Education/Health/Culture
Hot News: 'เอชเอสบีซี' จับมือมูลนิธิ EDF เสริมศักยภาพ //ศธ.ขยาย 'ห้องเรียนจีน'//'ก่อการครู' ผลักดันการเรียนรู้สู่ห้องเรียน//ปี 64 ผู้สูงอายุพุ่งสูง 5.6 ล้านคน//
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'เอชเอสบีซี' จับมือมูลนิธิ EDF เสริมศักยภาพ
นายเคลวิน แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเอชเอสบีซี จับมือมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ประกาศเปิดตัวโครงการ "Bank on a Bright Career with HSBC" ระยะเวลา 1 ปี เริ่มธันวาคม 2561 เป็นต้นไป โดยเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการส่งเสริมโอกาสให้เยาวชนของธนาคารเอชเอสบีซี โดยโครงการนี้จะอำนวยประโยชน์ให้นักเรียนราว3,000 คน และครูใน 30 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย นครพนม สกลนคร นนทบุรี และปทุมธานี
"โครงการ "Bank on a Bright Career with HSBC" ของเราเป็นโครงการเรียนรู้นอกห้องเรียนเพื่อส่งเสริมพัฒนาทักษะความรู้ด้านต่างๆ ให้กับครูใน 30 โรงเรียน และนักเรียนอีก 3,000 คน ทั้งในเรื่องเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ การทำอาหารและเบเกอรี่ ศิลปะการแสดงของท้องถิ่น หัตถกรรม การเรียนรู้การทำการตลาดผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ เป็นต้น" นายแทน กล่าว
ทางด้าน นายสรรเพชร นิลรัตน์ กรรมการมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) กล่าวว่า มูลนิธิ EDF ตื่นเต้นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับ โครงการ "Bank on a Bright Career with HSBC" อีกทั้งยังสอดคล้องกับพันธกิจของเราในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาส พัฒนาศักยภาพของโรงเรียน รวมถึงการพัฒนาชุมชนผ่านการทำโครงการต่างๆ สำหรับโครงการระยะเวลา 1 ปี ครั้งนี้ จะมีประโยชน์มากมายไม่ใช่เฉพาะกับนักเรียน และครูในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงชุมชนในท้องถิ่นในพื้นที่โครงการทั้ง 5 จังหวัดอีกด้วย"

Go To Lead


ศธ.ขยาย 'ห้องเรียนจีน'
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ปีการศึกษา 2561 ศธ.ได้เปิดสอนห้องเรียนภาษาจีน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่สอนทุกวิชาเป็นภาษาจีน โดยนำร่องในโรงเรียน 5 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนในภาคเหนือ จ.ลำปาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น ภาคใต้ อ.สมุย จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี จ.ชลบุรี และกรุงเทพฯ และปีการศึกษา 2562 ศธ.จะเพิ่มห้องเรียนภาษาจีนในอีก 7 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ จ.อุดรธานี จ.นครราชสีมา จ.มหาสารคาม จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.พระนครศรีอยุธยา เพราะเป็นแหล่งเศรษฐกิจพิเศษที่มีชาวจีนจำนวนมากเข้ามาลงทุน
นอกจากนี้ ได้หารือว่านักเรียนที่เรียนจบควรศึกษาต่อประเทศจีนหรือมหาวิทยาลัยในไทยที่สอนภาษาจีน รวมถึงยังพูดถึงแหล่งให้ทุนนักเรียน อาทิ ทุนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เด็กไปเรียนที่ประเทศจีน ดังนั้น เกณฑ์การรับทุนที่เดิมพิจารณาผลทดสอบภาษาอังกฤษ ก็ควรมีผลทดสอบภาษาจีนด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ต้องวางแผนและพิจารณาให้รอบคอบ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต่อไปต้องมีสถาบันภาษาจีนคู่กับสถาบันภาษาอังกฤษ

Go To Lead


'ก่อการครู' ผลักดันการเรียนรู้สู่ห้องเรียน
ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ม.ธ. หนึ่งในกระบวนกรของ "โครงการก่อการครู" กล่าวว่า การเรียนรู้อย่างแท้จริง (Authentic Learning) มีการใช้ในหลายบริบทและมีการนิยามการใช้เอาไว้หลายแนวทาง ทีมกระบวนกรจึงดึงเอาหัวใจสำคัญมาใช้แบบไม่ซับซ้อนเพื่อให้ครูสะดวกต่อการนำไปประยุกต์ใช้ เป็น 'การจัดการเรียนรู้ให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน เพื่อให้การเรียนรู้นั้นมีความหมาย' องค์ประกอบสำคัญมี 3 เรื่อง คือ 1) การออกแบบกระบวนการให้เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของผู้เรียนและทักษะที่ต้องการจะสอน 2) มีโจทย์คำถามที่เป็นปลายเปิด เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้จากประเด็นที่ตั้งไว้และสามารถนำไปปรับใช้ได้ 3) ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกัน (Collaboration) เพราะเป็นทักษะสำคัญของชีวิต
ทั้งนี้ ทีมกระบวนกรยังได้คิดค้น "แผนผังการออกแบบกิจกรรม (Activity Design Canvas)" เพื่อช่วยในการออกแบบ "การเรียนรู้อย่างแท้จริง (Authentic Learning)" โดยเห็นถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ 6 ส่วน ได้แก่ 1) คำสำคัญในการเรียน 2) การระบุปัญหา 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4) ประสบการณ์ผู้เรียน 5) การวัดประเมินผล 6) ผลการเรียนรู้ แผนผังนี้จะช่วยครูในการออกแบบและทบทวนความเชื่อมโยงของแผนทั้งหมด ว่ามีความสอดคล้องพร้อมแก่การจัดกระบวนการเรียนรู้หรือไม่ ผ่านการทดสอบใช้งานมาแล้วโดยครูกว่า 80 คน ได้รับกระแสตอบรับดีมากในเรื่องการใช้งานง่าย และช่วยอุดช่องโหว่ในการคิดกระบวนการสอนได้เป็นอย่างดี ครูณัฐพงศ์ อนุสนธิ์ หนึ่งในครูผู้ร่วมก่อการ ได้สะท้อนถึงประสบการณ์การเรียนรู้และการออกแบบกระบวนการว่า "การได้เรียนรู้อย่างแท้จริงทำให้เราสังเกตว่า จริง ๆ แล้วการเรียนรู้เกิดจากสิ่งรอบตัว ถ้าเรามองนอกกรอบคิดจากสิ่งแวดล้อม เราจะสามารถนำประสบการณ์ที่มีไปต่อยอดสร้างประสบการณ์และองค์ความรู้ใหม่ การเรียนรู้แบบนี้จะทำให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน สร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายและยั่งยืน

Go To Lead


ปี 64 ผู้สูงอายุพุ่งสูง 5.6 ล้านคน
แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน กล่าวว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึงร้อยละ 17.52 คาดว่าภายใน 3 ปีประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีจำนวน 4.6 ล้านคน หรือร้อยละ 42.9 ของประชากรสูงอายุทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.6 ล้านคนในปีพ.ศ. 2564 จากการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมโดยรวม เพราะจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยปี 2553-2583 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า ในปี 2583 จะมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึง 20.5 ล้านคนหรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 แต่จะมีประชากรวัยแรงงานเพียง 35.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มีประชากรวัยแรงงานจำนวน 42.74 ล้านคน หรือลดลง 7.6 ล้านคน ทำให้โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ
กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดวิสัยทัศน์ "ภายในทศวรรษต่อไป คนไทยทุกคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยั่งยืน" โดยกำหนดผลกระทบระดับชาติ 20 ปีไว้ คือ 1.อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดไม่น้อยกว่า 85 ปี และ 2.อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีไม่น้อยกว่า 75 ปี ส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุโดย ผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานนำแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุไปใช้กับแรงงานในสถานประกอบการ พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานตอนปลาย (ระบบSelf-Assessment และให้ความรู้ผ่าน Digital platform) และพัฒนาความร่วมมือ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย

Go To Lead


แนะกลุ่มเสี่ยงตรวจ 'เอชไอวี' ปีละ2ครั้ง
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี เป็นช่องทางที่มีการติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุด และหากร่วมเพศทางทวารหนักอาจเกิดการถลอก ฉีกขาด เป็นแผลได้ง่าย มีโอกาสติดเชื้อมากกว่าการใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้มีเชื้อเอชไอวี หรือการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ข้อ คือ ทั้งช่องทางเข้าออกของเชื้อ ปริมาณของเชื้อ และคุณภาพของเชื้อ
สำหรับประชาชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือประเมินตนเองว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อดังกล่าว สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง โดยใช้เพียงบัตรประชาชนที่มีเลข 13 หลักเท่านั้น และรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ฟรีตามสิทธิ สำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถรับบริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้ โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครอง เพื่อให้รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง และหากรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีจะได้เข้ารับการรักษาทันที

Go To Lead


"BIZGenes"ตรวจพันธุกรรมคัดกรองความเสี่ยงโรค
นายสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ภายใต้ชื่อ BIZGenes โดยการตรวจพันธุกรรม เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็ง โดยอาศัยเทคนิค Next Generation Sequencing (NGS) ที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมในการจำหน่ายและติดตั้งเครื่องมือแพทย์ ทางด้านการฉายรังสีรักษาโรคมะเร็งโดยมั่นใจว่าบริการใหม่นี้จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และเป็นการสานต่อปณิธานเรื่องการรักษาและป้องกันผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยโรคมะเร็งเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในอันดับต้น ๆ ของผู้คนทั่วโลก และมีแนวโน้มว่ามีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดย BIZGenes เป็นโซลูชั่นหนึ่งที่จะเข้าถึงการตรวจในระดับ DNA ด้วยนวัตกรรมนี้จะทำให้ทราบว่าบุคคลนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในอนาคตแค่ไหน ด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ทําให้สามารถระบุการกลายพันธุ์ของยีนว่ามีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งชนิดต่าง ๆ ครอบคลุมมากกว่า 20 ชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
ศ.ดร.นพ. วิปร วิประกษิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์มะเร็ง เสริมว่า การตรวจหาความผิดปกติของยีนเพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็ง เป็นการตรวจยีนมะเร็งเชิงป้องกัน โดยตรวจหาการกลายพันธุ์แบบที่สามารถส่งผ่านทางกรรมพันธุ์จากพ่อ-แม่ไปสู่ลูก (Germline mutation) ซึ่งยีนแต่ละชนิดที่ตรวจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนนี้สามารถช่วยให้ทราบและเข้าใจถึงความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ในอนาคตวางแผนทางด้านการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างถูกต้องและตรงจุดที่มีความเสี่ยงช่วยวางแผนสุขภาพคนในครอบครัวเพื่อลดหรือจัดการกับความเสี่ยงทางพันธุกรรม และปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com