e-Market
Go to www.supersafenano.com
Hot News: 'SABINA' โกยรายได้ 3,450.4 ล้านบาท สร้างสถิติสูงสุด
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'SABINA' โกยรายได้ 3,450.4 ล้านบาท สร้างสถิติสูงสุด
นางสาวดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 1 ปี ประจำปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,450.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 264.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 8.3% จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากสถิติสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ในปี 2562 ที่ระดับ 3,295 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิปี 2566 อยู่ที่ 462.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.9% จากปี 2565 โดยเป็นการเติบโตดีกว่าที่บริษัทฯ คาดไว้ ส่วนอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ปี 2566 อยู่ที่ 13.4% ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 113.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 คิดเป็น 7.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.1%.
สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานในปี 2566 นั้น นอกจากจะมาจากกำลังซื้อที่กลับมาคึกคัก ยังมาจากกลยุทธ์ของ SABINA ที่เน้นการพัฒนาโดยใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมใหม่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ทำให้สินค้า “ซาบีน่า บราเลส” (SABINA Braless) กลายเป็นสินค้าขายดีที่สร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2566 รวมถึงกลยุทธ์ความร่วมมือหรือคอลแลบกับคาแรคเตอร์ต่างๆ ในการออกคอลเลคชั่นพิเศษ ที่ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคและสร้างสีสันให้กับการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังพัฒนาช่องทางขายให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้นและง่ายขึ้น ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ช่องทางค้าปลีก (Retail) ขยายตัว 5.6% ช่องทางออนไลน์ (NSR : Non Store Retailing) ขยายตัว 33.6.% ขณะที่ช่องทางรับจ้างผลิต (OEM) เติบโตลดลง 29.5% แต่มีแนวโน้มที่จะกลับมาขยายตัวได้ดีในปีนี้
“ผลการดำเนินงานปีที่แล้วถือว่า เราปลดล็อคได้สำเร็จ หลังจากที่บรรลุเป้าหมายรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่การลงทุนในฟิลิปปินส์เติบโตได้ดี ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา เรายังรับรู้รายได้จากฟิลิปปินส์ไม่เต็มปี แต่ก็สามารถสร้างรายได้เกินกว่าที่เราคาดไว้ ขณะที่ปีนี้ SABINA จะรับรู้รายได้จาก Moda ในฟิลิปปินส์ตามสัดส่วนการถือหุ้นแบบเต็มปีเป็นครั้งแรก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นไปอย่างน่าพอใจ ขณะเดียวกัน เราตั้งเป้าหมายการเติบโตในทุกช่องทางขาย ทั้งช่องทางค้าปลีก ออนไลน์ และช่องทางรับจ้างผลิต (OEM) ที่จะกลับมาขยายตัวในระดับปกติได้อีกครั้ง ซึ่งจะสนับสนุนให้รายได้ในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นได้ 10% ตามเป้าหมายที่วางไว้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SABINA กล่าว

Go To Lead


'SNNP' เปิดเกมรุก ลุยธุรกิจใหม่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP กล่าวว่า แผนการทำธุรกิจในปีนี้ บริษัทฯ มีความพร้อมสร้าง New S-Curve กับธุรกิจใหม่ ในการลงทุนพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplementary) ภายใต้แบรนด์ ”เจเล่ฟิตต์” (Jele Fitt) ครั้งแรกของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบเยลลี่รสผลไม้ ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้เหมาะกับคนแต่ละช่วงอายุที่แตกต่างกัน ราคาซองละ 15 บาท (1 ซอง บรรจุ 27 กรัม) วางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11
"ตลาดอุตสาหกรรมเสริมอาหารในไทยมีมูลค่ากว่า 8.7 หมื่นล้านบาท และมีอัตราการเติบโต 10% ในปี 2566 ถ้าแบ่งตลาดอาหารเสริมในไทยตามคุณประโยชน์ กลุ่มอาหารเสริมที่เน้นคุณโยชน์สุขภาพโดยรวม มีสัดส่วนถึง 29% หรือประมาณ 25,230 ล้านบาท จากการศึกษาพฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคต่อสินค้ากลุ่มอาหารเสริมในประเทศไทย ทำให้ทราบถึงความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้นแนวความคิดในการออกแบบสินค้า คือร่างกายคนเรามีความแตกต่างไม่เหมือนกัน และมีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงกำหนดกลยุทธ์เป็น New S Curve ของ SNNP เพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2567 ซึ่งจากผลวิจัยและกลยุทธ์ดังกล่าวทางบริษัทฯ จึงนำมาพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ เจเล่ฟิตต์ ที่ออกแบบมาให้ฟิตต์แต่ละช่วงวัย และเป็นครั้งแรกที่ SNNP วางตลาดสินค้าอาหารเสริมในตลาด premium mass market" นายวิโรจน์ กล่าวและว่า
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้มองว่าจะยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว ซึ่งเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่จะต้องหากลยุทธ์มาขับเคลื่อนให้ธุรกิจมีการเติบโต ซึ่งจากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีนี้ของบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถทำรายได้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2566 มีกำไรสุทธิ 636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120 ล้านบาท หรือ 23% สร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ส่วนรายได้รวม 6,049 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 445 ล้านบาท หรือ 8% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 5,604 ล้านบาท โดยปัจจุบันภาพรวมตลาดขนบขบเคี้ยวในไทยมีการเติบโตเฉลี่ย 3-5% มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 43,000 ล้านบาท

Go To Lead


'SABUY' ส่งน้ำด่าง 'มารีน พลัส' คว้ารางวัล 2024 Superior Taste Award
นางสาววิจิตรา ปิ่นเรืองหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สบาย มาร์เก็ต พลัส จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมงาน Superior Taste Award ของสถาบัน International Taste Institute ที่เป็นเครื่องหมายการันตีรสชาติอาหารและเครื่องดื่มที่ผ่านการทดสอบและประเมินจนได้รับการยอมรับจากเชฟและซอมเมอลิเย่ร์ (ผู้เชียวชาญด้านไวน์ระดับมืออาชีพ) ชั้นนำระดับโลก ซึ่งการได้รับรางวัล Superior Taste Award ในครั้งนี้ ถือเป็นการการันตีมาตรฐานและคุณภาพเพื่อก้าวไปอีกขั้นสู่ระดับสากล ที่คุณประโยชน์น้ำด่างตรามารีน พลัส มีให้กับผู้บริโภค ด้วยโมเลกุลขนาดเล็ก ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย ปรับสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย ช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญ ช่วยดีท็อกซ์ มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์จากหินแร่ มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยในการชะลอวัย เหมาะกับกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย และยังตอบโจทย์คนรักสุขภาพอีกด้วย .
โดยน้ำด่างตรามารีน พลัสได้รับการลงคะแนนและพิจารณาจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์รสชาติกว่า 200 ท่าน จาก 20 กว่าประเทศ ผ่านการทดสอบโดยได้รับการประเมินตาม 5 เกณฑ์การวิเคราะห์ประสาทสัมผัสนานาชาติ Hedonic (มาตรฐาน AFNOR XP V096A) คือ 1.)ความประทับใจแรก 2.) การมองเห็น 3.) การดมกลิ่น 4.) รสชาติ และ 5.) เนื้อสัมผัส(สำหรับอาหาร) หรือความรู้สึกสุดท้าย (สำหรับเครื่องดื่ม) น้ำด่างตรามารีน พลัส น้ำดื่มจากหินแร่ธรรมชาติมาตรฐานสารกรองระดับ NSF จากประเทศเนเธอร์แลนด์

Go To Lead


'เดอะ พิซซ่า คอมปะนี' พร้อมลุยปี 67
นายปัทม์ พงษ์วิทยาพิพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ได้ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์ร้านพิซซ่าแนวหน้าของไทย ผ่านการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจและกิจกรรมทางการตลาดที่หลากหลาย ตลอดจนการทำการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่มีการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ทั้งตัวอักษรและรูปแบบ เน้นสีเขียวที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ การปรับยูนิฟอร์มของพนักงานให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ไปจนถึงการออกแบบร้านให้มีความสว่างและเรียบง่ายมากขึ้น เพื่อให้แบรนด์มีความทันสมัย พร้อมเล่มเมนูที่มีอาหารหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการดำเนินกลยุทธ์ข้างต้น ส่งผลให้ผลประกอบการของเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ตลอดปี 2566 เติบโต 10% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
"ในปี 2567 เดอะ พิซซ่า คอมปะนี เดินหน้าสร้างการเติบโตแบบเต็มกำลังพร้อมขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งแคมเปญใหญ่ประจำปี “1 แถม 1 คู่ฟินขวัญใจมหาชน” (Buy One Get One) ซื้อ 1 ถาด แถมฟรี 1 ถาด สำหรับพิซซ่าทุกหน้า ทุกขอบ ทุกที่ทั่วไทย เพื่อกระตุ้นยอดขายทั่วประเทศ พร้อมย้ำจุดยืนความเป็นผู้นำด้านเดลิเวอรี โดยการันตีจัดส่งภายในระยะเวลา 20 นาที สำหรับ 40 สาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่ร่วมรายการ ซึ่งแคมเปญดังกล่าวได้มีการเปิดตัวอย่างอลังการด้วยขบวนทัพคาราวาน ที่ออกเฉลิมฉลองรอบเส้นทางใจกลางเมืองกรุงเทพ โดยแคมเปญ “1 แถม 1 คู่ฟินขวัญใจมหาชน” จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 จนถึงวันที่ 17 เมษายน 2567 นอกจากนี้ยังสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการดึง “บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” พร้อมด้วย “พีพี – กฤษฏ์อำนวยเดชกร” สองนักแสดงและนักร้องชื่อดัง นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ร่วมกันเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง ตลอดจนเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี" นายปัทม์ กล่าว ทิ้งท้าย

Go To Lead


e-MARKET CLICK
“อาร์ทิสทรี สกิน นิวทริชั่น สลีปปิ้ง มาส์ค”
อาร์ทิสทรี จาก แอมเวย์ แนะนำ อาร์ทิสทรี สกิน นิวทริชั่น สลีปปิ้ง มาส์ค (Artistry Skin Nutrition Sleeping Mask) ผลิตภัณฑ์มาส์คผิวหน้าก่อนนอนแบบไม่ต้องล้างออก มอบการปรนนิบัติผิวที่เหนือระดับ อัดแน่นด้วยส่วนผสมและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์คนที่ไม่มีเวลาให้ “ผิว” ได้เบรกพักผ่อน ช่วยให้ผิวได้นอนเต็มอิ่มและรู้สึกสดชื่นหลังตื่นนอน พร้อมเริ่มต้นวันใหม่ ถูกออกแบบและพัฒนาจากความเชี่ยวชาญของนักวิทยาศาสตร์ อาร์ทิสทรี เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวที่มีการผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีผิวที่ล้ำสมัย เข้ากับส่วนผสมของพืชธรรมชาติจากฟาร์มออร์แกนิคนิวทริไลท์ (Convergence of Artistry & Nutrilite) จึงมั่นใจในส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพ สะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต ปราศจากส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิว และไม่มีส่วนผสมที่มาจากสัตว์และการทดลองกับสัตว์ (Traceable & Clean) สู่ผลลัพธ์ผิวสวยและมีสุขภาพดีกว่าที่เคย
“DUNE : PART TWO COMBO SET”
โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ส่งคอมโบเซทสุดพรีเมี่ยม “DUNE : PART TWO COMBO SET” มาให้แฟนภาพยนตร์ DUNE : PART TWO (ดูน ภาคสอง) ได้สะสม ภายในเซทประกอบด้วย Sandworm Lid Popcorn Tin ถังป๊อปคอร์นดีไซน์พิเศษรูปทรงหนอนทะเลทราย (Sandworm) ลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์ พร้อมป๊อปคอร์นขนาด 130 ออนซ์ 1 ถัง และน้ำอัดลมขนาด 32 ออนซ์ 1 แก้ว ในราคาพิเศษเพียงเซทละ 490 บาท ที่จุดจำหน่ายป๊อปคอร์นเครื่องดื่มของโรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าสินค้าจะหมด
Go To Top

[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com