Education/Health/Culture
Hot News: เท้าแบนไม่ใช่โรค รู้ก่อนป้องกันได้ // 'ชี้' อันตรายจากการซื้อยาหยอดตา//สพฉ.เปิดสถิติผู้ป่วยตั้งครรภ์ฉุกเฉิน//'สพฐ.' เดินหน้าลดภาระงานครู//เสนอ 'ดิจิทัลแพลตฟอร์ม'//'คุรุสภา' สอบรับใบอนุญาตครูปี'63
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
เท้าแบนไม่ใช่โรค รู้ก่อนป้องกันได้
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เท้าแบนไม่ไช่โรคแต่เป็นภาวะหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างเท้า โดยลักษณะของเท้าไม่มีส่วนโค้งเว้าตรงกลางเท้า เมื่อลุกขึ้นยืน ฝ่าเท้าจะราบไปกับพื้นทั้งหมด ภาวะดังกล่าวอาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดเวลาเดิน แต่ไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน จะค่อยเป็นค่อยไปจนเริ่มมีอาการปวดเท้า ส้นเท้า ฝ่าเท้าด้านหน้า เนื่องจากเส้นเอ็นเกิดการอักเสบ หรือโรครองช้ำ ภาวะเท้าแบนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เท้าแบนแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากความผิดปกติตั้งแต่เกิดโดยได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และเท้าแบนที่เกิดขึ้นภายหลัง โดยมีสาเหตุจากไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิต ตลอดจนการได้รับอุบัติเหตุ เช่น การเดินเท้าเปล่า หรือใส่รองเท้าแบนราบเป็นประจำและเป็นระยะเวลานาน น้ำหนักมากเกินไป อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น
นายแพทย์สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะเท้าแบนสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น กระดูกงอกหรือตาปลา อาการปวดสะโพก ปวดหลัง โดยผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นภาวะเท้าแบน ได้แก่ ผู้ที่บุคคลในครอบครัวมีประวัติเป็นเท้าแบน ผู้ป่วยโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคข้อรูมาตอยด์ รวมถึงสตรีมีครรภ์ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบของฮอร์โมนในร่างกาย สำหรับการรักษาภาวะเท้าแบน แบ่งเป็น 1. วิธีบำบัดทางกายภาพ โดยใส่อุปกรณ์เสริมที่เท้า เช่น แผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บเท้าและหนุนเท้าผู้ป่วย ออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ยึดเชื่อมกันของขาส่วนล่าง โดยนักกายภาพบำบัดจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ 2. การรักษาด้วยยา และ 3. การผ่าตัด ทั้งนี้การป้องกันภาวะเท้าแบนไม่ให้มีอาการเพิ่มมากขึ้นสามารถทำได้โดยสวมรองเท้าที่พอดีและรับกับลักษณะฝ่าเท้า หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือกีฬาที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า เช่น วิ่ง กระโดด เตะฟุตบอล ตลอดจนลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกระแทกที่เท้า

Go To Lead


'ชี้' อันตรายจากการซื้อยาหยอดตา
นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การใช้ยาในทางที่ผิดหรือใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นปัญหาที่สำคัญซึ่งมักเกิดกับผู้ใช้ยาในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจาการใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค โดยกฎหมายกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษ เนื่องจากมีความเป็นพิษสูงจึงต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น
ทั้งนี้ การใช้ยาสเตียรอยด์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกิน พ่นจมูก หยอดตา หรือฉีดยา สามารถทำให้เกิดความดันลูกตาสูงได้ โดยพบว่าประมาณ 18 - 36 % ของคนทั่วไป จะพบความดันลูกตาสูงจากการใช้ยาสเตียรอยด์และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 46 - 92 % ในคนไข้ต้อหินมุมตาเปิดชนิดปฐมภูมิ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานหรือสายตาสั้นมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันลูกตาสูงได้มากกว่าคนทั่วไป ดังนั้น การใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ จึงต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์กำกับเท่านั้น หากมีการใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่มีการควบคุมโดยแพทย์จะส่งผลเสียต่อสุขภาพตาของประชาชนเป็นอย่างมาก จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการซื้อยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์จากร้านขายยาทั่วไป เนื่องจากการใช้ยาหยอดตาดังกล่าวเป็นระยะเวลานานเป็นสาเหตุทำให้เกิดความดันลูกตาสูงขึ้น และต้อหินตามมา ซึ่งเป็นอันตรายส่งผลให้ตาบอดได้

Go To Lead


สพฉ.เปิดสถิติผู้ป่วยตั้งครรภ์ฉุกเฉิน
นายแพทย์ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ระดับความเสี่ยงของแม่ตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับอายุและการดูแลร่างกาย ซึ่งตามปกติแม่ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น จะมีภาวะเสี่ยงต่อโรคฉุกเฉินเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแม่ที่ตั้งครรภ์และมีอายุมาก ยิ่งต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพราะจะยิ่งมีความเสี่ยง จากสถิติ ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2560 พบว่า มีการนำส่งผู้ป่วยเพศหญิง อายุระหว่าง 30-50 ปี ที่เจ็บป่วยฉุกเฉินจากการตั้งครรภ์ การคลอดและนรีเวช 8,410 คน คิดเป็นร้อยละ 0.53 จากผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งหมด โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยฉุกเฉินมาก 5 อันดับแรก คือ นราธิวาส 478 ราย , สงขลา 471 ราย , อุบลราชธานี 338ราย , ขอนแก่น 328 ราย และ ปัตตานี 289 ราย
สำหรับอาการฉุกเฉินระหว่างการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะมีภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุและจะมีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป อาทิ การตั้งครรภ์นอกมดลูก ภาวะตกเลือด และภาวะเลือดออกในช่องท้องจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งอาจทำให้แม่เสียเลือดมาก ถือเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ โดยอาการของการตั้งครรภ์นอกมดลูกสามารถสังเกตได้ดังนี้ จะปวดท้องข้างใดข้างหนึ่งขึ้นมาโดยฉับพลัน มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดคลำเจอก้อนที่ท้องและมีอาการอ่อนเพลียหรือหน้ามืดในขณะที่ลุกขึ้น ส่วนการปฐมพยาบาลผู้ที่มีภาวะตกเลือด จะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ต้องรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด และระหว่างนั้นต้องให้ผู้ป่วยนอนนิ่ง ๆ ให้ศีรษะต่ำกว่า โดยยกปลายเท้าให้สูงเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองและป้องกันอาการช็อก ห่มผ้าให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย คอยสังเกตชีพจร การหายใจตลอดเวลา ถ้าหยุดหายใจ ต้องรีบทำการช่วยหายใจทันที

Go To Lead


'สพฐ.' เดินหน้าลดภาระงานครู
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มอบนโยบายเรื่องการลดภาระงานของครูที่ไม่ใช่งานการสอน เช่น งานธุรการ งานการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้โอนงานเหล่านี้ไปให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดูแลนั้น ได้เรียกผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาหารือและกำชับว่าต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเบื้องต้นจะใช้งบประมาณเหลือจ่ายปีงบฯ 2561 ของ สพฐ.ในการดำเนินการเคลียร์ภาระงานของครูที่ไม่จำเป็นให้หมดไปภายใน 1-2 เดือน เช่น จ้างคนมาทำแทน หรือมีค่าจ้างให้ครูที่ทำงานนอกเวลาราชการ เป็นต้น เพื่อทำให้ครูไม่ต้องมีความกังวล และทำให้ครูอยู่ในห้องเรียนทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเท่าที่ทราบขณะนี้ ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้มีการกระจายอำนาจงานธุรการของโรงเรียนไปให้เขตพื้นที่ฯดูแลบ้างแล้ว โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแล

Go To Lead


เสนอ 'ดิจิทัลแพลตฟอร์ม'
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่คณะอนุกรรมการการจัดการเรียนการสอนในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ได้เสนอให้มีร่าง พ.ร.บ.สถาบันหลักสูตรการเรียนการสอนและทรัพยากรการเรียนรู้แห่งชาติ เพื่อให้มีการจัดตั้งสถาบันหลักสูตรการเรียนการสอน และทรัพยากรการเรียนรู้แห่งชาติ มาทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน นั้น มองว่าเป็นเรื่องดีและเห็นด้วยในหลักการของการมีหน่วยงานกลางมาดูแลเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน โดยสามารถเสนอมาได้แต่หากจะดำเนินการก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายการนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งนี้ การมีหน่วย-งานกลางขึ้นมาเพื่อดูเรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะในอนาคตอาจเกิดความซ้ำซ้อนของการทำงานได้
นอกจากนี้ กอปศ.ยังเสนอการทำดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งตนมองว่าการดำเนินการจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ ครูและนักเรียนต้องมีความรู้เรื่องดิจิทัล ไม่เช่นนั้นหากทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้แต่ผู้ใช้งานไม่เข้าใจครูสอนไม่เป็น สุดท้ายก็ไม่เกิดประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์

Go To Lead


'คุรุสภา' สอบรับใบอนุญาตครูปี'63
นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ คุรุสภา เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมจัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะสามารถจัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ได้ในปี 2563 โดยหลักจะให้มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยผลิตเป็นผู้จัดสอบ เนื่องจากอาจารย์ผู้สอนจะรู้รายละเอียดว่าควรจะประเมินอะไร อย่างไร คาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้จะได้กรอบแนวทางการจัดสอบ และภายในปีงบประมาณ 2562 จะเริ่มจัดทำคลังข้อสอบ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้รับการจัดสรรงบประมาณในการดำเนินการส่วนนี้มาแล้ว เท่าที่ดูเป็นงบมากพอ สมควร
อย่างไรก็ตาม การจัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ให้เป็นไปตามสภาพความพร้อม ไม่ได้เร่งรัด เพื่อให้การดำเนินการมีคุณภาพ และได้มาตรฐานอย่างแท้จริง ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการในส่วนต่างๆ ทั้งข้อสอบและผู้จัดสอบ เชื่อว่าจะเริ่มได้อย่างเป็นทางการในปี 2563 ส่วนการต่อใบอนุญาตฯ นั้น ต่อไป จะปรับให้ครูนำชั่วโมงอบรมพัฒนาตัวเองมาใช้ประกอบการขอต่อใบอนุญาตฯ โดยภายใน 5 ปี ครูจะต้องมีชั่วโมงพัฒนาตัวเองประมาณ 60-100 ชั่วโมง จากปัจจุบันที่นับเป็นจำนวนกิจกรรม ซึ่งครูสามารถใช้ชั่วโมงอบรมตามโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาใช้ประกอบการพิจารณาได้

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com