Education/Health
Hot News: '70 ปี ไทย–นิวซีแลนด์' ขยายโอกาสการศึกษา
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'70 ปี ไทย–นิวซีแลนด์' ขยายโอกาสการศึกษา
ปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นิวซีแลนด์ ซึ่งมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คนและพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีศิษย์เก่านิวซีแลนด์ชาวไทยจำนวนมากประสบความสำเร็จในหลากหลายสาขา ที่ผ่านมาไทยและนิวซีแลนด์มีการส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านการศึกษา ทั้งการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสผ่านทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์เต็มจำนวน ส่งเสริมให้เยาวชนไทยเข้าถึงโอกาสการศึกษาระดับโลก พัฒนาความรู้ ทักษะ และความพร้อมรับโลกอนาคต
ความร่วมมือสำคัญด้านการศึกษา คือ Manaaki New Zealand Scholarships ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์แบบเต็มจำนวน ซึ่งนิวซีแลนด์ได้เพิ่มโควตาสำหรับนักศึกษาไทยจาก 4 ทุน เป็น 39 ทุน ในช่วงปี 2569–2570 เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาของนิวซีแลนด์ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะที่สามารถนำกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับประเทศของตนเอง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ของไทย
นายเดวิด ดาวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Education New Zealand กล่าวว่า หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand: ENZ) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ของประเทศไทย ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ณ ทำเนียบรัฐบาล เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อส่งเสริมโอกาสให้ข้าราชการไทยศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษและต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของนิวซีแลนด์ พิธีลงนามจัดขึ้นต่อหน้าผู้นำของทั้งสองประเทศ ได้แก่ นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย (ในโอกาสที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเยือนประเทศนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ 20–22 สิงหาคม 2569) สะท้อนถึงความร่วมมือด้านการศึกษาที่แน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษาใหม่ๆให้กับบุคลากรไทย พร้อมต่อยอดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ การดำเนินงานธุรกิจ
ในด้านการศึกษานานาชาติ นิวซีแลนด์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2025 มีนักเรียนต่างชาติ 92,580 คน เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดการศึกษาที่สำคัญของนิวซีแลนด์มาอย่างยาวนาน โดยประเทศไทยติด Top 10 ประเทศที่ส่งนักเรียนไปศึกษาต่อในนิวซีแลนด์มากที่สุด สะท้อนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากจุดแข็งด้านคุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งของนิวซีแลนด์ติดอันดับ Top 2% ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก และล่าสุดนิวซีแลนด์ยังได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของโลกด้าน Employment Outcomes หรือผลลัพธ์การจ้างงานของบัณฑิต จาก QS World University Rankings 2027 สะท้อนความสามารถในการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่

Go To Lead


'บำรุงราษฎร์' เปิดแคมเปญ “THE CALL หนึ่งสาย เปลี่ยนชีวิต”
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดตัวแคมเปญ “THE CALL หนึ่งสาย เปลี่ยนชีวิต” ภายใต้แนวคิด “มีสายหนึ่ง ที่ผู้ป่วยบางคนรอมาทั้งชีวิต” ถ่ายทอดช่วงเวลาที่ผู้ป่วยรอการปลูกถ่ายอวัยวะได้รับโทรศัพท์แจ้งว่ามีอวัยวะที่เหมาะสม เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งต่อโอกาสแห่งชีวิต ผ่านการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย โดยผู้บริจาคอวัยวะ 1 ราย สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถึง 8 ชีวิต แคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในการร่วมสนับสนุนภารกิจของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ผ่านการสร้างความเข้าใจและขยายการรับรู้เรื่องการบริจาคอวัยวะ พร้อมตอกย้ำความสำคัญของความพร้อมทางการแพทย์เมื่อโอกาสในการปลูกถ่ายอวัยวะมาถึง โดยการลงทะเบียนและการจัดสรรอวัยวะยังคงอยู่ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

Go To Lead


สธ.ดัน HIA กลไกเชิงนโยบาย สู่ “เมืองสุขภาพดี”
นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในการประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ พ.ศ. 2569 (HIA Forum 2026) ว่า ประเทศไทยได้พัฒนา “การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ” หรือ HIA ให้เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ให้คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรอบด้าน และในทุกปีมีการจัดเวที HIA Forum เพื่อเป็นกลไกสำคัญให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนบทเรียนและร่วมกันออกแบบระบบ เฝ้าระวังที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิท สุวรรณหงษ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การจัดประชุม HIA Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Shaping Sustainable Health Futures in the Era of Climate Change: Integrating HIA into Eco-Industrial Towns” ในครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการนำกระบวนการ HIA มาบูรณาการกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่คำนึงถึงสุขภาวะของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ด้าน นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยนำแนวคิด HIA สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ผ่านการส่งเสริม HIA ระดับท้องถิ่นและการขับเคลื่อน “เมืองสุขภาพดี” โดย ผลการดำเนินงานสามารถขับเคลื่อนได้ถึง 935 แห่ง บรรลุเกินค่าเป้าหมาย ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน สะท้อนบทบาทของท้องถิ่นและหน่วยงานสาธารณสุขในการขับเคลื่อนนโยบายที่คำนึงถึงสุขภาพให้เกิดผล ทั้งนี้ กรมอนามัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยบูรพา จัดพิธีมอบโล่ เชิดชูเกียรติแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ร่วมขับเคลื่อนเมืองสุขภาพดี ประจำปี 2569 ภายในงาน HIA Forum 2026 เพื่อเชิดชูความร่วมมือและสร้างแรงสนับสนุนในการขับเคลื่อน เมืองสุขภาพดีให้ขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป

Go To Lead


'กรมการแพทย์'
เปิดตัวแผนงานลดภาระโรคหัวใจและหลอดเลือด
นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเปิดเวทีหารือเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) เปิดตัวแผนงาน "ลดภาระโรคหัวใจและหลอดเลือดและสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ปี 2569-2573" เพื่อรับมือกับโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนโดย นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับพันธมิตรโรคหัวใจและหลอดเลือดแห่งเอเชียแปซิฟิก (APAC CVD Alliance) ในฐานะผู้ร่วมดำเนินโครงการ (Co-Project Overseer) แสดงศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขของเขตเศรษฐกิจไทยในเวทีเอเปค (APEC SOM3) โดยเน้นย้ำว่าภาระโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พุ่งสูงขึ้นจากสังคมสูงวัยและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นวิกฤตที่ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดรับมือได้เพียงลำพัง ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมมือกันในภูมิภาคเพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งในมิติสุขภาพและเศรษฐกิจ
นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอกรอบการทำงานที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ของไทยที่สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้แผนงานดังกล่าวแผนงานดังกล่าวขับเคลื่อนโดยประเทศไทย พร้อมด้วยเปรูและฟิลิปปินส์ในฐานะผู้สนับสนุนร่วม โดยได้กำหนดกรอบการทำงานที่อ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้เขตเศรษฐกิจต่างๆ นำไปใช้เสริมสร้างสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดใน 6 ขอบข่ายการทำงานที่สำคัญ ได้แก่ ความเป็นผู้นำด้านนโยบายและธรรมาภิบาล การป้องกันและการลดความเสี่ยง การตรวจพบและการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยเฉียบพลัน และการรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ (Secondary prevention)
แผนงานนี้ยังสนับสนุนความพยายามในวงกว้างของเอเปค ในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบสาธารณสุข และตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพ ประสิทธิภาพการผลิต และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนการดำเนินงานแบบบูรณาการตลอดเส้นทางการดูแลรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ตั้งแต่การป้องกันและการตรวจพบในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการป้องกันทุติยภูมิ ซึ่งสามารถนำไปการพัฒนาระบบสาธารณสุขในเขตเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้ประชากรที่มีสุขภาพดีขึ้น

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com