e-Commerce/SMEs
Hot News: “เอสเทลล่า” คว้าตัวแทนจำหน่ายEstella คริสตัลระดับโลก
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
“เอสเทลล่า” คว้าตัวแทนจำหน่ายEstella คริสตัลระดับโลก
นางสาว ภัทรจิตรา พิชญวิศิษฏ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเทลล่า เพรสทิจ จำกัด ผู้จำหน่ายโคมไฟระย้าคริสตัลแท้ 100% แบรนด์เอสเทลล่า (Estella) เปิดเผย ว่า ทางบริษัทได้ดำเนินธุรกิจโคมไฟ มานานกว่า 20 ปีแล้ว และในปัจจุบัน เอสเทลล่า เป็นตัวแทนจำหน่ายโคมไฟคริสตัลแท้ชั้นนำหลาย แบรนด์จากยุโรป เช่น Euroluce, Copenlamp, Iris Cristal, Novaresi, Pedret และ Castro Lighting นอกจากนี้เอสเทลล่ายังเป็น Exclusive Lighting Partner กับโคม ไฟสวารอฟสกี้ (Swarovski) แบรนด์โคมไฟคริสตัลชื่อดังอันดับหนึ่งของโลก และ เพื่อเป็นการเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า คริสตัลของบริษัทเป็นคริสตัลแท้ 100% ในปีนี้ จึงได้เซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศไทย (Exclusive Dealer) กับ แบรนด์แอสโฟร์ (Asfour) จากประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นผู้ ผลิตคริสตัลแท้รายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย
“จากการที่เราดำเนินธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน มีโคมไฟแบรนด์ดังๆ จากยุโรปหลายแบ รนด์ที่เราเป็นตัวแทนจำหน่าย และยังเป็น Exclusive Lighting Partner ของสวารอ ฟสกี้ ทำให้เอสเทลล่าได้รับความไว้วางใจจาก แอสโฟร์ ผู้ผลิตคริสตัลแท้รายใหญ่ของโลก แต่งตั้งให้เราเป็น Exclusive Dealer ซึ่งจะทำให้แบรนด์เอสเทลล่ามีความแข็งแกร่งมากขึ้น” นางสาวภัทรจิตรากล่าว สำหรับคริสตัลแอสโฟร์ มีจุดเด่นคือการผลิตจากทรายคุณภาพดี ที่มีส่วนผสมของ เหล็กอยู่น้อยมาก และใช้ตะกั่วออกไซด์เป็นส่วนผสมมากกว่า 30% ซึ่งมากกว่าคริ สตัลแท้ทั่วไปที่ใช้ตะกั่วออกไซด์เป็นส่วนผสมเพียงแค่ 24% ตามมาตรฐานกำหนดความ เป็นคริสตัลแท้ ทำให้คริสตัลของแอสโฟร์ ส่องประกายแวววาวมากกว่าจนทำให้เป็นที่ รู้จัก และถูกใช้มากที่สุดในอุตสาหกรรมผลิตโคมไฟของยุโรป โดยคริสตัลของแอสโฟร์ เกือบทุกเม็ดจะมีสัญลักษณ์รูปนกอินทรีย์ที่ตัวเม็ดคริสตัล ยกเว้นในคริสตัลที่มี ขนาดเล็กมาก
ปัจจุบันเอสเทลล่ามีลูกค้าเป็นกลุ่มเจ้าของบ้าน 80% และกลุ่มโครงการอสังหาริม ทรัพย์ 20% โดยคาดว่าปี 2562 นี้ ยอดจำหน่ายทั้งปีจะเติบโตขึ้น 30% จากปีที่ ผ่านมาเนื่องจากได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าเพิ่มขึ้น จากความร่วมมือทางธุรกิจ กับแบรนด์แอสโฟร์ และการเติบโตของตลาดบ้านพักอาศัยระดับบน “เรามีมุมมองว่า ตลาดบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ ที่ระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปจะ ยังมีอัตราเติบโตเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าในอนาคตตลาดระดับกลาง-บน จะมีการขยายตัว มากขึ้น สำหรับลูกค้าเอสเทลล่าส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีศักยภาพ เป็นผู้มีรสนิยมและซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง” นางสาวภัทรจิตรากล่าวเสริม

Go To Lead


สกพอ.'เปิด'ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC-OSS ผ่านออนไลน์
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า สกพอ.ได้พัฒนาระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC One Stop Service : EEC-OSS เพื่อยกระดับการบริการของภาครัฐผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (E- Government) ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการและสร้างความ โปร่งใสในขั้นตอนการขอการอนุมัติ และอนุญาต ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถทาง การแข่งขันของไทยในระยะยาว ขณะนี้ได้ดำเนินการในเฟสแรกและจะประเมินผลในระยะ 6 เดือน ซึ่งการบริการดังกล่าวจะร่น ระยะเวลาขั้นตอนการขอประกอบกิจการโรงงานเหลือ 78 วันจากเดิม 150 วัน ลดขั้นตอนดำเนิน งานจากที่มี 60 รายการเหลือเพียง 42 รายการ ลดการติดต่อหลายหน่วยงานเหลือเพียงจุดเดียว และต่อไประยะที่ 2 จะลดขั้นตอนลงไปเรื่อยๆ
สำหรับ EEC-OSS เป็นไปตาม พ.ร.บ.อีอีซี ที่ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกฎหมาย 8 ฉบับไว้ด้วยกัน ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย กรม พัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ (กพร.) โดยได้ปรับปรุงกระบวนงาน ลด ละ เลิก เอกสารและขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำ เป็น และยุบรวมใบอนุญาตคล้ายคลึงกัน ใช้ระบบขออนุมัติ อนุญาต ออนไลน์ สามารถยื่นคำขอ รับบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานที่ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเข้าใช้งานผ่านช่องทาง www.eeco.or.th/eec-oss หรือจะเข้าใช้งานผ่าน EEC-OSS โดยตรงก็ได้
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม กล่าวว่า EEC-OSS จะนำ ร่องดำเนินการในเฟสแรกก่อน ซึ่งได้มีการนำข้อมูลต่างๆ มาแชร์และลดขั้นตอนการประกอบ กิจการโรงงานในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการลงทุนผ่านระบบออ นไลน์ เพื่อความโปร่งใสซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน นางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการ สกพอ. กล่าวว่า กรณี World Economic Forum (WEF) ได้รายงานดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยปี 2562 ที่อยู่อันดับ 40 ลดลงจากปี 2561 ที่อยู่ในอันดับที่ 38 จากทั้งหมด 141 ประเทศทั่วโลก ส่วนคะแนนดีขึ้นจากปี 2561 ที่ได้ 67.5 คะแนน เพิ่มเป็น 68.1 คะแนนนั้นเชื่อว่าในระยะต่อไปเมื่อมีการปรับปรุงระบบการให้ บริการอำนวยความสะดวก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีที่ในเดือน ธ.ค.ทุกอย่างจะชัดเจน จะมีส่วนยกระดับความสามารถการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้นได้

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com