|
|
มก. เปิดแผนยุทธศาสตร์ เดินหน้าสู่เป้าหมาย 1 ใน 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ
ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่วางทิศทางขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต ภายใต้แนวคิด One Team, One Direction, One KU ซึ่งเป็นการปรับกระบวนทัศน์การบริหารให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและแนวโน้มสำคัญ (Megatrends) โดยมุ่งยกระดับมหาวิทยาลัยในทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และการบริการวิชาการ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพระดับโลก สร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยยังได้นำเสนอกรอบแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 25712590 ซึ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาระยะยาว ผ่านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) และการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ (Collective Action) เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ และสร้างคุณค่าให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาในช่วง 4 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งเป้าก้าวสู่ 1 ใน 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และก้าวสู่ Top 1% ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก พร้อมผลักดัน 5 สาขาวิชา ได้แก่ การเกษตรและป่าไม้ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมโยธา สัตวแพทยศาสตร์ และชีววิทยา ให้ติดอันดับโลกในการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้กำหนด 4 พันธกิจหลักและ 10 นโยบายสำคัญ ภายใต้แนวคิด เกษตรศาสตร์ที่ดีกว่าเดิม ครอบคลุมการพัฒนาด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการองค์กร โดยมุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ยืดหยุ่น เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงตามสัดส่วน 70:20:10 เสริมทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะสีเขียว (Green Skills) และ Soft Skills รวมถึงขยายโอกาสทางการศึกษาตามนโยบาย Education for All
สำหรับการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้กำหนดกรอบเวลาดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจาก Align Today เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดทิศทางร่วมกัน ตามด้วย Deliver in 180 Days เพื่อผลักดันโครงการ Quick Win ให้เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น ก่อนเดินหน้าสู่ Transform in 5 Years ผ่านการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ KU Strategic Plan 20282032 และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว Shape KU 2047 ที่จะผลักดันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่การเป็น Global Agri-Food Hub และ Living Lab ระดับโลก สร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และกำลังคนที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและสังคมโลกอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
'ETDA' ส่งเสริม มาตรฐานจริยธรรม AI เพื่อการศึกษาไทย
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธุ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ETDA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF Thailand) และคณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยศิลปากร จัดการประชุมระดมสมอง AI Governance and Ethical Standards for Thai Education Focus Group เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมออกแบบกรอบธรรมาภิบาลและมาตรฐานจริยธรรม AI ที่สอดคล้องกับบริบทของระบบการศึกษาไทยและสามารถนำไปใช้ได้จริง ได้อย่างปลอดภัย เป็นธรรม โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน
ETDA ในฐานะหน่วยงานสำคัญในการผลักดัน AI Governance ของประเทศ มุ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนนำ AI ไปประยุกต์ใช้อย่างรับผิดชอบ โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงหลักการด้าน AI Governance เข้ากับบริบทการใช้งานจริงของภาคการศึกษา ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อนำไปสู่การออกแบบกรอบกำกับดูแลที่ไม่เป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษา ครู ผู้บริหาร ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลือก พัฒนา และใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ETDA ในการผลักดัน AI Governance จากระดับหลักการสู่การปฏิบัติจริงในแต่ละภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น ลดความเสี่ยง และไม่ทิ้งผู้เรียนกลุ่มใดไว้ข้างหลัง โดย ETDA มุ่งหวังให้กรอบและแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลที่ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน พร้อมวางรากฐานให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถเรียนรู้ อยู่ร่วม และเติบโตไปกับ AI ได้อย่างรู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ และพร้อมรับมือกับโลกอนาคต-ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ ETDA Thailand
Go To Lead
|
สธ. ขับเคลื่อน โครงการวิจัยโรคหลอดเลือดสมอง
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกความร่วมมือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และบริษัท สไกน์เมด จำกัด (SKAI MED Co.Ltd.) เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงสาธารณะด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และเซนเซอร์วิเคราะห์ชีพจรและหลอดเลือดแบบใหม่ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างองค์ความรู้ทางการแพทย์ งานวิจัย และนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการสร้างเครื่องมือคัดกรองที่มีความแม่นยำสูง ใช้งานง่าย เข้าถึงประชาชนได้ครอบคลุม และเป็นกลไกสำคัญในการลดอุบัติการณ์และภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจริงในระบบสาธารณสุข เพื่อผลลัพธ์สุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชน
โดยกรมการแพทย์จะรับบทบาทหลักในด้านการดำเนินงานทางคลินิก ประสานการตรวจด้วย Doppler Ultrasound ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการประเมินหลอดเลือด ทำงานร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท เพื่อจัดทำ Clinical Reference Dataset สำหรับฝึกฝนอัลกอริทึมของ AI ให้มีความแม่นยำสูงและสอดคล้องกับลักษณะทางสรีรวิทยาของประชากรไทยโดยเฉพาะ นอกเหนือจากการพัฒนาทางเทคนิค กรมการแพทย์ยังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัย โดยจะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการกำกับดูแลมาตรฐานและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ประเภทซอฟต์แวร์ AI เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการดูแลสุขภาพประชาชนในอนาคต การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาโรคหลอดเลือดสมอง แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
Go To Lead
|
'BDMS Wellness Clinic' เดินหน้า Longevity Card
บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ขับเคลื่อนแนวคิด Health Is the Ultimate Wealth สะท้อนคุณค่าของสุขภาพและการลงทุนเพื่อสินทรัพย์แห่งชีวิต ต่อยอดความสำเร็จของ Longevity Card บัตรเพื่อการดูแลพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคลมูลค่า 1 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงผู้รับบริการสู่ Luxury Wellness Ecosystem พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และบริการระดับมาตรฐานสากลจากเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำ โดยแนวคิดดังกล่าวมุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการผสานองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ป้องกันภายใต้ศาสตร์แห่ง Scientific Wellness เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพองค์รวม ตั้งแต่การตรวจสุขภาพในระดับเซลล์ การวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ตลอดจนการเข้าถึงบริการและประสบการณ์ที่ช่วยสนับสนุนการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพอย่างมีระดับ อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการดูแลสุขภาพของผู้คนทั่วโลก รวมถึงบริการผู้ดูแลส่วนตัว (Personal Wellness Concierge) อำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนตลอดการเข้ารับบริการ พร้อมมอบการบริการด้วยความใส่ใจอย่างพิถีพิถัน
แพทย์หญิงจิรา ถาวรประดิษฐ์ ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่า สมาชิกบัตร Longevity Card จะได้รับการตรวจวิเคราะห์สุขภาพในหลากหลายมิติ ภายใน 1 ปี ทีมแพทย์และทีมสหวิชาชีพจะดูแลสุขภาพท่านอย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสมของช่วงวัยและวิถีการใช้ชีวิตตลอดทั้งปี ประกอบด้วยโปรแกรมสำคัญ อาทิ Longevity Centenarian 100 Blueprint และ Longevity Follow Up Signature ซึ่งเป็นแนวทางการติดตามและประเมินสุขภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึง การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น (Early Cancer Risk Screening) การตรวจเพื่อหาความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น การตรวจโปรตีโอมิกส์ (Proteomics) ที่ช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น หัวใจ สมอง และภูมิคุ้มกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินสุขภาพโดยรวมตลอดปี นอกจากนี้ยังมีการตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพสมดุลของกระบวนการเผาผลาญในระดับเซลล์ การตรวจระดับสารอาหารและวิตามิน การตรวจ Epigenetics การวางแผนการออกกำลังกาย บริการด้านทันตกรรม การดูแลสุขภาพผมและผิวหนัง รวมถึงบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ Longevity Card จึงเป็นเสมือน Wellness Life Blueprint พิมพ์เขียวสู่สุขภาพดีที่ยั่งยืน ที่จะทำให้คุณรู้จักและเข้าใจร่างกายของตัวเอง เพราะสมบัติที่สำคัญที่สุด คือ สุขภาพ
Go To Lead
|
'บำรุงราษฎร์' ชูแนวคิด Ready for Every Move, Naturally
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อผู้คนหันมาออกกำลังกายจริงจังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาราธอน เทนนิส กอล์ฟ หรือ HYROX สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักกีฬาอาชีพอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มี Active Lifestyle สถิติชี้ว่าในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บจากการเล่นกีฬามากกว่า 3.5 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา (ที่มา: Johns Hopkins Medicine) ขณะที่เอเชียแปซิฟิกพบอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นถึง 18% ต่อปี (ที่มา: Asia-Pacific Journal of Sports Medicine, 2023) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ผสานทีมแพทย์สหสาขาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกคนสามารถเคลื่อนไหว เล่นกีฬา และใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นจากการที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็น โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 อันดับที่ 31 จาก 75 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 1 ในประเทศไทย และ เป็น โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569 ด้านการผ่าตัดเข่าและเปลี่ยนข้อเข่าเทียม, ด้านการผ่าตัดสะโพกและเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม และด้านการผ่าตัดไหล่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยได้รับการจัดอันดับที่ 1 จาก 100 อันดับในภูมิภาคเอเชีย
พญ.สุวรรณา สุวรรณพงษ์ Program Director ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวว่า จุดเด่นของ Bumrungrad Sports Medicine คือการทำงานร่วมกับ VitalLife Scientific Wellness Center ผสานองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์การกีฬา เวชศาสตร์ป้องกัน โภชนาการ และสุขภาพเชิงลึกเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การตรวจระดับ Micronutrients วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมน ไปจนถึงการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) เพื่อออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ ช่วยให้ทุกคนออกกำลังกาย ฟื้นตัว และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะยาว
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก The Lancet (2025) ยังระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) จากการบาดเจ็บสูงที่สุดในอาเซียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนแฝงด้านสุขภาพที่เกิดจากความไม่พร้อมของร่างกาย โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาหรือผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) หรือการผ่าตัดข้อไหล่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการดูแลเชิงป้องกันหลายเท่า ดังนั้น การประเมินความพร้อมของร่างกายและการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้น จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บและเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|