ASEAN News
Hot News: BGRIM 'ปลื้ม' กำไรสุทธิ Q2
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
BGRIM 'ปลื้ม' กำไรสุทธิ Q2
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส2/2562 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ เป็น 10,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.4% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 989 เมกะวัตต์ ในช่วงระยะเวลาประมาณตั้งแต่ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้ามาจนถึงไตรมาส 2/2562 จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ 12 โครงการ (โครงการโรงไฟฟ้าแบบSPP 2 โครงการ, โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย 7 โครงการ, โครงการน้ำแจ 1 ใน สปป. ลาว และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม 2 โครงการ)รวมไปถึงการซื้อหุ้นของบริษัท บี.กริม ยันฮี โซลาร์ เพาเวอร์เพิ่มเติมเป็น100%ในเดือน กรกฎาคม 2561 และการเข้าซื้อโครงการ SPP1 จาก บมจ. โกลว์ พลังงาน ในเดือน มีนาคม 2562 และ 3) การปรับขึ้นของราคาขายไฟฟ้าต่อหน่วย
ขณะที่กำไรสุทธิจากงบการเงินรวมอยู่ที่ 1,038 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 626 ล้านบาทสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 191.2% และเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า 17.7% หากไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำแล้ว บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจากงบการเงินรวมไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 886 ล้านบาทเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 557 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง25.7%จากไตรมาสก่อนหน้า มีสาเหตุหลักมาจาก การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าใหม่โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม 2 โครงการรวมกำลังการผลิต 677 เมกะวัตต์และโครงการน้ำแจ1กำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์ รวมไปถึงการรับรู้ผลดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการ SPP1 อีกทั้งราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยลดลง 2.4% ขณะที่ค่า Ft คงที่ และมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงการ SPP อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้บริษัทยืนยันว่าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามได้แก่DT1&2ขนาด 420 เมกะวัตต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิกาคอาเซียนและโครงการPhu Yen TTP ขนาด 257 เมกะวัตต์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ก่อนระยะเวลาที่กำหนดเมื่อเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมาภายใต้งบประมาณที่ตั้งไว้นั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาระบบสายส่งและการเชื่อมต่อ grid ในพื้นที่บริเวณตอนกลางของประเทศเวียดนาม เนื่องจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ DT1&2 ตั้งอยู่ที่จังหวัด Tay Ninhในภาคตะวันตกเฉียงใต้(ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาสายส่ง) และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen TTP ขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN)ผ่านสายส่ง TuyHoa – Nha Trang 220kV ซึ่ง grid มีความพร้อมและเพียงพอที่จะรองรับการจำหน่ายไฟฟ้า ดังนั้นทั้ง 2 โครงการสามารถจำหน่ายไฟฟ้าและรับรู้รายได้จาก EVN เป็นปกติตั้งแต่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โดยรับรู้รายได้แล้ว 183 ล้านบาทในไตรมาส 2/2562 ตามสัญญาซื้อขายไฟระยะเวลา 20 ปี กับEVN ด้วยอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ 9.35 เซนต์ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
ปัจจุบัน สัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิม8% ในขณะที่สัดส่วนกำลังการผลิตจากโครงการในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิม2% ตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำในระดับภูมิภาค โดยในขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการใหม่อีกเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ยังเดินหน้าโครงการระหว่างก่อสร้างมีความคืบหน้าตามแผน คือโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม Interchemกำลังการผลิตติดตั้ง 4.8 เมกะวัตต์ มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง50.7% ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเทเสาและทำระบบสายดินโดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือน ธันวาคม 2562 ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมบริษัทมีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 5 โครงการที่เข้าเกณฑ์การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าโรงไฟฟ้าเดิมที่ให้โครงการ SPP ที่จะหมดอายุสัญญาในระหว่างปี 2560-2568 สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปีวางกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2565 ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถให้บริการด้วยคุณภาพที่สูงแก่ลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังอนุมัติการจ่ายปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น โดยวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล(Record date)คือ 28 สิงหาคม 2562และ วันจ่ายปันผล 10 กันยายน 2562

Go To Lead


EEC 'เยือน' เซี่ยงไฮ้ดึงลงทุนอุตฯ ไฮเทค
นางลัษมณ อรรถาพิช รองเลขาธิการสายงานการลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศ สกพอ. เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกับทาง CPIT ถึงทิศทางความร่วมมือระหว่าง EEC และนครเซี่ยงไฮ้ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาการศึกษาและทรัพยากรบุคคล การพัฒนา Smart Industrial Parks รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งยังได้หารือถึงการให้ความสำคัญต่อนโยบาย Belt and Road ซึ่งทางรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสร้างความร่วมมือกับไทยได้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทั้งนักลงทุนและผู้นำระดับสูงของจีนต่างให้ความสนใจในโครงการ EEC และคาดว่าจะมีการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับความร่วมมือในประเทศที่สามระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นแล้วกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ทั้งนี้ สกพอ. มีความยินดีหาก CCPIT Shanghai จะนำคณะทั้งภาครัฐและเอกชนเยือนประเทศไทยและพื้นที่ EEC
รวมทั้งได้แนะนำ EEC ให้ผู้ร่วมงานรู้จักและเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยนำเสนอถึงความเชื่อมโยงระหว่างไทยและจีนผ่านนโยบาย Belt and Road ชูจุดเด่นเชิงพื้นที่ของ EEC ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศในแถบ CLMVT ได้อย่างสะดวก นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แนะนำอุตสาหกรรมเป้าหมายและโครงการ Smart City ที่กำลังจะเกิดขึ้นและชักชวนให้นักลงทุนจีนมาร่วมกันพัฒนา รวมถึงนำเสนอความพร้อมในการรองรับนักลงทุนจีนที่สนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC และร่วมตอบข้อซักถาม โดยในงานนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก CPIT และ Shanghai Investment Development Board เป็นหน่วยงานที่สำคัญยิ่งในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเซี่ยงไฮ้ และได้สนับสนุนกิจกรรมของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เสมอมา

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com