Politics/City
Hot News: 'กกต.'ฟัน4รมต.ถือหุ้น
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'ชี้' เลือกตั้ง เงินสะพัดกว่า 80,000 ล้าน
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาลัยหอการค้าไทยกล่าวในงานสัมมนา”เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง ” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ปี 2562 จะมีจุดเปลี่ยน สำคัญของประเทศไทยก็คือมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเพื่อให้นโยบายและแผนงานต่างๆเดินหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกด้วย ซึ่งหากดูภาวะเศรษฐกิจ ไทยทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยได้ประเมินไว้ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% โดยในช่วงไตรมาสแรกอาจชะลอตัวเล็กน้อยแต่ยังเขื่อ ว่า หากการเลือกตั้งออกมาอย่างไร โดยการลงทุนของภาครัฐ และเอกชนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ทางศูนย์ประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการเลือกตั้งทั้งเลือกตั้ง ในระดับประเทศและเลือกตั้งท่องถิ่นได้มากกว่า 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสะพัดที่นำไปใช้ในการเลือกตั้งใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาท ที่จะแบ่งเป็นการนำไปใช้ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านกระตุ้นยอดค้าปลีก และอื่นๆโดยอีก 30,000 ล้านบาทจะเป็นเงินสะพัดจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น โดยเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะดันยอดจีดีพีของไทยได้ถึง0.3%
" ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับอานิสงค์จากการเลือกตั้ง ได้แก่ ธุรกิจการพิมพ์และการโฆษณา,การค้าส่งค้าปลีก,การจำหน่ายน้ำมัน,การผลิตกระดาษ,ภัตตาคารและร้านอาหาร,การผลิตน้ำมันปิ โตเลียม,การบริการทางด้านธุรกิจ,โรงแรมและที่พัก,การผลิตไฟฟ้าและการผลิตรถยนต์/รถจักรยานยนต์ ตามปัจจัยสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองนั้นต้องไปดูว่าหลัง การเลือกตั้งแล้วการเมืองจะมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหนซึ่งหากเป็นไปในทิศทางที่ดีก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2562 ขยายตัวได้ที่ 4.2%" นางเสาวณีย์ กล่าว
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ กล่าวว่า การเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ถือว่าสำคัญอย่างมาก มีความคาดหวังในภาคธุรกิจอย่างสูงที่อยากจะเห็นให้มีการ เลือกตั้ง และทุกฝ่ายรับทราบว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาจะเป็นรัฐบาลผสมและอยากเห็นแผนหรือนโยบายต่างๆให้เป็นนโยบายที่ต่อเนื่อง เพราะขณะนี้ ความคาดหวังต่อระบบเศรษฐกิจ ไทยอยู่ที่แผนการลงทุนของภาคเอกชนแบบระยะยาวที่จะสร้างความมั่นใจและพร้อมที่จะจัดทำแผนลงทุนได้ ดังนั้น หากไม่มีการเลือกตั้งยิ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหาได้ ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีเรื่องของปัจจัยภายนอกเนื่องจากในช่วงสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาเศรษฐกิจจากนอกประเทศเยอะอย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังไม่เข้าสู่ภาวะทดถอยดูได้จากตัวเลขการว่างงาน ที่อยู่ในระดับต่ำ การบริโภคที่ยังเติบโตได้ดี ขณะที่เศรษฐกิจจีนเชื่อว่าในปีนี้จะขยายตัวได้ ไม่น้อยกว่า 6% ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนและสหรัฐยังเติบโตได้ดีก็เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโลกก็จะยังไม่เข้าสู่ภาวพถดถอย
นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย ( สรท.)กล่าวว่า ส่งออกคาดหวังว่าไทยจะมีการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีรัฐบาลแล้วภาคเอกชนอยากเห็น รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะอยากให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออกที่ยังมีหลายฉบับที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่มีการปรับแก้ไข รวมถึงกฎระเบียบของไทยที่ อยากให้มีการปรับเปลี่ยนด้วย และอยากให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกรอบการเจรจา FTA ด้วยที่ต้องฝากรัฐบาลชุดใหม่ และสิ่งที่ภาคเอกชนโดยเฉพาะภาคการส่งออกอยากฝากให้ดูแลค่า เงินบาทไม่ควรที่จะแข็งค่ากว่ากลุ่มอาเซียนด้วยกัน ซึ่งไทยค่าเงินบาทแข็งกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าร้อย 10 ถือว่าแข็งค่ามากเกินไป

Go To Lead


'กกต.'ฟัน4รมต.ถือหุ้น
นางสาวเกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่าการถือหุ้นของ 4 รัฐมนตรี เข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง โดยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ว่า ตนรู้สึกขอบคุณที่ กกต. ปฎิบัติหน้าที่แบบตรงไปตรงมา แต่นี่เป็นเพียงกระบวนการขั้นต้นในการวินิจฉัย หวังว่าจะไม่เป็นกระบวนการฟอกขาวในกระบวนการยุติธรรมขั้นต่อไป สังคมไทยรู้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งมาจากคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 ผลงานการวินิจฉัยในรอบทศวรรษทุกคนทราบดีว่าเป็นเช่นไร สร้างความด่างพร้อยให้กระบวนการยุติธรรมไทยหรือไม่ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่เช่นไร สร้างความแตกแยกในสังคมมากขึ้นหรือไม่อย่างไร ถ้าต้องการทราบผลความเชื่อมั่นในกรณีนี้ ให้อ่านความคิดเห็นต่อข่าวกรณีนี้จะพบว่า ความคิดเห็นในโลกออนไลน์ส่วนใหญ่จะหัวเราะเยาะ บ้างก็บอกว่าละค๊อนละครเริ่มต้นแล้ว ผงซักฟอกมาแล้ว ถ้าเรายังปล่อยให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยเป็นอย่างนี้ต่อไป ประเทศไทยคงจะไม่มีที่ยืนในเวทีโลกในที่สุด ไทยจะเป็นประเทศที่ยืนหนึ่งทางด้านความเหลื่อมล้ำทุกด้าน ด้านเศรษฐกิจเราก็ยืนหนึ่งไปเรียบร้อยแล้วจากการจัดเมื่อปลายปีที่แล้ว กระบวนการยุติธรรมเราอยู่อันดับที่ 71 จาก 113 ประเทศ จากรายงานดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม WJP Rule of Law Index 2017 - 2018 อันดับลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน 7 อันดับ ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของเราก็อยู่ในขาลง
ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสนใจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เป็นที่เชื่อมั่นให้ยึดโยงกับประชาชน อย่างที่ตนเคยนำเสนอว่า เราควรจะมีการสุ่มเลือกคณะบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องมาช่วยวินิจฉัยความขัดแย้งเป็นรายครั้ง หรือที่เรียกว่าคณะลูกขุน โดยในการตัดสินผู้พิพากษาต้องนำคำวินิจฉัยของคณะลูกขุนพิจารณาด้วย ส่วนการสรรหาผู้พิพากษาควรจะมีวิธีการให้ยึดโยงกับประชาชน การแก้ไขสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ เพียงแต่แก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งการลดความแตกแยกในประเทศ และความเชื่อมั่นในสังคมโลก ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

Go To Lead


รถไฟฟ้าบีทีเอส ความสุขยกระดับของชีวิต
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนการบริการ เพื่อเข้าสู่ยุคสังคมปลอดเงินสดหรือ Cashless Society โดยนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการให้บริการ ปรับเปลี่ยน เครื่องจำหน่ายตั๋วโดยสารแบบเที่ยวเดียวให้เป็นแบบจอสัมผัส (Touch Screen) ทั้งระบบ รวม 250 ตู้ และเพิ่มตู้จำหน่ายตั๋วที่สามารถใช้ธนบัตรจ่ายอีก 50 ตู้ และที่สำคัญบริษัทฯ ได้ ร่วมกับ แรบบิทไลน์เพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) พัฒนาให้สามารถนำระบบคิวอาร์โค้ดเพย์เมนท์ มาใช้ในการจำหน่ายตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว ซึ่งสามารถจ่ายได้ทั้งแรบบิทไลน์เพย์ และผ่านแอปโมบายล์แบงก์กิ้งทุกธนาคาร พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารยิ่งขึ้นผ่าน ระบบ แรบบิท – ไลน์เพย์ ให้ผู้โดยสารสามารถชำระเงิน ผ่านมือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเติมเงิน ซื้อเที่ยวเดินทาง หรือเช็คยอดเงินคงเหลือ ได้อย่างสะดวกสบายด้วยตนเอง เพื่อเป็นการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งมียอดผู้โดยสารสูงสุดถึง 920,343 เที่ยวคนต่อวัน และรองรับการใช้งานในส่วนต่อขยายสายสีเขียวช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – คูคต ในอนาคตอีกด้วย
กรุงเทพมหานคร ได้เปิดทดลองให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วง แบริ่ง – สมุทรปราการ จำนวน 9 สถานี ซึ่งประกอบด้วย สถานีสำโรง สถานีปู่เจ้าฯ สถานีช้างเอราวัณ สถานีโรงเรียนนายเรือ สถานีปากน้ำ สถานีศรีนครินทร์ สถานีแพรกษา สถานีสายลวด และสถานีเคหะฯ จึงทำให้รถไฟฟ้าบีทีเอสมีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 43 สถานี และมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 46 กม. โดยบริษัทฯ ได้นำขบวนรถไฟฟ้าใหม่ ที่ทยอยเดินทางมาถึงประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม ออกให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งเป็นขบวนรถไฟฟ้าในจำนวนทั้งหมด 22 ขบวน ที่บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจาก บริษัท ซีเมนส์ จำกัด จะทยอยเข้ามาจนครบ 22 ขบวน ในช่วงต้นปี 2562 โดยรถไฟฟ้าขบวนใหม่นี้ มีการปรับรูปโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกภายในขบวนรถที่ช่วยประหยัดพลังงาน และมีพื้นที่จุผู้โดยสารได้ มากขึ้นเพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ส่วนความคืบหน้าส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต -สะพานใหม่ – คูคตนั้น คาดว่า โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย ทั้งหมดภายในปี 2562 และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงของการดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกลโดยจะทยอย เข้าทำงานตามส่วนที่แล้วเสร็จก่อน ซึ่งบริษัทฯ จะเป็นผู้ให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงในส่วนต่อขยายนี้ และได้มีการสั่งซื้อขบวนรถไฟฟ้าจากบริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล จำกัด จำนวน 24 ขบวน เพื่อรองรับส่วนต่อขยายนี้ โดยบริษัทฯ คาดว่าจะเปิดให้บริการแก่ประชาชนเป็นสถานีแรก คือ สถานีห้าแยกลาดพร้าว ช่วงประมาณกลางปี 2562 ที่จะถึงนี้
บริษัทฯ ได้มอบของขวัญปีใหม่ 2562 โดยบริษัทฯ ร่วมกับ บมจ. เอแอลที เทเลคอม (ALT) ติดตั้ง WIFI BTS Xpress เพื่อให้บริการฟรีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Free Wi-Fi) แก่ผู้ใช้บริการทุกพื้นที่บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส 30 สถานี ยกเว้น ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ช่วงสถานีสำโรง – สถานีเคหะฯ และส่วนต่อขยายสายสีลม ช่วงสถานีวงเวียนไหญ่ – สถานีบางหว้า เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ผู้โดยสารถไฟฟ้าบีทีเอส ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2562
ในปีหน้านี้ ประมาณกลางเดือนมกราคม บริษัท ฯ จะเริ่มดำเนินการติดตั้งประตูกั้นชานชาลา เพิ่มอีก 2 สถานี ได้แก่ สถานีสุรศักดิ์ และสถานีทองหล่อ ซึ่งเป็นสถานีที่ผู้โดยสารใช้บริการเป็นจำนวนมาก จากเดิม ติดตั้งที่ สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สถานีพญาไท สถานีสยาม สถานีชิดลม สถานีอโศก สถานีพร้อมพงษ์ สถานีอ่อนนุช สถานีศาลาแดง และสถานีช่องนนทรี ทั้งนี้ในเส้นทางส่วนต่อขยายช่วงสถานีสำโรง – สถานีเคหะฯ ได้มีการติดตั้งประตูกั้นชานชาลา เสร็จสิ้นทุกสถานีแล้ว และในอนาคตบริษัทฯ จะทยอยติดตั้งให้ครบทุกสถานี รวมทั้งส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – คูคต

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com