|
|
บำรุงราษฎร์ 'ชู'โมเดลดูแลอัลไซเมอร์ มิติใหม่ตรวจแม่นยำชะลอโรคระยะแรก
ผนึกทีมแพทย์ 4 สาขา ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและครอบครัว
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชูแนวทางดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์แบบองค์รวมรับมือสังคมสูงวัย ผสานความเชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จิตเวชผู้สูงอายุ เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ และโภชนศาสตร์คลินิก ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลระยะยาว ด้วยความก้าวหน้าด้านตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) และ Amyloid PET Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย พร้อมทางเลือกยาต้านอะไมลอยด์สำหรับผู้ป่วยระยะเริ่มต้นบางราย ควบคู่การดูแลเฉพาะบุคคล เพื่อรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้นานที่สุด องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีผู้มีภาวะสมองเสื่อมประมาณ 57 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 6070% ขณะที่ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีภาวะสมองเสื่อมประมาณ 800,000-1,000,000 คน หรือราว 6-8% ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด การตรวจพบและวางแผนดูแลตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญมากขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็น โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านประสาทวิทยา ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และด้านประสาทศัลยศาสตร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการดูแลโรคทางระบบประสาทและสมอง
ผศ.นพ. ภรัณยู จูละยานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา ศูนย์โรคสมองเสื่อมและพฤติกรรมทางสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรคอัลไซเมอร์เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองและเกี่ยวข้องกับการสะสมผิดปกติของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ส่วนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมพบได้ไม่บ่อย ทั้งนี้ อาการหลงลืมไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์เสมอไป การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทดสอบความจำและความสามารถในการคิด ร่วมกับการตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI สมองและการตรวจเลือด รวมถึง Amyloid PET Scan หรือ Blood-based Biomarkers ในบางกรณี เพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งการควบคุมอาการและพิจารณาวิธีชะลอการดำเนินของโรคในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ ซึ่งจะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลได้ดียิ่งขึ้น
ด้าน พญ. อุมามน พวงทอง แพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุ โรคความจำ และสมองเสื่อม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันจากเดิมการรักษาโรคอัลไซเมอร์จะใช้ยาในกลุ่มบรรเทาหรือชะลออาการของโรค แต่ไม่มีผลต่อพยาธิสภาพหรือสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ มาเป็นยาชะลอและปรับเปลี่ยนพยาธิสภาพของโรค (Disease-Modifying Therapy) ที่จะสามารถชะลอการเริ่มต้นของโรคได้ ปัจจุบันกลุ่มยาต้านอะไมลอยด์นับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำบกพร่องเล็กน้อยจนถึงอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น ที่จะสามารถชะลอความเสื่อมของการรู้คิด รักษาระดับความสามารถของความจำและความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับเดิมให้ได้มากและนานที่สุด ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำตั้งแต่ช่วงแรกโดยการตรวจ Biomarkers ดังที่กล่าวไปแล้ว แต่หากผู้ป่วยมีข้อจำกัดไม่สามารถใช้ยาต้านอะไมลอยด์ได้ หรืออาการของโรครุนแรงเกินระดับแล้ว รวมถึงผู้ป่วยบางรายที่มีอาการด้านพฤติกรรมและอารมณ์ที่ผิดปกติไปจากโรคสมองเสื่อม เช่น หงุดหงิด กระสับกระส่าย ก้าวร้าว หรือซึมเศร้า ควรเริ่มจากการค้นหาสาเหตุ ปรับสภาพแวดล้อมและการสื่อสาร ร่วมกันกับการใช้ยาในกลุ่มบรรเทาอาการ จะสามารถรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยและญาติได้
พญ. ลิลลี่ ชัยสมพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ต้องมองมากกว่าความจำ โดยประเมินทั้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ อารมณ์ การเคลื่อนไหว ความสามารถในการทำกิจวัตร ตลอดจนความปลอดภัยและความพร้อมของครอบครัวในการดูแล โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงนำแนวคิด Integrated Care Model มาเชื่อมโยงการทำงานของแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์ประสาทวิทยา จิตแพทย์ผู้สูงอายุ แพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ แพทย์โภชนศาสตร์คลินิก พยาบาลเฉพาะทาง เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด เพื่อร่วมวางแผนการรักษาและติดตามผู้ป่วยภายใต้แนวทาง Continuum of Care ที่ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลระยะยาว พร้อมปรับแผนตามระยะของโรคและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตให้นานที่สุด โดยมีหัวใจสำคัญคือการเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวตลอดเส้นทางการดูแลรักษา
ขณะที่ พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์และโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โภชนาการเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เนื่องจากผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารลดลง น้ำหนักลด หรือมีปัญหาการเคี้ยวและการกลืน จึงต้องติดตามภาวะโภชนาการและปรับอาหารให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล สำหรับการดูแลสุขภาพสมอง ควรเน้นอาหารที่หลากหลายและสมดุล โดยรูปแบบอาหาร Mediterranean Diet ที่เน้นผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และไขมันดี มีหลักฐานสนับสนุนว่าสัมพันธ์กับสุขภาพสมองที่ดีและอาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม อย่างไรก็ตาม ไม่มีอาหารชนิดใดที่รับประกันว่าสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ เช่นเดียวกับวิตามินและอาหารเสริมที่ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน และไม่ควรรับประทานโดยคาดหวังว่าจะป้องกันโรค หากรับประทานอาหารได้น้อย น้ำหนักลด หรือสงสัยภาวะขาดสารอาหาร ควรได้รับการประเมินและเสริมสารอาหารตามความจำเป็นเป็นรายบุคคล
ประชาชนทั่วไป การป้องกันภาวะสมองเสื่อมควรเริ่มตั้งแต่วัยกลางคน โดยควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ควบคู่กับการงดสูบบุหรี่ นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการเข้าสังคม นอกจากนี้ ควรกระตุ้นการทำงานของสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น ดนตรี ศิลปะ ภาษา หรือทักษะที่สนใจ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เน้นย้ำว่า การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการวินิจฉัยหรือการให้ยา แต่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทั้งสุขภาพสมอง สุขภาพกาย สุขภาพใจ การใช้ชีวิต โภชนาการ และครอบครัว ภายใต้แนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น การสังเกตสัญญาณเตือนและเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยเป้าหมายของการรักษาไม่ใช่เพียงการชะลอความเสื่อมของความจำ แต่ยังมุ่งรักษาความสามารถในการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พร้อมสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกความจำ ศูนย์โรคระบบประสาท ชั้น 19 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 02 066 8888 หรือ 1378
Go To Lead
|
'International Pioneers School' เปิดตัวอาคารเรียนใหม่
International Pioneers School (IPS) โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรแห่งชาติอังกฤษ (British National Curriculum) เปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงการเตรียมความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัย ได้เปิดตัวอาคารเรียนใหม่ พร้อมสนามกีฬาที่ทันสมัยอย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวของอาคารใหม่ ในครั้งนี้ IPS ขอเชิญชวนครอบครัวที่สนใจเข้าศึกษา เพื่อพบปะพูดคุยกับคุณครู และทีมงาน ในงาน IPS (Bangkhae) Open House 2026 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 09.0012.00 น. (เริ่มลงทะเบียนเวลา 08.30 น.) ค้นหาโรงเรียน
งาน Open House ครั้งนี้ ออกแบบมาเพื่อครอบครัวที่กำลังมองหาโรงเรียนสำหรับบุตรหลานตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 (Kindergarten 1) ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (Year 9) โดยภายในงาน จะมีการนำเสนอเกี่ยวกับการใช้งานอาคารเรียนใหม่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ IPS ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดสอนระดับ Key Stage 3 (Years 7 และ 8 หรือเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2) ในปีการศึกษา 2569 ครอบครัวที่เข้าร่วมงานจะได้เยี่ยมชมอาคารเรียนใหม่และสนามกีฬา พบปะพูดคุยกับคณะครูและทีมผู้บริหาร พร้อมร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับนักเรียน และรับฟังการนำเสนอข้อมูลหลักสูตรและการเรียนการสอนสำหรับผู้ปกครอง โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ EYFS/Key Stage 1 เวลา 09.4510.30 น. และ Key Stage 2/3 เวลา 10.4511.30 น. นอกจากนี้ ครอบครัวที่เข้าร่วมงานยังได้รับส่วนลด 10% สำหรับค่าลงทะเบียนเข้าเรียนในปีการศึกษา 25692570 อีกด้วย
Alka Pandey ผู้อำนวยการโรงเรียน International Pioneers School กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2541 IPS มุ่งมั่นที่จะทำให้การศึกษานานาชาติที่มีคุณภาพเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้สำหรับครอบครัวชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง พร้อมเติบโตควบคู่ไปกับความสำเร็จของนักเรียน ทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมนอกหลักสูตร การเปิดอาคารเรียนใหม่ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของโรงเรียนในการสานต่อความมุ่งมั่นดังกล่าว และสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้แก่นักเรียนรุ่นต่อไป
Go To Lead
|
'จุฬาฯ' เปิดตัวระบบทดสอบสมรรถนะ AI และ Data Science
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจุฬาฯ กล่าวว่า คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ร่วมกับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาฯ และภาคีเครือข่าย จัดงาน Decoding the Data Science & AI Workforce: DSAT Research Findings & National Assessment Launch เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสมรรถนะด้านวิทยาการข้อมูลของกำลังคนในอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย พร้อมเปิดตัว Data Science & AI Aptitude Test (DSAT) แบบประเมินความถนัดด้านวิทยาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาบุคลากร สำรวจมหาวิทยาลัย ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาการข้อมูล (Data Science) เข้ามามีบทบาทต่อการทำงานและตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง องค์กรจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยประเมินได้ว่าบุคลากรมีความรู้และทักษะอยู่ในระดับใด เพื่อให้สามารถวางแผนพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพได้อย่างตรงจุด การพัฒนาแบบทดสอบ Data Science & AI Aptitude Test (DSAT) จึงเป็นความร่วมมือที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอน แต่ยังมีส่วนช่วยพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน เรียนAI ออนไลน์
DSAT ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการวัดผลหรือเปรียบเทียบคะแนน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บุคลากรและองค์กรเห็นแนวทางการพัฒนาตนเอง โดยสามารถใช้ผลการประเมินเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับทักษะและติดตามความก้าวหน้าของตนเองได้ เช่นเดียวกับการแข่งขันที่ช่วยผลักดันให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้น จุฬาฯ จึงมุ่งหวังให้แบบทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และช่วยเตรียมความพร้อมของกำลังคนด้าน AI และ Data Science สำหรับอนาคต ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวและว่า
รศ.ดร.ธารทัศน์ มฆมานกุล< คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวว่า การพัฒนาแบบทดสอบ DSAT เริ่มต้นจากการศึกษาวิจัยเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และสมรรถนะด้าน AI และ Data Science ของบุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี และได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรที่ส่งบุคลากรเข้าร่วมการประเมิน ผลการวิจัยจะช่วยให้เห็นภาพความรู้และความเชี่ยวชาญของกำลังคนในปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาฯ จะช่วยให้การทดสอบมีระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย ทั้งยังเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้ AI ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพของคน ไม่ใช่ทดแทนบทบาทของคนทั้งหมด
Go To Lead
|
ชู Thai Food, Good Health ปั้นอาหารไทย สู่ตลาด Wellness โลก
ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุในปี 2022 ตลาด Healthy Eating, Nutrition & Weight Loss ของไทยมีมูลค่าสูงถึง 8.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีฉลากสุขภาพ (Healthy-Labeled Foods & Beverages) ถึง 5.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาพรวมตลาดระดับโลกในปี 2024 มีมูลค่ามหาศาลถึง 1.148 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 7.1%ต่อปี ที่สำคัญในช่วงปี 20242029 สะท้อนถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในการขยายตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก
"แนวคิด Thai Food, Good Health คือการยกระดับจุดแข็งของอาหารไทยให้สอดรับกับเทรนด์สุขภาพของโลกยุคใหม่ โดยมุ่งนำเสนออาหารไทยที่ไม่ได้มีเพียงความอร่อย หากแต่มีคุณค่าและตอบโจทย์การดูแลสุขภาพ สามารถต่อยอดตั้งแต่วัตถุดิบและผลผลิตในชุมชน สู่การพัฒนาเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน ตลอดจนธุรกิจด้าน Wellness ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสให้กับห่วงโซ่อาหารของไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ไปจนถึงการขยายตลาดสู่ระดับสากล" ดร.นพ.พงศธร กล่าวและว่า
นอกจากร้านอาหารทั่วไปแล้ว โอกาสของ Thai Food, Good Health ยังครอบคลุมถึง Healthy Food, Functional Food, Healthy Beverage, โภชนเภสัช (Nutraceuticals) และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภค ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างให้สินค้าไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกหลักเกณฑ์สนับสนุนการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) เพื่อให้ผู้ประกอบการสื่อสารประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงส่งเสริมให้ประชาชน มีพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอด อาหารไทย สู่ Value Chain ใหม่ของอุตสาหกรรม Wellness ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ อาหารเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จาก ภูมิปัญญาไทยไปจนถึงบริการด้านสุขภาพและเวลเนส เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และยกระดับศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทาง ด้าน Wellness บนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมจัดงาน RESET Forum
โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมจัดงาน RESET Forum ร่วมกับ KangaChang และ Australia Council ภายใต้แนวคิด Reset your hormones. Reclaim your body หรือ ปรับสมดุลฮอร์โมน กลับมาเป็นเจ้าของร่างกายของคุณอีกครั้ง ณ โรงแรมโซ แบงคอก รวมบุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะ และผู้ขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพผู้หญิง ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองเกี่ยวกับสุขภาพฮอร์โมน พร้อมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ความสำเร็จของ RESET Forum สะท้อนความร่วมมือในการผลักดันให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพฮอร์โมนและสุขภาวะของผู้หญิงมากขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ประเด็นสุขภาพผู้หญิงได้รับการพูดถึงอย่างเปิดกว้างและอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้หญิงเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสมในทุกช่วงชีวิต
RESET Forum รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศในหลากหลายสาขา ทั้งการแพทย์ สุขภาพจิต โภชนาการ การเคลื่อนไหวร่างกาย สุขภาวะ และสุขภาพผู้หญิง มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และมุมมองที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพในหลากหลายมิติ ภายในงานประกอบด้วยการบรรยาย การเสวนา และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ สุขภาพฮอร์โมน สุขภาพประจำเดือน วัยหมดประจำเดือน สุขภาวะทางจิตใจ โภชนาการ การใช้ชีวิต และสุขภาวะโดยรวมของผู้หญิง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมอง เพื่อส่งเสริมให้เรื่องสุขภาพผู้หญิงสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดกว้าง สร้างสรรค์ และมีข้อมูลที่ถูกต้องรองรับ
Go To Lead
|
'แอสตร้าเซนเนก้า' ประกาศลงทุนในโครงการ Young Health Programme
นายจอห์น เซอร์รี ประธานบริษัทประจำประเทศไทย บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอสตร้าเซนเนก้าและยูนิเซฟ ขยายความร่วมมือระดับโลกในโครงการ Young Health Programme หรือ YHP อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่เด็กและเยาวชนในชุมชนต่าง ๆ กำลังเผชิญ สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่ดีในกลุ่มวัยรุ่น การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนการเสริมสร้างนโยบายและบริการที่สนับสนุนด้านสุขภาพของเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากมลพิษทางอากาศ ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ และการตรวจคัดกรองสุขภาพปอดในโรงเรียน
โครงการ YHP จะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร รวมถึงกลุ่มเยาวชน ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ แอสตร้าเซนเนก้า มุ่งลงทุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีในระยะยาวของคนรุ่นใหม่ รวมถึงชุมชนโดยรอบ ผ่านโครงการ Young Health Programme โดยยูนิเซฟนำความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็กและวัยรุ่น มาผสานกับความมุ่งมั่นและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของแอสตร้าเซนเนก้า พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สำหรับประเทศไทย โครงการ YHP จะเริ่มต้นจากประเด็นด้านสุขภาพปอดและมลพิษทางอากาศ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายด้านสุขภาพที่เด็กและเยาวชนในประเทศไทยกำลังเผชิญ ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการ สุขภาวะ และสุขภาพในระยะยาวต่อเนื่องจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสมนับเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS) พ.ศ. 2565 ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีร้อยละ 13 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ในขณะเดียวกัน ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี สัดส่วนของเด็กที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ส่วนกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี พบว่าร้อยละ 14 มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน มลพิษทางอากาศเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพของเด็ก โดยยูนิเซฟประเมินว่าเด็กในประเทศไทยประมาณ 11 ล้านคน ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงจากฝุ่น PM2.5 ทั้งนี้ เด็กถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด สมอง และอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ อีกทั้ง การสัมผัสมลพิษยังอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคลอด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
สำหรับการดำเนินงานระยะ 5 ปีถัดไป ระหว่างปีพ.ศ. 2569-2573 โครงการ YHP มีเป้าหมายขยายการเข้าถึงเยาวชนเพิ่มเติมอีก 10 ล้านคน พัฒนาเยาวชนแกนนำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพอีก 800,000 คน และสนับสนุนการขับเคลื่อนของเยาวชนเพื่อร่วมผลักดันนโยบายสาธารณะจำนวน 17 นโยบายทั่วโลก โดยโครงการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความเท่าเทียมทางสุขภาพ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสริมศักยภาพเยาวชนให้เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|