ่อนเพียงพอ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการมีสุขภาพดีและอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ดังนั้น การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน จึงไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก แต่เป็นการ “ขยับบ่อย ขยับทุกวัน” เช่น เดิน ทำสวน ทำงานบ้าน หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง และส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจในระยะยาว
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันวงการสุขภาพให้ความสำคัญกับ “Healthspan” หรือช่วงเวลาของชีวิตที่ยังมีสุขภาพดี ไม่ใช่เพียงแค่อายุยืนเท่านั้น โดยงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการมีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมออาจช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายในระดับเซลล์ รวมถึงเกี่ยวข้องกับการดูแล “เทโลเมียร์” (Telomere) ซึ่งเป็นส่วนที่สัมพันธ์กับความชราและสุขภาพของร่างกาย ทั้งนี้ กรมอนามัยจึงแนะนำสูตร “2:1:1” ที่ผู้สูงอายุสามารถเริ่มต้นดูแลสุขภาพได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย “2” การฝึกความแข็งแรงและการทรงตัว “1” การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ และอีก “1” การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เคลื่อนไหวคล่องตัว และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

Go To Lead


'ไทย–จีน' ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งความร่วมมือทางการแพทย์แผนจีน
อรัญ เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว พร้อมคณะที่ปรึกษา ผู้บริหารจากคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว และโรงพยาบาลหัวเฉียว เดินทางเยือน โรงพยาบาลหลงหัว ในสังกัดมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ (Longhua Hospital Shanghai University of Traditional Chinese Medicine) ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์ โดยในการเยือนครั้งนี้ คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียวได้ร่วมลงนามความร่วมมือด้านการแพทย์แผนจีนฉบับใหม่ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองสถาบันที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 30 ปี พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการแพทย์ การศึกษา งานวิจัย การพัฒนาระบบโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ตลอดจนการพัฒนาระบบการรักษาแบบบูรณาการระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาและการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โรงพยาบาลหลงหัวได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีนมายังประเทศไทยแล้วกว่า 45 รุ่น รวมทั้งสิ้น 53 คน เพื่อร่วมปฏิบัติงานทางคลินิก ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มาตรฐานการรักษาและระบบบริการด้านการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยได้รับการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในอนาคตทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาความร่วมมือในด้านสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการโรงพยาบาลอัจฉริยะ การพัฒนาระบบข้อมูลทางการแพทย์ การจัดตั้งศูนย์มะเร็งแพทย์แผนจีน การรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนและการแพทย์ตะวันตก รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันสร้างต้นแบบการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศาสตราจารย์เฉินซินหลิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลงหัว กล่าวว่า โรงพยาบาลหลงหัวและคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียวเริ่มต้นความร่วมมือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันพัฒนาความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การเรียนการสอน งานวิจัย การบริหารจัดการ และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ระดับนานาชาติ จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญของความร่วมมือด้านการแพทย์แผนจีนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ “ศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศไทย” ซึ่งก่อตั้งร่วมกันในปี พ.ศ. 2561 ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานบริหารการแพทย์แผนจีนแห่งชาติจีนต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง และได้รับการยกย่องให้เป็น “หน่วยดำเนินงานด้านการแพทย์แผนจีนขั้นสูง” เมื่อปี พ.ศ. 2564 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการผลักดันองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนสู่ระดับนานาชาติ

Go To Lead


'Crest School' ขยายพื้นที่การเรียนรู้ครั้งใหญ่
นายโทนี่ คันธาภัสระ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Crest School ศูนย์การเรียนแนว Modern School ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ซึ่งจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยหลักสูตรนานาชาติ เดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้โซนใหม่บนชั้น 12 อาคาร MBK Tower เพื่อตอบรับการเติบโตของจำนวนนักเรียนและความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แต่ยังมุ่งพัฒนาวิธีคิด ความมั่นใจ และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่
Crest School ศูนย์การเรียนรู้ที่ออกแบบการเรียนให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความสนใจ และเป้าหมายเฉพาะบุคคลของผู้เรียน ผ่านการผสานทั้งหลักสูตรนานาชาติ การเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสร้าง Portfolio และการค้นหาเส้นทางอาชีพเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การทำโปรเจกต์ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาในบริบทจริง เพื่อส่งเสริมทั้งทักษะทางวิชาการและ Future Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Beyond The Classroom” ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง เติบโตอย่างมั่นใจ และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกจริงและอนาคตได้อย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Crest School ได้รับการตอบรับจากผู้ปกครองและนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนนักเรียนเติบโตขึ้นกว่า 160% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี และทำให้ศูนย์การเรียนต้องขยายพื้นที่การเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อรองรับรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของครอบครัวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านวิชาการ วิธีคิด และการเติบโตของผู้เรียนในระยะยาว

Go To Lead


จุฬาฯ เปิดตัว “วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ” (CUii)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (Chulalongkorn University College of Interdisciplinary and Integrative Studies: CUii) เพื่อพัฒนาการศึกษาสหวิทยาการให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท จนถึงระดับปริญญาเอก ภายใต้แนวคิด “The First Tailor-made College” วิทยาลัยแห่งใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อบ่มเพาะบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนอนาคตของประเทศด้วยศักยภาพในการบูรณาการองค์ความรู้และสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ความท้าทายของโลกอนาคต
ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การจัดตั้งวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUii) เป็นการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างประชากร และภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ในการปรับบทบาทมหาวิทยาลัยจากการ “ปรับตัวตามโลก” สู่การเป็นผู้ “กำหนดอนาคต” และผลิตบัณฑิตที่สามารถออกแบบคำตอบให้แก่โจทย์ที่ซับซ้อนของสังคมไทยและสังคมโลก ควบคู่กับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เปิดโอกาสให้ทั้งนิสิต บุคลากร และประชาชนทั่วไปสามารถกลับมาอัปสกิลและรีสกิลได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมองว่าบทบาทของอาจารย์ในยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปสู่ “โค้ช” หรือ “ที่ปรึกษา” ที่มีประสบการณ์จริง และส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Action Learning เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันไม่สามารถมุ่งผลิตเพียงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้อีกต่อไป เพราะโลกยุค AI และนวัตกรรมต้องการคนที่มีความรู้หลากหลายศาสตร์และสามารถบูรณาการองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาได้จริง จุฬาฯ จึงจัดตั้งวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ หรือ College of Interdisciplinary and Integrative Studies เพื่อผลักดันการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary) และสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญและความสามารถรอบด้าน พร้อมยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยจาก “ผู้ตาม” ไปสู่ “ผู้กำหนดอนาคต” ผ่านการออกแบบหลักสูตรและการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์แรงงานและสังคมโลกในอนาคต โดยมุ่งสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้เฉพาะทาง แต่ยังมีศักยภาพในการแก้ปัญหาระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างแท้จริง

Go To Lead


'นานาชาติไบรท์ตัน' ชูสิ่งอำนวยความสะดวก เชิงนวัตกรรม
คริสเปียน วอเตอร์แมน อาจารย์ใหญ่ของไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ วิภาวดี กล่าวว่า โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ วิภาวดี ได้รับรางวัล Public Choice Award ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงนวัตกรรม (Innovative Facilities) จากเวที ASEAN School Awards 2026 อันทรงเกียรติ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างโดดเด่นของโรงเรียนในการสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่พร้อมรับอนาคต และส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความใฝ่รู้ ความมั่นใจ และความเมตตา รางวัลดังกล่าวได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2569 โดย ASEAN School Awards มุ่งเชิดชูโรงเรียนทั่วภูมิภาคที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศ นวัตกรรม และผลกระทบเชิงบวกที่มีความหมายต่อการศึกษา ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ วิภาวดี ได้รับการคัดเลือกผ่านการโหวตจากสาธารณชน สะท้อนถึงความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชนในวงกว้างทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"รางวัลดังกล่าวถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ วิภาวดี ทุกพื้นที่ภายในวิทยาเขตได้รับการออกแบบอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อหล่อเลี้ยงการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่กลุ่มการศึกษาในภูมิภาค ASEAN ได้ให้การยอมรับถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง การได้รับรางวัลครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำตำแหน่งของไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ วิภาวดี ในฐานะหนึ่งในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของภูมิภาค ที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับการออกแบบเชิงนวัตกรรมที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาและคุณค่าทางการศึกษาของไบรท์ตัน คอลเลจ สหราชอาณาจักร ในการบ่มเพาะนักเรียนให้มีความใฝ่รู้ทางปัญญา ความมั่นใจ และความเมตตา" อาจารย์ใหญ่ของไบรท์ตัน คอลเลจ กล่าวในที่สุด

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com